ผู้เขียน หัวข้อ: บทที่ 4 สื่อรักสองโลก  (อ่าน 903 ครั้ง)

มณีแก้วตา

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 15
    • ดูรายละเอียด
บทที่ 4 สื่อรักสองโลก
« เมื่อ: กันยายน 05, 2015, 06:47:01 PM »
บทที่ 4

“ ฉิ่งเอ็งไม่มีชุดที่ดีกว่านี้แล้วหรือวะ”  ผักกาดเห็นฉิ่งแต่งตัวเหมือนจะไปทำนามากกว่าไปสมัครงาน

“ พี่ผักกาด ตั้งแต่เกิดมา ฉิ่งยังไม่เคยสมัครงานที่ไหนเลยนะ พ่อกับแม่กะว่าถ้าฉิ่งโตก็จะให้ทำไร่ทำนาเลย  พ่อบอกว่าเป็นชาวนาก็มีเกียรติเหมือนกัน ที่สำคัญเรามีนาของเราเองไม่ต้องไปรับจ้างใครเขา  “   ฉิ่งพูดถึงตรงนี้แล้วสะดุด มาสะกิดใจตรงที่นา

“ แต่ตอนนี้ที่นาของพ่อแม่ อาจจะไม่เหลือก็ได้ เพราะที่นาของพ่อแม่กำลังจะกลายเป็นของคนอื่นแล้ว “ 

“ ฉิ่งอย่าคิดมา ตั้งใจหางานดีกว่า ถ้าเรามีเงินที่นาเราก็ไปไถ่ถอนมาได้นะ “ ผักกาดปลอบใจไม่ให้เพื่อนคิดมาก

 ทั้งสองออกเดินหางานตั้งแต่เช้าจนบ่ายก็ยังไม่พบงานที่จะรับเลย มีแต่บอกว่าแล้วจะเรียกตัวมาสัมภาษณ์ ให้รอก่อนตลอด จนกระทั่งมาพบบริษัทใหญ่ที่หนึ่งปิดประกาศ

“รับสมัครพนักงานจำนวนมากเพื่อขยายกิจการหลายสาขา “

 ตึกใหญ่โตโอฬารสูง 25 ชั้น  มีพนักงานทำงานทุกชั้น แบ่งเป็นแผนก ชั้นที่รับสมัครอยู่ชั้นล่างสุด ทั้งสองจึงเข้าไปเพื่อกรอกใบสมัคร  หนุ่มสาวหลายถือซองเอกสารเดินเข้าไปเพื่อสมัครงานด้วยความหวังว่าจะได้งาน

“ อีกสักครู่ รอสัมภาษณ์เลยนะคะ “  พนักงานคนหนึ่งบอกให้ผักกาดนั่งรอหลังจากกรอกใบแบบฟอร์มเสร็จแล้ว

 สักครู่ใหญ่ๆ ก็มีพนักงานคนหนึ่งมาเชิญให้ผักกาดและฉิ่งไปสัมภาษณ์ ที่ชั้น 3 ของตึก   ทั้งสองเดินเข้าห้องสัมภาษณ์งานแต่คนละห้อง

“ เชิญนั่ง”   พนักงานหญิงวัยอาวุโสในชุดทำงานที่รัดกุม เสื้อผูกโบว์ติดคอจนน่าอึดอัด   เชิญไม่มีหางเสียง

“อายุเท่าไร”

“ 21 ปีค่ะ “

 “ จบการศึกษาปริญญาตรีตั้งแต่อายุแค่20ปี ทำไมจบอายุน้อยจัง”  หญิงชราแต่ไม่ยอมแก่ ถามไปขยับแว่นตาที่หนาเตอะไปด้วย

“ ก็คนไอคิวสูง เอ้อไม่ใช่ค่ะ เพราะครูให้จบไวกว่าปรกติค่ะ “ เกือบจะพูดความจริงไปแล้ว นึกถึงคำสอนของแม่ว่า ความฉลาดไม่ได้วัดกันที่การศึกษาเสมอไป และอีกอย่างการที่เราบอกความจริงอาจเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเชื่อก็ได้ เพราะผักกาดเป็นเด็กที่เรียนรู้ได้ไวกว่าเด็กปรกติ บางครั้งแม้แต่ครูยังเคยคิดว่าผักกาดผิดปรกติเลย

“ ทำไมล่ะ”

“ ครูให้จบเร็วๆจะได้รีบไปทำมาหากินค่ะ”

“ อ๋อ คือที่บ้านยากจนล่ะซิ”  พนักงานสาววัยป้า แต่หน้าตาไม่เป็นมิตร ถามแบบดูถูก

“ ก็คงประมาณนั้นมั๊งคะ” ผักกาดเริ่มหงุดหงิดกับคำสัมภาษณ์เชิงดูถูกของยัยป้าหน้าย่นคนนี้

“ที่บ้านทำนาหรือไง”  คำถามที่ทำให้ผักกาดไม่อยากตอบเลย สำเนียงก็ดูถูกเหยียดหยามทำไม ชาวนาเป็นผู้มีพระคุณของประเทศนะ  ทุกคนต้องยกย่องซิถึงจะถูก ไม่ใช่มาดูถูกดูแคลนเช่นนี้

ขณะที่กำลังสัมภาษณ์อย่างเคร่งเครียดอยู่ จู่จู่ ก็มีเสียงร้องเอะอะโวยวายขึ้นมาที่หน้าห้องผู้จัดการ อีกด้านหนึ่ง

“ ออกไป อย่ามายุ่งกับกู ที่นี่ บ้านกู  พวกมึงออกไปให้พ้นๆจากบ้านกูเดี๋ยวนี้นะ “ 

หญิงสาววัยสามสิบปีเศษ หน้าตาบูดบึ้ง ตาแดงกล่ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง ร้องเอะอะเหมือนไม่ใช่ตัวเอง พนักงานรักษาความปลอดภัยสิบกว่าคนกำลังล้อมวงเพื่อจะจับตัวหญิงสาวคนนี้    เธอเป็นพนักงานใหม่ เพิ่งเข้าทำงานวันแรกก็เจอดีเสียแล้ว  เสียเอะอะของเธอทำให้พนักงานในบริษัททั้งแผนกบนชั้นสาม มาห้อมล้อมดูด้วยความตกใจ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยเจอ บ้างก็ว่า เป็นเจ้าที่เจ้าทางมาเข้าสิง บ้างก็ว่าเป็นเพราะเจ้าของบริษัทไม่สนใจที่จะบวงสรวงทำพิธีก่อนเปิดบริษัท

 ในขณะที่หัวหน้ายามก็เข้ามาสั่งการ ผู้จัดการก็เข้ามาพอดี วันนี้มาพร้อมกับท่านประธานบริษัทที่เข้ามาดูงาน นับเป็นวันโชคร้ายของผู้จัดการ

“ เกิดอะไรขึ้น เสียงอะไรเอะอะกันดังขนาดนี้”  ท่านประธานเป็นหญิงรูปร่างดีแม้อายุมากแล้ว ประดับเครื่องเพชรแพรวพราว และชุดเสื้อผ้าไหมอย่างหรูหรา

“ ผะๆผมก็ไม่ทราบครับ “ ผู้จัดการกลัวรนราน เพราะดันมาเกิดเรื่องในเวลาที่ท่านประธานมาพอดี เกิดเวลาไหนไม่เกิดมาเกิดตอนนี้

“พวกแกออกไปเดี๋ยวนี้ ที่นี่บ้านกู”  หญิงสาวที่อาละวาดหันไปมองหญิงสูงวัยที่ทุกคนเรียกท่านประธาน แล้วชี้หน้าพูดตะคอก  พนักงานรักษาความปลอดภัยหลายคนรีบกรูเข้าไปเพื่อปกป้องท่านประธาน

ในระหว่างที่เหตุการณ์ไม่ปรกติ การสัมภาษณ์งานที่ดำเนินไปยังไม่ทันเสร็จ ก็มีอันต้องหยุดชะงัก   ผักกาดรู้สึกเซ็งๆต่อเหตุการณ์ คิดว่าทำไมนะ ต้องมาเจอแบบนี้อีกแล้ว

“เอาละเดี๋ยวผักกาดจัดให้”  หญิงสาวรีบเดินตามพนักงานอาวุโสที่สัมภาษณ์ไปที่หน้าเคาเตอร์ บริเวณที่เกิดเรื่อง แล้วก็คงเป็นหน้าที่ของผักกาดอีกเช่นเคย

“ หยุดนะ หยุดเดี๋ยวนี้นะ”  เสียงแหลมเล็กของผักกาดสะกดทุกสายตาให้มองมาที่เธอราวกับนัดกัน

“ แกเป็นใคร มาที่นี่ทำไมบอกมานะ “  ผักกาดถามเสียงดัง

“ มึงเป็นใคร  มึงรู้ไหมว่ากูเป็นใคร”  พูดจบก็ทุกอกตัวเอง จนเสียงดังตุ๊บๆ

“ แกเป็นใคร ฉันไม่อยากรู้ ออกไปซะ ที่นี่ ไม่ใช่ที่อยู่ของแก อย่ามายุ่งกับมนุษย์  ผีอยู่ส่วนผี ไป ไปซะ”  ผักกาดไล่ผีด้วยความเคยชิน เพราะตอนอยู่ที่บ้านก็ทำเป็นประจำ
ทุกคนจับจ้องไปที่ผักกาดและหญิงคนที่ถูกผีสิง ด้วยความหวาดกลัว ตื่นเต้น  เพราะไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้

“ ถ้าแกยังไม่ไปอีก จะต้องเจอดี “ พูดจบผักกาดก็หยิบสายสิจน์ที่พกติดตัวออกมาใส่ที่คอของหญิงที่ถูกผีสิง 

“ โอ้ย  ๆๆ  ร้อนๆ ๆ อย่าทำกู  กูจะฆ่ามึง ๆๆ”   เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก แต่หญิงสาวกลับไม่กลัว

ท่านประธานยืนดูได้พักเดียวก็เป็นลมล้มพับต่อหน้าพนักงาน ทำให้หลายคนต้องช่วยกันปฐมพยาบาลกันขนานใหญ่ เมื่อฟื้น จึงเรียกหาหญิงคนที่ไล่ผี

“ เด็กคนเมื่อกี้ อยู่ที่ไหนเป็นพนักงานแผนกไหน เรียกมาให้ฉันหน่อยซิ  “
 
ผักกาดสะพายกระเป๋าเดินไปที่ลิฟต์ คิดว่า วันนี้คงสมัครงานที่ไหนไม่ได้แล้ว เพราะเจอเรื่องแบบนี้เข้าให้  มองหาฉิ่ง เมื่อเจอกันก็พากันกลับบ้าน  เพื่อไปตั้งหลักใหม่   

“ เดี๋ยวก่อนจ้า น้องๆ   อย่าเพิ่งไป ท่านประธานเรียกพบจ้า “   พนักงานสาวคนหนึ่ง เดินมาหาอย่างรีบร้อน

“ เรียกหาทำไมคะ  มีอะไรหรือเปล่า”

“ ท่านประธานบริษัทอยากพบน้องค่ะ  คงจะขอบคุณหรือเปล่าที่ช่วยพวกเรา น่ากลัวจริงๆ”  พูดถึงตรงนี้ก็รู้สึกกลัว เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในบริษัทเลย  ตั้งแต่เปิดกิจการมา หลายสิบปี 

          ห้องประธาน หรูหรา สมกับเป็นห้องของเจ้าของบริษัท โต๊ะทำงานตัวใหญ่ สีขาวมันเงาวับ  อยู่ข้างหน้า กั้นระหว่างลูกน้องกับเจ้านาย  ผักกาดถูกเชิญให้นั่งข้างหน้า เมื่อนั่งลงไปก็ดูคล้ายเป็นจำเลยนั่งอยู่หน้าศาลผู้พิพากษาอย่างไงอย่างนั้น

“ เธอชื่ออะไร เป็นใคร  มาจากไหน มาทำอะไรที่นี่ “  เธอเป็นหญิงวัยกลางคนที่ท่าทางน่าเกรงขาม แต่ดูท่านเจ้ายศเจ้าอย่างเหลือเกิน แถม ถามเยอะจนตอบไม่ทัน ผักกาดนึกในใจว่า
 
“นี่เรามาช่วยเขานะ ไม่ได้มาเป็นผู้ต้องหา”   แต่ห้องทำงานของท่านทำให้ผักกาดรู้สึกว่าเหมือนเป็นจำเลยอย่างไงก็ไม่รู้

“ ดิฉันชื่อ มธุรดาค่ะ มาสมัครงานค่ะ ในตำแหน่งพนักงานฝ่ายธุรการ “  หญิงสาวตอบแบบฉาดฉาน

“ อ้าวแล้วสมศรีเขารับเธอหรือยัง” 

“ ยังไม่ทราบค่ะ “

“สมศรีเข้ามาหน่อย”  ท่านประธานกดโทรศัพท์เรียกสมศรีให้เข้ามาพบ

“ สมศรี ฉันจะรับคนนี้เข้าทำงานนะ เธอสัมภาษณ์แล้วใช่ไหม เป็นอย่างไงบ้าง “  สมศรีตกใจเล็กน้อยรีบกลับลำ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอสัมภาษณ์แบบดูถูกดูแคลน จนผักกาดแทบลุกหนีแล้ว

“ อุ๊ยยย ...  คุณมธุรดา เป็นคนเก่งค่ะ เรียนจบตั้งแต่อายุยังน้อย ดิฉันสัมภาษณ์แล้วผ่านทุกข้อคะแนนเต็มเลยค่ะ เธอน่ารักมากๆค่ะ เหมาะสมกับที่จะเป็นพนักงานในเครือบริษัทเลยค่ะ  “
 
“ ดีมาก  แต่ฉันคิดว่า ฉันจะให้เขามาดูแลลูกสาวฉันดีกว่า  “

“ คุณดาวเหนือหรือคะ อุ๊ยดีมากๆค่ะ ท่าทางคุณผักกาดเป็นคนใจเย็นน่ารักมากๆค่ะ”  ผักกาดงงกับป้าสมศรีมาก ว่าทำไมเธอเปลี่ยนสีหน้าได้อย่างรวดเร็วกับเป็นคนละคน แล้วเธอรู้ได้อย่างไงว่าผักกาดใจเย็น  ชิชะ มันตรงกันข้ามเลยนะ

“ เธอชื่ออะไรนะ ฉันจำไม่ได้ เอ้ “

“ มธุรดาค่ะ เรียกดิฉันว่าผักกาดก็ได้ค่ะ “

“ อุ๊ย ชื่อก็น่ารัก สมกับหน้าตาเลยนะคะ “ ป้าสมศรี คงดูละครน้ำเน่าจนเข้าเส้นเลือดแล้วจึงแสดงได้สมบทบาทมาก

“ เอาละเอาเป็นว่าฉันรับเธอเข้าทำงานนะ แม่ผักกาด  แล้วนี่เธอจะเอาเงินเดือนเท่าไรล่ะ บอกมา”

“ เอ้อ ดิฉัน เอ้อ แล้วแต่ท่านค่ะ “

“มีอย่างนี้ด้วยหรือ ฉันก็ไม่ใช่คนใจร้ายไส้ระกำนะ เอาเป็นให้สมน้ำสมเนื้อ และเพื่อตอบแทนที่เธอช่วยฉัน ฉันให้เธอเดือนละ สามหมื่น เธอพอใจไหม”

“สามหมื่น  อุแม่เจ้า “  สมศรีอุทานดังจนทุกคนตกใจ

“ เปล่าคะๆ ดีมากๆเลยค่ะ สามหมื่นๆ “ สมศรีทำหน้าแหยเก เพราะเธอเองทำงานมายี่สิบปีเงินเดือนเธอยังไม่ได้เท่านี้เลย แต่ก็ต้องเสแสร้งพูดดีประจบเจ้านายไว้ก่อน

“ขอบพระคุณค่ะท่าน”  ผักกาดดีใจจนหัวใจเต้นแรงแทบหลุดออกจากอก

“เอาละๆ พรุ่งนี้มาพบฉันที่นี่นะ แล้วจะได้เริ่มงานกัน  สมศรีพาแม่ผักกาดไปทำประวัติพนักงานนะ”

 “ค่ะ ท่านประธาน “ สมศรีทำหน้าไม่ถูกเลย ว่าจะพูดอะไรกับผักกาดดี

เมื่อออกจากห้องท่านประธานฉิ่งที่รออยู่หน้าห้องเอกสารอีกด้านหนึ่ง ก็ลุกขึ้นเดินตามมาสมทบ เมื่อ่รู้ข่าวของผักกาดก็ดีใจ  แต่ข่าวร้ายคือ ฉิ่งไม่ได้รับการบรรจุเข้าทำงานในบริษัทนี้ 

noneko

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 136
    • ดูรายละเอียด
Re: บทที่ 4 สื่อรักสองโลก
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 09, 2015, 11:44:52 PM »
คุณดาวเหนือท่าจะไม่เบา