ผู้เขียน หัวข้อ: บทที่ 1 สื่อรักสองโลก  (อ่าน 802 ครั้ง)

มณีแก้วตา

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 15
    • ดูรายละเอียด
บทที่ 1 สื่อรักสองโลก
« เมื่อ: กันยายน 02, 2015, 10:38:36 AM »
ทำไมถึงอยากเขียนนิยาย ไม่มีใครสัมภาษณ์ แต่อยากตอบค่ะ ถามเองตอบเองก็ได้
แรงบันดาลใจหรือคะคือ....ความเชื่อในเรื่องโลกนี้โลกหน้าค่ะ ว่ามีจริง
มีความคิดเห็นส่วนตัวว่า....ความสงสัยคือ.. ความน่าสนใจ
ซึ่งนำพาให้เกิด...แรงบันดาลใจค่ะ
ทำให้ต้องค้นหากันต่อไป 
จินตนาการ บวก ความเชื่อ จึงเกิดเป็น..นิยาย
สำนวนการเขียนอาจจะไม่ละเอียดละออเท่านักเขียนนิยายมืออาชีพนะคะ
เคยเขียนแต่แนวอื่นๆ ช่วงนี้อยากลองเขียนนิยายดูบ้าง
ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยค่ะ ขอคำแนะนำ ติชมด้วยนะคะ
เพื่อจะได้นำไปปรับปรุงในงานเขียนอื่นๆต่อไปค่ะ
มาเริ่มบทที่1 กันเลยดีกว่าค่ะ



บทที่1

ณ.ริมเขื่อนศรีนครินทร์

“ อยู่ตรงนี้   อยู่ตรงนี้ค่ะ “ เสียงตะโกนของหญิงสาวร่างบอบบาง ผิวขาว หน้าตาน่ารักสดใสอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้น เหมือนเด็กกะโปโล   เสียงเรียกของเธอสะกดทุกสายตาให้หันมามองอย่างพร้อมเพรียงเหมือนนัดกัน   

หน่วยกู้ภัยตร่วมกตัญญู พยายามค้นหาชายที่จมน้ำ  ค้นมา ครึ่งค่อนวันแล้วก็ไม่เจอศพ เหนื่อยล้าจนจะเลิกหาอยู่แล้ว ญาติของชายที่จมน้ำหลายคนนั่งรอและร้องไห้ มีความหวังว่าจะเจอร่างของชายผู้เป็นญาติ

 แต่เมื่อได้ยินเสียงหญิงสาวที่ไม่เคยรู้จักคนหนึ่งมาร้องบอกจุดที่ศพจมน้ำอยู่  ทีมค้นหาคนหนึ่งจึงบอกให้ลองไปค้นในจุดนั้นดู  ก็ปรากฏว่าเจอศพจริงๆอย่างไม่น่าเชื่อ
 “ รู้ได้ไง “ ทุกคนสงสัย แต่ไม่ทันได้ถามก็ปรากฏว่า หญิงสาวคนที่ตะโกนบอกหายวับไปเสียแล้ว เธอเป็นใคร หลายคนสงสัย 
           

               วันนี้เธอรู้สึกว่าได้ทำภารกิจสำเร็จเสร็จลุล่วงไปอีกหนึ่งเรื่อง เธอไม่ได้อยากดัง แค่อยากช่วยดวงวิญญาณที่น่าสงสารแค่นั้นเองจริงๆ เธอมองเห็นดวงวิญญาณยืนอยู่ฝั่งที่มีร่างจมน้ำอยู่  วิญญาณดวงนั้นพยายามบอกให้ญาติมาค้นก็ไม่มีใครได้ยิน หรือมองเห็น  เธอเป็นคนเดียวที่มองเห็น  ด้วยสัญชาติญาณทำให้เธอเชื่อว่า นั่นคือหน้าที่  แต่...เธอรู้ว่าถ้าหากหาศพเจอทุกคนต้องมองว่าเธอเป็นผู้วิเศษ มีญาณ หรืออะไรสักอย่างที่ผิดมนุษย์มนา เพราะเหตุนี้ จึงรีบหายวับไปราวกับผีหลอก 
     

            เสียงกระป๋องที่ถูกเตะกระเด็นไปตกลงข้างทางด้วยแรงพลังเหมือนโกรธแค้นมาสามชาติของหญิงสาว   ก็ด้วยความเบื่อหน่ายตัวเอง  หลายคนมองว่าเธอเป็นคนที่มีพลังพิเศษ แต่ตัวเธอเองกลับคิดว่า เป็นเรื่องที่น่ารำคาญ เสีย มากกว่า  ที่มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น หลายครั้งที่เธอบอกให้ญาติพี่น้องของผู้ตายรู้ว่า ผู้ตายบอกอะไร  ต้องการอะไร จนชาวบ้านในละแวกนั้น  พร้อมใจเรียกเธอว่า “เจ้าแม่” แต่เธอไม่ชอบให้ใครเรียกแบบนั้น การพยายามทำตัวให้เป็นคนธรรมดาๆของเธอ เป็นสิ่งที่เธอทำอยู่ แต่ทุกอย่างกลับไม่ง่ายเช่นนั้น 


“ทำไมต้องมาเป็นเจ้าแม่ด้วย ไม่ได้อยากเป็นเลย”   ความรู้สึกมักค้านตัวเองตลอดเวลา แต่เวลาที่เห็นดวงวิญญาณเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือเธอก็อดช่วยไม่ได้อีก
 

ในหมู่บ้านมีขาใหญ่คนหนึ่ง ที่ตั้งตนเป็นเจ้าพ่อ   เป็นร่างทรงเจ้าพ่อใหญ่ หรือหลวงพ่อใหญ่ ซึ่งเป็นพระอริยสงฆ์เจ้าองค์หนึ่งที่ชาวบ้านนับถือ แต่ท่านมรณภาพไปนานมากแล้ว จะจริงหรือเท็จก็ไม่มีใครรู้นอกจากเธอคนเดียวที่รู้ว่า นั่นคือการหลอกลวงของอาจารย์ใหญ่   และแน่นอนที่สุด  เจ้าพ่อกับเจ้าแม่จึงอยู่คนละฝ่าย เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอดหลายปี


 “ พี่ผักกาด พี่ผักกาด  “ เสียงหนุ่มร่างอ้วนเรียก นามว่า  “ฉิ่งฉับ”  เป็นเพื่อนเล่นมาตั้งแต่เด็ก  ที่จริงอายุมากกว่า แต่กลับเรียกหญิงสาวเป็นพี่ เพราะนับถือในสิ่งพิเศษเหนือมนุษย์ของหล่อน 
“ว่าไงไอ้ฉิ่ง”


“ พี่เบื่ออะไร ทำไมมาเดินเตะกระป๋องข้างทางแถวนื้ “ ฉิ่งถามด้วยความอย่างรู้ แต่ฉิ่งกลับคิดว่า ลูกพี่เป็นคนพิเศษ น่าภูมิใจเสียอีก
“ เปล่านี่ ข้าเห็นกระป๋องมันเกะกะทางเดินเลยแหวกทางซะ “


“ พี่ผักกาดรู้ไหมว่า  ตอนนี้ ชาวบ้านไปหลงเชื่อเจ้าพ่อขาใหญ่กันเยอะเลย  แม่ฉิ่งก็เอาด้วย ไปเช่าตะกรุดอะไรไม่รู้ราคาตั้งสองพัน “
“ หา..ตะกรุดอะไรของเอ็งวะ   ตั้งสองพัน “


“ เห็นเจ้าพ่อบอกว่ามันกันปอบได้ง่ะ พักนี้บ้านเราปอบเยอะไงพี่”
“ ปอบเปิบอะไรกัน  ไม่มีหรอกโลกนี้  ไอ้เจ้าพ่อมันหรอกกินตังค์ทั้งหมู่บ้านเลยหรือ”


“พี่ผักกาดจะทำอย่างไงดีล่ะ แม่ฉิ่งเอาตั้งสามอันแน่ะ บอกให้พกคนละอัน สามคน นี่ไงฉิ่งก็ใส่ด้วย“  พูดจบเพื่อนร่างอ้วนก็หยิบตระกรุดที่แขวนคออยู่ให้ผักกาดดู
“ มันจะมากไปแล้ว หลอกได้แม้กระทั่งชาวบ้านจนๆ แล้วแม่เอ็งเอาเงินที่ไหนไปซื้อล่ะ ”


“ แม่ฉิ่งเอาที่นาไปจำนำได้สองหมื่นจ้า”
“ อย่าบอกนะว่าจำนำกับไอ้เจ้าพ่อ”


“ ใช่จ้าพี่ผักกาด เจ้าพ่อบอกว่าเพื่อความปลอดภัย เจ้าพ่อจะเสียสละเงินทองมาให้ก่อน “
“ ชักจะบ้าไปใหญ่แล้ว  ข้ายอมไม่ได้ ไปๆหาเจ้าพ่อกัน”  ผักกาดตัวเล็กแต่ไม่ยอมคน สิ่งใดที่เห็นว่าไม่ถูกต้องเธอค้านหัวชนฝา


“ เดี๋ยวก่อนๆ พี่ผักกาด ลูกน้องเจ้าพอ่ขาใหญ่มันเยอะมากนะ พี่ตัวกระเปี๊ยกอย่างนี้จะไปสู้อะไรกะมัน”
“ ก็เอ็งไง ตัวขนาดนี้ อย่าบอกนะว่าไม่ไหว เราไปกับสองคนนี่แหละ”


“ ไม่เอาพี่ ฉิ่งเป็นลูกชายคนเดียวของบ้านง่ะ แม่คงเสียใจมากถ้าฉิ่งเป็นไรไป” ฉิ่ง เป็นหนุ่มร่างใหญ่แต่ใจปลาซิว
“ โธ่ ..ไอ้ขี้ขลาด ตัวใหญ่เสียเปล่า ไม่อยากช่วยชาวบ้านหรือไง”


“ ไอ้ช่วยน่ะ ส่วนช่วยพี่  ต้องใช้สมองซิพี่”
“เพิ่งเห็นเหตุผลของเอ็งวันนี้เอง ว่ามา ไอ้เหตุผลที่ว่าเนี่ย”


“ เราต้องพิสูจน์ให้ชาวบ้านเห็นว่า ปอบไม่มีจริง”
“โอ้โห้  เอ็งพูดง่ายนะ แบบนี้ไปเสกหมาให้กลายเป็นแมวง่ายกว่ามั๊ง  ใครจะเชื่อนะ”



เรือนไม้หลังเล็กๆ ข้าวของระเกะระกะ เพราะเจ้าของบ้านป่วยทำงานไม่ได้ มีเพียงหลานสาววัยรุ่นอายุราว 15 ปีนั่งอยู่ข้างๆยายเมี๊ยน....คือคนที่ชาวบ้านร่ำลือว่าเป็นปอบ พักนี้ยายเมี๊ยนกินจุ กินเท่าไรก็ไม่อิ่ม ทั้งที่ป่วยนอนซม ชาวบ้านจึงสงสัยว่ายายเป็นปอบ   ผักกาดให้ฉิ่งฉับพามาหายายเมี๊ยนเพื่อหาทางออก  เป็นสิ่งที่ฉิ่งเสนอแล้วผักกาดเห็นด้วยอย่างยิ่ง


“ สวัสดีค่ะ ป้าเมี๊ยน “
“สวัสดีครับ “ แขกทั้งสองยกมือไหว้แล้วยายเมี๊ยนก็ยังนอนตาค้าง ด้วยท่าทีเฉยเมย มีแต่หลานสาวเท่านั้นที่ยกมือไหว้ท้งสอง


“ ยายเป็นไงบ้าง จ๊ะ “
“ ยายนอนซมมาหลายวันค่ะ แต่เวลากินก็กินเก่งมาก ไม่ทราบเป็นอะไรค่ะพี่ผักกาด “ พูดจบหญิงสาวกวาดสายตามองไปทั่วๆห้องหาที่มาของกลิ่นแปลกๆ ก่อนวิญญาณจะปรากฏมักมาเป็นกลิ่นก่อน


“กลิ่นแปลกๆ เหมือนกลิ่นไหม้ๆ เหม็นๆ มาจากไหนนะ”
“ หนูไม่ได้ทำอะไร ที่ห้องครัวก็ไม่ได้ทำกับข้าวนะพี่”


“ รอยเฆี่ยนตีที่แขนมาจากไหนเนี่ย” หญิงสาวสังเกตเห็นริ้วรอยที่แขนขา เป็นจ้ำๆพอหลานสาวบอกว่า อาจารย์ใหญ่เป็นผู้ตี
“ ทำร้ายแม้กระทั่งคนแก่คนเฒ่า ”  หล่อนนึกโกรธอยากทำอะไรสักอย่าง


“ มันเป็นวิธีไล่บอปอย่างหนึ่งน่ะพี่ผักกาด อาจารย์ใหญ่จะใช้แซ่เฆี่ยนไล่ปอบ “
“  แต่เขาไม่ใช่ปอบนี่ เฆี่ยนแบบนี้ก็ตายพอดี “ พูดจบหญิงสาวก็เหลือบเห็นวิญญาณหญิงสาวคนหนึ่งนั่งข้างๆ กำลังจะนอนทับซ้อนร่างยายเมี๊ยน 


“ อย่านะ จะไปสิงเขาทำไม”  ผักกาดร้องห้ามทันที ตาของนางแดงกล่ำขึ้นมาทันที 
“อย่ามายุ่งกับกู”  ฉิ่งฉับงง เพราเห็นลูกพี่พูดอยู่คนเดียว


“ ไม่ยุ่งไม่ได้ แกจะทำให้ป้าเมี๊ยนถูกเข้าใจว่าเป็นปอบ แกเป็นใครบอกมานะ”  ผักกาดไม่เคยกลัวผีเพราะเห็นผีจนเคยชิน และมักตวาดไล่ผี เมื่อผีทำไม่ถูก
“ กูอยู่ส่วนของกู มึงอย่ามายุ่ง”  ผีสาวเตือนอีกครั้ง 


“ ถ้าพูดกันดีดีไม่ได้ก็จะต้องเจอดีนะ “ พูดจบหยิงสาวก็หยิบพระองค์เล็กๆในกระเป๋าเป้ยื่นไปที่ผีสาว
“ร้อนๆ ๆๆ โอ้ย ข้ายอมแล้ว “   เกิดเป็นประกายไฟขึ้นแต่เป็นภาพในอีกมิติหนึ่ง


“ บอกมานะแกทำยายเมี๊ยนทำไม “
“ อีเมี๊ยนมันเป็นทำร้ายฆ่ากูจนตาย กดหัวกูจมน้ำตาย “


“ นั่นเป็นกรรมของยายเมี๊ยนที่จะต้องรับกรรม ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าที่จะต้องไปฆ่า หรือทำร้ายเขา ทำอย่างนั้นเท่ากับเป็นการสร้างกรรมเพิ่ม เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร เข้าใจไหม “ 
พูดจบผีสาวก็หายไปทันที ด้วยแรงพลังพุทธคุณที่ผักกาดใช้ต่อสู้  ผักกาดไม่เคยกลัวผี แม่เคยเตือนผักกาดเสมอว่าให้อยู่เฉยๆไม่ต้องไปยุ่งกับเรื่องชาวบ้าน แต่ผักกาดก็ทนดูไม่ได้ทุกที ครั้งนี้ก็อีกเช่นเคย


“ พี่ผักกาดพูดอะไรกับใครเนี่ย ไม่เข้าใจ”
“เอ็งอย่าเข้าใจเลย เรื่องแบบนี้ เอาเป็นว่า หนูเอาพระนี้ร้อยสร้อยห้อยคอให้ยายนะ แล้วยายจะดีขึ้นเอง “   


จบไปอีกหนึ่งเรื่อง นี่คือหน้าที่ของผักกาดหรือ หล่อนก็ยังงงๆกับชีวิตตัวเองเลยว่าทำไมต้องมาวุ่นวายกับเรื่องเหล่านี้ด้วยนะ ทั้งที่เธอก็เรียนจบแล้ว กำลังจะได้รับการบรรจุเป็นครูในโรงเรียนที่อยู่ในเมือง 

...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 04, 2015, 03:29:28 PM โดย มณีแก้วตา »

บีเลิฟ

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 387
    • ดูรายละเอียด
Re: บทที่ 1 สื่อรักสองโลก
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 05, 2015, 09:16:22 AM »
แวะมาอ่านและให้กำลังใจครับ ลึกลับน่าดู

noneko

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 136
    • ดูรายละเอียด
Re: บทที่ 1 สื่อรักสองโลก
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กันยายน 09, 2015, 11:34:15 PM »
โอ แนวลึกลับแต่ก็ตามอ่าน