ผู้เขียน หัวข้อ: สืบรัก สะกดรอยรัก (1)  (อ่าน 327 ครั้ง)

เมืองสอง

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 3
    • ดูรายละเอียด
สืบรัก สะกดรอยรัก (1)
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2015, 12:15:17 PM »
สืบลับ : สะกดรอยรัก (1)   









“จะสรุปว่า ฆ่าตัวตายไหม สารวัตร”

เสียงถาม ไม่ได้ทำให้สารวัตรหนึ่งสยาม ชลปักษ์ สนใจ เมื่อยังตรวจสอบสถานที่รอบๆ อยู่อย่างสนใจ แกมหนักใจ มันเป็นลานโล่งเป็นพื้นซีเมนต์ ที่รักษาความสะอาดเป็นอย่างดี หากจะมีอะไรสักอย่างเป็นที่ผิดสังเกตก็น่าจะหาได้ง่าย แต่มันกลับไม่มีอะไรเอาเสียเลย ไม่ต่างไปจากสองศพ เมื่อเดือนก่อน ทีเขามาสืบสวน และตอนนั้นก็สรุปไปแล้วว่า ฆ่าตัวตาย แต่สำหรับศพของผู้หญิงคนนี้ มันมีบางอย่างที่เขาสงสัย อธิบายไม่ถูก แต่ก็อาจจะเป็นเพราะ ไม่ชื่อว่า จะมีคนฆ่าตัวตายที่ตึกนี้ ถึงสามคนก็ได้

เขามาถึงที่นี่ในทันที ที่ได้รับแจ้งจากผู้จัดการอพาร์ตเมนต์ ซึ่งเป็นสตรีวัยสี่สิบ ตอนนี้กำลังยืนหน้าซีดอยู่ไม่ห่าง แต่หล่อนก็ไม่ได้ปริปากพูดอะไร กับพวกนักข่าวที่พากันมารุมถาม นอกจากจะบอกว่า ผู้ตายชื่อ ชิดนาง เอื้อเปี่ยมสุข ก็ชื่อนี้เองล่ะ ที่ทำให้เป็นที่สนใจ แต่อย่างน้อยสถานที่นี้ก็ไม่ได้มีไทมุง เพราะเป็นที่ส่วนตัว จะมีก็แต่นักข่าวที่คอยติดตามที่สถานีตำรวจอยู่แล้ว บอกกันไปแล้วก็แห่กันมาเท่านั้น

“เมือเดือนก่อน ก็มีสองรายนะ ที่กระโดดตึกตาย”

เขายังนิ่ง และไม่สนใจคนพูดอยู่เหมือนเดิม แต่อีกฝ่ายก็เหมือนจะไม่สนใจเหมือนกัน เมื่อถามอีกว่า

“เมื่อไหร่จะขึ้นไปดูห้องข้างบน ผู้ตายอยู่ชั้นแปด”

คราวนี้หนึ่งสยามหันกลับมา แต่สายตามองเลยไปยังคนที่อยู่ข้างหลังเธอแทน แต่นายตำรวจคนนั้นก็รีบสั่นหน้า เหมือนจะบอกว่า ไม่ใช่เป็นคนบอก สารวัตรหนุ่มมองไปยังศพที่กำลังจะถูกเคลื่อนย้าย แล้วก็หันเดินเข้าไปยังตัวตึก

เหมือนแพร เพิ่มองอาจ เบะปากน้อย เมื่อเห็นกิริยานั้น เธอรู้ว่าสารวัตรหนึ่งสยามไม่ค่อยชอบขี้หน้าเธอ ตอนแรกที่เจอก็ไม่เท่าไหร่หรอก เพราะเขานึกว่าเธอเป็นนักข่าวจริงๆ ก็ตอนนั้นเขาถามเธอว่า ทำงานสำนักข่าวอะไร เธอก็ตอบว่า เอ็มพีเอ็นรีพอตเตอร์ เขาก็พูดคุยดีอยู่หรอก จนกระทั่งรู้ว่า  เอ็มพีเอ็นรีพอตเตอร์นั้น เป็นชื่อบล็อกที่เธอเขียนเกี่ยวกับข่าวอาชญากรรม หน้ำซ้ำเธอยังเผลอเอาชื่อเขาไปลงด้วย หลังจากนั้นมา เขาก็แทบมองไม่เห็นหัวเธอเลย 

แต่ถึงเขาจะไม่ชอบเธอ เขาก็ต้องทน เพราะเธอเป็นหลานสาวของหัวหน้าเขา และเขาถูกขอร้องให้ช่วยอำนวยความสะดวกให้เธอหน่อยในการมาทำข่าว เธอก็ไม่ได้ใช้อภิสิทธิ์อะไรมากมาย แค่ตามไปดูเท่านั้น ก็แน่ละบางจุด บางแห่ง ก็ต้องมีระเบียบมีกฎเกณฑ์ แต่เธอก็ไม่เห็นว่า จะมีกฎไหนที่ละเมิดไม่ได้ในเมื่อเจ้านายเปิดไฟเขียวแล้ว

อีกอย่างเธอก็ไม่ได้จุ้นจ้าน ไม่ได้ซุ่มซ่ามทำให้หลักฐานตรงไหนเสียหาย  แถมบางทียังออกความเห็นที่เป็นประโยชน์ด้วยซ้ำ  แต่ก็ยังดี ที่อย่างน้อย เวลาเธอแสดงความคิดเห็นอะไรออกมา เขาก็ฟังไม่ขัด ลูกน้องสองคนของเขาไม่ได้รังเกียจอะไรเลยกับการที่มีเธอมาเป็นส่วนเกินในทีม...ดังนั้นต่อให้เขาเก๊กแค่ไหน เธอก็ไม่สนใจ...

เมื่อเข้าไปในห้องสารวัตรหนึ่งสยามก็กวาดสายตาไปทั่ว ห้องเป็นระเบียบไม่มีร่องรอยว่าจะมีการต่อสู้  เขาเดินไปยังประตูที่เปิดไปยังระเบียง ด้านนอกนั้นมีกระถางต้นไม้ตั้งอยู่  ไม่มีอะไรเว้นเสียแต่ รองเท้าคู่หนึ่งถอดเอาไว้ เป็นรองเท้าผ้าที่ใช้ใส่ในห้อง เขามองขอบระเบียงที่สูงประมาณหนึ่งเมตร มีรอยมืออยู่เห็นชัดเจน ดูจากรูปการแล้วมันก็ราวกับว่า ผู้ตายจะกระโดดลงไปเอง

เขากลับเข้าไปในห้อง แล้วก็เห็นลูกน้องของเขากำลังมองเธอคนนั้นทำอะไรสักอย่างกับ ขันทองแดงที่ถืออยู่ในมือ แล้วก็ใช้ไม้วนรอบด้านนอก มันเกิดเสียงขึ้นมา

“ทำอะไรกัน”

ทั้งหมดหันมามองเขา แล้วเธอก็เป็นคนตอบแทนว่า

“นี่คือขันสวดมนต์ธิเบต ฉันกำลังทำให้จ่าดูว่า มันใช้งานยังไง ดูเหมือนเจ้าของห้องนี่จะมีอุปกรณ์หลายๆ อย่างเกี่ยวกับการทำสมาธินะ”

เธอพูดแล้ว ก็วางขันเล็กนั้นลง ก่อนจะหยิบกล้องของตัวเองออกมา ถ่ายรูปไปทั่วห้อง ขณะที่เขาเองต้องจ้องหน้าลูกน้อง

“บนเคาน์เตอร์ที่ครัวมีพิซซ่าอยู่ครับ ผมเห็นใบเสร็จสั่งมาก่อนที่จะเกิดเหตุไม่นาน มีรอยกินแล้วครับสองชิ้น”

คราบมันๆ จากรอยนิ้วมือที่ระเบียง ก็คงจะมาจากพิซซ่า แต่คนเราจะฆ่าตัวตายหลังกินพิซซ่าอย่างนั้นหรือ?

มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น คนในห้องมองหน้ากัน แล้วสารวัตรหนึ่งสยามก็เดินไปยังกระเป๋าใบใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะ เขาหยิบมันออกมากดรับ

“ยัยนาง อยู่ที่ไหน กลับบ้านเดี่ยวนี้นะ”

สารวัตรหนุ่มอึ้งไป ก่อนจะบอกว่า

“ผมสารวัตรหนึ่งสยามครับ ไม่ทราบว่าคุณเป็นใคร”

“น้องสาวฉันอยู่ไหน ทำไมคุณมารับสาย เกิดอะไรขึ้น”

“ผมเกรงว่า อ่า…” เขาหยุดไป “เธอจะเสียชีวิตแล้วครับ”

“อะไร ยัยนางตาย กระโดดตึกตายหรือ? โอ ไม่นะ”

มีเสียงคร่ำครวญแล้ว ชั่วครู่ก็มีเสียงพูดมาว่า

“สวัสดีครับ ผมอนวัช เกิดอะไรขึ้นกับชิดนางครับ”

“เธอตกลงมาจากตึกเสียชีวิตครับ”

“ที่ไหน?”

“เลอบลัวอพาร์ตเมนต์”

“ผมจะไปที่นั่นเดี๋ยวนี้ ”

สารวัตรหนุ่มจ้องโทรศัพท์อยู่ชั่วครู่ แต่ก่อนที่เขาจะวางลง ใบหน้าเขายังย่นลึก เมื่อจำได้ว่า ตอนเห็นศพข้างล่าง ก็เห็นมีโทรศัพท์อยู่ในมือ การมีโทรศัพท์สองเครื่องนั้นไม่แปลก แต่ที่แปลกก็คือ ผู้หญิงที่เป็นพี่สาวพูดตอนแรกเหมือนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ตอนหลังกลับถามเขาว่า น้องสาวของหล่อนกระโดดตึกตายหรือ?

“ผู้หญิงคนนี้เพิ่งไปถอนเงินมา แต่ไม่เห็นเงินแล้ว”

เสียงพูดทำให้สารวัตรหนุ่มหันไปมอง แล้วก็ตาขุ่น เมื่อเห็นเหมือนแพร กำลังค้นกระเป๋าของผู้ตายอยู่

“คุณไปยุ่งอะไรกับหลักฐาน วางลง”

เสียงของเขาทำเอาเหมือนแพรสะดุ้ง แต่ทั้งหมดยังไม่ได้พูดอะไร ก็มีเสียงถามจากหน้าห้องว่า

 “พวกคุณมาทำอะไรที่นี่”

ทุกคนหันกลับไป ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ยืนอยู่ที่หน้าห้อง ข้างๆ เธอคือกระเป๋าเดินทางล้อลาก สายตาเธอมองกวาดทุกคนอย่างไม่พอใจ เมื่อเดินเข้ามา   

“นี่เป็นสถานที่เกิดเหตุ ต้องขอให้คุณถอยออกไปด้วย” จ่านิยมเป็นคนพูดขึ้น และเดินไปขวางทางเอาไว้ 

อาจจะเป็นเพราะชุดตำรวจของจ่านิยมก็ได้ที่ทำให้เธอหยุด แล้วก็หันไปมองทุกคนอีกครั้ง แต่ไม่มีทีท่าจะถอยกลับแต่อย่างใด และถามขึ้นอย่างสงสัยว่า

“เกิดอะไรขึ้น นี่มันห้องของฉันนะ”

คำพูดของเธอ ก็ทำเอาทุกคนสงสัยขึ้นมาเหมือนกัน แล้วสารวัตรหนึ่งสยามก็พูดว่า

“ผู้จัดการบอกเราว่า ห้องนี้เป็นห้องของชิดนาง”

“ใช่ แต่ชิดนางให้ฉันเช่า มีปัญหาอะไรหรือ”

“คุณชิดนางกระโดดจากห้องนี้ลงไปเสียชีวิต เมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี่เอง”  เหมือนแพรเป็นคนพูด แล้วลอบมองสีหน้าสตรีตรงหน้า อายุก็คงไล่เลี่ยกับเธอ เพียงแต่ใบหน้านั้นสงบเงียบกว่า

“ชิดนางนะหรือกระโดดตึกตาย เป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อเพิ่งจะ...” เธอชะงัก ก่อนจะเดินไปทรุดตัวนั่งที่โซฟานิ่ง และก็ไม่มีใครห้ามเธอเสียด้วย

“คุณไม่คิดว่า ชิดนางจะฆ่าตัวตายใช่ไหม?” สารวัตรถามเหมือนชวนคุยมากกว่าสอบปากคำ

“ไม่คิด รู้ได้อย่างไรว่าชิดนางฆ่าตัวตาย ตอนนั้นมีใครอยู่กับเธอหรือเปล่า”

“เรากำลังมาตรวจสอบอยู่นี่ไง แล้วคุณไปอยู่ไหนมา” เหมือนแพรเป็นคนถาม

“ฉันเพิ่งกลับมาจากเชียงใหม่”

“คุณเจอกับผู้ตายครั้งสุดท้ายเมื่อไหร?”

“อาทิตย์ที่แล้ว ถามทำไม?”

“คุณชิดนางมีท่าทีอะไรผิดปกติไหม”

“เธอก็ไมปกติ เหมือนปกติอย่างเดิมนั่นแหละ”

“หมายความว่ายังไง”

“ชิดนาง จะมีความรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกใครสักคนติดตามอยู่เสมอ”

“คุณหมายถึงหล่อนประสาทหลอน”

“ฉันไม่สรุปแบบนั้น” เธอตอบด้วยน้ำเสียงห้วนๆ

ระหว่างที่เหมือนแพรซักถามสตรีคนนั้นอย่างเป็นเรื่องบ้างไม่เป็นเรื่องบ้าง หนึ่งสยามก็ฟังและจดจำลอบสังเกตสีหน้าท่าทางของเธอคนนั้นไปด้วย เขาปล่อยให้เหมือนแพรถามไปเรื่อยๆ บางทีการที่เธอเป็นผู้หญิงซักไซ้อะไร ก็เหมือนจะง่ายที่จะได้ข้อมูลมากกว่า แต่เมื่อเหมือนแพรหันหน้ามาทางเขา ทำหน้าสั่นน้อยๆ เหมือนเธอไม่รู้จะถามอะไรอีกแล้ว เขาก็เลยถามขึ้นว่า

“คุณชื่ออะไร?” 

“เรือนพิมพ์”

หนึ่งสยามขมวดคิ้ว  เป็นชื่อที่แปลกมาก ในความคิดของเขา

“ฉันพักทีนี่ได้หรือเปล่า?”  เธอย้อนถามเอาดื้อๆ

“เราต้องขอตรวจสอบสถานที่อีกสองสามวัน ระหว่างนี้ถ้าคุณไม่มีที่พัก จะไปพักกับฉันก็ได้”  เหมือนแพรสอดขึ้นมา

“ไม่จำเป็น ฉันมีที่พักอื่นมากมาย” เรือนพิมพ์พูดแล้วก็ลุกขึ้น

“อ้อ เดี๋ยว คุณช่วยบอกที่อยู่ สถานที่ติดต่อให้ด้วย เผื่อมีอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนฉันจะได้ถามคุณ”

เรือนพิมพ์ มองหน้าคนพูดก่อนจะเปิดกระเป๋าถือ ล้วงเอานามบัตรให้

“นี่ที่อยู่ฉัน ตามนี้เลย”

เรือนพิมพ์บอกแล้วก็ลากกระเป๋าล้อเลื่อนออกไปเงียบ อย่างไม่สนใจใคร เหมือนแพร รับมาอ่านแล้วก็พูดว่า

“ชะเอ๊ย เป็นดอกเตอร์เสียด้วย มิน่าอย่างเก๊กเลยผู้หญิงคนนี้”

เธอพูดแล้วก็ยื่นนามบัตรในมือส่งให้สารวัตรหนึ่งสยาม แล้วก็พยายามสังเกตสีหน้าเขา แต่ใบหน้าของสารวัตรหนุ่ม ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยเมื่อกวาดสายตามองชื่อในนามบัตร

 ดร. เรือนพิมพ์  ร้อยพรรณไม้
รับจัดดอกไม้งานศพ ทั่วราชอาณาจักร 


จากนั้นก็เป็นทั้งเบอร์โทรศัพท์ อีเมลแอดเดรส  และที่อยู่

“ฉันว่า เธอมีมากว่าคุณนะสารวัตร คุณมีแค่หนึ่งเอง เธอมีเป็นร้อย” พูดแล้วเหมือนแพรก็หัวเราะออกมา อย่างชอบอกชอบใจ

สารวัตรหนุ่มเพียงแต่ตวัดสายตาไปมองเหมือนแพร ไม่พูดอะไร แม้ออกจะไม่เข้าใจ อารมณ์ขัน ของเธอนัก แล้วจ่ายุทธชัยลูกน้องอีกคนหนึ่งก็เข้ามา

“ได้เรื่องอะไรบ้างไหม จ่ายุทธ?”

“มีคนเห็นเหตุการณ์สองสามคนครับ คนแรกเป็นคนทำความสะอาดสระน้ำ เขาบอกว่าเห็นผู้ตายยืนอยู่ที่ระเบียงคุยโทรศัพท์ แต่พอหลังจากนั้น เขาก็มารู้ตอนมีคนเจอศพ ส่วนอีกคนเป็นผู้ชายกำลังนั่งรอแฟนอยู่ที่สวนด้านหน้า ก็เห็นผู้ตายเดินวนเวียนอยู่ที่ระเบียงเหมือนกัน แต่มีเด็กคนหนึ่งประมาณเก้าขวบ แม่ของเขาบอกว่าเห็นผู้ตายคุยโทรศัพท์แล้วก็ปีนขึ้นกำแพงแล้วกระโดดลงมา ทำท่าเหมือนกับซุปเปอร์แมนด้วย”

    เด็กเก้าขวบกับตึกสูงแปดชั้นนะหรือ  เหมือนแพรคิดขำๆ แต่ก็ได้ยินสารวัตรหนึ่งสยามถามว่า

“เด็กคนนี้อยู่ตรงไหน ตอนที่เห็น”

 “ห้องหัวมุม ชั้นห้าผมจดเบอร์ห้องเอาไว้แล้ว”

 “แล้วคนเข้าออกที่นี่ละ?”

“ถามที่พนักงานข้างล่าง บอกว่าไม่มีใครแปลกหน้ามาครับ นอกจากคนส่งพิซซ่า แต่ข้างล่างโทรมาถามคุณชิดนางก็บอกว่าได้สั่งจริง และคนส่งก็กลับลงไปก่อนที่จะเกิดเหตุ รายละเอียดอยู่นี่ครับ” จ่ายุทธชัยยื่นสมุดบันทึกขนาดเท่าฝ่ามือให้กับสารวัตร แล้วก็พูดเหมือนนึกได้ว่า

“อ้อ มีคนหนึ่งบอกผมว่า เมื่อสองสามวันที่แล้ว ผู้ตายทะเลาะกับคนที่ห้องติดกันนี่เองครับ”

“ชื่ออะไร?”

จ่ายุทธชัย มองหน้าสารวัตรหนุ่ม เขามีสีหน้าอึดอัดเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า

“อดิศักดิ์ครับ เพิ่งมาเช่าอยู่ที่นี่ ประมาณหนึ่งเดือนนี่เอง มีรายละเอียดอยู่ในนั้นแล้ว”

สารวัตรหนึ่งสยามสบตาจ่ายุทธชัย แล้วก็พยักหน้าน้อยๆ  เขากวาดสายตามองบันทึกแล้วก็พูดขึ้นว่า

“ให้ทุกคนไปรอ คุณอนวัชและพี่สาวของผู้ตายข้างล่าง”

พูดแล้วเขาก็เดินออกจากห้อง เหมือนแพรรีบผวาตามถามว่า

“แล้วคุณจะไปไหน?”

ชายหนุ่มไม่ตอบ แต่ก็ยิ้มในหน้าขณะสั่นศีรษะน้อยๆ  จะมาถามทำไม ในเมื่อเธอต้องแจ้นตามเขามาอยู่ดี
สารวัตรหนุ่มออกมาแล้วเหลือบมองห้องที่อยู่ติดกันก่อน เห็นมันปิดเงียบ ชื่ออดิศักดิ์ ที่จ่ายุทธเขียนเอาไว้ในบันทึก มีขีดเครื่องหมายดอกจันทร์เอาไว้ด้วย มันทำให้รู้ว่า อดิศักดิ์คนนี้คือใคร แต่นั่นเอาไว้ทีหลัง เพราะเขาต้องการที่จะไปสอบถามเด็กอีกสักครั้ง

เหมือนแพร เดินตามเขาไปที่ลิฟต์ เธอคิดว่าสารวัตรหนึ่งสยามคงจะไปคุยกับเด็กที่อยู่ห้องหัวมุม เพราะอพาร์ตเมนต์ราคาแพงที่นี่ เป็นตึกสีขาวเด่น สร้างเป็นรูปตัวยู และเด็กก็อยู่ที่ชั้นหก ก็อาจจะเห็นได้ง่ายๆ ตอนนั้นเธอก็ลืมนึกไป การสืบสวนไม่ควรจะมองข้ามทุกอย่าง เธอก็คิดไปว่า เด็กเก้าขวบอยู่พื้นข้างล่างจะเห็นได้ชัดอย่างไร แต่ก็กลายเป็นว่า เด็กมองเห็นจากชั้นหก มุมส่วนโค้งก็อาจจะทำให้มองเห็นห้องของชิดนางได้ง่าย อีกอย่างสมัยนี้เด็กเก้าขวบก็ฉลาดเกินวัยจะตายไป

สารวัตรไปเคาะประตูห้อง สตรีวัยคนหนึ่งก็เปิดออกมา ท่าทางหล่อนไม่ได้แปลกใจ เมื่อเขาบอกว่า

“ผมขออนุญาตถามลูกชายคุณด้วยนะครับ”     

“เชิญค่ะ เข้ามาข้างในเลยค่ะ เกร็ก คุณตำรวจมาสอบถามอีกแล้วลูก”

เด็กชายลูกครึ่ง หน้าตาที่คาดว่าโตขึ้นต้องหล่อกว่านี้ ถือรถบังคับลุกขึ้นยืนจากหลังโซฟา เห็นการแต่งกายของหนุ่มน้อยนั้นแล้ว เหมือนแพรก็อดจะลอบยิ้มไม่ได้ เพราะเจ้ารูปหล่อใส่ชุดซุปเปอร์แมนอยู่

“อาขอถามสักสองสามอย่าง ตรงไหนหรือครับที่หนูมองเห็น”

 เจ้าหนูรูปหล่อ ไม่พูดอะไร แต่พาเดินไปยังด้านหลัง เปิดประตูออกไปที่ระบียง สารวัตรกวาดสายตามอง ระเบียงไม่ต่างไปจากห้องของผู้ตาย แต่มีซี่ลูกกรงที่ต่อสูงจากกำแพงระเบียงไปอีกครึ่งเมตร มีพวกไม้กระถางแขวนเอาไว้   เขามาเปรียบเทียบเจ้าหนูคนนี้ศีรษะสูงกว่าขอบปูนไม่เท่าไหร่ แต่ก็น่าจะยังมองเห็นระเบียงห้องของผู้ตายได้

“เกร็ก เห็นมีกี่คนอยู่ตรงนั้น” เหมือนแพรถาม

“คนเดียวครับกับเจ้าลูซิเฟอร์”

“เจ้าลูซิเฟอร์?”

“แกหมายถึงแมวสีดำของด๊อกเตอร์เรือนพิมพ์ค่ะ แต่จริงๆ แล้วมันชื่อเจ้าปลาหวาน มันเป็นแมวที่น่ารักมาก” คนเป็นแม่ตอบแทน เมื่อเห็นใบหน้างงๆ ของเหมือนแพร

“มันเป็นแมวผีสิง น่ากลัวเหมือนเจ้าของ”

“เกร็ก” คนเป็นแม่ทำเสียงดุ

“ก็ลุงเอกพูดแบบนั้น” ลูกชายเถียง

“พี่ที่ตรงโน้น เขาทำอะไรอยู่ตอนที่หนูเห็น” สารวัตรหนุ่มรีบถามขึ้นมาเสียก่อน และทำเป็นไม่สนใจกับสีหน้าของคนเป็นแม่

“ตอนแรกพี่นางกินขนมอยู่ ยังเคยโบกมือให้ผมด้วย แล้วก็เข้าไปข้างใน ก็ออกมาโทรศัพท์ด้วย”

“แล้วพี่เขาคุยโทรศัพท์นานไหม?” เหมือนแพรถาม

“ผมไม่รู้” เจ้าหนูตอบเฉย มีสีหน้าอึดอัด “ไปเล่นได้แล้วยัง?”

“แล้วหนูทำอะไรอยู่ตอนที่พี่เขาโทรศัพท์” สารวัตรถาม

“ผมช่วยแม่รดน้ำต้นไม้”

“ตอนแรกฉันก็รดน้ำกับแกค่ะ แต่พอมีโทรศัพท์มาฉันก็เข้าไปรับ ออกมาอีกทีก็ไม่ได้สนใจอะไรจนกระทั่งแว่วเสียงเอะอะโวยวายขึ้นมา ถึงได้รู้”

“แล้วเกร็กเห็น อ่า...พี่เขาบินลงมาหรือเปล่า” เหมือนแพรถาม

“เห็น”

“พี่นางเขาอยู่กับใครตอนนั้น?” สารวัตรถามอีกครั้ง สำหรับเขาคำถามซ้ำๆ ไม่ว่าจากเด็กหรือผู้ใหญ่บางครั้งคำตอบก็ไม่เหมือนเดิม แต่จากคำพูดที่เด็กเรียกคนตาย แสดงว่าต้องรู้จักกันอยู่บ้าง

“ก็ไม่รู้ อยู่คนเดียวมัง ตอนบินลงมาก็บินคนเดียว ไปเล่นได้แล้วยัง” เจ้าหนูถามอีกครั้ง

“อย่าเพิ่งสิลูก”

“ไม่เป็นไรครับ ไปได้แล้ว” สารวัตรหนึ่งสยามบอก แล้วก็พูดต่อว่า “ผมขออนุญาตถ่ายรูปตรงนี้หน่อยนะครับ”

“เชิญเลยค่ะ” หล่อนบอกอย่างใจดี ก่อนจะถอยกลับเข้าไปข้างใน

แล้วโทรศัพท์ของสารวัตรหนุ่มก็ดังขึ้น เขารับแล้วก็พูดว่า “จะลงไปเดี๋ยวนี้”

“ญาติผู้ตายมาแล้วหรือ” เหมือนแพรถาม

เขาไม่ตอบแต่สั่งว่า

“คุณถ่ายรูปที่นี่นะ เอาทุกจุดของที่นี่ และทุกจุดทุกมุม ที่มองไปเห็นระเบียงโน่นด้วย อย่าให้พลาด เสร็จแล้วให้ไปคุยกับคนแม่ใหม่ด้วยว่า ตอนหล่อนเข้าไปรับโทรศัพท์นั้นนานไหม ถามถึงแมวและตัวของด็อกเตอร์นั่นด้วย ผมจะไปรอข้างล่าง”

เหมือนแพรยิ้มพลางรับคำมั่นเหมาะว่า “ได้เลยสารวัตร ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันจัดการเอง แต่ห้ามหนีกลับไปก่อนนะ ฉันไม่ได้เอารถมา แล้วฉันก็อยากรู้ด้วยว่าญาติๆ ของชิดนางเป็นอย่างไร”

สารวัตรหนุ่มไม่ตอบ แต่ก็คิดว่า ถ้าเธอลงไปไม่ทันที่เขาสอบถามญาติชิดนาง ก็ให้เธอนั่งแท็กซี่กลับเอง เขาไม่มีหน้าที่ดูแลเธอขนาดนั้น และถ้าหากเขาไม่ได้บอกให้ลูกน้องไปรอข้างล่าง เขาก็ไม่คิดจะให้เธอทำงานที่สั่งด้วยซ้ำ

เขาไปยืนรอลิฟต์ สักครู่ก็มีชายคนหนึ่งออกมาตรงชั้นที่เขายืนรอพอดี  สารวัตรหนุ่มหันไปชำเลืองมองอย่างเคยชิน ก็เห็นชายคนนั้นไปตามทางเดินที่เขาเพิ่งเดินมา

แต่แล้วสารวัตรหนึ่งสยามก็เดินเข้าไปในลิฟต์ เมื่อกดเบอร์ชั้นเรียบร้อยแล้ว ก็เอาโทรศัพท์ของตัวเองออกมา กดไปยังเบอร์ที่เก็บเอาไว้ต้นๆ  แต่โทรไปสองสามครั้งก็ไม่มีคนรับสาย

เขาขมวดคิ้วนิดๆ อดิศักดิ์ อดีตเพื่อนร่วมงานที่ลาออกไปเปิดสำนักงานนักสืบและทำงานเป็นสายข่าวให้เขาเป็นบางครั้ง ไม่รับสาย แล้วในที่สุดเขาก็เลยเปลี่ยนเบอร์  โทรไปอีกสายหนึ่ง

“เมืองสองครับ” มีเสียงตอบรับมา

“ฉันโทรไปหาอดิศักดิ์ไม่รับสาย”


“อดิศักดิ์ ถูกทำร้ายอาการหนัก อยู่ห้องไอซียู ผมกำลังอยู่ระหว่างเดินทางไปโรงพยาบาล สารวัตรมีอะไร?”

สารวัตรหนุ่มไม่ตอบ แต่ย้อนถามว่า “อยู่โรงพยาลไหน เดี๋ยวฉันจะตามไป”

เมืองสองบอกชื่อโรงพยาบาล ก่อนจะแถมท้ายด้วยว่า “ผมมีเรื่องจะคุยด้วยนะ เกี่ยวกับผู้หญิงที่กระโดดตึกตายน่ะ แล้วเจอกัน”

ทางโน้นวางสายไปง่ายๆ ขณะที่ลิฟต์ก็มาถึงพอดี สารวัตรหนึ่งสยาม จึงเดินไปยังร่างของชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังนั่งอยู่กับคนของเขา...คิดสงสัยว่า เมืองสองมีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับชิดนางอย่างนั้นหรือ แล้วอดิศักดิ์ล่ะ มาแฝงตัวสืบอะไร หรือติดตามใครในตึกนี้



*************





lung_tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 372
    • ดูรายละเอียด
Re: สืบรัก สะกดรอยรัก (1)
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2015, 09:23:29 AM »
อ่านรอบ 2 ก็ยังสนุกน่าติดตามเหมือนเดิมค่ะ ^^