ผู้เขียน หัวข้อ: ตอนที่ 3 ผู้ชายร้ายกาจ  (อ่าน 529 ครั้ง)

k_ko

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 10
    • ดูรายละเอียด
ตอนที่ 3 ผู้ชายร้ายกาจ
« เมื่อ: กันยายน 22, 2015, 09:59:27 PM »
วันนี้ดาลันตื่นแต่เช้ากว่าทุกวัน เพราะเธอมีนัดไปเจรจากับนายทุนที่โรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่ง หญิงสาวกล้าไม่คาดหวังว่ามันจะสำเร็จ เพราะถ้าทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คิด คนที่เสียใจที่สุดก็คงไม่พ้นตัวเอง จึงเผื่อใจไว้ห้าสิบห้าสิบ ใช้ความจริงใจเข้าสู้ และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะไม่ท้อแท้เด็ดขาด ที่ผ่านมาเธอร้องไห้มามากพอแล้ว ดังนั้นวันนี้จะไม่มีน้ำตา ดาลันบอกกับตัวเอง ก่อนจะหยิบกระเป๋าสะพายและกุญแจรถลงมาข้างล่าง ก็เห็นลูกๆ กำลังทานอาหารเช้าอยู่ เธอจึงเดินไปที่โต๊ะอาหาร
“ไปส่งโดนัทกับบัตเตอร์แค่นี้ ทำไมต้องแต่งตัวสวยด้วยคะ” โดนัทมองคุณแม่ยังสาวตาพราวด้วยความประหลาดใจ เพราะปกติเวลาที่ไปส่งที่โรงเรียน คุณแม่ของเธอมักใส่เสื้อยืดกางเกงยีน
บัตเตอร์มองตามน้องสาว แต่ไม่พูดอะไร
“แม่เดียร์จะเลยไปธุระต่อค่ะ ก็ต้องแต่งตัวสวยๆ สิคะ”
“หวังว่าคงไม่ได้ไปเดทกับหนุ่มๆ ที่ไหนนะ” คนหวงทั้งแม่และน้องรีบบอกตาเขียว ทำเอาคนฟังอดขำไม่ได้
“แล้วถ้าคุณแม่ไปเดทกับหนุ่มๆ บ้าง จะเป็นอะไรไปครับบัตเตอร์” ป้าเอมเอ่ยแซวขำๆ
“บัตเตอร์ก็จะโทรไปฟ้องคุณลุงเอ็นโซ่” ในบรรดาผู้ชายทั้งหมดที่บัตเตอร์รู้จัก เด็กน้อยยอมให้เอ็นโซ่เข้าใกล้ดาลันได้เพียงคนเดียว เพราะเป็นผู้ชายคนแรกที่เขารู้จักและสนิทสนมมาตั้งแต่จำความได้ จนบางครั้งคิดไปว่าเป็นคุณพ่อของตัวเองด้วยซ้ำ
“จ้างให้คุณลุงเอ็นโซ่ก็ทำอะไรไม่ได้หรอก เพราะคุณลุงเอ็นโซ่อยู่อเมริกา” ดาลันยั่วลูกชาย
“คุณลุงเอ็นโซ่เคยบอกกับบัตเตอร์ว่า ถ้าบัตเตอร์มีเรื่องสำคัญ คุณลุงจะรีบมาทันที” เด็กน้อยทำหน้าเป็นต่อ
“ใช่ค่ะ คุณลุงเอ็นโซ่ก็เคยบอกกับโดนัทเหมือนกัน” สาวน้อยรีบเข้าข้างพี่ชาย
ดาลันหันไปทำตาปริบๆ กับชะเอม ไม่คิดเลยว่าทั้งลูกสาวลูกชายจะช่างพูดขนาดนี้
“ไม่ต้องจริงจังขนาดนั้นค่ะลูก แม่เดียร์ไปธุระ แล้วก็จะเลยไปทำงาน บ่ายๆ ก็มารับลูกๆ ที่โรงเรียนค่ะ ไม่มีเถลไถลแน่นอน” ดาลันยิ้มให้กับลูกๆ ทั้งสอง เด็กๆ จึงตักอาหารทานต่ออย่างสบายใจ

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว ดาลันก็ขับรถไปส่งลูกสาวกับลูกชายที่โรงเรียนตามปกติ จากนั้นก็ตรงไปยังโรงแรมที่นัดหมายทันที เธอต้องการไปถึงก่อนเวลาหนึ่งชั่วโมง เพราะการจราจรในกรุงเทพฯ เอาแน่เอานอนไม่ได้ เกิดไปถึงที่นัดหมายช้า นายทุนคงจะไม่เมตตาเธอแน่
และก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ พอออกมาจากโรงเรียนได้ไม่นาน ฝนที่ไม่มีเค้าว่าจะตกมาก่อน ก็เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทำให้การจราจรที่ติดขัดอยู่แล้วกลายเป็นอมพาต ตอนแรกเธอยังใจเย็นเพราะคิดว่ายังมีเวลาอีกชั่วโมงกว่า ทว่าเมื่อผ่านไปครึ่งชั่วโมง รถยังไม่ขยับ ดาลันก็เริ่มกระสับกระส่ายนั่งไม่ติดเสียแล้ว
“ตายๆ ฉันต้องรีบไปทำธุระนะ ทำไมรถไม่ขยับเลยเนี่ย” หญิงสาวนั่งบ่นอยู่คนเดียว วิตกกังวลจนใจสั่นไปหมด แต่พอผ่านไปยี่สิบนาที รถก็เริ่มขยับ แต่ก็ไปได้ที่ละนิดเท่านั้น จนดาลันอยากจะเอารถจอดข้างทางแล้วนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปยังที่นัดหมาย ถ้าไม่ติดว่าฝนยังตกไม่หยุด
“ฉันต้องตายแน่ๆ” เธอเห็นเวลาที่คอนโซลรถยนต์บอกเวลาเก้าโมงตรง ซึ่งเป็นเวลานัดแล้วก็อยากจะร้องไห้ อยากจะโทรไปเลื่อนหรือขอโทษก็ไม่มีเบอร์ติดต่อ เพราะให้ไว้แต่ชื่อโรงแรมกับหมายเลยห้องเท่านั้น หญิงสาวกำพวงมาลัยไว้แน่นเพื่อข่มความเครียดที่มีมากขึ้นทุกขณะ แล้วค่อยๆ ขับรถไปอย่างใจเย็น ในที่สุดเธอก็ถึงโรงแรมที่นัดหมาย ทว่าเลทไปครึ่งชั่วโมง
เมื่อจอดรถเป็นที่เรียบร้อย ดาลันก็รีบเดินกึ่งวิ่งเร็วๆ ไปที่เคาน์เตอร์ บอกให้เจ้าหน้าที่โทรแจ้งเจ้าของห้องว่าเธอกำลังขึ้นไปพบ พอได้รับอนุญาต หญิงสาวก็รีบสาวเท้าไปที่ลิฟต์ตามเจ้าหน้าที่บอก ก่อนจะกดชั้นบนสุด ซึ่งเป็นห้องพิเศษระดับวีไอพี ตอนแรกก็เคยสงสัยว่าทำไมต้องมานัดเจอที่โรงแรมด้วย แล้วเธอจะปลอดภัยหรือเปล่า นายทุนรูปร่างหน้าตาเป็นยังไงก็ยังไม่รู้ แต่ ณ ตอนนี้เธอลืมความหวาดกลัวต่างๆ คิดแต่เพียงว่าจะหาข้อแก้ตัวยังไงให้ดูดีกับการมาสายของตัวเอง โดยเฉพาะครั้งนี้ที่เป็นนัดที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเธอเลยก็ว่าได้
ร่างอรชรมาหยุดที่หน้าประตูไม้สักบานใหญ่ซึ่งแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง ก่อนจะเคาะประตูเบาๆ สามครั้ง ไม่ถึงอึดใจก็มีคนมาเปิดประตู หญิงสาวตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าดุๆ มามองมา แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนต่างชาติ เธอจึงเอ่ยทักทายเป็นภาษาอังกฤษ
“สวัสดีค่ะ ดิฉัน...ดาลัน เป็นลูกสาวของคุณเดชอุดม มาขอพบคุณฟรานเชสโก้ค่ะ”
“ท่านรอคุณอยู่ข้างในนานแล้ว เชิญ” ชายรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาน่าเกรงขามภายมือเชิญ เธอจึงเดินเข้าไปข้างในด้วยหัวใจที่เต้นระทึก คราวนี้ความกลัวมีมากกว่าความรู้สึกผิดเสียแล้ว
“เดินตรงไปที่ห้องรับแขกด้านใน ท่านรอยู่ในนั้น”
“ค่ะ”
ตอนนี้ดาลันไม่รู้คิดผิดหรือคิดถูกที่ตัดสินใจมาที่นี่คนเดียว เพราะตั้งแต่ย่างก้าวเข้ามาในห้องพักสุดหรู เธอก็เห็นแต่ผู้ชายชาวต่างชาติใส่สูทหน้าขรึมยืนอยู่หลายคน ราวกับว่านายทุนคนนี้เป็นเจ้าพ่อมาเฟียยังไงยังงั้น และถ้าวันนี้ตกลงกันไม่ได้ เธอจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ไหม แค่คิดก็อยากจะหันหลังเดินกลับ แต่คงไม่ทันแล้ว เมื่อเห็นคนที่คาดว่าจะเป็นนายทุนนั่งหันหลังมองทิวทัศน์จากชั้นที่สี่สิบผ่านกระจกใสทรงสูงอย่างเงียบขรึม
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เรียกความมั่นใจ ก่อนจะเอ่ยทักทายเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดในชีวิตเป็นภาษาอังกฤษ
“สวัสดีค่ะ ดิฉัน...ดาลัน เป็นลูกสาวของคุณเดชอุดม จะมาขอเจรจาเรื่องหนี้สินทั้งหมดค่ะ”
“หึ! จะมาขอเจรจา แต่มาสายตั้งสี่สิบนาทีนี่นะ” เขากลับตอบกลับเป็นภาษาไทย เสียงดัง ฟังชัด จนคนฟังสะดุ้งเฮือก แต่ก็พยายามเก็บอาการตื่นตระหนกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ขอโทษค่ะ คือจริงๆ ดิฉันออกมาแต่เช้าแล้ว แต่ระหว่างเดินทางฝนตกหนัก รถติดมาก คือ...มันสุดวิสัยจริงๆ น่ะค่ะ” หญิงสาวพยายามขอความเห็นใจ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่แยแส เพราะถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่หันมาคุยกับเธอดีๆ ดาลันเห็นเพียงกลุ่มผมของนายทุนที่โผล่พ้นขึ้นมาจากพนักเก้าอี้กับแขนเสื้อสูทเท่านั้น
“แค่เริ่มต้น เธอก็ทำให้ฉันไม่อยากจะเจรจาเสียแล้ว เธอรู้มั้ยว่านาทีนึงฉันสามารถหาเงินได้เท่าไหร่ แล้วนี่สี่สิบนาทีหมดไปกับการนั่งรอ เธอจะชดเชยยังไง!” คนที่มีแต่ตัวเลขอยู่ในหัวตลอดเวลาหันมามองตัวแทนลูกหนี้รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วยสายตาเกรี้ยวกราด ทว่าพอมองเห็นร่างอรชรที่อยู่ในชุดเดรสสีครีมคลุมทับด้วยเสื้อสูทพอดีตัว เผยให้สัดส่วนเย้ายวนใจ เขาก็ถึงกับตกตะลึง และยิ่งพิจารณาตั้งแต่ใบหน้ารูปไข่ ที่มีเครื่องหน้าลงตัวตั้งแต่คิ้วที่เรียวดั่งคันศร วาดผ่านดวงตากลมหวานภายใต้แพขนตาหนา จมูกโด่งเชิดปลายเล็กน้อย รับกับริมฝีปากปากอิ่มรูปกระจับ หัวใจเขาก็เต้นแรงอย่างเกินควบคุม ไม่ใช่ว่าไม่เคยเจอคนสวยมาก่อน แต่ไม่คิดว่าจะเจอ...
“ดิฉันขอโทษจริงๆ ค่ะ” ดาลันยกมือไหว้ขอโทษ เธอรู้ว่าตัวเองผิดที่มาช้า แต่ก็ไม่คิดว่าจะทำให้เขาเสียหายถึงขนาดนี้ ใบหน้าของหญิงสาวซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวและตกใจ จึงไม่ได้สังเกตใบหน้าของอีกฝ่าย ทว่าพอเงยหน้าขึ้นมองชัดๆ ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นนายทุนยังหนุ่มยังแน่น แถมยังหน้าตาดี ไม่ได้มีอายุอย่างที่คิดเอาไว้แต่แรก แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังรู้สึกประหวั่นอยู่ดีเมื่อเขายังทำหน้าบึ้งตึง มองเธออย่างไม่พอใจ
“มานั่งตรงนี้ แล้วก็ตอบมาว่าจะใช้หนี้ยังไง”
ดาลันเดินตัวสั่นไปนั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของเขา ทำให้ชายหนุ่มได้พิจารณาใบหน้าเนียนสวยได้ชัดขึ้น
“ขอเรียนตามตรงนะคะ ดิฉันเพิ่งทราบว่าคุณพ่อไปทำสัญญากู้เงินจากคุณเมื่อสองวันนี้เอง ที่ผ่านมาคุณพ่อไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้” หญิงสาวพยายามพูดขอความเห็นใจ แต่แววตาของคนฟังที่มองอย่างเหยียดๆ ก็ทำให้ความกล้าที่มีอยู่ลดน้อยลงทุกที “และตอนนี้ธุระกิจที่ทำอยู่ก็ประสบปัญหา คงจะยังเคลียร์เงินต้นกับดอกเบี้ยไม่ได้เร็วๆ นี้น่ะค่ะ”
“หึ!” ชายหนุ่มยกมือกอดอก มองคนตรงหน้าอย่างประเมิน “ถ้าเข้ามาคุยกับฉัน แล้วมีแต่ตัวเปล่าเข้ามา ก็อย่าหวังว่าจะเดินตัวลอยออกไป”
ดาลันสะดุ้งเฮือก เธอรู้ว่าตัวเลขที่บิดาไปกู้มาสูงมาก แค่ดอกเบี้ยที่ไม่ได้ส่งมาหกเดือนก็แปดหลักแล้ว ขายทรัพย์สินทั้งหมดก็ยังคงไม่พอดอกเบี้ย แต่ถ้าจะให้เธอไปหามาจ่ายภายในระยะเวลาไม่กี่วันก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหน ตอนนี้ในหัวมีแต่ใบหน้าลูกๆ เธอคงได้เจอพวกเขาวันนี้เป็นวันสุดท้าย แค่คิดหัวใจก็สะท้านเยือก อยากจะร้องไห้ออกมาดังๆ เพื่อระบายความคับแค้น ทว่ากลับไม่มีน้ำตาสักหยดไหลออกมาจากดวงตาคู่งาม
“ดิฉันไม่ได้มาตัวเปล่าค่ะ ดิฉันมีโฉนดที่ดินติดตัวมาด้วย มันอาจจะไม่พอจ่ายดอกเบี้ย แต่ดิฉันก็อยากให้คุณช่วยรับไว้ก่อน เป็นประกันว่าฉันจะไม่หนีไปไหน และจะพยายามหาเงินมาใช้หนี้ให้เร็วที่สุด” ดาลันบอกเสียงสั่นพร่าพลางยื่นซองใส่โฉนดที่ดินให้เขาดู แต่ชายหนุ่มปัดออกอย่างไม่แยแส
“ฉันให้เวลาเธอสามวัน สำหรับจ่ายดอกเบี้ยคงค้าง ฉันว่าหน้าตาอย่างเธอ คงจะหาไม่ยากหรอก”
รอยยิ้มเหยียดหยามกับสายตาดูถูกของเขาทำให้เธอถือกำมือแน่น ผู้ชายคนนี้นอกจากเลือดเย็นแล้วยังไม่ให้เกียรติผู้หญิง คอยดูนะ ถ้าหาเงินมาได้เมื่อไหร่ เธอจะปาใส่หน้าเขาให้หน้าแหกไปเลย เกลียดนักพวกทำนาบนหลังคน
“แล้วถ้าหาไม่ทันล่ะคะ”
ชายหนุ่มยกมุมปากขึ้นแล้วหัวเราะหึขึ้นมา
“ฉันอนุญาตให้ใช้ตัวขัดดอกได้”
“อะไรนะ!” ดาลันกัดฟันกรอด ลุกขึ้นพรวดทันที “คนอย่างคุณมันสารเลวจริงๆ คิดว่าเงินซื้อได้ทุกอย่างหรือไง”
“ฉันก็ไม่คิดว่าผู้หญิงที่สามารถนอนกับผู้ชายคนไหนก็ได้ เลวไปกว่าฉันหรอก” ชายหนุ่มตะคอกกลับ ดวงตาวาววับราวกับจะจับเธอหักคอให้ได้ ทำเอาหญิงสาวถอยฉาก รู้สึกสะท้านในอกอย่างบอกไม่ถูก
“คุณหมายถึงใคร”
“หมายถึงคนที่ทำตัวอย่างงั้น เปรียบเปรยให้ฟัง เผื่อเธอจะรู้จักผู้หญิงประเภทนี้”
“เราควรคุยกันแต่เรื่องหนี้” ดาลันจ้องมองเขาเขม็งด้วยความกรุ่นโกรธ
“งั้นเหรอ ได้สิ สรุปสั้นๆ เลยนะ ฉันให้เวลาเธอแค่สามวันเท่านั้นสำหรับดอกเบี้ย ถ้าเธอหามาจ่ายไม่ได้ ก็อย่าหาว่าทางนี้ใจร้าย”
“สามวันเหรอ...” หญิงสาวปากคอสั่น กำมือแน่น ทั้งโกรธทั้งเกลียดผู้ชายคนนี้ ทำไมบิดาเธอต้องไปกู้เงินคนเลวๆ อย่างเขาด้วย แล้วถ้าเธอไม่สามารถหาเงินมาใช้ดอกเบี้ยภายในเวลาที่กำหนดจะเกิดอะไรขึ้น ชีวิตเธอจะไม่ป่นปี้เพราะโดนผู้ชายคนนี้ปู้ยี่ปู้ยำหรอกหรือ
“ฉันจะรีบโอนเงินมาให้ แล้วจะไม่มาเหยียบที่นี่อีก!” เธอรีบเดินนออกจากห้องแสนหรูหราไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่มองซ้าย มองขวา มองหน้าใครทั้งนั้น และถ้าทำได้ ก็ไม่อยากหายใจเอาอากาศของที่นี่เข้าปอดด้วยซ้ำ มีแต่มลพิษและสิ่งที่น่าขยะแขยง โดยเฉพาะรอยยิ้มเยาะยันกับสายตาที่ชอบดูถูกของเขา เธอรังเกียจจนอยากจะอาเจียนออกมา

ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงเมื่อร่างอรชรพ้นสายตาไปแล้ว จริงๆ เมื่อครู่เขาเกือบจะลุกขึ้นไปกระชากตัวเธอมาสั่งสอนที่บังอาจมาปากดีต่อว่าเขา แต่ก็พยายามสงบสติอารมณ์เพราะคิดว่ายังไม่ถึงเวลา งานนี้เธอได้ใช้หนี้อย่างไม่ลืมหูลืมตาแน่ เขาสาบาน!
“คุณอเล็กซ์ ตั๋วเครื่องบินไปจีนเรียบร้อยแล้วนะครับ ส่วนที่พัก น่าจะคอนเฟิร์มเย็นนี้” บอดี้การ์ดคนหนึ่งเข้ามารายงานเมื่อได้รับการติดต่อกับเลขาฯ ของเจ้านายหนุ่ม
“เลื่อนไปก่อน ตอนนี้ฉันยังไม่อยากไปไหนทั้งนั้น” เขาตอบโดยไม่มองหน้าลูกน้อง
“เลื่อนเป็นวันไหนครับ”
ชายหนุ่มเงยหน้ามองคนสนิทด้วยสายตาดุดัน
“ไม่มีกำหนด!”
“ครับๆ” บอดี้การ์ดร่างใหญ่รับคำอย่างกลัวๆ ก่อนจะเดินออกไป ทว่า...
“เดี๋ยว! ให้คนไปสืบประวัติลูกสาวของนายเดชอุดมหน่อย ว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหนกับใคร และทำธุรกิจอะไร แล้วรีบมารายงานฉัน”
“ได้ครับ” หวังว่าคราวหนี้คงจะหมดคำสั่งจริงๆ บอดี้การ์ดหนุ่มโค้งให้ผู้เป็นนาย ก่อนจะเดินออกมาจากห้องรับแขกอย่างรวดเร็ว สงสัยคราวนี้คงอยู่เมืองไทยยาวแน่ๆ

ดาลันกลับมานั่งหมดแรงในรถพลางสาระตะว่าเธอจะไปหาเงินที่ไหนตั้งหกสิบล้านสำหรับดอกเบี้ย แล้วอีกห้าร้อยร้านสำหรับเงินต้น ถ้าธุรกิจเสื้อผ้าส่งออกของเธอยังดีอยู่ ยังคงจะหมุนเวียนได้บ้าง แต่นี่ไม่เหลืออะไรจะให้แปรเป็นเงินได้เลย นอกจากบ้านหลังสุดท้ายที่อาศัยอยู่ ต่อให้เอาไปจำนองก็คงได้ไม่ถึงสิบล้าน ขายทรัพย์สินทุกอย่าง ก็คงได้อีกสักห้าล้าน แล้วอีกสี่สิบกว่าล้านภายในเวลาสามวันล่ะ จะหาจากไหน
“ถ้าเดียร์มีปัญหาเรื่องเงิน ผมช่วยเดียร์ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะกี่ดอลลาร์ผมก็ให้เดียร์ได้”
“เอ็นโซ่...” คำพูดของชายหนุ่มวนเวียนอยู่ในความนึกคิด แต่เธอก็ไม่กล้าพอที่จะโทรไปรบกวนเขา
“ฉันอนุญาตให้ใช้ตัวขัดดอกได้”
“ไม่! ไอ้บ้า! ไอ้เลว! ฉันไม่มีวันให้คนสารเลวย่างแกแตะต้องตัวฉันหรอก” ดาลันอยากจะร้องให้ แต่น้ำตามันตกในไปหมดแล้ว ในเมื่อไม่มีทางออกที่ดีกว่านี้ จึงตัดสินใจโทรไปหาเอ็นโซ่ เธอไม่รู้หรอกว่าเขามีฐานะร่ำรวยแค่ไหน แล้วถ้ามาช่วยเธอจะทำให้เขาลำบากหรือเปล่า หญิงสาวอดคิดมากไม่ได้ จึงวางโทรศัพท์ลงข้างตัว แต่ด้วยความที่อยากได้ยินเสียงเขา อยากได้กำลังใจให้เธอมีแรงสู้ต่อไป จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหาชายหนุ่มอีกครั้ง โดยลืมไปว่าเวลานี้ที่อเมริกาดึกมากแล้ว

กริ๊ง...กริ๊ง...กริ๊ง
เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นหลายรอบทำให้หญิงสาวเดินมาดูที่โซฟา เมื่อเห็นเป็นโทรศัพท์ของพี่ชายก็ไม่อยากจะยุ่งด้วย ทว่าภาพที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้เธอเปลี่ยนความคิด มองซ้ายมองขวาดูว่าพี่ชายเธออยู่แถวนี้หรือเปล่า พอไม่เห็นจึงหยิบขึ้นมากดรับ
“ฮัลโหล”
เสียงผู้หญิงรับสายทำให้ดาลันเงียบไป
“ต้องการพูดกับใครคะ”
“เอ่อ...นั่นใช่โทรศัพท์ของคุณเอ็นโซ่หรือเปล่าคะ”
“ใช่” ซอลย่าตอบเสียงห้วน
“รบกวนขอสายคุณเอ็นโซ่หน่อยค่ะ” เธอบอกอย่างเกรงใจเพราะจำได้ว่าเป็นเสียงน้องสาวเขา
“คงจะไม่ได้หรอก เพราะตอนนี้พี่เอ็นโซ่กำลังมีความสุข” หญิงสาวเน้นเสียงตรง ‘ความสุข’ เป็นพิเศษ
ดาลันเข้าใจว่าเขากำลังดูทีวีอยู่อย่างมีความสุข จึงขอร้องอีกฝ่ายอย่างใจเย็น
“รบกวนเรียกให้หน่อยได้มั้ยคะ พอดีฉันมีธุระสำคัญจะคุยกับเขาจริงๆ”
“เธอนี่ยังไง ฟังไม่รู้เรื่องเหรอ ที่ฉันบอกว่าเขากำลังมีความสุข หมายถึงเขากำลังนอนกับคนรักของเขา จะให้ฉันไปตามมาคุยกับเธอหรือไง ไม่มีมารยาท แค่นี้นะ อ้อ...ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องโทรมาหาพี่เอ็นโซ่อีก เพราะเขามีแฟนแล้ว ถ้าไม่อยากให้ความรักเขาต้องมีปัญหา ก็เลิกติดต่อเขาซะ แค่นี้แหละ!” ซอลย่ากดวางสายแล้วแสยะยิ้ม รู้สึกสะใจที่ได้แกล้งอีกฝ่าย ต่อไปนี้จะได้เลิกยุ่งกับพี่ชายเธอเสียที

ดาลันยังคงช็อกไม่หายกับสิ่งที่ได้ยิน แค่หล่อนบอกว่าเขากำลังมีอะไรกับผู้หญิงอื่นหัวใจเธอก็บีบรัดอย่างรุนแรง แต่นี่เขามีคนรักเป็นตัวเป็นตนแล้ว เธอยังจะไปรบกวนเขามันสมควรแล้วหรือ
“เอ็นโซ่...” ทำไมความรู้สึกตอนนี้เหมือนกำลังอกหัก ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นอะไรกัน เธอรู้สึกเจ็บปวด รวดร้าว เหมือนคนกำลังขาดอากาศหายใจ ทำไมทุกสิ่งทุกอย่างต้องประเดประดังเข้ามาพร้อมกันตอนนี้ด้วย แค่เรื่องหนี้สินก็ทำเธอแทบบ้าแล้ว ยังมาเจอเรื่องที่ทำให้หมดกำลังใจอีก “ชีวิตฉัน...ทำไมมันถึงเลวร้ายขนาดนี้...ทำไม...”
หญิงสาวปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น ทั้งๆ ที่สัญญากับตัวเองแล้วว่าจะไม่ร้องไห้ แต่ก็ทำไม่ได้ ตอนนี้เธอรู้สึกอ่อนแอ ท้อแท้ สิ้นหวัง ราวกับถูกขังในห้องมืด ไร้แสงสว่างและทางออกสำหรับชีวิต หรือสุดท้ายต้องยอมจำนนต่อโชคชะตาจริงๆ

วันนี้เอ็นโซ่เข้านอนเร็วกว่าปกติ เพราะเขารู้สึกเพลียกับการทำงานที่ต่อเนื่องยาวนานมาตลอดสัปดาห์ ตอนแรกเขาตั้งใจจะโทรหาดาลันทันทีที่กลับมาถึงบ้าน แต่พอนึกได้ว่าหญิงสาวไม่ชอบคุยในเวลาทำงาน จึงตั้งใจจะโทรตอนเช้าแทน ซึ่งเป็นช่วงที่เธออยู่บ้านพอดี เขาจึงขึ้นมานอนพักผ่อนก่อน แต่ก็เผลอหลับยาวโดยลืมโทรศัพท์ไว้บนโซฟารับแขก
สำหรับเขา ความรักคือสิ่งที่ไกลตัวและคิดว่าไม่มีจริง แต่โชคชะตาก็พัดพาเธอเข้ามาในชีวิต ทำให้เขารู้ว่า ‘รักแรกพบ’ กำลังเกิดขึ้นกับเขาแล้ว
ย้อนไปเมื่อห้าปีก่อน เขาได้พบกับเธอที่สนามบินสนามบินจอห์น เอฟ เคนเนดี ตอนนั้นเขากลับจากยุโรป ส่วนเธอเพิ่งเดินทางมาจากประเทศไทย การเดินสวนกันในครั้งแรกเขาทำได้แค่มอง และเจอกันอีกครั้งในร้านกาแฟของสนามบิน แปลก...เขารู้สึกดีใจที่เห็นเธอเดินเข้ามาในร้าน แล้วโชคชะตาก็เล่นตลกกับเขาตอนนี้นี่เอง เมื่อมีคนเดินมาชนเธอจนเสียหลักเป็นเหตุให้กาแฟที่ถืออยู่หกใส่เขา ถ้าเป็นเหตุการณ์ปกติ เขาคงไม่ไว้หน้าใคร ทว่าครั้งนี้กลับใจเย็นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และความใกล้ชิดในครั้งนั้น ก็ส่งผลถึงความสัมพันธ์จนถึงทุกวันนี้
ในที่สุด...มาเฟียผู้มีหัวใจด้านชาเช่นเขาก็รู้จักคำว่า ‘รัก’ เข้าจนได้