ผู้เขียน หัวข้อ: ห้วงเสน่หา ไฟอารมณ์: ตอนที่ ๑ โอ้...อสูร (๒)  (อ่าน 278 ครั้ง)

นิรีย์

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 48
  • เขียนทุกวัน จบสักวันแน่ๆ
    • ดูรายละเอียด
ห้วงเสน่หา ไฟอารมณ์: ตอนที่ ๑ โอ้...อสูร (๒)
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2015, 11:46:07 AM »
ตอนที่ ๑ โอ้...อสูร (๒)


เทวีแห่งความรักกำลังเบื่อหน่าย แม้นว่าวันนี้ห้องโถงในวิหารของนางจะคลาคล่ำไปด้วยผู้มาบวงสรวง นางไม่ได้ออกไปปรากฏโฉมแสนงดงามให้เหล่าสาวกเห็นจนตื่นตะลึงอย่างที่ชอบทำ วันนี้นางยังคงหมกตัวอยู่ในห้องนอนทอดกายนิรมิตอันอรชรบนเตียงดอกไม้สีสดใสโดยมีเสือขาวตัวมหึมาหมอบราบอยู่บนพื้นข้างตัวประหนึ่งองครักษ์ผู้สัตย์ซื่อ นางจึงรู้สึกยินดียิ่งนักที่เห็นเทพแห่งไฟแวะเวียนมา

เพราะ ‘พี่ชายคนนี้’ มักจะนำเรื่องตื่นเต้นมาด้วยเสมอ

“ท่านพี่ ข้าดีใจเหลือเกินที่ท่านมาเยี่ยม ข้ากำลังเบื่อเหลือเกิน” นางรีบลุกขึ้นไปเกาะแขนพี่ชาย ทำอาการฉอเลาะด้วยการเอียงหน้าด้านหนึ่งถูกับต้นแขนของเขา

“เบื่ออะไร” เทพแห่งไฟถามด้วยเสียงราบเรียบ เฉยเมยต่อการออดอ้อนของน้องสาว

“เบื่อมนุษย์ มาขอให้สมหวังในความรักอยู่นั่นแหละ”

มนุษย์ชอบมาบวงสรวงในวิหารแห่งความรักโดยเฉพาะมนุษย์ผู้หญิง หวังให้ตนสมหวังในรักโดยหารู้ไม่ว่าเทวีที่พวกเขาศรัทธานั้นไม่เคยช่วยใครให้สมหวังในความรักสักครั้ง พวกที่สมหวังล้วนมาจากตัวเองทั้งสิ้น เทวีแห่งความรักมักหัวเราะเยาะกับความโง่งมของมนุษย์ เข้าใจผิดกันไปเองที่คิดว่านางช่วยเรื่องความรักได้

แล้วจะให้เทวีอย่างนางทำอย่างไรได้ บอกความจริงว่านางเก่งแต่ในเรื่องการทำให้คนมารักนางไม่ใช่บันดาลให้ใครไปรักกับใครอย่างนั้นหรือ

มนุษย์พวกนี้อ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจหากไร้หลักยึดคงกระเจิดกระเจิงไปซึ่งมิยิ่งแย่กว่าที่นางช่วยเป็นหลักยึดให้หรอกหรือ การเสียสละของนางถือเป็นบุญคุณมากกว่า แต่ตอนนี้นางเบื่อการเล่นละครพวกนี้แล้ว

“ถ้าได้ยินเรื่องนี้ เจ้าคงหายเบื่อไปอีกนานเทวีแห่งความรัก”

เทวีแห่งความรักสะดุดใจทันที เมื่อไหร่ที่พี่ชายคนนี้เรียกนางด้วยนามเต็ม ไม่ใช่เรียกนางว่าน้องหญิง แสดงว่านางกำลังมีปัญหา และน่าจะเป็นปัญหาใหญ่มากจากสีหน้าบูดบึ้งของเทพแห่งไฟ

“คราวนี้อะไรอีกล่ะ มีใครไปฟ้องท่านพ่อเรื่องข้าอีก พวกขี้อิจฉาทั้งหลาย วิหารของข้ามีคนมาบวงสรวงมากที่สุด พวกเทพคร่ำครึเลยไม่ชอบหาว่าข้าทำให้คนงมงายใช่ไหม”

นางรีบผละห่างจากพี่ชายทำท่ากระฟัดกระเฟียดอย่างขัดใจ ไม่ว่าใครไม่อยากให้นางโกรธ เดี๋ยวพี่ชายต้องง้องอนนางอย่างแน่นอน

แต่ครั้งนี้ไม่เป็นเช่นนั้น เทพแห่งไฟถอนใจยาว สีหน้ายิ่งทวีความขึ้งเครียด

“มีใครไปฟ้องท่านพ่ออย่างเจ้าว่าจริงๆ”

“นึกแล้วเชียว เจ้าพวกปากอยู่สุข มันเป็นใคร”

“ลูกของ...เจ้า”

“ใครนะ!”

“เจ้าได้ยินชัดเจนแล้วนี่”

“ไม่จริง! ข้าไม่มีลูกชาย”

“ข้ายังไม่ได้พูดสักคำว่าเป็นลูกชาย”

“ท่านพี่หลอกข้า” เทวีแห่งความรักกรีดเสียงดังสะท้านลั่นห้องเมื่อรู้ว่าตัวเองพลาดไปถึงขนาดที่เจ้าเสือขาวองค์รักษ์ลุกขึ้นแล้วกระโจนแผล็วมายืนคำรามขวางหน้าเทพแห่งไฟเพราะคิดว่านายของมันจะถูกทำร้าย

“อย่ามาสะเออะเจ้าสัตว์เดรัจฉาน” เทพแห่งไฟตวาดใส่ ปัดมือเพียงเล็กน้อยร่างสีขาวมหึมาก็โดนแส้ไฟรัดรอบคอล้มลงไปดิ้นทุรนทุรายจนสิ้นสติข้างเจ้าของ

“ใครกันแน่ที่หลอกลวงพ่อ แม่ พี่น้อง ข้าไม่นึกเลยว่าเทวีผู้สูงส่งจะลงไปเกลือกกลั้วกับเผ่าพันธุ์ชั้นต่ำเช่นนั้น แต่ดูจากรสนิยมของเจ้า” เทพแห่งไฟชี้มือไปยังร่างเสือขาวที่อยู่แทบเท้าน้องสาว แล้วจ้องตาเทวีผู้เป็นน้องนิ่ง “ข้าก็ไม่แปลกใจนัก”

“อย่ามาพูดแดกดันข้า พวกพี่ก็ไม่ได้ดีไปกว่าข้า ยอมใช้เล่ห์เหลี่ยมสกปรกทุกอย่างเพื่อเอาชนะศึกอสูร ยอมแม้กระทั่งให้น้องสาวตัวเองไปล่อลวงจอมทัพอสูรให้ลุ่มหลงจะได้ยอมอยู่นิ่งเป็นเชลยใต้บาดาลเพื่อบังคับเหล่าอสูรให้ยังคงบวงทรวงพวกเทพต่อไป”

ไม่มีทางที่เทวีแห่งความรักจะยอมรับผิด เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะนาง พี่ชายทั้งสี่นั่นแหละคือต้นเหตุให้นางต้องไปเจอะเจออสุรา

จอมทัพอสูรโอหังตนนั้น

อสุราแข็งแกร่งจนสามารถทำลายภูเขาได้ทั้งลูก กร้าวกระด้างดุดันในเชิงรบจนเป็นที่หวาดผวาไปทั่ว ทว่าอสุรากลับมีรูปลักษณ์ที่ผสมผสานระหว่างความดิบเถื่อนและสง่างามได้อย่างลงตัว โดดเด่นท่ามกลางความอัปลักษณ์ของเหล่าอสูรอื่น นางยอมรับว่าไม่ฝืนใจกับการลวงล่ออสุรา นางเป็นเทวีแห่งความรัก นางเชื่อว่าตัวเองสามารถสั่นคลอนหัวใจเพศชายทุกเผ่าพันธุ์ได้อย่างไม่ยากเย็น ยกเว้น...อสุรา

เทพแห่งดิน พี่ชายคนโตของนางย้ำนักย้ำหนาว่ามีทางเดียวที่จะเหนี่ยวรั้งอสูรไว้ได้คือ ‘ความรัก’ แต่นางไม่สามารถทำให้อสุรารักนางได้ตั้งแต่แรก จอมทัพอสูรชำเลืองมองมาที่นางเพียงแวบเดียวก่อนจะหลับตานั่งสงบนิ่งอยู่ในที่จองจำใต้บาดาลโดยไม่สนใจการมีตัวตนของนาง ไม่สนใจร่างนิรมิตงามเลิศกว่านางใดในพิภพนี้ ไม่สนใจสิ่งที่นางไม่เคยเสนอให้ชายใดมาก่อน

ไม่มีใครที่นางต้องการให้สนใจเมินนางเช่นนี้

มันคือการหยามหน้าเทวีแห่งความรัก

ในยามนั้นความคิดช่วยพี่ชายเป็นเพียงเหตุผลรองลงมา เหตุผลที่ทำให้นางทำทุกอย่างเพื่อให้อสุราหลงรักคือความอยากเอาชนะเท่านั้น

สิ่งที่นางทำอาจจะไม่ได้รับการอภัยจากท่านพ่อในฐานะลูกสาว แต่ในฐานะเผ่าพันธุ์เทพตนหนึ่ง นางได้ควบคุมศัตรูตัวฉกาจของเทพไว้ในอุ้งมือแล้ว

“เราให้เจ้าช่วยเพื่อส่วนรวม แค่ทำให้อสุราหลงรักเจ้าแต่ไม่ใช่ให้เจ้ายอมทอดกายให้จนมีมารหัวขนเช่นนั้น ทำไมเจ้ายอมมันขนาดนั้น ทำไมน้องหญิง”

“พวกท่านให้ข้าเล่นกับไฟเอง ตอนนี้ไฟมันลวกร้อนตัวข้าจนมีแผลเป็นประจานแล้ว ยังจะมาตำหนิข้าอีกหรือไง พวกพี่นั่นแหละที่ต้องช่วยข้าจัดการกับเรื่องนี้”

“เจ้าเป็นถึงเทวีแห่งความรัก เจ้ารู้นี่ว่าเรื่องบัดสีเช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้น หรือว่า...เจ้าอยากเอาชนะ ไอ้อสุรามันไม่สนใจเจ้าใช่ไหม ถึงต้องใช้วิธีสิ้นคิดอย่างนี้ ทำให้ตัวเองท้องเพื่อจับผู้ชาย”

เทวีแห่งความรักอ้ำอึ้งไปชั่วขณะเมื่อพี่ชายจับได้ไล่ทัน ใช่แล้วนางใช้วิธีนั้นจริงๆ เพื่อทำให้อสุราสยบ จอมทัพอสูรไม่รักนางมากพอที่จะทำทุกอย่างตามที่นางขอแต่เพื่อลูกที่เป็นดั่งดวงใจของเขา อสุราทำได้ทุกอย่างเพราะความรักของพ่อ

ลูกครึ่งอสูรและเทพ ไม่ได้รับการยอมรับ ไม่ว่าจะจากเผ่าพันธุ์เทพหรือเผ่าพันธุ์อสูร อสูรน้อยจึงมีแต่ความตายรออยู่เบื้องหน้า ใต้บาดาลจึงเป็นที่แห่งเดียวที่จะไม่มีใครล่วงรู้การมีตัวตนของลูกที่นางให้กำเนิดเพราะทิฐิ และทำให้จอมทัพอสุรายอมถูกจองจำในคุกที่เพียงสะบัดมือแรงๆ ครั้งเดียว กรงที่รอบล้อมก็พังครืนแล้ว

ไม่ว่าวิธีการของนางจะถูกมองว่าอัปยศเพียงใด แต่บรรลุผลอย่างที่ท่านพ่อต้องการ เผ่าพันธุ์อสูรยังคงการบวงสรวงเหล่าเทพอยู่

นางเสียสละมากมายเช่นนี้แล้ว จะไม่มีดีบ้างหรือ นางไม่ยอมให้ใครมาว่าได้ง่ายๆ หรอก

“แล้วใครเริ่มต้น พวกพี่นั่นแหละที่คิดแผนการให้ข้าเหนี่ยวรั้งอสุราไว้ เพราะถ้าฆ่าทิ้งก็หมายถึงสงครามอีกครั้ง อาจจะเป็นสงครามล้างเผ่าพันธุ์อสูรก็ได้ซึ่งพวกเราไม่ต้องการ ที่เราต้องการคือการบวงทรวงจากพวกมัน อสุราถึงต้องอยู่เป็นตัวประกันเพื่อทำให้พวกอสูรยังคงก้มหัวให้เรา และสิ่งที่ยึดอสุราไว้จนกระดิกกระเดี้ยไปไหนไม่ได้ก็คือเจ้าอสูรน้อยนั่นแหละ อย่างนี้แล้วข้าจะยังสิ้นคิดหรือพวกพี่คิดไม่เป็นกันแน่”

“เจ้า!” เปลวไฟสีแดงฉานจากความโกรธเกรี้ยวลุกโชติอยู่ในดวงตาของเทพแห่งไฟ นี่ถ้าไม่ใช่น้องสาวสุดรักคงโดนไฟนี้แผดเผาไปแล้ว

“อย่ามาโกรธข้า”

“ความโกรธของข้าไม่เท่าเศษเสี้ยวของท่านพ่อ”

“เพราะไอ้เด็กเวรนั่นเชียวที่หนีออกไปจากใต้บาดาล”

“ท่านอารู้เรื่องนี้หรือไม่”

ท่านอาที่เทพแห่งไฟพูดถึงคือ ‘เจ้าบาดาล’ น้องชายคนสุดท้องของจอมเทวา และท่านพ่อของพวกเขายังมีน้องชายร่วมบิดามารดาเดียวกันรองมาอีกตนคือ ‘เจ้าแห่งความตาย’ ซึ่งปลีกตัวอยู่ในโลกแห่งวิญญาณตามลำพังตั้งแต่จอมเทวาได้ขึ้นเป็นประมุขแห่งเทพ

เทวีแห่งความรักเชิดหน้าตอบ “ท่านอาเห็นด้วยกับข้า”

แต่เทพแห่งไฟรู้นิสัยทั้งของน้องสาว และเจ้าบาดาลผู้เป็นอาคนเล็กดี

“เจ้าคงพามนุษย์ผู้หญิงมากมายมาสังเวยท่านอาซินะ ถึงสามารถปิดเรื่องนี้ไว้ได้”

เป็นจริงอย่างที่พี่ชายพูด เพราะนางมนุษย์งามสะคราญเดือนละคนที่เทวีแห่งความรักส่งลงไปบำเรออารมณ์ เจ้าบาดาลจึงทำเป็นไม่เห็นสิ่งที่นางทำ

“ท่านพี่จะพูดประชดประชันข้าอีกถึงเมื่อใด ถ้าไม่ช่วยก็ไปเสีย ปล่อยให้ท่านพ่อมาลงโทษข้าให้ตายไปเลย”

มีเสียงถอนใจยาวจากเทพแห่งไฟ  “ท่านพ่อเรียกพบเจ้า”

เมื่อได้ยินว่าจอมเทวาต้องการพบ ใบหน้าของเทวีแห่งความรักซีดเซียวลงจนเห็นชัด ความอวดดี หยิ่งผยองมลายสิ้น กระทั่งน้ำเสียงก็หมดพลัง “ข้าไปพบท่านพ่อตอนนี้ไม่ได้  ท่านพ่อไม่ฟังข้าแน่”

ความโกรธขึ้งที่ผ่านมาแทบไม่เหลือเมื่อเห็นความหวาดวิตกในดวงตาผู้เป็นน้อง นี่เป็นครั้งแรกกระมังที่เทวีแห่งความรักรู้จักที่จะกลัวพ่อ 

“มันอาจจะมีทางแก้ปัญหานี้”

เทพแห่งไฟไม่อาจปล่อยให้น้องสาวเผชิญเรื่องนี้คนเดียวได้ ถูกแล้วที่พี่ชายทุกคนรวมทั้งตนเองต้องร่วมรับผิดชอบเพราะขอให้นางใช้พลังอำนาจของความรักควบคุมอสูรอหังการตนนั้น

‘ความรัก’ เป็นจุดอ่อนเพียงอย่างเดียวของอสูร จากที่ ‘เทพแห่งดิน’ พี่ชายคนโตของพวกตนแอบรู้มา เมื่อจำเป็นต้องไว้ชีวิตอสุรา ก็มีวิธีเดียวที่จะควบคุมจอมทัพอสูรกร้าวแกร่งไว้ได้คือควบคุมหัวใจของมัน

แต่พวกตนลืมไปเรื่องหนึ่ง ต่อให้เป็นเทวีแห่งความรักก็ไม่สามารถบังคับให้เกิดรักแท้ได้ และด้วยนิสัยทะนงตัว ชอบเอาชนะของน้องสาว ถึงได้เกิดความสัมพันธ์ต้องห้ามและผลพวงอันอัปยศ 

“ท่านพี่คิดจะทำอย่างไร”

“สิ่งที่พี่จะทำขึ้นอยู่กับการตอบคำถามของเจ้า”

“ถ้าอย่างนั้นก็ถามข้ามา”

“เจ้ารักอสูรน้อยหรือไม่”

เทวีแห่งความรักเบิ่งตากว้าง “เทวีแห่งความรักไม่โง่ปล่อยให้ความรักมาทำร้ายตัวเองหรอก”

“ตอบคำถามพี่ เจ้ารักลูกอสูรหรือเปล่า”

“ทำไม”

“เพราะสิ่งที่ข้าจะทำเพื่อกำจัดขยะออกจากชีวิตของเจ้าอาจหมายถึงชีวิตของมัน พูดออกมาว่าเจ้ารักมันหรือไม่”

เพียงชั่วแวบเดียวเท่านั้นที่ภาพของอสูรน้อยผ่านเข้ามาในความคิดเทวี แล้วก็จางหายไปรวดเร็วพอกัน ไม่ทิ้งร่องรอยอาทร ไม่ทิ้งเยื่อใยแม้นสักเส้นบางๆ นางทิ้งลูกไว้ใต้บาดาลตั้งแต่คลอด นั่นคือการช่วยชีวิตอสูรน้อยไปครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนี้เด็กคนนั้นมันหาเรื่องตายเอง

“ข้าไม่รัก”

เทพแห่งไฟรอเพียงคำพูดประโยคนี้

“ปิดวิหารแล้วหลบไปสักพัก ข้าจะกลับไปบอกท่านพ่อว่าไม่เจอตัวเจ้า”



เที่ยวนี้ต้องจบนะ นิรีย์