ผู้เขียน หัวข้อ: เพลิงพสุธา : 1  (อ่าน 250 ครั้ง)

runna

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 2
    • ดูรายละเอียด
เพลิงพสุธา : 1
« เมื่อ: เมษายน 07, 2015, 09:28:45 PM »
บทที่ 1

“แต่ที่ดินส่วนนี้พ่อกับแม่เคยบอกว่าจะยกให้มาร์นะคะ และตอนนี้มาร์ก็กลับมาดูแลมันแล้ว”

“ถึงเคยพูดแต่พ่อเปลี่ยนใจก็ได้”

“พ่อทำแบบนั้นไม่ได้นะคะ” คราวนี้เป็นอัสมาร์ที่นั่งไม่ติดที่

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ในเมื่อมันเป็นที่ดินที่พ่อซื้อให้ของขวัญให้แม่ของลูก ต่อให้แม่เขาสัญญาว่าจะให้มาร์เพราะมาร์สนใจที่ทำนาผืนเล็กๆ ผืนนั้น แต่ถ้ามาร์ไม่ช่วยพ่อ มาร์ก็จะไม่ได้อะไรเลย”

“พ่อ!”

อัสมาร์อุทานอย่างอัดอั้นเต็มกลืน นี่หรือคือสิ่งที่พ่อต้อนรับการกลับมาอยู่ที่อัสมาร์การีตาสำหรับเธอ!

“สรุปว่าเรามีเงื่อนไขกันตามนี้นะ”

หญิงสาวเม้มปากแน่นพลางสูดลมหายใจลึก ดาเน่ถือเอาว่านั่นคือปฏิกิริยาตอบรับอย่างไร้ทางหลีกเลี่ยง ก่อนจะทำเป็นกวาดตามมองรอบบริเวณด้วยท่าทางสบายใจขึ้นกว่าตอนมามาก

“แล้วคืนนี้จะกล้านอนคนเดียวเหรอ” เขาทำเป็นถามอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่สำหรับอัสมาร์นี่คือการเฉไฉออกนอกเรื่องหลังจากได้สิ่งที่ต้องการแล้ว “ถ้ายังไม่กล้านอนก็ไปนอนที่บ้านในมันตารีก่อนก็ได้” เขาหมายถึงบ้านในหมู่บ้านติดทะเลและมีท่าเรือไปยังเกาะดารัน

“ไม่เป็นไรค่ะ” อัสมาร์ส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “ถึงยังไงมาร์ก็จะอยู่ที่นี่อยู่แล้วนี่คะ ถ้าไม่กล้าอยู่วันนี้แล้ววันต่อไปจะกล้าอยู่เหรอ”

แน่ล่ะ...เหตุผลแรกเธอหมายความตามที่บอกบิดาไป คือเธอต้องการจะปักหลักที่อัสมาร์การีตาบนเกาะดารันที่เงียบสงบ ส่วนเหตุผลรองที่ปฏิเสธอีกฝ่ายคือเธอไม่ค่อยชอบแม่เลี้ยงนัก ต่อให้บ้านนั้นเป็นบ้านของพ่อ แต่เธอก็อึดอัดใจที่มีผู้หญิงคนอื่นซึ่งไม่ใช่แม่มาควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในบ้าน

ถึงแม้ว่าภารดีจะไม่ได้ร้ายกาจเปิดเผยอย่างออกนอกหน้าเหมือนแม่เลี้ยงในนิยายน้ำเน่า แต่เธอก็รู้สึกถึงพลังร้อนแสบๆ คันๆ ที่แผ่รัศมีออกมาจนสัมผัสได้ เธอไม่ได้กลัวผู้หญิงคนนั้น เพียงแต่อึดอัดและไม่ชอบบรรยากาศอบอุ่นที่เปลี่ยนไปแล้วมากกว่า ถ้าเธอคิดจะไปพักเพื่อตั้งหลักเธอคงขนข้าวของทั้งหมดแวะพักที่มาตารีแล้ว คงไม่ขนลงเรือมาที่เกาะดารันถึงอัสมาร์การีตาในวันเดียวหรอก

“แต่เดี๋ยวนี้ที่เกาะดารันมีข่าวไม่ดีบ่อยๆ ลูกไม่กลัวหรือไง” คราวนี้สีหน้าและแววตาที่แสดงออกบ่งบอกว่าเขาเป็นห่วงเธอจริงๆ

“มีทั้งป้าสุมา ลุงปาตา แล้วก็อินด้า ทำไมจะอยู่ไม่ได้คะ”

“แน่นะ” ดาเน่ถามย้ำอย่างไม่ค่อยมั่นใจ “บ้านนั้นไม่ค่อยมีบ้านคนอยู่ใกล้ๆ แถมยังอยู่ติดกับป่ากลันตาเสียด้วย”

“แน่ค่ะ ตอนอยู่ในหอพักนักศึกษาที่เปนดามาร์ก็อยู่คนเดียว อีกอย่างพ่ออย่าลืมสิคะว่าบ้านนั้นอยู่ใกล้สวนป่าของพ่อ”

“มันก็จริง” ดาเน่ชักสีหน้าอย่างระอาในความดื้อของบุตรสาวคนเล็ก “แต่ที่สวนป่าก็มีแต่ผู้ชายทั้งนั้น ไว้ใจได้เสียที่ไหน”

“พ่อลืมไปแล้วเหรอคะว่ามาร์มีปืนสั้น” เธอทบทวนความทรงจำให้อีกฝ่าย “และพ่อก็เป็นคนพามาร์ไปหัดยิงปืน”

เธอจำได้ว่าตอนแรกที่พ่อพาเธอไปซ้อมยิงปืนเธอค่อนข้างกลัวมัน แต่เมื่อข่าวอาชญากรรมอุกอาจเกิดขึ้นเกือบทุกมุมของเมืองหลวงรวมถึงตามเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด เธอก็อุ่นใจเมื่อพ่อยกปืนเป็นกรรมสิทธิ์ของเธอหวังจะไว้ให้ป้องกันตัวยามเกิดเหตุร้าย

“โอเค” ดาเน่ยอมแพ้ แต่เป็นไปอย่างยอมจำนน หาใช่เกิดจากความวางใจ “ถ้ามีปัญหาอะไรก็เข้าไปหาอาตินก็แล้วกัน จะได้จัดคนงานเข้าไปช่วย”

ใจจริงแล้วเขาไม่อยากให้อัสมาร์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนที่สวนป่า จะว่าไปแล้วไม่อยากให้ไปอยู่ที่นั่นโดยไม่มีใครที่ไว้ใจคอยดูแลเลยด้วยซ้ำ เพราะกลัวเกิดเรื่องซ้ำรอยเหมือนอนิลดา

แต่สำหรับ ‘อาติน’ ผู้จัดการสวนป่าที่เขาจ้างให้ดูแลงานสวนป่าดาเน่ฟอร์เรสต์ เป็นผู้ชายเงียบขรึมและไม่เคยมีข่าวในทางไม่ดีในเรื่องผู้หญิง ยกเว้นผู้หญิงคนเดียวที่มีข่าวด้วยคืออนิลดา แต่เขาก็ได้ยินมาว่าอนิลดาเป็นคนไปยุ่งเอง ถึงวันนี้จะยังไม่มั่นใจว่าหมอนั่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตายของลูกสาวคนโต แต่ถ้าอัสมาร์ไปอยู่ที่นั่นเขาก็ไม่มีใครให้คอยช่วยเหลือนอกจากอาติน

จริงๆ แล้วถ้าได้ผู้ชายอย่างอาตินเขาก็ไม่รังเกียจ เพราะหมอนั่นใช่ว่าจะกระจอกงอกง่อย ฐานะทางบ้านก็ดี เงินเดือนที่เขาจ้างก็สูงกว่าข้าราชการในเกาะดารัน จนเดี๋ยวนี้สร้างเนื้อสร้างตัวเก็บเงินเก็บทองจนซื้อที่ดินผืนหนึ่ง แต่ถ้าหากมีหลักฐานว่าหมอนั่นเป็นคนไม่ดีเขาก็ไม่อยากให้เข้าไปเกี่ยวข้อง

สุดท้ายดาเน่ก็กลับไปโดยไม่ลืมกำชับเรื่องให้เธอไปเกลี้ยกล่อมพสุให้ได้ พร้อมกับตอกย้ำผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับดาเน่ฟอร์เรสต์

หลังจากรถยนต์ของบิดาแล่นพ้นอาณาเขตบ้านแล้ว อัสมาร์ก็ถอนใจยาวด้วยความหนักใจและหงุดหงิดใจลึกๆ เมื่อนึกถึงหลายสิ่งหลายอย่างไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจ อาจเป็นเพราะรับรู้และเชื่อมั่นมาตลอดตั้งแต่ก่อนแม่ตายว่ามันจะเป็นของเธอ พออยู่ๆ ก็ได้รับเงื่อนไขที่ขัดกับความรู้สึกและเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเธอจึงผิดหวังมาก

ก่อนหน้านี้เธอยอมรับว่าโชคดีที่พ่อกับแม่ไม่เคยขีดเส้นให้เดินเริ่มตั้งแต่การเรียนจนถึงทำงาน เธอจึงเลือกเรียนอักษรศาสตร์ในขณะที่อนิลดาเรียนด้านการบริหารธุรกิจ

พอเรียนจบด้านอักษรศาสตร์แล้วเธอก็จับงานอิสระเป็นแปลหนังสือนิยายของสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง พอทุกอย่างเริ่มเข้าที่ เธอจึงขนของจากคอนโดมิเนียมในเปนดาเมืองหลวงที่แสนวุ่นวายของมาลันกลับมาที่นี่ ในขณะที่อนิลดาพี่สาวเธอไม่ต้องการที่ดินผืนเล็กๆ ซึ่งทำประโยชน์ได้แค่การทำนาผืนนี้ สิ่งที่อนิลดาต้องการคือสวนปาล์มเกือบสองร้อยไร่กับสวนป่าดาเน่ฟอร์เรสต์ แต่ในส่วนของสวนป่าดาเน่ยังไม่คิดจะปล่อยให้ใครดูแล และอนิลดาก็เข้ามาดูแลกิจการแล้วเกือบหนึ่งปีก่อนจะเกิดเรื่องรถคว่ำตายอย่างมีปริศนา

ถึงแม้อนิลดาจะจากโลกนี้ไปแล้วท่ามกลางความกังขาของทุกคนว่าเป็นอุบัติเหตุหรือการฆาตกรรมอำพราง โดยที่พ่อบอกว่าตำรวจยังตามสืบเรื่องนี้อยู่ แต่เธอไม่เคยคิดจะอยากได้สวนปาล์มหรือที่ดินส่วนอื่นที่เป็นส่วนของอนิลดา เธอยังสนใจในอัสมาร์การีตาที่เดียว แต่อยู่ๆ พ่อก็ยกมันขึ้นมาเป็นข้อต่อรอง!

แล้วต่อรองอะไรคงไม่ลำบากใจราวกับถูกส่งไปตาย เมื่อเธอต้องไปอ้อนวอนขอผู้ชายคนนั้น...

คนที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยของสังคมเกาะดารัน ว่าเขาอาจเป็นฆาตกรฆ่าข่มขืนอนิลดา!

เขา...คนที่เป็นอดีตคนรักของเธอเอง! และเลิกราด้วยความสงสัยเหล่านั้นเป็นเหตุ!

น่าแปลกที่ตอนนั้นพ่อก็สงสัยเขาไม่ต่างจากคนอื่นๆ แต่ถึงตอนนี้ที่ดาเน่ฟอร์เรสต์กำลังมีปัญหา และเขาคือกุญแจด่านแรกและเป็นด่านสำคัญที่จะเปิดประตูปัญหาออกได้ พ่อกลับจะใช้เธอไปจับมือเขาให้ไขกุญแจให้ประตูปัญหานั้นเปิดออก

หรือว่าดาเน่ฟอร์เรสต์ที่กำลังจะหลุดลอยไปทำให้พ่อเลิกกลัวหรือหวาดระแวงเขา!



แม่น้ำสวรรยาเป็นแม่น้ำที่มีต้นน้ำมาจากภูเขาสูงที่สุดในป่ากลันตา สายน้ำเล็กๆ ไหลรวมกันเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ซึ่งเป็นสายเลือดของชาวเกาะดารันก่อนจะไหลลงสู่ทะเล เสียงตอกตะปูเป็นจังหวะดังมาจากสะพานไม้ทอดตัวจากตลิ่งริมแม่น้ำ ภายในอาณาเขตที่ดินของหัวหน้าเขตบาลัน เสียงของมันดังก้องกังวานไปตามคุ้งน้ำอันคดเคี้ยวขนาบด้วยนาข้าวขั้นบันไดสลับกับสวนกาแฟและสวนปาล์มน้ำมัน เสียงส่วนหนึ่งกลืนหายไปทางด้านหลังที่มีบ้านไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูงร่มรื่นด้วยไม้ผล ไล่ไปถึงสวนกาแฟฟาร์มชะมดที่อยู่บนเนินสูงทางด้านหลัง

ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม ลมจากป่ากลันตาพัดพาเอาอากาศเย็นลอยมาปะทะลำตัว ยังไม่มีเสียงคำรามเป็นสัญญาณก็จริง แต่คนบนเกาะดารันรู้ดีว่าอีกไม่นานสายฝนจะโปรยปรายมอบความชุ่มฉ่ำเย็นมาให้

เด็กชายผิวดำเข้มดวงหน้าคมขำวัยประมาณสิบขวบ โหนกิ่งไม้พุ่มหนาริมตลิ่งอย่างคึกคะนองแล้วกระโดดลงมายังพื้นดิน ก่อนจะวิ่งปรู๊ดไปตามสะพานไม้ที่ทอดตัวสู่แม่น้ำผ่านต้นไม้ที่ขึ้นกระจายตัวกันห่างๆ พอไปจนใกล้สุดสะพานก็ทรุดตัวนั่งคุกเข่าข้างกับกล่องตะปู จากนั้นชะโงกหน้าลงไปด้านล่างแล้วตะโกนดังลั่นแข่งกับเสียงตอกตะปู

“อาพสุครับ มีคนมาหาครับ”

 “ใคร” เสียงถามดังมาจากชายร่างใหญ่ที่ยืนเปลือยท่อนบนส่วนล่างจากเอวลงไปอยู่ใต้น้ำ พร้อมกับหยุดมือจากการตอกตะปูซ่อมสะพานไม้

“ไม่รู้เหมือนกันครับ รู้แต่ว่าเป็นผู้หญิง”

คิ้วดำเข้มเป็นปื้นจนเกือบกลืนกับสีผิวที่ค่อนข้างคล้ำจากแรงแดดขมวดเข้าหากัน ยังไม่ทันจะเอ่ยถามรายละเอียดอีก เสียงก้าวเดินเป็นจังหวะเนิบช้าก็ดังมาตามสะพานไม้

“นั่นไงครับ มาแล้ว”

เขาหันไปมองยังทิศทางของเสียง ระยะที่เห็นจากต้นสะพานตรงริมตลิ่งทำให้เขาเห็นรูปร่างของผู้หญิงที่มาหาค่อนข้างผอมเพรียว พอก้าวมาตามสะพานได้ไม่กี่ก้าวชายหนุ่มก็ต้องกะพริบตาแล้วเขม้นมองเรือนร่างแขกผู้มาเยือนอย่างไม่แน่ใจ พลันเลือดในกายก็คล้ายกับถูกแช่ด้วยน้ำแข็ง เมื่อเห็นใบหน้าของสตรีผู้นั้นเต็มตา เธอก้าวเดินอย่างเชื่องช้ามาหยุดห่างจากเขากับดัลเป้ไม่ถึงห้าเมตร แต่เท่านั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้รู้สึกถึงอาการปั่นป่วนและบีบรัดหัวใจ เช่นเดียวกับเมฆฝนที่กำลังก่อตัวอยู่เบื้องบน

“อาพสุครับ จะไม่ขึ้นมาข้างบนก่อนเหรอครับ” เสียงทักท้วงเรียกสติของพสุให้กลับคืนมา

เขายกมือข้างที่ถือค้อนแล้ววางมันลงบนสะพานซึ่งสูงในระดับเหนือศีรษะเล็กน้อยใกล้ๆ กับถุงตะปู จากนั้นใช้มือเกาะขอบสะพานแล้วเหนี่ยวตัวเองขึ้นมายืนอยู่บนสะพาน เผยให้เห็นกางเกงขาสั้นแค่เข่าเปียกชุ่มโชก เขาหันไปบอกเสียงขรึมกับเด็กชายที่บัดนี้ลุกขึ้นยืนหันหน้ามาทางสตรีผู้เป็นแขก

“ท่าทางเหมือนฝนจะตก รีบไปเก็บเสื้อผ้าก่อนไป๊ ดัลเป้”

“ครับอา”

พสุไม่ได้ให้ความสนใจกับดัลเป้ที่เดินจากไปเร็วๆ จนสะพานโยกไหวแรง หากสิ่งที่ตรึงสายตาเขาให้จมอยู่พร้อมกับความประหลาดใจคือผู้หญิงที่ยืนนิ่งและมองมาทางเขาห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว...

เธออยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวกับกางเกงยีนสีน้ำเงินเข้ม ผมยาวสีน้ำตาลอ่อนมัดรวบเป็นหางม้าจนเห็นลำคอขาวผ่องทาบด้วยสร้อยเงินเส้นเล็ก ดูเหมือนจะเป็นเครื่องประดับชิ้นเดียวที่โดดเด่นบนตัวเธอเท่าที่สังเกตเห็น

แต่เท่านี้มันก็สร้างความปั่นป่วนให้เขาขึ้นมาอีก...หลังจากที่หัวใจสงบเงียบเหมือนแม่น้ำสวรรยายามหน้าแล้งมานานเกือบปี!

เธอยังสวมใส่มันอยู่อีกทำไมกัน!