ผู้เขียน หัวข้อ: เขียนใจทำนายรัก บทที่ 1  (อ่าน 590 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 237
    • ดูรายละเอียด
เขียนใจทำนายรัก บทที่ 1
« เมื่อ: กันยายน 24, 2015, 02:40:30 AM »
บทที่ 1

   แสงแดดในยามเย็นเริ่มลดอุณหภูมิลงผิดกับเมื่อ 3-4 ชั่งโมงก่อนที่ร้อนราวกับดวงอาทิตย์ตั้งใจจะพ่นไฟใส่โลกให้มอดไหม้ คนทำงานประจำในร่มก็ตั้งตารอเวลาเลิกงานที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า สงสารก็แต่คนทำงานกลางแจ้ง ร้อนแรงทะลุ 40 องศาขนาดนั้นจะทำอะไรได้นอกจากบ่นหากยังต้องสู้อดทนเอาแผ่นหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินกันต่อไป

   ชาวบ้านร้อยบุญเกือบทั้งหมดยึดอาชีพเป็นเกษตรกรเต็มขั้น ไม่มีเวลาเลิกงานที่แน่นอน งานมากก็ลากยาวยันเย็นค่ำ ข้าวปลากว่าจะได้กินตะวันก็ตกดินไปนานแล้ว วิถีชีวิตของชาวบ้านไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักหลังจากได้รับรางวัลชนะเลิศตำบลเกษตรกรรมตัวอย่าง ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมคือความสุขของชาวบ้าน การทำงานดูเป็นระบบระเบียบ มีคณะบุคคลมาศึกษาดูงาน ร้านค้าของชุมชนคึกคักมีของจากสมาชิกมาฝากขายตลอดไม่เคยขาด ทุกอย่างลงตัวภายใต้การบริหารงานของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไฟแรงลูกหลานร้อยบุญ แม้หนึ่งในกำลังหลักตอนนี้จะหนีจากโลกอันวุ่นวายไปอาศัยร่มกาสาวพัสตร์อยู่ก็ตาม

   เรือนไทยหลังงามของผู้ใหญ่เบิ้มมีอาณาเขตกว้างขวางและมีเรือนเล็กแยกเป็นเอกเทศอีกสองหลัง หลังหนึ่งเป็นของหลานชาย ส่วนอีกหลังก็เป็นของหลานสาวซึ่งปัจจุบันยกให้เกษตรตำบลอาศัยอยู่

   สีนุ่มภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของผู้ใหญ่เบิ้มเดินเตร็ดเตร่อยู่นอกชานของเรือนหลังใหญ่รอหลานๆ ใบหน้าของเธอเป็นมันเพราะเพิ่งทำกับข้าวเสร็จ หากพวกเด็กๆ มาถึงก็อุ่นกินกันได้เลย นาฬิกาที่แขวนไว้ข้างฝาบ้านบอกคนมองว่ายังพอมีเวลาอยู่จึงคิดว่าจะเดินไปหยิบไม้กวาดมากวาดนอกชานระหว่างรอสมาชิกไปพลางๆ

   ลูกหลานบ้านนี้ไม่เคยกลับบ้านก่อนห้าโมงเย็น ดังนั้นจึงมีเวลาเหลือเฟือสำหรับงานบ้านและงานในครัว เว้นเสียแต่ว่ามีกรณีพิเศษพวกเด็กๆ ก็จะกลับมาช่วยกันจนครัวขนาดใหญ่ดูคับแคบไปถนัดตา ถึงแม้จะอึดอัดไปบ้างแต่เธอก็ชอบบรรยากาศแบบนั้น มันทำให้คนในครอบครัวได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

   เสียงรถดังจากหน้าบ้านทำให้สีนุ่มหันไปมอง รถกระบะโฟร์วิลสีดำตีโค้งแล่นผ่านประตูรั้วเข้าไปจอดในโรงรถ ไม่นานประตูทั้งสองด้านก็ถูกเปิดออก ปรากฏชายหนุ่มร่างสูงใหญ่วัยเดียวกันสองคนเดินตรงมาทางเรือนใหญ่ที่เธอยืนอยู่

   จันทน์กะพ้อหลานชายของเธอเดินนำหน้าเพื่อนมาก่อน เพราะโหราเสียเวลาปีนขึ้นไปหลังรถเปิดถังน้ำแข็งขนาด 200 ลิตรและดึงเอาบางอย่างที่ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ออกมาอุ้มไว้อย่างทะนุถนอมมองไกลๆ ก็ไม่รู้ว่าในห่อนั้นมีอะไรซ่อนอยู่ และแม้เพื่อนจะทิ้งระยะห่างเพียงใดแต่พ่อนักเขียนสมองตันก็วิ่งไล่กวดตามมาจนทัน

   สีนุ่มพิจารณาสองหนุ่มที่เดินตรงมายังเรือนใหญ่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความภูมิใจ จันทน์กะพ้อและโหราเป็นเพื่อนรักที่ค่อนข้างแตกต่างกันอย่างชัดเจน เจ้าของสวนดอกไม้ผู้เป็นหลานชายแท้ๆ ของเธอค่อนข้างขรึม ถ้าอยู่เงียบๆ ก็หล่อพอใช้ได้แต่ถ้าพ่อคุณอ้าปากขึ้นมาเมื่อไรเป็นได้วงแตก แต่ละคำมันช่างบาดใจคนฟังนัก ผิดกับหลานนอกไส้อย่างโหรา รายนั้นปากหวานช่างประจบ เข้ากับผู้ใหญ่ได้ง่าย อยู่ใกล้ใครก็ได้ยินเสียงหัวเราะ ว่าไปสองคนนี้อยู่ด้วยกันก็พอดี คนหนึ่งขรึม คนหนึ่งสดใสและไม่เพียงนิสัยเท่านั้นที่ต่างกัน รูปกายภายนอกของสองหนุ่มก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนแยกออกแม้ว่าจะเห็นแค่ด้านหลังก็ตาม

   สายตาของผู้เป็นป้ามองหลานชายใส่เสื้อยีนแขนยาวพับขึ้นไปถึงข้อศอก อวดผิวเข้มอย่างที่เจ้าตัวชอบคุยโอ่เสมอว่าเป็นผู้ชายสีแทน แมนๆ และกำลังเป็นที่นิยมของสาวๆ แม้จะขำแต่สีนุ่มก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง พ่อจันทน์ของเธออาจจะไม่คนหล่อเหลาดึงดูดสายตาเหมือนเกษตรหวา แต่ก็คมเข้มเข้าตำราชายชาตรี คิ้วหนาดกดำเหนือดวงตาคมติดจะดุ หากมองลึกลงไปก็จะสัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขามและเสน่ห์ลึกลับชวนให้หลงใหล ออฟชั่นพรั่งพร้อมขนาดนี้เธอก็สงสัยนัก ทำไมพ่อจันทน์ถึงไม่มีคู่รักเป็นตัวเป็นตนเสียที ใกล้เคียงสุดก็เห็นจะเป็นนางเอกลิเกนามว่านพเก้านั่น และหากจันทน์กะพ้อจะปลงใจกับผู้หญิงคนนั้นจริงๆ ล่ะก็ เธอค้านสุดใจ!

   ไม่ใช่อคติแต่เป็นสัญชาตญาณของสีนุ่มเตือนให้เธอไม่ไว้ใจนางเอกลิเกคนนั้น ซึ่งเธอก็บอกเหตุผลกับหลานชายในตอนนี้ไม่ได้เหมือนกัน ก็ได้แต่ยกคำโบราณมากล่าวอ้างว่ารถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจนั้นหากคิดจะคบหาก็ต้องระวังตัวระวังใจเผื่อไว้บ้าน

   คู่ชีวิตของผู้ใหญ่เบิ้มถอนใจเปลี่ยนสายตาไปทางหลานนอกไส้ผู้มาอาศัยอยู่กินกับครอบครัวของเธอได้หนึ่งปีแล้ว จากแรกๆ โหราตั้งใจจะมาเปลี่ยนบรรยากาศหาที่เขียนนิยายก็กลายเป็นว่าติดใจไม่อยากกลับ เธอกับสามีไม่มีปัญหาหรอกหากว่าจะมีหลานเพิ่มมาอีกคน พ่อโหรเองก็ปรับตัวได้กลมกลืนกับบ้านร้อยบุญ ซึ่งนั่นอาจจะเป็นหนึ่งในเสน่ห์อันเหลือล้นของนักเขียนคนนี้

   โหราเป็นผู้ชายอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส เข้ากับคนง่าย อยู่ร้อยบุญไม่เท่าไรก็มีแต่คนรัก แม้บางครั้งจะทะเล้นเกินไปบ้างแต่ก็ไม่ได้สร้างความขุ่นเคืองใจให้ใครโดยเฉพาะสาวน้อยสาวใหญ่ที่พร้อมจะให้อภัยอยู่ตลอดเวลา เมื่อตอนเข้ากรุงไปคุยธุระเรื่องหนังสือก็มีคนถามหาอยู่หลายครั้ง สีนุ่มมั่นใจว่าหากอยู่นานกว่านี้คงได้มีแฟนคลับตามเป็นพรวนแน่ๆ

   สีนุ่มยิ้มขำ สายตายังจับอยู่ที่ใบหน้าขาวผุดผ่องของพ่อหนุ่มนักเขียน หน้าตาของพ่อโหรโดดเด่นสะดุดตา หากบอกว่าเป็นดาราแสดงละครในโทรทัศน์เธอก็ยินดีจะเชื่ออย่างไม่คิดสงสัย ผิวของเขาขาวสะอาดสะอ้าน แม้จะทำงานสวนสกปรกมอมแมมอยู่กลางแจ้งตากแดดมานานนับปี รังสี UV ก็ไม่อาจทำร้ายผิวกายของเขาให้มัวหมอง เครื่องหน้าที่เด่นสุดของพ่อโหรก็เห็นจะเป็นจมูกโด่งเรียวเป็นสันสวยและริมฝีปากหยักบางสีชมพู รับกันเหมาะเจาะชนิดที่ผู้หญิงบางคนเห็นแล้วต้องอิจฉา

   สีนุ่มเคยได้ยินหลานชายแซวเพื่อนว่าเป็นแฟชั่นนิสต้าภูธร ขนาดไปลงน้ำตัดบัวชุดยังต้องเป๊ะ เธอก็ได้แต่นึกขำ การแต่งตัวของโหรานั้นแม้จะไม่พิถีพิถันแต่มันก็ดูลงตัว มันคงเป็นโชคดีของคนที่ผิวขาวเพราะไม่ว่าหยิบอะไรมาใส่มันก็ชวนมองไปเสียหมด อย่างเช่นวันนี้สองหนุ่มต้องตระเวนส่งดอกไม้ทั่วทั้งจังหวัดจันทน์กะพ้อสวมยีนทั้งชุด ดูเข้มแข็งสมบทบาทชาวไร่ ขณะที่หนุ่มหล่อโหราสวมกางเกงยีนสีซีด ขาดน้อยๆ ตรงหัวเข่า ช่วงบนเป็นเสื้อยืดสวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวพับแขนสบายๆ แต่ดูสะดุดใจชวนให้มองซ้ำเป็นที่สุด

   เมื่อสองหนุ่มเดินเข้ามาใกล้เธอจึงมองเห็นได้ชัดว่าห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ในอ้อมแขนโหรานั้นแท้จริงคือดอกบัว และยังไม่ทันได้เอ่ยถาม คนช่างประจบก็ส่งเสียงอ้อนมาก่อน

   “ป้านุ่มจ๋า...วันนี้มีขนมให้ผมชิมมั้ยเอ่ย”

   “วันนี้มีฟักทองเชื่อมจ้ะพ่อโหร แล้วนั่นเอาดอกบัวมาทำอะไร” สีนุ่มตอบก่อนเดินไปหยิบขวดน้ำในตู้เย็นระหว่างสองหนุ่มกำลังเดินขึ้นบันได

   “ก็...” คนถือดอกบัวยิ้มกริ่มไม่ตอบ

   เพื่อนรักเห็นแล้วอดหมั่นไส้ไม่ได้จึงพลั้งปากบอกไป “มันจะเอาไปจีบสาวครับป้า”

   “หือ...” สีนุ่มครางอย่างแปลกใจ หัวคิ้วขมวดมุ่นจ้องหน้าหลานชายอย่างคาดคั้น “พ่อโหรแอบปิ๊งสาวไหน ทำไมป้าไม่รู้ข่าวอะไรเลย ใครรึพ่อจันทน์”

   “เอ่อ...ก็คนแถวๆ นี้แหละป้า อย่าไปสนใจเลย มันจีบติดเมื่อไรคงได้พามาไหว้ป้าแน่ๆ” จันทน์กะพ้ออึกอักในตอนแรก แต่ก็ยังเอาตัวรอดไปได้

   “เอ...แต่ป้าไม่เห็นพ่อโหรตอแยกับสาวไหนเลยนะ ยกเว้นตะเพียน เอ๊ะ! รึว่า”

   “อู๊ย...ไม่ไหวแล้วจ้ะป้า ยัยเพลินกับเกษตรหวามารึยัง ผมหิวจนแทบจะกินผักมันได้ทั้งดงแล้วนะ ไปๆ ไอ้โหร ไปตักฟักทองเชื่อมมากินกันตายก่อนดีกว่า” ว่าแล้วจันทน์กะพ้อก็รีบลากตัวเพื่อนรักเข้าครัวทันที

   พ้นจากป้าได้เจ้าของสวนดอกไม้ก็ถอนใจโล่งอก อย่างน้อยก็สามารถหลบอีกหลายคำถามที่กำลังจะตามมาได้ แต่เมื่อเห็นสายตาของเพื่อนรักที่กำลังจ้องเขาอย่างเอาเรื่องก็ต้องรีบยิ้มเหย

   “เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ ถ้าป้าแกรู้ว่าฉันคิดจะสอยร่างทรงเจ้าแม่ล่ะก็หัวขาดแน่” โหราเข่นเขี้ยวบอกเพื่อน

   ก็เป็นมันเองไม่ใช่เหรอที่คอยพูดกรอกหูข่มขู่สารพัดว่าอย่าทำอะไรโจ่งแจ้ง จะรักชอบคลั่งไคล้ก็เก็บอาการไว้บ้าง ถ้าเรื่องแดงขึ้นมาชาวบ้านผู้เปี่ยมด้วยศรัทธาจะรับไม่ได้และคนที่จะซวยก็คือตัวเขาเอง

   โหรามั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรน่าเกลียด ถึงแม้เขาจะไปเฝ้าเจ้าแม่ที่ตำหนักบ่อยๆ แต่หลังจากโดนกระโถนหมากปาเบ้าตาเขียวพร้อมคำต่อว่าผ่านทางเพลินตะวันอีกชุดใหญ่ เขาก็ได้สติ ก่อนนั้นเขาอาจจะเกรียนใส่ร่างทรงคนสวยที่ชื่อเดียวกับเจ้าแม่มากไปหน่อย แต่พอรู้หลัก เขาก็เลือกที่จะรักอย่างมีสติและจีบอย่างมีชั้นเชิง

   แต่ไหนแต่ไรมาผู้หญิงของโหราก็ไม่เคยธรรมดาอยู่แล้ว ตะเพียงทองนั้นยิ่งกว่าพิเศษ ไม่ใช่ว่าเธอเป็นร่างทรงเจ้าแม่อะไรนั่นหรอก ส่วนตัวเขาก็ยังมีความเชื่อเหมือนเดิม ทุกอย่างล้วนพิสูจน์ได้ ทว่าเขาไม่เคยลบหลู่ พลังศรัทธาความเชื่อของคนในหมู่บ้านทำให้เขาเถียงไม่ได้เลยว่าตะเพียนทองเป็นคนที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของผู้คน

   ไม่มีเธอ ไม่มีเจ้าแม่!

   หลังจากไปนั่งเฝ้าดูองค์เจ้าแม่ลงพบประชาชนหลายครั้งหลายหน ชายหนุ่มก็เกิดคำถามมากมาย เขาไม่เคยดูการทรงเจ้าเข้าผีและไม่เชื่อเรื่องพวกนี้จึงไม่อาจเอาเจ้าแม่ตะเพียนทองไปเปรียบเทียบกับเจ้าพ่อเจ้าแม่องค์อื่น ก็เพียงแค่สงสัยในกระบวนการคิด วิเคราะห์ของเจ้าแม่เท่านั้น

   มันราวกับว่าทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล มีที่มาที่ไป ไม่ใช่คำทำนายมั่วซั่ว เจ้าแม่ตะเพียนทองไม่มอมเมาชาวบ้านหากแต่จะแนะนำทางออกให้ปฏิบัติอย่างมีหลักการ รอบคอบ แต่ทุกอย่างก็ล้วนแต่เป็นเพียงข้อสังเกตที่เขาตั้งขึ้น ครั้นเอ่ยปากถามเพื่อนรักก็ไม่ได้ทำให้อะไรมันชัดเจนขึ้นจะมีก็แต่ได้อาการคันบาทาเพิ่มมาเท่านั้น

   “คอยดูนะไอ้จันทน์ ถ้าความแตกแล้วลุงเบิ้มกับป้านุ่มไล่ฉันกลับกรุง แกโดนเตะแน่”

   “เออๆ ฉันมันปากพล่อย เผลอหลุดไปหน่อยเดียวเอง อย่าทำหน้าดุสิวะ มันไม่เข้ากับคาแร็กเตอร์หนุ่มลั้นลาของแกเลยนะ มามะเดี๋ยวฉันตักฟักทองเชื่อมให้ แกจะตักแบ่งไปฝากยัยตะเพียนมั้ยล่ะ จะได้มีข้ออ้าง เอาไปให้พร้อมกันทั้งดอกไม้ทั้งฟังทองเลย”

   “อืม...แบบนี้ค่อยเข้าท่าหน่อย จัดมาเลยจ้ะพ่อจันทน์”

   โหราดีดนิ้วถูกใจกับความคิดของเพื่อนรัก ใบหน้าเคร่งเครียดพลันสดใสขึ้นมาทันที นักเขียนหนุ่มหล่อยิ้มกว้างเดินไปเปิดตู้หยิบถุงร้อนออกมาส่งให้คนที่กำลังตกฟักทองเชื่อมใส่ถ้วยพลางสั่ง

   “ใส่ถุงให้ที และก็รีบๆ กินเข้า แกจะได้ไปสอนฉันพับดอกบัว ขืนเย็นมากยัยตะเพียนปิดตำหนักหนีฉันพอดี”

   “เข้าทางตำหนักไม่ได้ก็อ้อมไปเข้าทางบ้านยายจวนสิวะ”

   “หมาโคตรดุ เคยเข้าไปที แทบเอาชีวิตไม่รอด”

   จันทน์กะพ้อหัวเราะร่วน พอจะนึกภาพโหราวิ่งหนีหมาของยายรัญจวนออกอยู่ กิตติศักดิ์คมเขี้ยวและความดุดันของไอ้เจ้ากะเพราดี

   สองหนุ่มเดินออกมานอกครัวก็พบว่าสมาชิกกลับมาครบแล้ว ผู้ใหญ่เบิ้มนั่งอยู่บนโต๊ะตัวใหญ่คู่กับสีนุ่ม ถัดจากนั้นก็เป็นสักวาและเพลินตะวัน ทั้งสี่กำลังคุยกัน เมื่อหันมาเห็นสองหนุ่มเดินออกจากครัวหญิงสาวที่อายุน้อยสุดในวงสนทนาก็รีบเอ่ยดักคอ

   “ได้ข่าวว่าป้านุ่มเชื่อมฟักทองไว้ พี่สองคนคงไม่ได้ชิมจนหมดแล้วหรอกนะ”

   “ใครจะใจร้ายทำกับน้องเพลินอย่างนั้นได้ล่ะจ๊ะ พี่โหรเหลือไว้ให้...”

   “สองชิ้นแบ่งกันกับเกษตรหวา” จันทน์กะพ้อชิงบอกหน้าตาย

   คนได้ยินก็ได้แต่ตาโต “โอ้โห...อำกันเล่นใช่มั้ยเนี่ย ฟักทองของฉัน ดีนะไม่ได้โทรไปชวนตะเพียนไม่งั้นเพื่อนฉันคงมาเก้อ”

   “แหม...ไอ้จันทน์มันก็แกล้งน้องเพลินไปงั้นแหละจ้ะ ยังเหลืออีกตั้งเยอะ ส่วนเพื่อนของน้องเพลินไม่ต้องห่วงจ้ะ พี่โหรเตรียมให้แล้ว” โหราฉีกยิ้มก่อนจะชูถุงฟักทองเชื่อมให้สาวสวนผักได้เห็น

   “พี่โหรนี่รอบคอบจริงๆ คิดถึงเพื่อนของฉันก่อนฉันจะคิดได้อีก” เพลินตะวันหันไปยักคิ้วกับเกษตรตำบลที่กำลังนั่งอมยิ้มอยู่ข้างๆ

   เมื่อเห็นหนุ่มสาวหยอกล้อกัน คนแก่ที่ไม่รู้จะคุยอะไรก็ชวนกันไปเข้าห้อง ก่อนจะกลับมาเจอกันอีกครั้งที่โต๊ะอาหาร

   “ผมเห็นดอกบัววางอยู่ข้างล่าง คุณจันทน์ตัดไปเกินเหรอครับ” สักวาถามขึ้นหลังจากที่เจ้าของบ้านและภรรยาเดินเข้าไปในบ้านแล้ว

   “เปล่าหรอกเกษตร ก็ไอ้นี่ล่ะสิเกิดอยากจะเป็นพ่อศรีเรือนอยากจะพบบัวไปฝากยายจวนขึ้นมา พูดตรงๆ ก็จะไปหาหลานเขานั่นแหละ” เมื่อไม่มีใครให้ต้องเกรงจันทน์กะพ้อก็ใส่เต็มสูบ เพราะที่นั่งอยู่ต่างรู้ดีว่าโหราหลงรักตะเพียนทอง และตัวเขาเองก็สนับสนุนเต็มที่ให้คู่นี้ได้ลงเอยกัน

   “ยายจวนแกไปทำบุญทุกวันพระ แหม...พี่โหรกะเข้าทางผู้ใหญ่เลยเหรอ”

   “ไม่เฉพาะทางนั้นหรอกจ้ะน้องเพลิน พี่ตั้งใจจะเข้าทุกทาง โอ๊ย!” โหราหันไปมองเพื่อนราวกับจะถามว่าทำผิดอะไรมันถึงได้ตบกบาลเขาแบบนี้

   “ทะลึ่งแล้วแก ทุกทางนี่รวมทั้งทางบาทาฉันมั้ย”

   โหราได้แต่กรอกตามองเพดานบ้านอย่างอ่อนใจ เสียแรงที่ส่งนิยายมาให้อ่าน จันทน์กะพ้อผู้เคร่งขรึม ตรงไปตรงมา พูดจาไร้อารมณ์ขันก็ยังคงเป็นชายไร้ซึ่งจินตนาการวันยันค่ำ

   “ไอ้บ้า! ทุกทางนี่ฉันไม่ได้หมายถึงทางที่แกคิด ฉันเป็นพระเอกพอเว้ย”

   และก่อนที่สองหนุ่มจะตีกันไปมากกว่านี้เพลินตะวันก็รีบยกมือห้ามพร้อมทวงถามสิ่งที่โหราคิดจะทำ

   “เอ่อ...ถ้าอย่างนั้นทำไมเพื่อนพระเอกไม่รีบไปสอนพระเอกพับดอกบัวล่ะจ๊ะ ถึงจะไม่ได้พับยาก แต่ก็ต้องใช้เวลาอยู่นะ ฉันว่าพี่สองคนควรจะเริ่มกันได้แล้ว จะนั่งพับกันใต้ถุนเรือนนี้หรือกลับเรือนเราจ๊ะ”

   “กลับไปเรือนเราดีกว่า ไกลหูไกลตาลุงป้า จะได้คุยกันถนัดๆ หน่อย”

   “งั้นเดี๋ยวฉันกับเกษตรหวาค่อยตามไปช่วยเชียร์นะพี่” เพลินตะวันบอกกับพี่ชายพลางลุกขึ้นชวนคนรัก “เราสองคนไปกินฟักทองเชื่อมกันดีกว่า ไปลองดูรสชาติกันว่าผ่านมั้ย”

   “เอาสิ ถ้าดีจะได้แนะนำชาวบ้านให้ปลูก” เกษตรตำบลหนุ่มหล่อยิ้มตอบคนรักและลุกขึ้นบอกขอตัวกับสองหนุ่มก่อนเดินคู่ไปในครัว

   โหรามองตามสาวสวนผักและเกษตรตำบลคนรักอย่างอิจฉา “ทำไมฉันกับตะเพียนไม่เป็นอย่างนี้บ้างวะไอ้จันทน์”

   คนถูกถามได้แต่ปลอบใจ “เพลินมันฉลาด ถึงจะไม่เคยมีคนรักมาก่อน แต่มันก็รักอย่างมีสติ แม้จะสับสนตามประสาผู้หญิงไปบ้าง แต่พอได้คิดได้ไตร่ตรองก็สามารถพาตัวเองผ่านปัญหานั้นมาได้ เกษตรหวาเองก็พิสูจน์แล้วว่าเขาจริงใจกับน้องฉันจริงๆ สองคนนี้แม้จะดูเหมือนว่าความใกล้ชิดพาไป แต่แท้จริงแล้วมันเป็นความรู้สึกที่ต่างฝ่ายต่างเติมเต็มให้แก่กันด้วยตัวตนที่แท้จริงไร้การปรุงแต่ง”

   “ฉันไม่ได้ปรุงแต่งอะไรเลยนะ แต่ว่าสาวเจ้าดูจะไม่เข้าใจ”

   “ตะเพียนไม่เหมือนยัยเพลินตรงที่มันเคยเจ็บช้ำกับความรักมาก่อน จีบคนมีอดีตก็ต้องเผื่อใจหน่อย เรื่องที่จะใจอ่อนง่ายๆ คงยาก ถ้าท้อแกถอนตัวตอนนี้ก็ยังทันอยู่นะจะได้ไม่เสียเวลา”

   “หลังจากที่ฉันตามป้อมาเป็นปีเนี่ยนะ ฝันไปเถอะ ไม่ถอนโว้ย! พูดอย่างนี้เดี๋ยวก็ได้มีตบปาก คนนี้ฉันจีบจริง รักจริง”

   “งั้นก็ดี ฉันเอาช่วยแกเต็มที่”

   “เออ ตอนนี้แกก็ไปสอนฉันพับดอกบัวได้แล้ว อย่ามัวมาลีลาอยู่” โหราเดินลงเรือนไปหยิบมัดดอกบัวมาถือไว้และเดินประคองมันไปจนถึงเรือนเล็ก

   จันทน์กะพ้อเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงขณะเดินตามเพื่อน ความคิดของเขากำลังทำงานอย่างหนัก เขาไม่ได้หวงน้อง แต่เขาห่วงเพื่อนมากกว่า เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งโหราจะยอมรับตัวตนของตะเพียนทองได้หรือไม่ คนรอบข้างของโหราก็เช่นเดียวกัน ความรักเกิดจากคนสองคนแต่เป็นไปไม่ได้เลยที่คนรอบข้างจะไม่มีผลกับรัก

   เรื่องของอนาคต...จันทน์กะพ้อได้แต่ปลอบใจตัวเอง ก็ในเมื่อเจ้าตัวยังมุ่งมั่นจริงจังขนาดนี้ เขาจะไปกังวลในสิ่งที่ยังไม่เกิดทำไม 1 ปีที่ผ่านมาโหราก็พิสูจน์แล้วว่าตั้งใจขนาดไหน หากไม่อยากผูกพันแน่นแฟ้นจะรอได้ขนาดนี้เหรอ เป็นผู้ชายคนอื่นก็พับโครงการเก็บของกลับเมืองกรุงไปแล้ว งานนี้คงต้องลุ้นกันยาวๆ

   ความคิดของจันทน์กะพ้อยังวนเวียนอยู่กับเรื่องของน้องสาวนอกไส้ เพราะจะว่าไปโหราก็ไม่ใช่คนแรกที่ใช้เวลายาวนานเกี้ยวพาราสีตะเพียนทอง เจ้าของสวนดอกไม้กำลังนึกถึงชายคนหนึ่งที่เคยครอบครองหัวใจและเกือบจะได้ครองรักกับร่างทรงคนสวย

   ตอนนี้ชายคนนั้นกลับมาบ้านร้อยบุญแล้ว!!!


เขียนรอบอล555555555
เดือนแรกจะหมดแล้ว เพิ่งได้บทเดียว  มาแบบง่วงๆ ด้วย แป่ววววววววววว