ผู้เขียน หัวข้อ: Sky of us ท้องฟ้าของเรา - บทที่ 2  (อ่าน 1060 ครั้ง)

nalin

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 22
    • ดูรายละเอียด
Sky of us ท้องฟ้าของเรา - บทที่ 2
« เมื่อ: เมษายน 14, 2015, 12:08:34 PM »
บทที่ 2
วันนั้นงานล้นมือมากจนไม่มีเวลาคิดเรื่องใด ๆ เลย ฉันไม่ได้เล่นโซเชียลมีเดียเพื่ออัพเดทข่าวสารใด ๆ ทั้งสิ้น ได้
แต่ทำงานทำงาน แล้วก็ทำงาน เงยหน้ามองนาฬิกาอีกครั้งก็จวนจะสองทุ่มแล้ว ฉันยืนมองหน้าตัวเองในกระจก
ห้องน้ำและรำพึงกับตัวเองเบา ๆ

“วันนี้โทรมจัง” ฉันมองดวงตากลมโตของฉัน แววตาวันนี้ไม่สดใสเหมือนทุกวันเลย แถมคิ้วยังแอบขมวดด้วย
เล็กน้อย เหมือนจะเริ่มอ้วนหรือเปล่านะ แก้มป่องกว่าเก่า งานบัญชีทำให้ฉันไม่สนใจตัวเองขนาดนี้เชียวหรือ
 
 เสียงโทรศัพท์ของฉันดังไม่หยุด ฉันรีบวิ่งเพื่อไปรับโทรศัพท์ให้ทัน น่าจะเป็นพี่โทนโทรศัพท์มาตามเพราะเห็นว่า
ไม่พบฉันตรงจุดที่เรานัดเจอเพื่อกลับบ้านพร้อมกันทุกวัน อ้อ บริษัทของฉันกับพี่โทนอยู่ไม่ไกลกันมากนักทุกวันเราจะรอ
และกลับบ้านพร้อมกัน ฉันเปิดรับโทรศัพท์พร้อมกับสัญญาณอินเตอร์เน็ทด้วย มีข้อความต่าง ๆ เข้ามามากมายเลย แต่ไม่
มีข้อความเตือนว่าเขาได้โพสต์ใด ๆ ลงบนโซเชียลฯ แต่ช่างเถอะ

“ว่าไงคะพี่โทน” ฉันรีบโทรศัพท์กลับเพราะเมื่อกี้ฉันไปเข้าห้องน้ำมาและไม่ได้พกโทรศัพท์ไปด้วย

“โทรศัพท์ไปทำไมไม่รับ” น้ำเสียงตะคอกของเขาที่ฉันเดาเหตุการณ์ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

“จะรอหรือเปล่าเดี๋ยวเก็บของแล้วจะรีบไป” ฉันพูดจบก็รีบตัดสายทิ้ง เพราะขี้เกียจฟังคำบ่น เพราะเมื่อเจอหน้า
กันเขาต้องงัดเรื่องนี้ขึ้นมาบ่นให้ฟังอยู่ดี แล้วมันก็เป็นจริงตามนั้น ตลอดทางกลับบ้านมันคือเรื่องบ่นฉันก่อนที่รับโทรศัพท์
ช้า ต่อมาก็เรื่องงานของเขา จนกลับถึงบ้าน บ้านของฉันกับน้องชายอยู่กันคนละหลังแต่ว่าซื้อติดกันพื้นที่บ้านเราสองคน
ต่อกันเลยดูกว้างมากเลย ตั้งแต่ฉันมีหลานแม่ก็ขนเสื้อผ้าไปอยู่บ้านน้องชายแทน ฉันเลยอยู่กับพี่โทนแค่สองคน เนื่องจาก
มีความบาดหมางกันระหว่างสะใภ้และเขย แต่คนที่ซวย หรือ ทนรับทุกอย่างกลายเป็นฉันแต่เพียงผู้เดียว ฉันแวะไปหาแม่
และเล่นกับหลานสักพักเพราะเวลาเหนื่อย ๆ ได้เห็นหน้าหลานฉันก็มีความสุขที่สุดแล้ว พอกลับถึงบ้าน ก็พบกับหน้าโกรธ
ๆ ของพี่โทนเช่นเดิม

“ไม่หอบเสื้อผ้าไปอยู่บ้านนั้นเลยล่ะ” เขาพูดเสร็จก็หันไปดูโทรทัศน์ เล่นเกมในโทรศัพท์มือถือต่อ

ฉันได้แต่ถอนหายใจและเดินไปอาบน้ำ นั่งทำงานแปลเอกสารต่อจนค่อนดึก ฉันถ่ายรูปตัวเองเล่นโดยมีฉากหลัง
เป็นหน้าจอสี่เหลี่ยมมีงานแปลค้างอยู่บนหน้าจอ แล้วโพสต์ไปว่า ‘วันนี้เหนื่อยมาก แต่นอนไม่หลับ คิดถึงจัง’ คำว่าคิดถึง
มันเป็นความรู้สึกส่วนตัวบางอย่าง พอโพสต์เสร็จ ข้อความเตือนว่าแดเนียลได้โพสต์ข้อความฉันคลิกดู เป็นรูปเขาหันมายิ้ม
ด้วยหน้าสด ๆ ฉากหลังเป็นโต๊ะทำงานมีแสงไฟสีเหลืองนวล มีข้อความว่า ‘งานยุ่งมาก เหนื่อยมาก แต่ทำไมไม่ง่วงนะ’ ฉัน
ตกใจเล็กน้อย แล้วตอบในช่องแสดงความคิดเห็นกลับไปสั้น ๆ ว่า”Me too” แปลว่าเช่นกัน แทบจะทุกภาพของเขาฉันจะ
กดปุ่มชอบและแสดงความคิดเห็นส่งถึงเขาเสมอ ถึงเขาจะไม่เคยแม้แต่กดชอบในคำแสดงความคิดเห็นของฉันเลยก็ตาม
มันก็แค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น ฉันเปิดย้อนดู ทวีตเตอร์ของจีน ถึงได้รู้ว่าเขาเดินทางไปทำงานที่ประเทศจีนตั้งแต่เมื่อเช้าไปถึง
ก็ทำงานเลย ผู้จัดการของเขาเป็นคนโพสต์ภาพการทำงานและข้อความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ให้แฟนคลับได้รู้ ฉันมองภาพนั้น
แล้วก็ยิ้ม ก็รู้นะว่ามันคือเรื่องเพ้อเจ้อ โรคบ้าดารากำเริบ แต่กับดาราคนอื่น ๆ หรือเรื่องอื่น ๆ ฉันก็ไม่เคยสนใจ เพราะละคร
ฉันก็ไม่เคยดูส่วนใหญ่จะฟังเพลง หรือ ดูหนังต่างประเทศ อ่านหนังสือซะมากกว่า ฉันนั่งทำงานต่อจนเกือบตีหนึ่งเริ่มเข้า
เช้าวันใหม่แล้ว พรุ่งนี้ต้องทำงานอีก ฉันเปิดโซเชียลดู ภาพสาวน้อยกับอาหารที่ตกแต่งอย่างน่ารักในบรรยากาศเก๋ ๆ ฉัน
กดชอบให้เธอ และแสดงความคิดเห็นไป เธอตอบกลับมาพร้อมรูปการ์ตูนรูปหัวใจถามว่าทำไมฉันยังไม่นอนอีก สาวน้อย
คนนี้เป็นคนไต้หวัน ฉันเคยบอกเธอไปครั้งหนึ่งว่าเหตุผลที่กดตามดูภาพของเธอในอินสตาแกรมเพราะชอบนิยามที่เธอ
เขียนไว้ว่า “ความสุขอยู่รอบตัว” ภาพของเธอจะเห็นรอยยิ้มของเธอ พร้อมกิจกรรมน่ารัก ๆ ที่เธอชอบทำในไต้หวันเสมอ
เธออยู่ไทเป ชื่อภาษาอังกฤษว่า จูลี่ เธอน่ารักมาก ดวงตากลมใส ยิ้มกว้างสวยงาม เธอชอบฉันด้วยเพราะบอกว่า ชอบ
เมืองไทย เราพูดคุยแลกเปลี่ยนระหว่างสองประเทศกันมาสักหลายเดือนแล้ว เธอบอกว่าอีกไม่นานจะมาเที่ยวเมืองไทยกับ
เพื่อน ๆ ฉันเลยอาสาว่าถ้ามาจะแวะทักทายและนัดทานข้าวกัน ภาษาที่เราใช้สื่อสารระหว่างกันคือ ภาษาอังกฤษ ฉันว่าจู
ลี่ภาษาอังกฤษดีมาก แต่สำหรับฉันก็กลาง ๆ นะ ถึงจะแปลหนังสือได้ แต่ยังต้องอาศัยความรู้จากพจนานุกรมอยู่ดี เธอ
มักจะให้กำลังใจฉันเสมอในเวลาเหนื่อย ๆ คืนนั้นเราพูดคุยกันนิดหน่อยเพราะดึกมากแล้ว ถ้าบ้านเรานาฬิกาบอกตีหนึ่ง ที่
ไต้หวันก็ตีสองแล้ว สาวน้อยคงอยากพักผ่อนเช่นเดียวกับฉัน เราจบบทสนทนาพร้อมกับรอยยิ้ม


ต่อมาอีกไม่นานจูลี่เดินทางมาเมืองไทย ทำไมฉันถึงรู้สึกดีใจมากเป็นพิเศษเหมือนน้องสาวตัวเองกลับมาเยี่ยม
บ้านก็ไม่รู้ ฉันชวนให้เธอและเพื่อน ๆ อีกสามคนมาพักค้างที่บ้านของฉัน แต่เพื่อน ๆ เธอไม่สะดวกเพราะว่าพวกเธอได้จอง
ที่พักไว้ที่พัทยาไว้แล้ว ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมพวกเธอถึงจองพักที่ต่างจังหวัดแต่มีโปรแกรมมาเที่ยวในกรุงเทพฯ แทบทุกวันซินะ
แต่นั่นอาจจะเป็นแผนเที่ยวและความชอบส่วนตัวของเด็ก ๆ ต้องบอกแบบนั้น

ไม่กี่สัปดาห์ถัดมาสาวน้อยจูลี่จากไต้หวันก็โพสต์ภาพแต่เช้า ภาพนั้นคือ หนังสือเดินทางสี่เล่มและมีข้อความสั้น
ๆ ว่า ‘แล้วเจอกันประเทศไทย’ เมื่อถึงสนามบินแล้วเธอโทรศัพท์มารายงานตัวกับฉันทันทีราวกับฉันเป็นญาติผู้ใหญ่ของเธอ
แต่ฉันก็รู้สึกยินดีมากนะ บางครั้งการรู้จักกันผ่านตัวอักษรมันก็ทำให้เราจินตนาการไปนะว่าตัวเป็น ๆ เมื่อพูดคุยกันคนเรา
จะนิสัยเหมือนหรือแตกต่างมากน้อยแค่ไหน ในความคิดของฉัน คิดว่าเธอน่าจะเสียงเล็ก ๆ น่ารักแบบเด็กไทยง้องแง้ง แต่
ผิดคลาดนิดหน่อยน้ำเสียงของเธอใหญ่เล็กน้อย น้ำเสียงทุ้มและไพเราะฟังเพลิน ๆ การพูดจามีมารยาทมาก เธอเล่าถึง
ความตื่นเต้นเมื่อมาถึงเมืองไทยและบอกว่ากำลังนั่งรถไปโรงแรมที่พัทยา จังหวัดชลบุรี วันนี้ฉันไม่สะดวกไปรับเธอเพราะ
เป็นวันทำงานของฉันด้วย เธอบอกว่าไม่รบกวนดีกว่าเพราะได้จองรถกับทางโรงแรมไว้แล้ว เมื่อฉันทราบชื่อโรงแรมก็ตกใจ
ต้องบอกแบบนั้น มันเป็นโรงแรมระดับห้าดาวทีเดียว เมื่อคำนวณแล้วค่าเงินในประเทศไทยกับไต้หวันแทบจะบาทจะบาท
เลยด้วยซ้ำนะ แสดงว่าฐานะของเธอคงไม่เบาทีเดียว แต่ละวันเธอจะโทรศัพท์รายงานตัวความเป็นไปให้ทราบความ
เคลื่อนไหวทุกวัน บางทีก็ขอคำแนะนำเรื่องอาหารการเดินทางบ้าง แต่เธอรบกวนฉันน้อยมากไม่รู้ว่าด้วยความเกรงใจหรือ
เธอน่าจะเตรียมแผนการเที่ยวมาเรียบร้อยแล้ว และวันอาทิตย์ที่เรานัดกันก็มาถึงฉันตื่นเต้นมากอย่างกับมีนัดออกเดท
ทีเดียว ฉันตื่นแต่เช้าเตรียมเสื้อผ้าเลือกเสื้อผ้าให้ดูว่าตัวฉันไม่ได้ดูต่างวัยไปจากพวกเธอ ข้อดีของการคบเพื่อนต่างชาติคือ
ไม่เคยมีการถามว่าเธออายุเท่าไหร่ เราคบกันเพราะเรื่องการใช้ชีวิตหรือชอบในสิ่งเดียวกันจริง ๆ ถ้าให้ฉันเดาเธอน่าจะต่าง
จากฉันประมาณสิบปีนิด ๆ นะ ตอนนี้สิ่งที่คิดอีกอย่างคือ ตัวเป็น ๆ ที่ไม่ใช่แค่น้ำเสียงเท่านั้นของจูลี่จะเป็นยังไงบ้าง ตอนนี้
เราจำหน้าจำเสียงกันได้แล้วด้วยเครื่องมือสื่อสารและเทคโนโลยีอันล้ำสมัย

“เฌอจะให้พี่ไปด้วยหรือเปล่า” พี่โทนงัวเงียตื่นขึ้นมา

“ไม่เป็นไรค่ะ วันนี้พี่โทนบอกจะกลับบ้านไม่ใช่เหรอคะ”

“ไม่ไปก็ได้ แต่เป็นห่วงเฌอมากกว่า แล้วไว้ใจหรือเปล่า อย่าไปในที่เปลี่ยว ๆ นะ” คำพูดห่วงใยของพี่โชนมีให้
แบบนี้เสมอ ถึงเขาจะเป็นคนอารมณ์ร้าย ยิ่งเวลาเหนื่อยหรือหงุดหงิด แต่เวลาอารมณ์ดี ๆ เขาก็ทำตัวเป็นคนรัก หรือ
พี่ชายที่แสนดีก็ไม่รู้บางครั้งฉันก็แยกไม่ออกเท่าไหร่

“ไม่เป็นไรค่ะ วันนี้เราจะไปนั่งเรือเที่ยวกัน ก็ไม่เปลี่ยวหรอก” ฉันเดินกลับไปนั่งลงบนเตียงนอนและจับมือของเขา
ไว้ ฉันยิ้มให้เขา

“ชอบเวลาแบบนี้จังเลยค่ะ เวลาพี่โทนอารมณ์ดี”

“แล้วตอนไหนไม่ดี ก็ทำดีตลอดแต่ไม่เคยเห็นหรือสนใจเอง” น้ำเสียงตวัดเล็กน้อย

ฉันปล่อยมือเขาและอารมณ์ที่กล่าวมาด้วยความชื่นชอบทั้งหมดก็นิ่งลง

“ยังไงโทรศัพท์หาพี่ด้วยนะจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง” พี่โทนรีบเปลี่ยนน้ำเสียงทันที

จากเช้าที่อารมณ์ดีต้องเปลี่ยนเป็นควบคุมอารมณ์ให้ดี ความเซ็งเริ่มเข้ามาเยือนฉันพยายามเงียบไว้ให้มากที่สุด
ทำไมเขาไม่หัดใจเย็นบ้างนะ ฉันได้แต่พูดบ่นกับตัวเองด้วยประโยคนี้เสมอ ๆ

ในที่สุดแล้วพี่โทนไปส่งฉันจนถึงจุดนัดหมาย ฉันไปถึงช้าเล็กน้อย ความตื่นเต้นมันมีมากขึ้นทำไมไม่รู้สินะ พอไป
ถึงก็เห็นสี่สาวกำลังนั่งดื่มกาแฟอยู่ในร้านที่เรานัดหมาย จูลี่หันมองมาเมื่อฉันเปิดประตูร้านเข้าไปกลิ่นกาแฟหอมคลุ้งมาก
ในเช้านี้ เธอรีบลุกจากเก้าอี้เดินตรงเข้ามาหาฉันพร้อมรอยยิ้ม วันนี้เธอสวมกระโปรงยาวกรอมเท้าแขนกุดสีหวานน่ารัก

เหมาะกับตัวเธอมาก เธอโอบกอดฉันไว้เหมือนกับว่าเราเคยพบเจอกันก่อนหน้านี้แล้ว ฉันโอบหลังเธอและกล่าวขอโทษเธอ
ก่อนจะทักทายสวัสดีกันด้วยซ้ำ

“ไม่เป็นไร” เธอพยายามพูดภาษาไทยสั้น ๆ กับฉัน พร้อมยกมือขึ้นสวัสดีทักทาย

“สา วัด ดี ค๊ะ”

“สวัสดีค่ะ” ฉันกล่าวทักทายกลับไป

จูลี่ตัวสูงแค่ประมาณร้อยห้าสิบกว่าเท่านั้นเอง ศีรษะเธออยู่แค่ประมาณติ่งหูของฉัน รอยยิ้มเธอสวยน่ารักเหมือน
ในรูปภาพของเธอ ดูมีอัธยาศัยดีมาก เธอแนะนำเพื่อน ๆ ของเธอให้รู้จักและฉันแนะนำพี่โทนให้พวกเธอรู้จัก เพื่อนของเธอ
ถามกลับมาว่า

“วันนี้พี่โทนจะไปด้วยกันไหม”

“พี่โทนกล่าวปฏิเสธ” พวกเธอไม่ได้รังเกียจพี่โทนเลย รู้สึกสนุกถ้าจะไปด้วยกันหลาย ๆ คน แต่พี่โทนนัดกับ
ครอบครัวของเขาไว้แล้ว เราจึงไปกันห้าคน ตลอดทางที่นั่งเรือชมแม่น้ำเจ้าพระยา ฉันคอยแนะนำสถานที่และอื่น ๆ ตลอด
ทางให้กับทั้งสี่สาว แต่เมื่อมีโอกาสจูลี่จะหันมาคุยกันในเรื่องอื่น ๆ เหมือนเราเริ่มทำความรู้จักกันอีกครั้ง เราสองคนเข้ากัน
ได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ เธอบอกว่าฉันดูไม่เหมือนคนอายุ 37 ปีเลย เมื่อฉันเป็นฝ่ายเริ่มบอกอายุของฉันให้เธอทราบ เธอบอกว่า
หน้าตาของฉันเหมือนคนอายุเพิ่งจะสี่สิบกว่า ๆ น่าจะแก่กว่าเธอสักสามสี่ปี ฟังแล้วปลื้มจริง ๆ แต่ก็มีหลายคนทักแบบนั้น
นะ หรือเป็นเพราะหน้าตาและบุคลิกภาพแบบนี้นะที่ทำให้ฉันยังไม่ได้เลื่อนตำแหน่งสักที

จูลี่เล่าให้ฟังว่าเธอมีพี่ชายสองคนเธอเป็นลูกคนสุดท้อง เป็นสาวน้อยคนเดียวในบ้านที่ทุกคนเป็นห่วงมาก ๆ ถึง
จะเห็นภาพถ่ายของเธอว่าหลังเลิกงานแล้วยังไปนั่นไปนี่ แต่ที่บ้านก็มีกำหนดเวลาว่าห้ามถึงบ้านหลังกี่โมง แล้วที่สำคัญ
พี่ชายคนที่สองจะคอยรับส่งตลอดเวลา เธอบอกว่าปีหน้าจะอายุ 23 ปีแล้ว ก็ไม่รู้ว่าทางบ้านจะเลิกกฎเหล็กแบบนี้เมื่อไหร่
แต่ได้ข่าวแว่ว ๆ ว่า ถ้าจูลี่อายุครบ 25 ปี จะไม่มีคนคอยรับส่งถึงว่าโตแล้ว แต่เธอติดนิสัยนี้ไปซะแล้วเลยคิดหนักว่าเมื่อถึง
เวลานั้นต้องเดินทางไปไหนมาไหนเองคงจะอดเที่ยวไปเยอะเลย เธอพูดไปขำไป

“บ้านของจูลี่เลี้ยงลูกได้เหมือนคนไทยมากเลยนะ พ่อแม่ไม่ค่อยปล่อย เหมือนที่บ้านของพี่เลย จนเรียนจบจำได้
ว่าได้ไปค้างนอนบ้านเพื่อนแค่ครั้งสองครั้งเอง แต่นั่นคือมีเหตุจำเป็น แต่พอทำงานพ่อแม่ก็ปล่อยอิสระมากขึ้นแต่ยังคงมี
ขีดคั่นเวลาในการกลับถึงบ้านจนถึงตอนนี้นะ ยังมีโทรศัพท์เช็คกันอยู่” ฉันบอกเธอไป

“ดีจังบ้านเราสองคนคล้าย ๆ กันเลยนะ” จูลี่หัวเราะ

“แล้วมาเมืองไทยสนุกไหม อากาศค่อนข้างร้อน เป็นห่วงว่าทุกคนจะป่วยเพราะอากาศ” ฉันบอกกลับพวกเธอ

“ไม่เลยสบายมาก ที่ไต้หวันเวลาร้อนก็ร้อนคล้าย ๆ แบบนี้ เผลอ ๆ มีฝนพรำ ๆ ให้อีกนะ ถ้าร่างกายไม่แข็งแรงคง
จะเป็นหวัดกันยกใหญ่ แต่พวกเราก็ปรับตัวกันได้” เพื่อนคนหนึ่งของจูลี่หันกลับมาสนทนาด้วย หลังจากถ่ายรูปเล่นกันจน
เพลินแล้ว

“ท่าเรือหน้าพวกเราจะลงกันแล้วนะ”

“เย้ ๆ วัดนี้อยากมาหลายครั้งแล้วนะ เคยเห็นแต่ในภาพ” จูลี่ส่งเสียงดีใจออกมา

“งั้นดีเลย พวกเราเดินเที่ยวชมวัดตรงนี้เสร็จแล้วจะพาไปทานของอร่อย ๆ เย็น ๆ แล้วก็จะพาไปพิพิธภัณฑ์ศิลปะ
พวกเราสนใจจะไปกันไหมล่ะ” ฉันแนะนำพร้อมเชิญพวกเธอ

“ไปซิ พวกเราชอบเอ แต่ตอนพวกเราหาข้อมูลมาเที่ยวแถว ๆ นี้ไม่ยักจะหาเจอนะ”

“ไม่ต้องห่วง ถ้าอยากไปไหนให้บอกนะจะพาไป”

“สุดยอดเลยพี่สาว” เพื่อนคนหนึ่งของเธอวิ่งเข้ามากอดฉัน

พวกเราเดินเที่ยว ทานอาหารและชมงานศิลปะ เวลาชมงานศิลปะ จูลี่จะนิ่งมาก เพิ่งรู้ทีหลังว่างานอดิเรกของเธอ
คือวาดรูป เธอเลยของหยุดดูนานเป็นพิเศษ เสียงทวีตเตอร์จีนของฉันดังขึ้นเพื่อเตือนให้รู้ว่า แดเนียลโพสต์ข้อความ ช่วงนั้น
ฉันกดโทรศัพท์ขึ้นมาดูและยิ้มออกมา ภาพของเขาตอนนี้กำลังเดินดูงานอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่ประเทศจีน ซึ่งเขาลงข้อความ
ว่า ‘วันนี้จะอยู่เมืองจีนวันสุดท้าย ทำงานเสร็จแล้วขอชมศิลปะให้หายเหนื่อยสักหน่อย’

   คงไม่บังเอิญหรอกที่เราสองคนทำอะไรคล้าย ๆ กันในขณะนี้ ฉันคงยืนยิ้มและมองภาพของเขาแม้จะเป็นภาพ
ของเขาที่ยืนหันหลัง คงยิ้มนานอย่างไม่รู้ตัว เพราะเมื่อสักครู่ฉันก็ให้จูลี่ถ่ายภาพของฉันทำท่าว่ากำลังเดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์
แล้วโพสต์ลงไป

   “ชอบ ฉวน เจียอ้ายเหรอ” จูลี่แอบมายืนอยู่ด้านหลังฉันเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

   “อ้อ” ฉันรีบปิดโทรศัพท์

   “ก็น่ารักดีน่ะ” ฉันเลี่ยงไปเดินทางอื่น กลัวว่า คนอื่นจะมองว่าฉันบ้าดารา

   “เขาน่ารักจริงหรือเปล่านะ” จู่ลี่แกล้งมาพูดลอย ๆ อยู่ใกล้ ๆ

   “ทำไมพี่สาวแก้มแดง”

   ฉันรีบยกมือปิดหน้าทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้แก้มของฉันแดงจริงเปล่า

   “จริงเหรอ คงอากาศร้อนมั้ง” ฉันไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมจูลี่ถึงได้พยายามถามเรื่องที่ฉันยืนยิ้มคนเดียวอยู่แบบนั้น

   “เคยเจอตัวจริงของเจียอ้ายด้วยนะ” จูลี่ยังพูดถึงเขาต่อ

   “อืม เขาน่ารักไหมล่ะ” ฉันถามกลับ

   “ไม่อ่ะ” จู่ลี่พูดเสร็จแล้วก็เดินทางไปอื่นต่อ ทั้งที่ฉันอยากจะถามอะไรเธอต่อมากมาย แต่รู้สึกเหมือนโดนแกล้ง
ยังไงไม่รู้ เธอเรียกให้ฉันและเพื่อน ๆ ถ่ายรูปด้วยกัน ฉันขี้เกียจจะถ่ายด้วย เพราะพวกเธอดูน่ารักเกินกว่าจะเอาหน้าของฉัน
เข้าไปรวมด้วย เธอสอนฉันโพสต์ท่าแบบที่พวกเธอชอบทำ ทำไปทำมามันก็สนุกดีจริง ๆ ด้วย ภาพที่ออกมาดูมีชีวิตชีวา
และมันรู้สึกถึงเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในภาพถ่ายเหล่านั้น ช่วงบ่ายฉันพาสาว ๆ แวะอีกหนึ่งวัดก่อนนั่งเรือกลับ และตอนเย็นฉัน
ตั้งใจพาสาว ๆ ไปทานข้าวบนดาดฟ้าของอาคารแห่งหนึ่ง พวกเธอปฏิเสธบอกว่านัดรถของโรงแรมมารับช่วงเย็นที่
ห้างสรรพสินค้าแล้ว ถ้ากลับดึกคงจะเลยเวลา พวกเธอบอกว่าคราวหน้าถ้ามาเมืองไทยอีกครั้งจะต้องมาพักที่กรุงเทพฯ
แน่นอนจะได้อยู่คุยกันนาน ๆ พรุ่งนี้มีดำนำ พรุ่งนี้เช้าจะเดินทางกลับแล้ว เธอขอบคุณฉันเป็นการใหญ่ จูลี่หยิบของออก
จากกระเป๋าเป้ ในนั้นเป็นหมวกยี่ห้อโปรดของฉัน

   “ว่าจะให้ตั้งแต่เจอกันตอนเช้าแล้ว” จูลี่ยิ้ม

   “ทำไมถึงซื้อหมวกยี่ห้อนี้ให้พี่ล่ะ” ฉันถามกลับไปด้วยความรู้สึกดีใจมาก
   “เห็นเคยโพสต์ในภาพว่าชอบยี่ห้อนี้มาก แล้วพี่สาวก็เคยใส่หมวกยี่ห้อนี้บ่อย ๆ เป็นยี่ห้อเดียวกับที่พี่ชายชอบ จูลี่
ไม่ได้ซื้อเองนะ ต้องขอโทษด้วย เลยฝากให้พี่ชายซื้อให้ ใบนี้ซื้อจากญี่ปุ่นเลยนะ ตอนพี่ชายไปทำงานที่นั่น ชอบไหมคะ” จู
ลี่ยิ้มกริ่มพร้อมกับให้ฉันใส่หมวกใบนี้และถ่ายรูปฉันไว้

   “ขอบคุณมากและฝากขอบคุณพี่ชายของจูลี่ด้วยนะ”

   ฉันก็หยิบของออกมาสี่ชิ้นให้กับสาว ๆ ที่ฉันก็แอบไปซื้อมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ของจูลี่มีของขวัญฝากคุณแม่และ
คุณพ่อของเธอด้วย เพื่อเป็นการขอบคุณที่ส่งลูกสาวของท่านที่แสนน่ารักให้มาเป็นน้องสาวของฉันในวันนี้ วันนี้ฉันมี
ความสุขมาก ๆ ที่ได้เดินทางท่องเที่ยวกับเธอ ได้ทั้งฝึกภาษาและต่าง ๆ อีกมากมาย

   ก่อนกลับจูลี่อวยพรให้ฉันตั้งใจเรียนภาษาจีนมาก ๆ จะได้ไว้คุยกันได้เยอะ ๆ ฉันไม่อยากจะรับปากเธอเลย
เพราะมันค่อนข้างยาก แต่ก็จะพยายาม เธอกอดฉันจนแน่นอีกครั้งและบอกว่าอยากจะเจอพี่สาวคนนี้อีกหลาย ๆ ครั้ง  ฉัน
เลยบอกข่าวดีกับเธอไปว่าภายในปีนี้ฉันจะไปไต้หวันแล้วนะ เราคงได้พบกัน

   ทั้งสี่สาวรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าพวกเราจะพบกันอีกครั้งแน่นอน

[/size][/color]