ผู้เขียน หัวข้อ: เล่ห์รัก ลวงหัวใจ ตอนที่ 1  (อ่าน 959 ครั้ง)

ทาริก

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 63
    • ดูรายละเอียด
เล่ห์รัก ลวงหัวใจ ตอนที่ 1
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2014, 11:09:51 PM »
บางที คนกำลังจมน้ำแล้วเอื้อมมือคว้าฟางเส้นหนึ่งที่ลอยตามน้ำมา ถึงรู้ว่าอีกไม่นานก็จะต้องจมน้ำลงไปอย่างแน่นอน แต่คนเราก็เลือกที่จะคว้าเอาไว้ เป็นการรับรู้อย่างชัดเจนว่าฟางเส้นเล็กๆ เส้นนั้นมีค่าเหลือเกินในเสี้ยววินาทีอันน้อยนิด

วนัสสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ดอมดมกลิ่นหอมจางๆ ที่เหลือไว้ก่อนจะเลือนหายไป จากนั้นร่างงามที่หลับใหลในอ้อมกอดเขาทั้งคืนก็ลุกขึ้นจากเตียง เขาตื่นได้สักพักหนึ่งแล้วเพราะแสงแดดที่ส่องผ่านม่านหน้าต่างที่แง้มไว้แยงตาเข้าพอดี แต่เขาก็แกล้งหลับสนิทและนอนนิ่งจนบางครั้งก็รู้สึกได้ว่าการแกล้งหลับของเขาดูไม่เป็นธรรมชาตินัก และวิตรีเองก็คงรู้ เขาหรี่ตาดูเห็นเธอมองมายิ้มๆ เหมือนรู้ทัน

ไม่น่าเชื่อว่าวิตรีคือมนุษย์เดินดินธรรมดาเช่นเขา สำหรับวนัส เธอคือนางฟ้ามากกว่า ใบหน้ารูปไข่คมคาย ดวงตาเรียว ริมฝีปากบางเฉียบและแก้มเนียนเปล่งปลั่ง ในยามที่เธอเปลือยเปล่าเช่นนี้เขาสามารถมองเธอได้อย่างเต็มตาแต่เขาก็ไม่อยากลืมตา วิตรีเป็นคนขี้อาย ทันทีที่เขาลืมตาขึ้น เธอจะรีบห่อตัวเองด้วยผ้าห่มหรือไม่ก็ผ้าเช็ดตัวผืนบางที่แทบปิดอะไรไม่มิด ผิวขาวนวล ต้นขากลมกลึงเนียนเนื้อแน่นและอกอิ่มที่ชูชันอย่างท้าทาย เขาอยากมองภาพนี้นานๆ เรื่องอะไรจะลืมตาให้โง่

วิตรียืนพิจารณาเขาครู่หนึ่งเหมือนพยายามพิสูจน์ว่าเขาไมได้หลับจริง คนเรามักจะเผยไต๋ว่าแอบหลับโดยการหลุดหัวเราะหรือยิ้มเมื่อมีใครมาจ้องจับผิดนานๆ แต่ไม่ใช่วนัส เขาทำแบบนี้มานานจนชินเสียแล้ว หญิงสาวไม่ว่าอะไร ได้แต่ยิ้มน้อยๆ พร้อมกับส่ายหน้า ก่อนจะคว้าผ้าเช็ดตัวแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป

นั่นแหละที่วนัสค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น ถอนหายใจออกมายาวเหยียดอย่างนึกเสียดาย ฟางเส้นสุดท้ายที่เขาหมายถึงก็คือตอนนี้นี่แหละ ตอนที่วิตรีลับสายตาจากเขาไป

ให้ตายเถอะ ใครอาจจะคิดว่าเขาหลงวิตรีมากเกินไป หรือที่ภาษาวัยรุ่นมักจะพูดว่า’เยอะ’ แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ครอบครองนางฟ้าเช่นเขา มีหรือจะไม่เกิดอาการลุ่มหลงเช่นนี้ ไอ้ที่พูดๆ กันอย่างโน้นอย่างนี้นั่นน่ะ สุดท้ายก็หนีไม่พ้นอาการอิจฉาเขาทั้งนั้น

ถ้าวันนี้เป็นวันธรรมดา วนัสคงไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนี้ แต่วันนี้เป็นวันที่เขาลาหยุดหนึ่งวัน เหตุผลก็เพราะอยากจะใช้เวลาอยู่กับสุดที่รักของเขาทั้งวันทั้งคืน ที่ผ่านมาทั้งคู่ทำงานกันมาตลอดจนแทบไม่มีเวลาได้หยุดพักเลย เขาอยากจะพาเธอไปเที่ยวบ้าง ใกล้ๆ อย่างปากช่อง ราชบุรี พัทยา หัวหิน ไปเช้าเย็นกลับ ก่อนจะเหลือเวลานัวเนียพร่ำพรอดกันในราตรีที่แสนสั้นอีก แต่ทุกอย่างก็ผิดแผนไปอย่างน่าโมโห เมื่อเจ้านายที่ออฟฟิศของเธอไม่อนุญาตให้วิตรีลาหยุดเนื่องจากที่บริษัทมีการตรวจประเมินผลอะไรสักอย่าง

คิดแล้วก็แสนจะว้าวุ่นใจ ในเมื่อหยุดอยู่คนเดียวแบบนี้เขาจะทำอะไรดี ความรู้สึกเซ็งจนวนัสต้องถอนหายใจออกมาดังๆ อีกครั้ง

“ถอนหายใจดังเข้าไปในห้องน้ำเลยหรือคะ หนักใจอะไรนักหนา?” วิตรียิ้มออกมาจากห้องน้ำพอดี

“ผมคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรดี หยุดอยู่บ้านเฉยๆ ตั้งหนึ่งวัน คุณนะคุณ ไม่น่าหลอกให้ผมลางานเลย”

หญิงสาวเดินมาหยุดอยู่ใกล้เขา “โธ่ ที่รัก ทำไงได้ล่ะคะ? ก็เจ้านายเขาดันเปลี่ยนใจไม่ให้ตรีหยุดนี่”

วนัสแกล้งทำเป็นเบือนหน้าไปทางอื่น เธอจึงโน้มตัวลงมาจุมพิตที่แก้มซ้ายเขาเบาๆ เพียงแค่นั้นเลือดในกายของเขาก็สูบฉีดขึ้นมาอีกครั้ง ให้ตายสิ สองปีแล้วแท้ๆ สำหรับเขาและเธอ จะแต่งงานกันอีกไม่กี่เดือนแท้ๆ ไม่น่าเชื่อว่าเขาไม่เคยเบื่อวิตรีเลย ชายหนุ่มเอื้อมมือจะรั้งร่างงามของสุดที่รักเข้ามากอด แต่หญิงสาวรู้ทัน เธอหลบฉากอย่างว่องไวพร้อมกับหัวเราะร่วน

“ไม่เอาแล้วล่ะค่ะ เดี๋ยวแต่งตัวไม่ทันไปทำงานกันพอดี”

เขาทำหน้างอ แต่ไมได้ผล เธอเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เลือกชุดทำงานแล้วมานั่งแต่งหน้าที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง วนัสถอนลมหายใจอีกครั้งอย่างลืมตัว บางครั้งเขาก็นึกสงสัยตัวเอง วิตรีทำเสน่ห์ใส่เขาหรือเปล่านะ ทำไมเขาถึงหลงใหลเธอได้ขนาดนี้?

“หยุดอยู่บ้านเฉยๆ ไม่เบื่อแย่หรือคะ?”

“ที่สุดเลยล่ะ ถ้าไม่มีคุณอยู่ด้วย” เขาตอบตามความจริง

หญิงสาวหัวเราะ “ออกไปเที่ยวข้างนอกสิคะ ไปหาเพื่อนๆ บ้างก็ได้”

“เพื่อนที่ไหนล่ะ วันนี้ผมหยุดอยู่คนเดียว คนอื่นทำงานหมด”

“งั้นก็...” เธอทำท่านึก “นอนพักผ่อนอยู่บ้านเฉยๆ”

“ผมว่าผมทำความสะอาดบ้านบ้างดีกว่า”

เธอหันมามองแล้วทำหน้าประหลาดใจเหมือนเพิ่งได้ยินเขาเพิ่งพูดว่าจะลงสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี “คุณน่ะเหรอ?”

“ทำไมล่ะ ผมทำได้นะ”

วิตรีหัวเราะ “ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ เดี๋ยวตรีกลับมาทำเองนอนพักผ่อนเถอะ”

วนัสส่ายหน้า “ไม่ล่ะ ผมตั้งใจแล้ว คุณทำมาตลอดตั้งแต่เราย้ายมาอยู่ด้วยกัน วันนี้ผมจะทำให้คุณบ้าง เตรียมตัวไว้นะ เย็นนี้ผมจะทำอาหารรอคุณด้วย กลับมาเร็วๆ ก็แล้วกัน”

เธอแต่งหน้าเสร็จแล้ว สวมชุดทำงานของพนักงานออฟฟิศทั่วไปคือเสื้อแขนยาวคอปกสีฟ้า กระโปรงสีขาว เดินเข้ามาหาเขา โน้มตัวลงมาจุมพิตที่หน้าผากเหมือนมารดาเอ็นดูบุตร “น่ารักจัง แฟนใครเนี่ย”

วนัสไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปเป็นครั้งที่สอง เขารวบตัวเธอได้สำเร็จ ร่างงามของวิตรีล้มทับลงมาบนอกเปลือยเปล่าของเขา

“อย่าสิคะ เดี๋ยวชุดทำงานยับหมด”

ยิ่งเธอเอ่ยปากห้าม ใจเขายิ่งเต้นแรงขึ้นอีก “ถ้ากลัวยับงั้นเดี๋ยวผมถอดออกให้”

“ไม่สิคะ ไหนเมื่อกี้ยังทำตัวน่ารักอยู่เลย”

เขาพยายามปลดกระดุมเสื้อเธอออก วิตรีดิ้นไปหัวเราะไป “ถ้ารู้ว่าน่ารักก็ให้รางวัลกันบ้างสิครับ”

หญิงสาวดิ้นได้ไม่นานก็หยุด ยอมให้เขาเปลื้องเสื้อผ้าเธอออกแต่โดยดี วนัสรู้สึกเหมือนเด็กที่เพิ่งได้ของเล่นใหม่มาครอบครอง เขาจูบเธอเนิ่นนาน จากนั้นก็ถอนริมฝีปากขึ้น วิตรีไม่ขัดขืนแล้ว เธอยินยอมเขาเสมอเมื่อเวลาที่เขาต้องการ เธอคงรักเขามากเหมือนที่เขารักเธอเช่นกัน วนัสเลื่อนริมฝีปากไปที่ซอกคอ เลยขึ้นไปถึงติ่งหู ใช้ริมฝีปากงับเบาๆ หญิงสาวเอียงคอเล็กน้อย เขาได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอ ลมหายใจเขาเริ่มถี่ขึ้น เลื่อนลงฝีปากลงด้านล่าง ลากต่ำลงเรื่อยๆ ได้ยินเสียงจังหวะหายใจของเธอถี่ขึ้นเช่นกัน มือข้างหนึ่งของเธอลูบศีรษะเขาแผ่วเบาเหมือนผู้ใหญ่กำลังปลอบประโลมเด็กน้อย มืออีกข้างจิกทึ้งผ้าปูที่นอนแน่น เมื่อมีสัญญาณบางอย่างบอกให้เขารับรู้ว่าเธอพร้อมแล้ว วนัสก็เริ่มบรรเลงเพลงรักของเขา ทั้งคู่เหมือนกำลังจูงมือกันเดินทางด้วยพาหนะอะไรสักอย่างโดยมีเขาเป็นคนควบคุม พาหนะนั้นค่อยๆ เริ่มออกตัวด้วยจังหวะช้าๆ กล่อมอารมณ์ด้วยทำนองเพลงที่อบอุ่น เนิบนาบ จนเมื่อเวลาผ่านไปรอบเครื่องยนต์ก็เริ่มสูงขึ้น จังหวะก็เริ่มเร็วขึ้น ทำนองเพลงเปลี่ยนเป็นรุนแรงและทรงพลัง จากนั้นทั้งคู่ก็จมดิ่งอยู่ในมิติที่ลึกล้ำ ดื่มด่ำ เนิ่นนาน ก่อนจะถึงจุดหมายปลายทางโดยพาหนะนั้น เขาได้ยินเสียงกรีดร้องของวิตรี รู้สึกถึงความสุขหฤหรรษ์ รับรู้ถึงลมหายใจที่เร่งเร้าฉุดกระชาก สายน้ำที่ถั่งท้น จากนั้นทุกอย่างก็เงียบสงบเหมือนหมู่บ้านที่เพิ่งผ่านพายุลูกใหญ่ที่โหมกระหน่ำเข้ามาไม่หยุดหย่อนไม่เหลือสิ่งใดนอนจากซากปรักหักพัง วนัสทิ้งตัวลงอย่างเหนื่อยอ่อน กอดเธอไว้แนบอกราวกับกลัวว่าวิตรีจะหายไป ณ ตอนนี้ เขากระซิบบอกรักเธอเบาๆ และอยากจะบอกต่ออีกว่าเขายินดีจะยกให้เธอหมดทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิตของเขาเอง

“ฉันก็รักคุณค่ะ” เธอกระซิบบอกเขาเช่นเดียวกัน รับรู้ถึงจังหวะหายใจที่เหนื่อยล้าไม่ต่างกันนัก “แต่ว่าคุณต้องลูกขึ้นแล้วนะคะ เพราะตอนนี้ตรีสายแล้ว”

วนัสถอนหายใจ ทิ้งตัวลงนอนหงายข้างๆ เธออย่างเสียดาย หญิงสาวลุกขึ้นแต่งตัว หยิบกุญแจรถที่แขวนอยู่กับผนัง “วันนี้หยุด ทำอาหารเช้ากินเองก็แล้วกันนะคะ เย็นๆ จะกลับมากินข้าวด้วย”

เขาไม่ทันได้เอ่ยอะไร ร่างของวิตรีก็ก็พ้นลับประตูห้องนอนออกไปแล้ว เขานอนหลับตาอยู่ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงเปิดประตูรั้วเหล็กดัด เสียงรถเก๋งแล่นออกจากบ้าน เสียงปิดประตู แล้วทุกอย่างก็กลับมาเงียบสนิทอีกครั้ง

เขาอยู่คนเดียวแล้ว

สองปีแล้วสินะ ระหว่างเขาและเธอ วนัสนึกถึงวันที่เขาเจอวิตรีครั้งแรกในงานแต่งของเพื่อนร่วมรุ่น เธอเป็นญาติเพื่อนเขาเอง ด้วยความที่เป็นคนสวยหยดย้อยปานนางเอกละครทีวีทำให้วิตรีไม่เคยอยู่ในสายตาเขาด้วยซ้ำ วนัสไม่ใช่คนหล่อเหลานัก เขารู้ตัวดีว่าตัวเองเป็นคนหน้าตากลางๆ สูงร้อยเจ็ดสิบสี่เซนติเมตร ผิวไม่ขาวไม่ดำ คิ้วดก ตากลม ใบหน้าเรียว ชอบตัดผมสั้นและไม่ชอบแต่งเป็นทรงเหมือนผู้ชายส่วนหนึ่งที่นิยมทำกัน ไม่โดดเด่นอะไรมากพอที่จะสะดุดตาเพศตรงข้ามจนต้องให้เหลียวกลับมามองเวลาเดินสวนกัน เพราะอย่างนั้น เขาจึงไม่เคยคิดว่าตัวเองจะคู่ควรกับวิตรี

แต่บางทีคำว่าพรหมลิขิตก็อาจจะมีจริงก็ได้ หลังจากพูดคุยกันได้สองสามคำที่งานแต่งงานโดยการแนะนำของเจ้าสาว เขาก็ได้เจอเธออย่างบังเอิญอีกครั้งในธนาคารที่อยู่ภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ทั้งคู่ได้คุยกันอีกและได้มีโอกาสกินมื้อกลางวันด้วยกันเสียด้วย แม้กระนั้น ณ เวลานั้น วนัสก็ไม่กล้าคิดอะไรกับเธอ กลับเป็นวิตรีเสียอีกที่ขอเบอร์โทรเขาก่อน และหลังจากนั้นอีกสามวัน เธอก็โทรมาหาเขาจริงๆ

ตอนที่หญิงสาวโทรมาหาเขาก่อนนั่นแหละ ทำให้เขาเริ่มคิดว่าตัวเองเริ่มกล้าที่จะสนใจเธอขึ้นมา เขาโทรไปหาเพื่อนที่เพิ่งแต่งงานไปเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับวิตรี และวนัสก็ได้รับคำยืนยันว่าเธอโสดร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งนั่นเองที่ทำให้เขากล้าเดินหน้าที่จะจีบเธอให้ได้

เขาทุ่มเททุกอย่างด้วยตัวคนเดียวโดยไม่มีวินดาที่เป็นเพื่อนหญิงคนสนิทคนเดียวที่เขาไว้ใจคอยช่วยเหลือ วินดากับเขาโตมาด้วยกันตั้งแต่สมัยยังอยู่ที่บ้านนอก เพื่อนคนเดียวที่เขาไว้ใจที่สุดให้เหตุผลว่าวิตรีสวยเกินกว่าที่จะโทรหาเขาก่อน นางฟ้าคนนั้นไม่มีทางหันมาสนใจเขา ที่เธอโทรมาหาเขาก็เพราะอาจจะต้องการปั่นหัวเขาหรือใช้เขาเป็นเครื่องมือก็ได้
ซึ่งความเห็นนั้นไม่สามารถหยุดยั้งยุทธการเด็ดดอกฟ้าของวนัสได้ เขาเดินหน้าเข้าหาวิตรีอย่างทุ่มเทโดยไม่มีวินดาคอยช่วยแถมยายนั่นยังคอยบั่นทอนกำลังใจเขาต่างๆ นานาอีกต่างหาก แต่แล้วในที่สุด ความพยายามของวนัสก็เป็นผลสำเร็จ วิตรียอมรับว่าเขาเป็นแฟน และหลังจากทริปกระบี่เมื่อสองปีก่อนที่ทั้งคู่ค้างด้วยกันบนเกาะพีพี วิตรีก็ย้ายมาอยู่กับเขา
คิดถึงตรงนี้วนัสก็อดยิ้มอย่างเป็นสุขไม่ได้ เขาได้ครอบครองนางฟ้าแล้ว ในปรัมปราเล่าไว้ว่าชายได้หมายปองนางฟ้าต้องมีอิทธิฤทธิ์เฉพาะตนแล้วแสดงให้เหล่าทวยเทพบนสวรรค์สั่นสะเทือน เมื่อนั้นเทพจะปรากฏมาให้ขอพร และเมื่อนั้นเองที่ชายผู้นั้นจะได้ครอบครองนางฟ้า แต่สำหรับวนัส ข้าราชการระดับล่างอย่างเขาที่มีเงินเดือนอันน้อยนิดทำได้แล้ว แค่ไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากแสดงความดีให้เห็นและเน้นความจริงใจให้มาก

ท้องเขาเริ่มร้องแล้ว วันหยุดแบบนี้บางทีเขาน่าจะชวนวินดาออกไปพูดคุยตามประสาเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันนานบ้าง แต่เขาก็ไม่อยากออกไปไหน ลึกๆ แล้วเขาเบื่อที่จะต้องฟังวินดาพูดถึงวิตรีในแง่ร้าย เขาคิดว่าเขาอยู่บ้านดีกว่า ตอนนี้แปดโมงครึ่งแล้ว อีกไม่เกินสิบชั่วโมงวิตรีก็ฝ่ารถติดกลับมาหาเขาแล้ว ทำโน่นทำนี่นั่งๆ นอนๆ ไม่นานก็ค่ำ

เขาดีดตัวเองออกจากที่นอน อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วทำอาหารเช้าอย่างง่ายๆ ข้าวไข่เจียว ไม่มีอะไรง่ายเท่านี้อีกแล้ว จากนั้นก็เริ่มกวาดบ้านถูบ้าน ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เรียบร้อย เวลาเหลือ เขายังไม่ง่วง ทำอะไรดีล่ะ? วนัสถามตัวเอง

เขาเดินลงบันไดชั้นล่าง เลี้ยวผ่านครัวไปยังห้องเก็บของ ที่นี่เขาไม่เคยเฉียดกรายเข้ามาเลย พอเปิดประตูบานเล็กฝุ่นก็ฟุ้งออกมา วิตรีเองก็ไม่ค่อยได้เข้ามาห้องนี้เพราะเธอแพ้ฝุ่น เขาคิดว่าจะจัดการทำความสะอาดห้องนี้เสียหน่อย จากนั้นค่อยไปอาบน้ำอีกรอบแล้วนอนพักผ่อนให้สมกับวันหยุดที่แสนสบาย วนัสค่อยๆ ดึงลังกระดาษออกมาจากชั้นวาง บางลังเก็บรูปถ่ายเก่าๆ บางลังเก็บเอกสารที่เกี่ยวกับงานของเขาและวิตรีเอง มีอยู่ลังหนึ่งที่ไม่ใหญ่มากนักแต่เขารู้สึกไม่คุ้นตาอยู่ด้านในของชั้นบนสุดซึ่งถ้าไม่ปีนขึ้นไปสังเกตดูก็คงไม่เห็น เหมือนมีใครจงใจซ่อนมันไว้ให้ลับสายตามากกว่า วนัสย่นคิ้ว ค่อยๆ ดึงเลื่อนออกมาจากชั้นวาง แต่แล้วเพราะความสูงที่เกินเอื้อมของเขาทำให้ลังนั้นพลาดหลุดจากมือลงมาเกลื่อนกระจาย มีกรอบรูปพลาสติกอันว่างเปล่า หนังสือท่องเที่ยวเล่มเล็ก ตุ๊กตาคิตตี้สีชมพูตัวเล็กเท่าฝ่ามือแล้วก็ใบเสร็จใบหนึ่ง

วนัสหยิบของเข้าลัง แต่แล้วก็หยิบใบเสร็จออกมาดูอีกครั้ง เป็นใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลปิ่นเจริญ ชื่อผู้จ่ายเงินคือนางสาววิตรี ศิริมัณฑนา ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นเงิน 500,000 บาท ชายหนุ่มย่นคิ้ว ช่องด้านล่างเขียนว่าศัลยกรรมตกแต่งทางนารีเวช ซึ่งเขาไม่รู้ว่ามันแปลว่าอะไร ตกลงวิตรีป่วยเป็นโรคอะไรหรือไปผ่าตัดอะไรมากันแน่ ทำไมเขาถึงไม่รู้เรื่องนี้ จำนวนเงินขนาดนี้เขาเดาว่าไม่ใช่แค่การป่วยหรือศัลยกรรมเล็กน้อยแน่ๆ ถ้าเธอเคยรักษาโรคอะไรที่ต้องจ่ายเงินถึง 500,000 บาท วิตรีก็น่าจะเล่าให้เขาฟังบ้าง อีกสองเดือนเขาและเธอก็จะแต่งงานกันอยู่แล้ว ที่ผ่านมาวิตรีไม่เคยมีอะไรปิดบังเขา ทำไมเรื่องนี้เขาถึงไม่รู้

วนัสเริ่มแปลกใจ เขาพยายามนึก บางทีวิตรีอาจจะเคยบอกเขาแล้วแต่เขาอาจจะลืมหรือไม่ได้ใส่ใจเองก็ได้ แต่จะมีหรือ อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเธอแล้วเขาไม่ได้ใส่ใจ

ชายหนุ่มเลื่อนดูวันที่ที่หัวใบเสร็จ 11 กันยายน 2554 เป็นระยะเวลาก่อนที่เขาจะพบกับเธอ เพราะอย่างนี้เองเขาถึงไม่รู้ บางที วิตรีอาจไม่อยากให้เขาเป็นห่วงหรือกังวล ก็เลยไม่ได้บอกเขาก็ได้ แต่โรคชนิดไหนกันล่ะ ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายตั้ง 500,000 บาท

เขารักเธอมาก มากจนเกินจะเก็บความสงสัยไว้ได้ เพราะฉะนั้น มีทางเดียวที่วนัสจะรู้ก็คือเขาจะต้องสืบดูเรื่องนี้ให้ได้ ดังนั้นเมื่อเขาทำความสะอาดห้องเก็บของเสร็จแล้ว วนัสก็เก็บใบเสร็จนั้นไว้กับตัว

เวลาผ่านไปอีกสองชั่วโมง วนัสอาบน้ำรอบที่สอง จากนั้นก็ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสำหรับมื้อกลางวัน แล้วก็ตั้งใจจะนอนพัก แต่ก็นอนไม่หลับ ใบเสร็จใบนั้นรบกวนจิตใจเขาอยู่ตลอดเวลา เขาหยิบมันมาพิจารณาดูอีกครั้ง เพ่งมองมันเหมือนจะรอให้ความจริงปรากฏเป็นตัวอักษรลอยเด่นออกมาเป็นหมึกสีแดงบนใบเสร็จนั้น แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาเลิกจ้อง เก็บใบเสร็จใส่กระเป๋าเงิน นอนกระสับกระส่ายอยู่พักใหญ่ก็กดโทรศัพท์โทรหาวินดา

“ว่าไง” เพื่อนสนิทที่สุดของเขารับสายด้วยคำพูดนี้เสมอ

“ว่างมั้ย?”

เสียงคำรามดังมาตามสาย “แกก็รู้ว่าฉันตกงาน มีอะไรทำให้ฉันไม่ว่างเหรอวะ?”

เขาหัวเราะ “ขอโทษที ลืมไป ฉันนึกว่าแกกำลังหายใจทิ้งไปวันๆ อยู่”

“เออ แกไม่ตกงานบ้างให้มันรู้ไป มีอะไร?”

“อยากคุยด้วยนิดหน่อย”

เสียงปลายสายเงียบไป

“หลับหรือไง?” วนัสถามย้ำ

“แกจะมาหาฉันเหรอ?”

“ข้างนอกดีกว่า ขี้เกียจเจอหน้าพี่ชาติ” เขาหมายถึงพี่ชายของวินดาที่ไม่ค่อยจะลงรอยกับเขานัก ชาติคิดว่าเขากับวินดาแอบคบกันอยู่ทั้งที่เขามีวิตรีอยู่แล้ว หมอนั่นชอบมองโลกในแง่ร้าย เพราะแบบนั้นถึงได้ไม่มีแฟนสักที คนอะไรแยกแยะไม่ออกระหว่างคนรักกับเพื่อนสนิท

“สิบห้านาที เซ็นทรัลปิ่น โอเคไหม?”

“ได้เลย”

เขาวางสาย ลุกขึ้นแต่งตัว จากนั้นก็ขับรถกระบะสี่ประตูออกจากบ้านไป เขากู้เงินสวัสดิการซื้อรถคันนี้ในราคาเงินสดโดยหักเงินเดือนของเขาทุกเดือน ที่ตัดสินใจซื้อรถอีกคันทั้งที่มีรถเก๋งอยู่แล้วก็เพราะอยากให้วิตรีสบายเวลาไปทำงาน ส่วนเขาต้องใช้รถไปทำงานซึ่งบางครั้งต้องออกจากที่ตั้งไปต่างจังหวัด กระบะสี่ประตูถือว่าตอบโจทย์ได้ดี เพียงแต่รู้สึกหงุดหงิดเมื่อต้องมาขับรถในกรุงเทพ

รถติดขนาดนี้ จะมีสักกี่คนที่ใช้รถใหญ่เทอะทะแบบเขา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 13, 2014, 10:19:06 PM โดย ทาริก »

บีเลิฟ

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 387
    • ดูรายละเอียด
Re: เล่ห์รัก ลวงหัวใจ ตอนที่ 1
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2014, 09:41:25 PM »
เอาแล้วไง  ::)

มะอู้

  • นักข่าว
  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 6
    • ดูรายละเอียด
Re: เล่ห์รัก ลวงหัวใจ ตอนที่ 1
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2014, 10:24:41 AM »
นักข่าวแวะมาดูนักเขียนเริ่มเขียนถึงไหนแล้ว แล้วก็บ๊ะจ่าง ตอนแรกมาก็มีฉากบนเตียงซะแล้ว อุแม่เจ้า ช่างเป็นการบรรยาที่แฝงพลังในการเล่าเรื่องดีจุงเบย

อ่านตอนที่หนึ่งแล้ว นักข่าวอยากอ่านตอนที่สอง รีบเอามาแปะให้อ่านเร็วๆ ^^

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 342
    • ดูรายละเอียด
Re: เล่ห์รัก ลวงหัวใจ ตอนที่ 1
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2014, 12:27:45 PM »
น้องมาดเขียนรื่นเชียว โดยเฉพาะบทรัก คริคริ
แต่เปรียบสภาพหลังบทรักที่อ่อนหวานว่าเหมือนหมู่บ้านที่เหลือแต่ซากปรกหักพัง มันดูแปลกๆ น้ออออ  ::)

สู้ๆ รออ่านบทต่อไป  :-*

สิริเลขา

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 39
    • ดูรายละเอียด
Re: เล่ห์รัก ลวงหัวใจ ตอนที่ 1
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2014, 02:41:48 PM »
อ่านแล้วชักสงสารวินดา หวังว่าวิตรีคงไม่ใช่นางเอกนะคะ ดูท่าทางชีจะร้ายลึก

Tethys

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล่ห์รัก ลวงหัวใจ ตอนที่ 1
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2014, 06:50:41 AM »
อน!! ประท้วง!! ไม่เมนต์!! แต่อ่านแล้ว


ใจร้ายยยยยยยยยยยยยยยยย ไม่ไปทำข่าวห้องเค้า

อะนี่เป็นคำฟ้องไม่ใช่เมนต์นิยาย  หึหึหึ

Tethys

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล่ห์รัก ลวงหัวใจ ตอนที่ 1
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2014, 02:04:29 PM »
ขอบคุณนะคะ คุณมาดทาริก
ที่ทำข่าวให้แล้ว ^ ^


ยังติดตามครอบครัวนี้อยู่ 55555 แอบเดาแบบฮาๆ คุณศรีภรรยาไปแปลงเพศมาหรือเปล่าใช้เงินเยอะขนาดนั้น
บทอัศจรรย์เขียนสวยดีค่ะ แต่คงรุนแรงน่าดู อิอิ