แข่งเขียนนวนิยายใน 3 เดือน แรลลี 19 เริ่ม 1 กันยายน - 30 พฤศจิกายน 2558 > 7. ตามฝัน / เอวิตา

ตอนที่ 2 น้ำตาผู้แพ้

(1/1)

k_ko:
ในห้องสี่เหลี่ยมสีขาว มองไปโดยรอบไม่มีอะไรจรรโลงใจเลยสักนิด ถึงแม้ในห้องจะมีโทรทัศน์ให้ติดตามข่าวสารบ้านเมือง แต่คนที่นอนแบ็บอยู่ในห้องก็ไม่คิดจะเปิดดู เธออาศัยเพียงหนังสือนิยายที่ให้เพื่อนเอามาทิ้งไว้ให้เท่านั้นอ่านแก้เหงาไปวันๆ และก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้กลับไปทำงานเสียที เธอคิดถึงตัวเลข คิดถึงบ้าน และหลานๆ ใจแทบขาดแล้ว นี่ก็ไม่ได้เจอกันเกือบอาทิตย์ ไม่รู้เพื่อนรักจะเป็นอย่างไรบ้าง ยิ่งคิด จิตใจคนป่วยก็ยิ่งหดหู่ กลายเป็นโรคซึมเศร้าแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทว่าขณะที่หญิงสาวกำลังจมอยู่กับความคิดตัวเอง ก็มีคนเปิดประตูเขามาพร้อมกับส่งเสียงเล็กๆ ดังลั่น ทำให้คนป่วยรีบหันไปมอง
“น้าชล...โดนัทมาเยี่ยมแล้ว” โดนัทร้องเรียกน้าสาวตั้งแต่หน้าประตู ก่อนจะวิ่งมาหาคนป่วยที่เตียงนอนด้วยความดีใจ
“อ้าว โดนัท บัตเตอร์ มาได้ยังไงลูก” และพอมองไปที่ประตู “เดียร์ ป้าเอม” หญิงสาวครางออกมาด้วยความตื่นเต้น
“ช่วงนี้งานยุ่งน่ะ เลยไม่ค่อยได้แวะมา ชลเป็นไงบ้าง อาการดีขึ้นหรือยัง” ดาลันถามด้วยความเป็นห่วง
“ฉันเข้าใจ ที่บริษัทคงวุ่นวายน่าดู ส่วนฉัน ก็ดีขึ้นนิดหน่อย ไม่เจ็บแผลเหมือนช่วงแรกๆ แต่ยังช่วยตัวเองไม่ได้ หมอบอกว่าต้องทำกายภาพบำบัด คงเป็นเดือนกว่าจะเดินได้”
“น้าชลสู้ๆ นะครับ ขอให้หายเร็วๆ จะได้กลับบ้านไปเล่นกับบัตเตอร์”
“ใช่ค่ะ โดนัทคิดถึงน้าชลมากๆ เลย” เด็กน้อยไม่พูดเปล่า จับมือน้าสาวมาแนบหน้า มองคนป่วยอย่างให้กำลังใจ
“ที่คิดถึง เพราะไม่มีใครเล่นเกมเศษรฐีด้วยใช่มั้ยล่ะ” ชลธารยิ้มกว้าง
“ใครว่าล่ะ ไม่มีคนทำขนมเค้กให้ทานต่างหาก” ป้าเอมรีบฟ้อง เพราะเด็กๆ ชอบทานขนมเค้กฝีมือชลธารมาก ตั้งแต่หญิงสาวเกิดอุบัติเหตุ เด็กๆ ก็อดทานขนมเค้กไปด้วย นางซื้อจากข้างนอกมาให้ก็ไม่ถูกใจ บอกจะทานฝีมือของหน้าชลเท่านั้น
“นั่นไง น้าชลก็คิดว่าหลานๆ จะคิดถึงน้าชล ที่แท้ คิดถึงแต่ขนมเค้ก น่าน้อยใจจัง” ชลธารแสร้งทำหน้าเศร้า
“ไม่ใช่นะครับ พวกเราคิดถึงน้าชลจริงๆ ขาดน้าชลไปคนนึง บ้านเราดูเงียบๆ ยังไงไม่รู้ จริงๆ นะครับ” บัตเตอร์รีบแก้ตัวให้น้าสาวสบายใจ
คำพูดของบัตเตอร์ ทำให้ชลธารมองหน้าดาลันอยากนึกทึ้ง ไม่คิดว่าเด็กอายุสี่ขวบจะรู้จักพูดถึงเพียงนี้
“ขอบใจนะจ๊ะที่คิดถึงน้าชล น้าชลจะรีบหาย และกลับไปทำขนมเค้กให้หลานๆ ทานเร็วๆ นะจ๊ะ โดนัท บัตเตอร์” ชลธารลูบศีรษะเด็กน้อยทั้งสองคนอย่างเอ็นดู
“แล้วนี่ตำรวจจับคนที่ขับรถชนเธอได้หรือยัง” ดาลันเอ่ยถามพลางเดินมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียง
“ยังเลย ได้แต่ส่งคนมาสอบปากคำ แต่คดีไม่คืบ ฉันว่ามันคงหายเข้ากลีบเมฆไปแล้วล่ะ ถือว่าเป็นเคราะห์กรรมของฉันแล้วกัน อยู่ในช่วงเบญจเพศพอดี”
“คิดแบบนั้นก็ดีค่ะ จะได้ไม่ทุกข์ ป้าแนะนำให้คุณชลสวดมนต์ทุกวัน อโหสิกรรมให้คนที่ขับรถชนเรา และแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร เดี๋ยวอะไรที่ร้ายๆ ก็จะกลายเป็นดีจ้ะ”
ดาลันพยักหน้าเห็นด้วย “จริงขอป้าเอมนะ ณ ตอนนี้คงไม่มีอะไรดีไปกว่าใช้ธรรมะเป็นที่พึ่งทางใจ”
“เดียร์...ดูเธอธรรมะธรรมโมขึ้นเยอะเลยนะ กำลังมีปัญหาอะไรหรือเปล่า” ชลธารรู้สึกเป็นห่วงเพื่อน เพราะปกติดาลันไม่ใช่คนปลงชีวิตขนาดนี้ เพื่อนของเธอออกจะเป็นผู้หญิงทำงานที่ทันสมัย ถึงจะมีทำบุญเข้าวัดบ้าง แต่ก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องเจ้ากรรมนายเวร หรือเอาธรรมมาสอนกันแบบป้าเอม แสดงว่าต้องมีเรื่องทุกข์ใจแบบแก้ไม่ตกแน่ๆ
ดาลันสายหัวน้อยๆ จริงๆ อยากจะเล่าให้เพื่อนรักฟัง แต่พูดตอนนี้คงไม่เหมาะ เพราะลูกๆ ของเธออยู่ด้วย จึงปฏิเสธออกไป
“ไม่มีอะไรหรอก อย่าคิดมาก ช่วงนี้งานที่บริษัทค่อนข้างยุ่ง ฉันอาจจะไม่ได้มาเยี่ยมบ่อยๆ แต่จะให้ป้าเอมพาเด็กๆ มาเยี่ยมบ่อยนะๆ”
ชลธารพยักหน้าเข้าใจ “ฉันอยากหายเร็วๆ นะ จะได้ไปช่วยเธอทำงาน ช่วยเลี้ยงหลานๆ ด้วย”
ดาลันดึงมือเพื่อนมากอบกุม “ขอบใจมากเพื่อน รักษาตัวเองให้หายดี เรื่องงานไม่ต้องเป็นห่วง ฉันยังดูแลได้ แค่นี้ไม่เกินความสามารถหรอก แต่อาจจะเหนื่อยหน่อยเท่านั้นเอง”
“สู้ๆ นะ” ชลธารวางมือทับหลังมือเพื่อนแล้วขยับเบาๆ
“จ้ะ นี่ใกล้เวลาทานยาแล้วใช่มั้ย ฉันกลับก่อนแล้วกัน เธอจะได้พักผ่อน ถ้าอยากได้อะไรเพิ่มเติมก็โทรมาบอกนะ”
“คงไม่เอาอะไรเพิ่มแล้วล่ะ ขอบใจมากนะที่มาเยี่ยม” ชลธารยิ้มบาง 
“ต้องมาสิ อย่าคิดมากนะ เดี๋ยวก็หาย”
“อืม ฉันจะรีบหายนะ”
ดาลันยิ้มให้ ก่อนจะชวนเด็กๆ กลับบ้าน เพราะได้เวลาพักผ่อนของชลธารแล้ว โดนัทกับบัตเตอร์จึงมาหอมแก้มคุณน้ายังสาว แล้วโบกมือบ๊ายบายตามประสาเด็ก จากนั้นทั้งหมดก็เดินตามดาลันออกไป ความเงียบเหงาจึงกลับมาปกคลุมภายในห้องอีกครั้ง
ชลธารถอนหายใจเบาๆ การที่เห็นเพื่อนกับหลานๆ ในวันนี้ทำให้เธอรู้สึกดีไม่น้อย แต่ใบหน้ากับคำพูดของเพื่อนรัก ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าที่บริษัทเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า เธอทำบัญชีให้ดาลันมาหลายปี ทำไมจะไม่รู้ผลประกอบการว่าเป็นอย่างไร หวังว่าช่วงเวลาที่เธอไม่อยู่ ดาลันจะผ่านวิกฤติต่างๆ ไปได้ด้วยดี
หญิงสาวพนมมือขึ้นไหว้สิ่งศักดิ์ที่นับถือ แล้วอธิษฐานในใจ
‘ลูกอยากกลับไปช่วยเพื่อนทำงาน ส่วนคนที่ทำให้ลูกเจ็บ ลูกขออโหสิกรรมให้ทั้งหมด ขอเพียงให้ลูกกลับมาเดินได้ในเร็ววันด้วยเถอะ สาธุ’

อเล็กซิสมาถึงเมืองไทยได้หลายวันแล้ว ครั้งนี้เขามากับบอดี้การ์ดเพียงแค่สองคนเท่านั้น และจะอยู่เคลียร์งานที่กรุงเทพฯ อีกสามวัน จากนั้นก็จะเดินทางไปจีนกับญี่ปุ่นต่อ ตามด้วยตะวันออกกลางอีกสามสี่ประเทศ แล้วจึงเดินทางกลับอิตาลี ซึ่งใช้เวลาทั้งหมดสองเดือน
การมาไทยและจีนทุกครั้งเขามักไปทำบุญให้มารดาเพื่อเป็นการระลึกถึงท่าน ตกค่ำก็จะเดินทางมาที่ผับแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านประจำ และทุกครั้งเขาจะนั่งที่เดิมนั่นคือโซฟาตัวในสุดของร้าน เพราะมันสามารถมองเห็นแขกที่เดินเข้ามาใหม่ได้อย่างชัดเจน
เขาทำอย่างนี้มาห้าปีแล้ว จนทางร้านมอบบัตรวีไอพีให้ และพร้อมที่จะจัดเตรียมโต๊ะสำหรับแขกกิตติมาศักดิ์ให้ทันที เพียงแค่เขาโทรมาว่าจะมานั่งดื่มที่ร้านนี้ แต่สิ่งที่ชายหนุ่มคาดหวังที่สุดว่าจะได้เจอใครบางคนอีกครั้งกลับไม่มีวี่แวว
จริงๆ ก็แค่อยากเจอ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น เพราะถ้ามีอะไรมากกว่านั้น เขาคงพลิกแผ่นดินตามหาไปแล้ว และคนอย่างอเล็กซิสก็ยึดคติที่ว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้
“เสี่ยขา อยากดื่มอะไรดีคะ บรั่นดีหรือวิสกี้ พอลล่าจะได้สั่งมาให้” เด็กนั่งดริ๊งก์ระดับทอปโมเดลถูกส่งมาเอาใจแขกวีไอพีตามคำสั่งของเจ้าของร้าน ซึ่งเธอกำลังถูกสายตาอิจฉาริษยาจ้องมองมาเป็นสิบๆ คู่ ที่ได้อยู่บริการลูกค้าหนุ่มหล่อราวกับรูปปั้นสลักของเทพเจ้ากรีก แต่ถ้าเขาจะยิ้มอีกสักนิด คงจะทำให้ใบหน้าดุดันดูผ่อนคลายไม่น้อยเลย
“บรั่นดี”
“งั้นรอซักครู่นะคะ” พลอล่าโน้มตัวมาบอกจนปากของเธอเกือบจะแนบชิดใบหูของอีกฝ่าย และเมื่อได้กลิ่นอาฟเตอร์เชฟในแบบที่ไม่เหมือนใคร หญิงสาวก็อยากจะฝังจุมพิตไปที่แก้มของเขาเหลือเกิน ผู้ชายอะไรนอกจะหล่อ ล่ำ กล้ามโต ยังมีเสน่ห์อย่างเหลือร้าย ทำเอาผู้หญิงอย่างเธอแทบจะหลอมละลายตายไปต่อหน้าต่อตาเขาจริงๆ ‘ถ้าได้ซักที จะเป็นบุญไปชั่วชีวิตเลย’
อเล็กซิสไม่แยแสกับสิ่งรอบข้าง เพราะจุดประสงค์ของการมาที่นี่เพื่อหาคน ไม่ใช่มาหาผู้หญิงไปนอนด้วย และถ้าเขาอยากจะหาผู้หญิงไปนอนด้วยจริงๆ คงจะไม่ใช่เด็กนั่งดริ๊งก์หรือผู้หญิงที่มาเที่ยวในผับแห่งนี้ แค่เขาสังการ บรรดาบอดี้การ์ดก็ไปหานางงามนางแบบมาบรรณการให้เขาถึงที่ ทว่า...ณ สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่หรือ ที่ทำให้เขาเสียเหลี่ยมให้กับใครบางคน เป็นเหตุให้เขาต้องมารอเจอเธออีกครั้งตลอดระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมา
“มาแล้วค่ะเสี่ย” พอลล่ายื่นแก้วบรั่นดีให้ชายหนุ่ม
“ขอบใจ”
“เสี่ยชื่อะไรคะ แล้วมาที่นี่คนเดียวเองเหรอ แบบนี้ก็เหงาตายสิคะ” พอลล่าพยายามฉอเลาะ เผื่อเขาจะใจดีชวนเธอกลับไปนอนด้วย คราวนี้ล่ะ แม่จะทำให้รักให้หลงจนโงหัวไม่ขึ้นเลยทีเดียว หญิงสาวมโนไปไกล ขณะที่ชายหนุ่มยังคงละเลียดดื่มบรั่นดีไปเรื่อยๆ สายตาทอดไปยังประตูทางเข้าร้านราวกับรอใครสักคนอย่างตั้งใจ “เสี่ยอ่ะ ไม่ตอบคำถามพอลล่าเลย”
ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ หันมามองสาวนั่งดริ๊งก์ด้วยสายตารำคาญ
“รินบรั่นดีอย่างเดียวพอ ไม่ต้องถามอะไรทั้งนั้น รับประกันว่าเธอจะได้ทริปอย่างงาม”
พอลล่ารู้สึกขัดใจ แต่ไม่กล้าแสดงออกมากนัก และยอมทำตามที่เขาบอกอย่างว่าง่าย
‘อยากจะรู้นักว่าคุณหมายตาผู้หญิงคนไหนอยู่ หึ’
เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน อเล็กซิสก็โทรไปบอกลูกน้องให้หาผู้หญิงเตรียมไว้ เขาจะกลับไปที่โรงแรมประมาณตีหนึ่ง และให้ส่งคนมารับเขาด้วย เพราะวันนี้ดื่มเข้าไปค่อนข้างหนักเกรงว่าจะขับรถไม่ไหว ซึ่งบอดี้การ์ดคู่ใจก็รีบรับคำอย่างรวดเร็ว เขาจึงกดวางหู หันมารับแก้วบรั่นดีจากพอลล่าต่อ
“เสี่ยนี่คอแข็งเหมือนกันนะคะ ดื่มไปตั้งสิบแก้ว ยังปกติอยู่เลย” พอลล่าจีบปากจีบคอชมพลางขยับเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม แอบหวังในใจว่าเขาจะพิศวาสเธอบ้าง
อเล็กซิสหยิบแบงก์พันในกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาปึกหนึ่ง แล้วจับยัดไปที่ล่องอกของหญิงสาวจนตุง ก่อนจะแบนสายตาไปที่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ มองอะไรไปเรื่อยเปื่อย
‘อกอีพอลล่าจะแตก’ หญิงสาวดีใจจนเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่ สวมกอดชายหนุ่มโดยเน้นให้หน้าอกของตัวเองเบียดกับแขนของเขา เผื่อจะมีอะไรสปาร์คขึ้นมาบ้าง แต่เปล่าเลย เขานิ่งเฉยอย่างกับหุ่นยนต์ แถมใช้สายตาเย็นชามองเธออย่างไม่พอใจ พอลล่าจึงรีบถอยออกห่าง
“ขอโทษค่ะ พอลล่าดีใจมากไปหน่อย อย่าโกรธพอลล่านะคะ”
“ฉันไม่ได้รังเกียจอะไรเธอหรอกนะ แต่ฉันไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายกับฉันให้มากนัก” อเล็กซิสทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก็หยิบแบงก์พันในกระเป๋ามาปึกหนึ่งวางไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็เดินออกจากผับไปอย่างไม่แยแสใครทั้งสิ้น
พอลล่ารู้สึกงุนงงในความเย็นชาของเขา แต่พอถามจากคนเก่าๆ ที่ทำงานในผับแห่งนี้ก็รู้ว่าเขาเป็นแบบนี้มานานแล้ว มาที่นี่ก็ไม่ได้ต้องการอะไรเป็นพิเศษ นอกจากนั่งดื่มและก็มองอะไรไปเรื่อยเปื่อย ถึงเวลาก็กลับ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับเขาทริปให้ทางร้านและพนักงานหนักมาก เจ้าของผับจึงยกให้เป็นแขกวีไอพีอันดับหนึ่งไปโดยปริยาย
‘หล่อ สปอร์ต ใจดี ขนาดนี้ ทำยังไงอีพอลล่าจะได้กินล่ะเนี่ย’ ยิ่งคิดก็ยิ่งเปรี้ยวปาก จึงหยิบเงินที่เขายัดใส่ร่องอกเมื่อครู่มาดมกลิ่นมือของเขา ‘ชื่นใจจัง ถ้าพรุ่งนี้มาอีก พอลล่าจะจัดให้อย่างงามเลย’ หญิงสาวยิ้มกรุ้มกริ่ม ก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องแต่งตัวอย่างอารมณ์ดี

หลังจากส่งลูกทั้งสองเข้านอนแล้ว ดาลันก็มานั่งข้างหน้าต่างในห้องนอนของตัวเอง เหม่อมองดาวบนท้องฟ้าที่มืดมิดพลางคิดถึงเรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมาหลายปี ช่วงเวลาในตอนนั้นมีทั้งสุขและเศร้าคละเคล้ากันไป เธอเคยคิดว่าจะผ่านความทุกข์ตรมที่มีอยู่ไปได้อย่างไร แม้ช่วงนั้นจะไม่หนักหนาเท่าช่วงนี้ แต่เธอก็ผ่านมันไปได้โดยได้รับความช่วยเหลือจากผู้ชายคนหนึ่ง และตอนนี้เธอก็คิดถึงเขาเป็นอย่างมาก อยากให้เขามาอยู่เคียงข้างเหมือนเมื่อห้าปีก่อน
“ไม่...เราจะไม่ดึงใครมาเดือดร้อนเรื่องของเรา เราต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง” ดาลันบอกกับตัวเองอย่างนั้น แต่ไม่อาจกักกลั้นน้ำตาที่พรั่งพรูลงมาได้ ถ้าเวลานั้นมาถึงจริงๆ เธอก็จะไม่ยึดติดกับสิ่งใด จะขายทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงบ้านหลังนี้ อย่างน้อยเขาได้เงินไปบางส่วน ก็คงให้โอกาสเธอได้ทำงานหาเงินมาใช้หนี้ที่เหลือ แต่ถ้าเขาไม่ยอมล่ะ เธอจะเอาอะไรไปต่อรอง ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด จึงระบายออกมาด้วยการซบหน้าไปที่แขนแล้วร้องไห้ออกมาอย่างหนัก
กริ๊ง...กริ๊ง...กริ๊ง
เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือไม่ได้ทำให้คนที่กำลังเศร้าโศกเสียใจหันมาสนใจ เธอยังคงร้องไห้ระบายความเสียใจอยู่อย่างนั้น จนเสียงเรียกเข้าดังเป็นรอบที่สาม เธอจึงลุกจากเก้าอี้มาดูโทรศัพท์ที่วางไว้บนเตียง
“เอ็นโซ่...” หญิงสาวครางชื่อคนที่โทรมาเบาๆ ก่อนจะหายใจลึกๆ ให้หยุดสะอื้น แล้วกดรับ “หวัดดีจ้ะ” ดาลันทักทายเป็นภาษาอังกฤษ
“ทำอะไรอยู่ ทำไมรับโทรศัพท์ช้าจัง”
“เอ่อ...พอดีเดียร์...เข้าห้องน้ำ” หญิงสาวตอบตะกุกตะกัก
“ทำไมน้ำเสียงเป็นอย่างงั้น เหมือนกำลังร้องไห้”
“คือ...” เธอไม่รู้จะโกหกยังไง สุดท้ายก็สารภาพความจริง “ใช่ ก่อนหน้านี้เดียร์กำลังร้องไห้ แต่ตอนนี้หยุดแล้ว”
“เดียร์มีเรื่องทุกข์ใจอะไรเหรอ คุยกับผมได้ทุกเรื่องนะ เดียร์รู้มั้ย จริงๆ ผมอยากโทรมาคุยกับเดียร์ทุกวันเลย แต่กลัวเดียร์จะรำคาญ เพราะไหนจะต้องทำงาน เลี้ยงลูกอีก ผมเป็นห่วงเดียร์มากนะ” เอ็นโซ่บอกจากใครจริง เมื่อก่อนเขาเคยห่วงเธออย่างไร ทุกวันนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม อาจจะมากกว่าเดิมเพราะไม่ได้อยู่ใกล้กันเหมือนแต่ก่อน ครั้นจะมาหาก็ติดงานหลายอย่าง จึงได้แต่โทรมาคุยด้วยเท่านั้น
“ขอบคุณมากนะ เดียร์ก็เครียดเรื่องทั่วๆ ไปแหละ คิดอะไรไม่ออก ก็เผลอร้องไห้ออกมา”
“แต่เมื่อก่อนเดียร์เข้มแข็งกว่านี้นี่ ทำไมกลับมาบ้านถึงได้อ่อนแอแบบนี้ กลับมาอยู่กับผมมั้ย ผมจะสัญญาว่าจะดูแลเดียร์กับลูกอย่างดีเลย และจะไม่มีวันทำให้เดียร์ร้องไห้เสียใจเด็ดขาด”
เขาไม่เคยนึกรังเกียจที่เธอมีลูกถึงสองคน ตรงกันข้ามเขากลับรักเธอกับเด็กๆ มาก และก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ จากการที่พาเธอไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล และคอยดูแลจนกระทั่งหญิงสาวคลอด จากนั้นก็คอยไปรับไปส่งตลอด จนใครๆ เข้าใจผิดว่าเขาเป็นสามีของเธอ ซึ่งเขาก็ยินดีที่จะเป็นแบบนั้น ทว่าเจ้าตัวกลับปฏิเสธความรักจากเขา โดยให้เหตุผลว่าเธอไม่คู่ควร นั่นทำให้เขาเสียใจ แต่ก็ไม่อาจไปจากชีวิตเธอได้
“ขอบคุณนะเอ็นโซ่ เอ็นโซ่ช่วยเดียร์มาเยอะแล้ว เดียร์ขอช่วยตัวเองบ้าง ถ้าเดียร์หวังแต่ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เดียร์จะยืนด้วยตัวเองได้ยังไง แต่เอ็นโซ่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ เดียร์ยังมีป้าเอม ยัยชล แล้วก็เจ้าตัวยุ่งคอยเป็นกำลังใจ เดี๋ยวมันก็ผ่านไปได้”
“เฮ้อ...ขอให้ผ่านไปได้จริงๆ เถอะ อย่ามาโกหกกันนะ ถ้าเดียร์มีปัญหาเรื่องเงิน ผมช่วยเดียร์ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะกี่ดอลลาร์ผมก็ให้เดียร์ได้”
แม้ลึกๆ อยากจะลองยืมเงินเขาเพื่อมาแก้ปัญหา แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะเอ่ยออกไป เธอไม่รู้หรอกว่าเขามีเงินมากแค่ไหน แต่เพื่อมิตรภาพดีๆ ที่จะยังมีอยู่ตลอดไป เธอจะไม่เอาเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องเด็ดขาด
“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก เรื่องทั่วๆ ไปนั่นแหละ ผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนไหวง่ายจะตาย เอ็นโซ่ไม่รู้หรือไง” หญิงสาวพยายามพูดเสียงดังกลบเกลื่อนเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ ทั้งๆ ที่ข้างในตึงเครียดจวนเจียนจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว
“ถ้าไม่มีอะไรมากก็ดี ไม่อย่างงั้นผมคงเป็นห่วงเดียร์จนนอนไม่หลับแน่”
“ไม่มีอะไรจริงๆ นี่ก็ดึกมากแล้ว เดียร์จะเข้านอนแล้วนะ” ดาลันรีบตัดบท เพราะกลัวตัวเองจะหลุดพูดอะไรมากไปกว่านี้
“ครับ หลับฝันดีนะ”
“จ้ะ”
เมื่ออีกฝ่ายวางหูไปแล้ว เธอก็เป่าปากอย่างโล่งอก
จริงๆ แล้วเอ็นโซ่เป็นผู้ชายคนเดียวที่เธอเฝ้าคิดถึง เพราะเขาดีกับเธอมาก แต่เธอคงไม่เห็นแก่ตัวพอเอาภาระของตัวเองไปแขวนไว้ที่เขา ถ้าเธอยังเป็นคุณหนูดาลัน ไพรัชณรงค์ อย่างเช่นเมื่อห้าปีก่อน เธอคงไม่มีทางปฏิเสธเขาแน่ แต่ ณ ตอนนี้นอกจากจะมีเรือพ่วง ยังมีภาระหนี้สินล้นพ้นตัว อย่าว่าแต่จะแต่งงานกับเขาเลย แค่คิดว่าจะให้เขาช่วยเหลือก็ไม่สมควร ผู้ชายดีๆ อย่างเอ็นโซเหมาะกับผู้หญิงดีๆ มีชาติตระกูล ไม่ใช่แม่ม่ายลูกติดอย่างเธอ ไม่คู่ควรกันเลยจริงๆ

“แหม พอได้คุยกับผู้หญิงคนนั้น ถึงกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลยนะ ถามจริงเถอะ ผู้หญิงมีให้เลือกตั้งเยอะแยะ ทำไมต้องไปยุ่งกับยัยแม่ม่ายนั่นด้วย ไม่เข้าใจจริงๆ ทำอย่างกับโลกนี้มีหล่อนแค่คนเดียวอย่างนั้นแหละ” ซอลย่าอดกระแนะกระแหนไม่ได้ เพราะอิจฉาที่พี่ชายให้ความสำคัญเป็นพิเศษ บางครั้งอาจจะมากกว่าเธอด้วยซ้ำ
“เดียร์เป็นคนดี และฉันก็อยากช่วย”
“ดีแตกน่ะสิ ถ้าดีจริงคงไม่ระเห็จมาอยู่ถึงอเมริกาหรอก” ซอลย่าเชิดหน้ามองพี่ชาย
“หยุดพูดถึงเรื่องนี้ซักที และถ้าฉันจะรักใครชอบใครก็ไม่ต้องมายุ่ง” เอ็นโซ่เดินหนีน้องสาวไปที่ห้องทำงาน ทว่าอีกฝ่ายรีบวิ่งมาดึงแขนเขาไว้
“เดี๋ยวก่อนสิ”
“มีอะไร” เขาถามเสียงห้วน
“คือ...คืนนี้ฉันเหงาจังเลย...” หญิงสาวทำเสียงออดอ้อนเหมือนทุกครั้ง แต่คนเป็นพี่กลับรู้สึกเอือมระอา
“กลับไปรอที่ห้อง เดี๋ยวฉันจะให้ทรอสจัดการให้” เขาบอกโดยไม่หันไปมองน้องสาว
“เมื่อไหร่จะให้ฉันหาเองบ้าง รู้มั้ยว่าบางคนที่พี่หามาก็น่าเบื่อ”
“เธออยากเป็นโรคตายหรือไง ถ้าไม่กลัวก็ออกไปเลยซอลย่า” เขาบีบแขนทั้งสองข้างของน้องสาวอย่างแรงพร้อมตะคอกใส่หน้าเธอ ทำให้ซอลย่ารู้สึกน้อยใจออกแรงสะบัดตัวออกจากมือแข็งปานคีมเหล็กของพี่ชาย
“ทำไมต้องโมโหขนาดนี้ด้วย ทีกับฉันที่เป็นน้องแท้ๆ พี่ไม่เคยพูดดีๆ ด้วยเลย ทีกับคนอื่น...” เธอยังพูดไม่ทันจบ เอ็นโซ่ก็สวนขึ้นมาอย่างเหลืออด
“พอๆ อย่าให้ฉันต้องอารมณ์เสียมากไปกว่านี้ กลับไปรอที่ห้อง หรือจะไปรอที่ห้องรับแขกก็ตามใจ แต่บอกไว้ก่อนห้ามมาประเจิดประเจ้อต่อหน้าคนของฉันเด็ดขาด”
“ก็ได้!” หญิงสาวกระแทกเสียงใส่ ก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องนอนของตัวเองแล้วปิดประตูดังปั้ง!
เอ็นโซ่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์โกรธ ถ้าชีวิตเขาไม่ติดว่าต้องดูแลน้องสาวอย่างใกล้คิด คงจะทำอะไรได้ถนัดมากกว่านี้ และคงจะไปหาคนที่เขาคิดถึงทุกลมหายใจเข้าออกไปแล้ว ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างหนักหน่วง ก่อนจะเดินหน้าบึ้งตึงเข้าห้องทำงานของตัวเองเพื่อไปสะสางงานและสงบสติอารมณ์

รัญชิดา:
เก็บรวด 3 บท ดาลันจะน่าสงสารไปไหน กระซิกๆ
ม่ายสาวลูกสองพร้อมหนี้สิน ออฟชั่นนางแน่นจริงๆ
 ;D ;D

noneko:
ชีวิตนางเอก  :'(

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

Go to full version