ผู้เขียน หัวข้อ: Sky of us ท้องฟ้าของเรา - บทที่ 3  (อ่าน 1012 ครั้ง)

nalin

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 22
    • ดูรายละเอียด
Sky of us ท้องฟ้าของเรา - บทที่ 3
« เมื่อ: เมษายน 15, 2015, 03:11:13 PM »
บทที่ 3
   เย็นนั้นฉันกลับถึงบ้านและรีดจัดแจงทำงานบ้านให้เสร็จเรียบร้อยก่อนพี่โทนจะกลับมา แต่ปรากฏว่าเขาไม่กลับ
ขอค้างคืนบ้านของเขาแทน ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไร มันกลับว่ารู้สึกดีขึ้นมาก ๆ บ่อย ๆ ครั้งที่ฉันเริ่มรู้สึกแบบนั้นขึ้นมาเวลาที่ได้
อยู่กับครอบครัวของฉัน หรือ อยู่คนเดียว โดยที่ไม่มีเขาร่วมชายคาด้วย ฉันนั่งทำงานต่อในคืนนั้นและดูรูปภาพที่สาวน้อย
โพสต์ผ่านอินสตาแกรม ดูไปดูมาฉันก็เข้าพวกกับพวกเธอได้ เธอแต่งภาพเสริมความน่ารักด้วยไอคอนต่าง ๆ ดูออกมา
น่ารักทีเดียว ก่อนจูลี่จะเข้านอนเธอโทรศัพท์มาขอบคุณฉันสำหรับวันนี้และกล่าวขอโทษที่ได้คุยกันน้อยไปหน่อยเพราะมี
เพื่อน ๆ มาด้วยจะมานั่งคุยกันเรื่องของเราสองคนก็ยังไงอยู่ ฉันก็หัวเราะที่เธอพูดแบบนั้น ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณที่เธอ
มาเติมเต็มวันน่าเบื่อในบางวันที่ฉันรู้สึกว่ามันเริ่มจะมีมากขึ้น ฉันวางหูไปพร้อมกับรอยยิ้ม วันนี้เหมือนได้รับพลังบางอย่าง
และนั่งทำงานแปลต่อเพราะว่าใกล้จะถึงวันส่งต้นฉบับแล้ว อีกอย่างเห็นทางบรรณาธิการแจ้งมาว่าอาจจะมีงานชิ้นใหม่ซึ่ง
หนังสือเล่มนี้อาจจะให้เราเป็นคนเริ่มเขียนใหม่เลยโดยไม่ต้องแปล แล้วฉันจะทำได้เหรอ แต่มาถึงจุดนี้แล้วมันก็ท้าทายและ
น่าสนุกดีนะ ฉันคงต้องไปคุยรายละเอียดหลังจบการแปลหนังสือเล่มนี้[/pre]


   เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ฉันรีบรับโทรศัพท์ทันที

   “นี่เฌอ พี่มีเรื่องจะบอก เดือนหน้าพี่จะไปเที่ยวทะเลกับครอบครัวนะ พี่ชายพี่เขาจองตัวไว้เรียบร้อยแล้ว” น้ำเสียง
เขาดูสดใสและตื่นเต้น

   “อ้อค่ะ” ฉันตอบสั้น ๆ

   “ไม่เป็นไรใช่ไหม ที่ไม่ได้ไปด้วยกัน” พี่โทนถามกลับมา

   “ไม่ค่ะ เฌอไม่ชอบไปไหน พี่ไปเถอะจะได้พักผ่อน” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงยินดีกับเขาจริง ๆ เพราะก็เป็นแบบนี้ทุก
ครั้งนี่นะที่เขาไม่เคยจองที่พักหรือซื้อตั๋วเครื่องบินเผื่อฉันเลยสักครั้ง เขาชอบไปไหนมาไหนเฉพาะครอบครัวของเขาเท่านั้น
ฉันก็ไม่ได้อยากไปเท่าไหร่ เพราะเวลาที่มีฉันอยู่ในนั้นกลุ่มครอบครัวของเขา ฉันเหมือนส่วนเกินจริง ๆ เขาจะพูดคุย
สนุกสนานกับพี่ชายของเขา และฉันก็จะเดินตามหลังครอบครัวของเขาเสมอ มันดีแล้วที่ฉันไม่ต้องลำบากใจเข้าร่วมการ
เดินทางอันแสนสุขนั้น

   ฉันโพสต์ภาพถนนแสนว่างเปล่าหน้าพิพิธภัณฑ์ และแต่งสีเป็นซีเปียดูเหมือนภาพโบราณ ฉันไม่ได้เขียนข้อความ
อะไรลงไปในภาพนั้น พอจะหลับตานอนเสียงเตือนการโพสต์ข้อความของแดเนียลดังขึ้น เขาโพสต์ภาพถนนสีเทาซึ่งตัดกับ
กำแพงสีส้มอิฐพร้อมมีต้นไผ่สองต้นข้างกำแพง เขาเขียนข้อความว่า ‘คู่’ สั้น ๆ ฉันยิ้มและหลับไป

   หนึ่งเดือนต่อมาพี่โทนนั่งเก็บของเตรียมจะไปขึ้นเครื่องที่สนามบิน

   “เที่ยวให้สนุก” ฉันอวยพรเขา

   “เฌอไม่เหงาใช่ไหม อ้อ แต่เฌอคงได้โอกาสไปเที่ยวกับญาติ คงไม่เหงาหรอก” ญาติในที่นี้หมายถึงน้องและ
หลานของฉันนั่นเอง

   ฉันไม่ได้พูดอะไร

   “ถ้าไปเที่ยวว่าง ๆ ก็หาที่พักหรือที่เที่ยวที่เราจะไปกันด้วยนะ อยากไปเร็ว ๆ แล้ว” ฉันพูดกับเขา

   “อยากไปไหนก็หาไว้เถอะ ไปไม่กี่วันดูที่ไม่ต้องออกนอกเมือง โรงแรมนอนดี ๆ ก็ได้ของจะได้ไม่หาย เปลี่ยว ๆ
มากก็ไม่ต้องไปนะ” เขาสั่งยาว

   “ใคร ๆ ก็บอกว่าไต้หวันปลอดภัยนะ อีกอย่างคงเที่ยวแค่ในเมืองเท่านั้น พี่ไม่ได้ลาได้เยอะนี่ เฌอไม่กล้าหาที่ไกล
เองหรอก ทั้งที่ตอนแรกอยากไปไทจงด้วยนะ” ฉันพูดยังไม่ทันจบเขาก็หันไปกดโทรศัพท์หาแม่ของเขาบอกว่ากำลังจะออก
จากบ้านแล้วเจอกันที่สนามบินเลย

   “เฌอไปนะ” เขาเดินมาตบไหล่และเดินออกจากห้องนอนไป

   แล้วไอ้ที่ฉันพร่ำไปนั่นมันคืออะไร เวลาฉันพูดเรื่องโปรแกรมไปไต้หวันเขาก็ฟังเฉย ๆ ออกความเห็นบ้าง แต่ไม่เคย
เห็นเขาช่วยหาโปรแกรมหรืออะไรเลย มีแต่หาว่าทะเลที่เขาจะไปมีที่เที่ยวตรงไหนหน้าสนใจและยังโทรศัพท์มาหาสั่งให้ฉัน
จองตั๋วนั่งเรือข้ามเกาะให้พวกเขาอีก ฉันได้แต่ถอนหายใจและคิดเงียบ ๆ เบา ๆ ว่า “ไม่เป็นไร”

   ผ่านไปสักชั่วโมงพี่โชนโทรศัพท์กลับมา

   “ถึงแล้วหรือคะ” ฉันถามกลับไปด้วยความเป็นห่วง

   “ถ้าไปเที่ยวยังไงรีดผ้าไว้ให้เรียบร้อยด้วยนะ ไม่ใช่มัวแต่เที่ยวกับญาติอยู่แค่นี้นะ” เขาวางหูไปพร้อมกับการออก
คำสั่งที่มันใช่เรื่องหรือเปล่า

   วันนั้นทั้งวันฉันหัวเสียมากระหว่างการเดินทางไปทำงาน จู่ ๆ น้ำตามันไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ฉันนึกโทษตัวเอง
หรือจะจริงที่เขาบอกกันว่า คนเราในช่วงอายุแต่ละระดับจะมีความรู้สึกที่ต่างกันออกไป ฉันเคยอ่านหนังสือเจอเขาบอกว่า
เมื่อเราอายุช่วง 18 ปี เด็กส่วนใหญ่อยากจะมีชีวิตเป็นของตัวเอง อยากหนีออกจากบ้าน เมื่อเราอายุ 20-30 ปี จะรู้สึกว่า
ตัวเองเป็นผู้ใหญ่แล้ว อยากทำหรือตัดสินใจเอง และเมื่อย่างเข้า 30-40 ปี ก็จะรู้สึกอยากขอโทษพ่อแม่ เพราะเมื่อเริ่มเจอ
เรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมากมายจะเริ่มรับรู้แล้วว่า คำที่พ่อแม่สอนหรือห้ามเตือนเราในช่วงที่ผ่านมาเพราะความหวังดี
และท่านอาบน้ำร้อนมาก่อนท่านจึงรู้ว่าอะไรควรไม่ควร

   น้ำตาฉันไหลออกมาความรู้สึกผิดมีมากมายในใจ นึกถึงคำพูดของแม่ก่อนที่ฉันจะตัดสินใจบอกกับทางบ้านว่า
ฉันจะแต่งงาน ตอนนั้นฉันคิดว่าทุกอย่างไม่น่ามีปัญหาก็ทุกอย่างยังคงดำเนินไปด้วยดี ไม่มีปัญหาระหว่างใครกับใคร แต่ก็
มีบางอย่างที่ผู้ใหญ่ก็ติงมาว่าตัดสินใจมันคือยากที่จะจบนะ การแต่งงานก็ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว ยิ่งได้ฟัง
คำพูดจากปากของแม่ว่าเมื่อไม่นานมานี้หลังจากพ่อได้จากพวกเราไปแล้ว ว่าพ่อเองก็เสียใจและไม่ได้เต็มใจเท่าไหร่ที่เรา
แต่งงาน แต่เพราะรักเรามากจึงยอม และได้แต่หวังว่าลูกสาวคนนี้จะมีความสุข ยิ่งคิดในหัวสมองฉันมันยิ่งแน่นจนตื้อไป
หมด จนเสียงบอกสถานีปลายทางที่ฉันต้องลงจากรถไฟฟ้าแล้ว ฉันรีบปาดน้ำตาเพราะมันคงดูไม่ดีนักที่จู่ ๆ ก็ร้องไห้กลาง
สาธารณชนแบบนี้ ฉันว่าทฤษฎีที่ฝรั่งเขียนไว้คงจะจริงนะ  ตลอดการพักผ่อนสามวันของพี่โทนไม่ได้มีเสียงโทรศัพท์กลับมา
หาฉันเลย ฉันเห็นหน้าเขาจากโซเชียลที่เขาโพสต์เท่านั้นเอง แต่มันดีนะจริง ๆ แล้วฉันเคยพิสูจน์ตัวฉันเองนะ ตอนที่พี่โทน
ไปทำงานที่ไต้หวันหลายเดือน ในเวลาที่ไม่มีเขาฉันสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ไหม ความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นตอนนั้นคือ
อะไรรู้ไหม มันคือ ความเบาสบายที่หัวใจและความรู้สึก รู้สึกว่ามีกลิ่นแห่งความเป็นอิสระ อยากจะทำหรืออยากคิดอะไร
หลายอย่างมากมายซึ่งไม่ได้เกิดแบบนี้มานานแล้ว

   ในเวลาว่างฉันยังคงวางโปรแกรม โรงแรมที่พัก สำหรับการเดินทางไปไต้หวันจนมันเสร็จสมบูรณ์คงเหลือแต่ว่า
จะไปกันเมื่อไหร่ นี่ก็จวนจะสิ้นปีแล้ว ใกล้จะถึงงานวันเกิดของแดเนียลซึ่งเขาจัดขึ้นมาเพื่อได้พบปะกับแฟนคลับที่สนใจเข้า
ร่วมงานด้วย แต่กำหนดการของฉันยังไม่เห็นมีวี่แววเลยสักนิด จนพี่โทนไปเที่ยวกับครอบครัวมาแล้วถึงสามครั้ง ฉันยังคง
นั่งทำงาน กลับบ้านไม่ได้ไปไหนกับคนอื่น ทะเลก็ไม่ได้เห็นมากี่ปีกันแล้ว บางทีก็คิดนะ ถ้ามีการสำรวจว่าผู้หญิงคนไหนที่
โง่ที่สุดในโลก คำตอบ คงเป็นฉันแน่เลย ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าปล่อยให้ตัวเองอยู่กับที่แบบนี้มานานเท่าไหร่แล้ว
หรือว่าตั้งแต่แต่งงานนะ

   จูลี่ส่งเมลล์มาหาฉันพร้อมกับถามว่าฉันโอเคที่จะไปร่วมงานวันเกิดของแดเนียลไหมซึ่งจะจัดขึ้นก่อนวันเกิดของ
เขาหนึ่งวัน เธอจะพาฉันเข้างานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ฉันต้องปฏิเสธไปเพราะฉันยังไม่ได้คำตอบจากพี่โทนว่าจะไป
ไต้หวันกันเมื่อไหร่ดี จูลี่บอกว่าจะจัดการให้ทั้งหมดขอแค่เพียงตอบตกลง มันจะเป็นไปได้ยังไง ฉันปฏิเสธเธอไปอีกครั้ง เธอ
ไม่ได้ว่าอะไรฉัน แค่บ่นเล็กน้อยว่า ทำให้เจอกันช้าไปอีกนะ เพราะว่าคิดถึงอยากจะพบกันเร็ว ๆ พอถึงงานวันเกิดของแด
เนียลฉันได้แต่นั่งดูภาพและคลิปวีดีโอจากทวีตเตอร์ของจีน แฟนคลับถ่ายรูปมากมาย เขาดูน่ารักสดใสและเป็นหนุ่มเต็ม
ตัวกับวัยสามสิบปีเต็ม นับจากละครเรื่องแรกที่ฉันติดตามเขามาตั้งแต่สมัยที่ฉันเรียนจบใหม่ ๆ จนตอนนี้เขาก็อยู่วงการนี้
มาถึงสิบปีเต็มแล้ว นานเหมือนกันนะที่ความมีชื่อเสียงของเขาไม่ตกลงเลย ฉันรู้สึกมาปลื้มเขามาก ๆ ตอนนี้เขาอายุ 29 ปี
ตอนนั้นหุ่นเขาฟิตเฟิร์มมาก ซิกแพ็คมาครบหกลูกเลย และทำหนังสือภาพถ่ายส่วนตัวที่ต่างประเทศ รวมถึงผลงานการ
ถ่ายภาพของเขาด้วย ฉันมีเก็บไว้เล่มหนึ่งรู้สึกภูมิใจและดีใจมาก ตั้งปณิธานไว้ว่าจะตั้งใจเรียนภาษาจีนมาก ๆ เพราะ
อยากจะรู้จักเขาจากหนังสือที่เขาลงมือเขียนด้วยตัวของเขาเอง อยากรู้จักให้มากกว่านี้ อยากรู้จักเขาโดยไม่ได้ผ่านสื่อหรือ
การสัมภาษณ์ เพราะหนังสือน่าจะรู้จักตัวตนของเขามากที่สุด ตอนนี้ฉันมีหนังสือที่เกิดจากการเขียนของเขาเองถึงสองเล่ม
แล้ว ตอนเข้าวงการใหม่ ๆ และ ตอนอายุ 29 ปี วันนี้ฉันได้ดูสัมภาษณ์ของเขาซึ่งฟังไม่ออกทั้งหมดหรอก แต่ไปตามอ่าน
จากหนังสือพิมพ์ทางอินเตอร์เน็ตที่ลงบทสัมภาษณ์ไว้ เขาถูกถามเรื่องคนรักบ่อย ๆ เขาเคยมีภาพหลุดกับแฟนสาวเมื่อสอง
สามปีก่อนด้วย ซึ่งตลอดเวลาเขาบอกว่าไม่มีแฟน แล้วภาพนั้นคืออะไร เขาบอกว่าใช่เป็นแฟนเก่าของเขาซึ่งแวะมาเยี่ยม
เยียนกันเฉย ๆ แต่ไม่มีอะไรมากกว่านั้น พอถามถึงสเป็คคนรักที่เขาอยากแต่งงานด้วย เขาชอบตอบว่าชอบคนอายุ
มากกว่า พูดน้อย เรียบร้อย ดูสง่างาม แหมมันใช่ฉันหรือเปล่านะ สาว ๆ คงคิดแบบนั้นกัน และธุรกิจที่เขาทำร้านกาแฟ
ร่วมกับเพื่อนของเขาซึ่งเขาเพิ่งตัดสินใจไปร่วมทุนได้สักหนึ่งปีที่ผ่านมาก็กำไรดีทีเดียว ตอนนี้เพิ่มส่วนอาหารเข้าไปมากขึ้น
เปิดตั้งแต่เช้ายังดึก และนั่นเป็นอีกหนึ่งโปรแกรมที่ฉันต้องแวะไปให้ได้หวังว่าจะได้เจอหรือไม่เจอก็ไม่เป็นไร

   แดเนียล หรือ ฉวน เจียอ้าย ฉันเคยขำกับชื่อและนามสกุลของเขานะ คนอะไรชื่อแปลว่า รักเต็มบ้าน ทำให้นึกถึง
เรื่อง Full house ขึ้นมาทันทีเลย จริง ๆ แล้วชื่อนามสกุลของเขารวมกันแปลว่า ครอบครัว ซึ่งคำ ๆ นี้ฉันโหยหามานานแล้ว
ฉันว่าชีวิตของฉันในตอนนี้ถ้าคนเรามีพจนานุกรมในชีวิต คำศัพท์ของฉันคงหายไปหลายคำ ไม่ว่าจะเป็นคำว่า ครอบครัว
ความสุข รอยยิ้ม และ รักแท้ สี่คำที่สำคัญในตอนนี้มันแทบจะไม่หลงเหลือในชีวิตของฉันเลยแม้แต่คำเดียว ถ้าปาฎิหาริ์ยมี
จริง ใครกันนะจะเติมเต็มคำเหล่านั้นให้ฉันได้บ้าง

   เสียงโทรศัพท์จากฟรีคอลดังขึ้น

   “ว่ายังไงจูลี่” ฉันกดรับโทรศัพท์

   “ขอที่อยู่ได้ไหมคะ” เธอส่งเสียงภาษาอังกฤษชัดถ้อยคำกลับมา

   “จะแอบส่งอะไรให้เหรอ” ฉันเย้าเธอ

   เสียงหัวเราะใส ๆ ของเธอส่งกลับมา “อยากให้พี่สาวดีใจ”

   “เอ อะไรกันนะ” ฉันแกล้งส่งสำเนียงจีนเพี้ยน ๆ ไปหาเธอ

   “ถ้าบอกก็ไม่เซอร์ไพรส์ซิ รอนะ รอนะ” เราพูดคุยกันเล็กน้อยก่อนจะล่ำลากันทางเสียง

   คืนนั้นฉันนั่งอ่านบทสัมภาษณ์ของแดเนียลในอีกหลาย ๆ เว็ป ก็ไม่มีอะไรแตกต่างกัน แต่ที่รู้เห็นหน้าของเขาเต็ม
ไปหมด  รอยยิ้มของเขาทำให้ฉันยิ้มตามด้วยเสมอ ในวันนั้นเขาโพสต์ภาพการไปออกกำลังกายของเขาที่ยิม พร้อมคำ
ขอบคุณ พรุ่งนี้จะเป็นวันเกิดจริง ๆ ของเขาฉันก็ไม่รู้ว่าเขาจะโพสต์ข้อความใด ๆ หรือมีรูปกับครอบครัวของเขาให้ได้เห็น
หรือเปล่า ฉันเก็บรอยยิ้มนั้นไว้ในใจและนั่งคิดงานใหม่ที่ได้คุยคร่าว ๆ กับบรรณาธิการสำนักพิมพ์ที่ฉันแปลหนังสืออยู่
พรุ่งนี้ฉันลาพักร้อนเพราะมีนัดคุยงานกับบรรณาธิการและนักเขียนต่างแดนคนหนึ่งซึ่งบรรณาธิการยังไม่ได้บอกว่าเป็นใคร
แต่คิดว่าน่าจะเป็นชาวอังกฤษหรืออเมริกันที่แวะมาดูงานเมืองไทยและเขาคงอยากให้ฉันรู้จักเจ้าของลิขสิทธิ์งานตัวจริง
และได้พูดคุยกันถึงแนวคิดในการเขียนหนังสือเล่มที่ฉันกำลังจะแปลเหมือนทุกครั้ง และจากนั้นฉันตั้งใจแอบไปพักทำงาน
ที่ร้านหนังสือของโมริจังสักหน่อย นี่ก็สักเดือนกว่า ๆ แล้วที่ฉันไม่ได้แวะไปเยี่ยมเธอเลย มีแต่โทรศัพท์คุยกันถาม
สารทุกข์สุกดิบ ซึ่งชีวิตฉันก็ค่อยข้างเหมือนจะสุกงอมจะเละได้ที่แล้ว พักหลัง ๆ ฉันกับพี่โทนมีเรื่องคุยกันน้อยลงมาก เรา
คุยอะไรกันก็คิดกันไปคนละทาง ยิ่งอาทิตย์หน้าฉันจะไปต่างจังหวัดกับครอบครัวของฉัน เขาก็โวยวายและทำทีท่าพูดคุย
กับฉันน้อยลงมาก มีกลิ่นตุ ๆ แปลก ๆ ระหว่างเราสองคนพอควร ซึ่งลางสังหรณ์ของฉันคงไม่แม่นขนาดนั้นหรอกนะ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 15, 2015, 03:13:58 PM โดย nalin »