ผู้เขียน หัวข้อ: เขียนใจทำนายรัก บทที่ 2  (อ่าน 185 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 188
    • ดูรายละเอียด
เขียนใจทำนายรัก บทที่ 2
« เมื่อ: ตุลาคม 02, 2015, 01:30:07 AM »
บทที่ 2

   “เลือกได้หรือยังล่ะคุณชาย จะเอาแบบไหนจะได้เริ่มพับกันซักที”

   โหราย่นคิ้วแต่ยังไม่ละสายตาจากหน้าจอแท็บเล็ต การพับดอกบัวไปให้คุณยายของตะเพียนทองไม่ใช่เรื่องยากเย็นเกินความสามารถ แต่จะทำอย่างไรให้คุณยายของสาวเจ้าเห็นแล้วประทับใจนั่นมันก็เป็นอีกเรื่อง และในที่สุดอดีตนักเขียนเบส เซลเลอร์ก็เงยหน้าขึ้นยิ้มกับเพื่อน

   “ได้ล่ะเอาแบบนี้” แท็บเล็ตในมือถูกยื่นมาให้เพื่อนรัก

   “กลีบมรกต” จันทน์กะพ้อเลื่อนดูวิธีพับและคำอธิบาย ก่อนจะมองหน้าคนตรงข้ามที่ตอนนี้หยิบดอกบัวขึ้นมาเตรียมพร้อม แต่เขายังสงสัยอยู่ “จะพับกันได้เหรอวะ ฉันเคยแต่พับแบบที่ขายกันตามตลาด”

   “นั่นไง ถึงได้เลือกแบบที่มันไม่ธรรมดา ไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่อง ใครเห็นก็ต้องมองซ้ำเพราะสวย” โหราบอกพร้อมกับยื่นดอกบัวให้จันทน์กะพ้อหนึ่งดอก “อ่ะ ครูลองๆ ซิ หรือจะทำพร้อมกัน แต่ว่าฉันไม่เคยพับมาก่อน แถมบัวเราก็มีไม่เยอะ แกลองแบบชัวร์แล้วค่อยสอนฉันดีกว่าจะได้ไม่เสียของ”

   “จีบน้องฉันไม่พอ ยังมาใช้ฉันอีกนะไอ้โหร”

   “เอาน่า...แกก็ทำหน้าที่กองเชียร์ฉันมาแต่แรกแล้ว เชียร์ต่อให้จบเกมสิวะ”

   “เฮ้อ...แทนที่เลิกงานแล้วจะได้เอนหลัง นอนส่อง IG น้องนพเก้า นี่กลับต้องมานั่งทำหน้าที่เป็นครูวิชาการเรือน” แม้ปากจะบ่นแต่เจ้าของสวนดอกไม้รายใหญ่แห่งบ้านร้อยบุญก็เริ่มลงมือ

   คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันขณะดวงตาคมกำลังเพ่งดูวิธีทำ อึดใจเดียวมือใหญ่หยาบกร้านจากงานสวนก็เริ่มแยกกลีบบัวออกมาอย่างทะนุถนอม พับกลับไปกลับมาก่อนจะคลี่บางส่วนออก มองสลับระหว่างดอกบัวในมือกับดอกบัวในหน้าจอขนาดแปดนิ้ว

   “ไม่ใช่นี่หว่า”

   “พอได้มั้ยวะ”

   “แกอย่าเร่ง ฉันกำลังใช้สมาธิ” จันทน์กะพ้อดุเพื่อน ก่อนสั่งให้อีกฝ่ายหยิบดอกบัวดอกใหม่ส่งให้ และนั่งพึมพำทบทวนวิธี

   เห็นสีหน้าคร่ำเคร่งของเพื่อนอย่างนั้นแล้วโหราก็ชักใจแกว่ง งานแรกก็ทำท่าจะไม่รอดเสียแล้วกระมัง นักเขียนหนุ่มนั่งลุ้นจนตัวโก่ง ได้ยินเสียงเพลินตะวันกับสักวาเดินมาก็ต้องรีบยกนิ้วชี้ทาบปาก ส่งสัญญาณให้สองหนุ่มสาวอย่าได้เสียงดังรบกวนคนกำลังพับดอกบัว

   “ปลายกลีบออกมาติดโคนกลีบด้านนอก” ดูเหมือนยิ่งเวลาล่วงเลยไปจันทน์กะพ้อยิ่งเคร่งเครียด เสียงบ่นพึมพำยังดังเป็นระยะ ฟังแล้วเหมือนทะเลาะกับตัวเองมากกว่า “ใช่มั้ยวะเนี่ย ปลายกลีบ อ๋อ...”

   ผู้ชมทั้งสามนั่งมองรอยยิ้มแห่งความสำเร็จของเจ้าของสวนดอกไม้ และแล้วเสียงหัวเราะอย่างคนที่มีความสุขก็ดังขึ้น ใบหน้าคมยิ้มหวานทั้งปากทั้งตาด้วยสีหน้าภาคภูมิใจจนไม่อาจพูดออกมาได้ ดอกบัวพับแบบกลีบมรกตดอกแรกในมือจันทน์กะพ้อยื่นออกมาให้คนนั่งลุ้นได้เห็น ถึงแม้จะยังไม่สวยเท่ากับต้นฉบับแต่ก็ต้องนับว่านี่คือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของผู้ชายตัวโต

   “งานดอกไม้ไว้ใจพี่จันทน์ได้” พี่จันทน์ยิ้มกริ่มอวดผลงาน ก่อนจะหันไปทางเพื่อนรัก “ถึงตาแกแล้วเพื่อนโหร เกษตรกับยัยเพลินจะลองด้วยมั้ย ครูจันทน์ใจดีสอนฟรีไม่คิดค่าจ้าง”

   “ไม่ดีกว่าครับ ผมกับเพลินมันพวกสายโหด ไม่ถนัดงานสวยงามจะทำให้เปลืองดอกบัวเปล่าๆ” สักวารีบส่ายหน้าปฏิเสธ แค่นั่งมองก็รู้แล้วว่าไม่ใช่แนว ยิ่งยัยผีกะหล่ำยิ่งแล้วใหญ่ดอกไม้จะดูน่าสงสารทันทีถ้าอยู่ในอุ้งมือเธอ

   “งั้นเรามาเริ่มกันเลย หยิบดอกบัวมาซิไอ้นักเขียน”

   โหราถือดอกบัวเตรียมพร้อมและเริ่มทำตามที่เพื่อนบอก แต่เพราะไม่เคยทำมาก่อนมือไม้เลยงุ่มง่ามเก้ๆ กังๆ อยู่บ้างแถมครูหน้าโหดก็ดุแท้พับพลาดเพียงนิดมันซัดผัวะทันที

   “ไม่ใช่! มันต้องพับมาข้างหลังโว้ย ตั้งใจหน่อยสิ”

   คนโดนดุปรายตามองค้อนครู “แหม...พ่อคนหัวไว พ่อชำนาญการงานดอกไม้ กว่าจะได้นี่ก็เห็นว่าใช้บัวไปหลายดอกอยู่นะ ของฉันเนี่ยดอกแรกนะ ให้เวลากันบ้าง”

   “แกกล้าเถียงครูเหรอ”

   “เปล๊า...”

   ภาพผู้ชายตัวโตสองคนนั่งเถียงกันระหว่างพับดอกบัวทำให้เพลินตะวันอดหัวเราะออกมาไม่ได้ อยากจะไปเรียกคนต้นเหตุให้มาเห็นซะจริงจะได้ใจอ่อนลงบ้าง อย่างน้อยสิ่งที่เธอกำลังมองอยู่มันก็บอกถึงความตั้งใจที่จะทำให้ สาวสวนผักหันไปสะกิดคนรักและชักชวนกันไปคุยงานที่ยังค้างอยู่จะได้ไม่เกะกะพี่ๆ

   โหราใช้ดอกบัวซ้อมมือน้อยกว่าที่คิด เพียงดอกที่ห้านักเขียนหนุ่มก็สามารถพับได้คล่องมือและสวยงามตามแบบต้นฉบับ ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้มอ่อนโยน นิ้วเรียวค่อยๆ สัมผัสกลีบบัวด้วยกลัวจะช้ำ ไม่นานก็ได้บัวพับกลีบมรกตตามที่ต้องการ

   ดอกบัวของนักเขียนสมองตันวางเรียงกัน 6 ดอก ครึ่งหนึ่งโหราแบ่งให้เพื่อนนำไปฝากป้าเพราะรู้ว่าสีนุ่มไปวัดทุกวันพระเหมือนกัน ส่วนอีกครึ่งก็ถูกจับใส่ถุง ก่อนที่คนจัดแจงจะลุกขึ้น

   “ขอยืมรถเดี๋ยวนะ ฝากบอกป้านุ่มด้วยว่าไม่ต้องรอ กินข้าวกันได้เลย”

   “ระวังจะหิ้วท้องไปเก้อนะโว้ย”

   โหรายักคิ้วพลางคุยโอ่ “อุตส่าห์นั่งพับซะสวยขนาดนี้ จะใจดำไม่ยอมจ่ายค่าดอกไม้ได้เหรอ”

   “คนยายน่ะไม่น่าหวั่นใจเท่าคนหลาน ยังไงก็โชคดีนะ เดี๋ยวจะเหลือข้าวก้นหม้อไว้ให้” ก็ไม่รู้ว่าจะอวยพรหรือแช่งกันแน่ แต่จันทน์กะพ้อก็ยื่นกุญแจรถกระบะคันใหญ่ให้

   โหราส่ายหน้าปฏิเสธเพราะอยากขับมอเตอร์ไซค์ไปมากกว่า ทว่าจันทน์กะพ้อไม่ยอมและบอกอีกว่าหากได้กินข้าวเย็นที่บ้านยายจวนก็คงต้องกลับมืดค่ำ เอารถกระบะไปแมลงจะได้ไม่เข้าตา




   ตำหนักเจ้าแม่ตะเพียนทองเป็นบ้านเรือนไทยหลังใหญ่ ล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่แห้งสีเหลืองทองเคลือบเงาไว้อย่างสวยงาม ทั้งหมดตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 2 ไร่ ริมรั้วหน้าบ้านฝั่งขวามีต้นมะขามขนาดสามคนโอบแผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา มีชิงช้าผูกเอาไว้กับกิ่งที่ยื่นเข้ามาทางทิศบ้าน พื้นที่ถูกปล่อยเป็นลานโล่งไว้สำหรับให้ผู้ศรัทธาเคารพรักเจ้าแม่จอดรถ รั้วแถวฝั่งซ้ายถูกจัดเป็นสวนเล็กๆ น่าจะเป็นฝีมือเจ้าของตำหนัก ฝั่งนี้เน้นไม้ประดับ มีลีลาวดีสีขาว สีเหลืองและสีแดงปลูกห่างกันเป็นระยะ นอกจากนี้ยังมีไม้หอมอีก 2-3 ชนิดชื่ออะไรบ้างโหราก็ลืมไปซะแล้ว

   จากที่สืบมาตะเพียนทองมีความสามารถเรื่องการจัดสวน แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่มีโอกาสได้มาเดินชื่นชมสักเท่าไรก็ตาม ฝั่งไม้หอมนี้จะไม่ให้ชาวบ้านเอารถมาจอดแต่ถ้าจะมาเดินรอคลายเครียดก็ไม่ว่ากัน เพราะนอกจากไม้หอมก็มีดอกไม้สีสันสดใสอีกหลายต้น

   ตั้งแต่อยู่ร้อยบุญโหรามากวน มาเกรียนใส่เจ้าของตำหนักหลายครั้งหลายครา แต่ก็ไม่เคยเห็นเธอลงมาอยู่ข้างล่างตำหนักเลย มัวสาระวนอยู่แต่ข้างบนโน่น หลังจากเจ้าแม่จะออกจากร่างทรงแล้วบรรดาชาวบ้านจะช่วยกันเก็บกวาดตำหนัก แต่สุดท้ายตะเพียนทองก็ต้องมาดูความเรียบร้อยอีกรอบ

   หลังตำหนักจะมีเรือนเล็กของยายรัญจวนแยกออกไปอีก เพราะหญิงชราอารมณ์ดีไม่ค่อยชอบความวุ่นวาย ขอใช้ชีวิตหลังเกษียณการเป็นร่างทรงอยู่อย่างสงบกับเจ้ากะเพรา ยกเว้นวันพระยายถึงจะขึ้นมานอนกับหลานสาวหรือไม่ก็เป็นหลานสาวนั่นแหละทิ้งตำหนักแล้วไปนอนอ้อนยาย

   เพลินตะวันเล่าว่าตะเพียนทองอยู่กับยายรัญจวนแค่สองคน ดูเหมือนไม่ปลอดภัย แต่ใครจะรู้ว่าร่างทรงคนสวยนั่นเป็นแชมป์ยิงปืนของมหาวิทยาลัย และแม่น้องสาวนอกไส้ก็ยังไม่ลืมเตือนเขาอ้อมๆ ว่าอย่าทำให้ตะเพียนอารมณ์เสียเพราะใต้โต๊ะหมู่มีปืนซ่อนอยู่ 1 กระบอก

   โหรารู้แน่แก่ใจนานแล้วว่าเขากำลังจะเจอกับอะไร แม่ตัวอันตรายที่น่ารัก จำได้ว่าครั้งแรกที่เจอกันตะเพียนทองตบเขาเสียคว่ำ แต่คุ้มกันกับที่เขาได้จับมือเธอล่ะนะ ถือว่าแลกกัน จากนั้นเขาก็ไม่คิดว่าพรหมลิขิตจะพาให้มาเจอเธอที่ร้อยบุญอีก ถ้าไม่เรียกบุพเพนำพาก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไรแล้ว

   นักเขียนหนุ่มหล่อคิดไปยิ้มไปจนถึงหัวบันไดบ้าน ถอดรองเท้าแตะเตรียมจะจุ่มเท้าลงอ่างล้างเท้า หูก็พลันได้ยินเสียงหวานคุ้นหูของร่างทรงคนสวย

   “พี่วินกลับไปเถอะ ฉันจะปิดบ้านแล้ว”

   “ตะเพียนก็ปิดสิแล้วไปหาอะไรกินที่ตลาดกัน”

   รอยยิ้มของโหราหุบทันที เสียงผู้ชาย พี่วิน ไอ้ชวินรูปหล่อนั่นนะเหรอ ชิชะ ไอ้หมอนี่กล้ามาก แอบย่องมาจีบร่างทรง เดี๋ยวเถอะๆ

   โหราไม่อยู่ฟังคำตอบของตะเพียนทอง ชายหนุ่มเปลี่ยนจุดหมาย เดินลอดใต้ถุนบ้านตรงไปเรือนหลังเล็กของยายรัญจวน บ้านยังไม่ปิดกะเพราน่าจะยังอยู่ในกรง แต่ถึงยายจวนจะปล่อยหมาแล้วงานนี้เขาก็จะยอมพลีชีพล่ะ

   “อ้าว...พ่อโหรไหงเลยมาหายายได้ล่ะ” หญิงชราวัย 80 กะรัตกึ่งนั่งกึ่งนอนบนเก้าอี้โยกเอ่ยทัก

   “ก็ตั้งใจมาหายายนั่นแหละจ้ะ ไม่คิดแวะที่ไหนเล้ย...” ชายหนุ่มล้างเท้าก่อนเดินขึ้นบันไดไปนั่งเก้าอี้ตัวที่อยู่ใกล้กับเก้าอี้โยกของยายรัญจวนมากที่สุด “พรุ่งนี้วันพระ ผมก็เลยพับดอกบัวมาให้ยายจ้ะ”

   “อะไรนะ” ยายรัญจวนเงยหน้าจากหนังสือ มองลอดแว่นไปยังใบหน้าขาวๆ ของชายหนุ่มรุ่นหลาน อีกฝ่ายกำลังแกะถุงแล้วดึงดอกบัวพับกลีบสวยงามออกมา หญิงชราวางหนังสือนิยายเล่มหนาลงบนโต๊ะและรับดอกบัวมาพิจารณา “พ่อโหรพับเองงั้นเหรอ”

   โหรายิ้มแป้นตอบรับด้วยสีหน้าภูมิใจฝีมือตัวเองสุดๆ “สวยมั้ยจ๊ะ”

   “สวยใช้ได้ ถ้าไม่เขียนนิยายก็พับบัวขายเถอะพ่อ น่าจะรุ่ง”

   “แหม ยายก็ ผมตั้งใจพับให้ยายคนเดียวไม่คิดจะทำขายจริงจังหรอกจ้ะ แต่ถ้าจะกรุณานักเขียนตกยากคนนี้ ผมก็ขอฝากท้องไว้กับยายซักมื้อ”

   ผู้ผ่านประสบการณ์ชีวิตมายาวนานเหลือบมองชายหนุ่มก่อนจะยิ้มอย่างรู้ทัน “ก็ว่าอยู่แล้วพับมาสวยขนาดนี้จะฟรีได้ไงจริงมั้ย เฮ้อ...ซื้อดอกบัวตลาดจะถูกกว่ามั้ง”

   “โธ่...ยายจ๋า ผมก็แค่อยากมานั่งคุยกับยายเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง คุยกับยายสนุ้กสนุก ได้พล็อตกลับไปเขียนนิยายด้วย”

   “อืม...บัว 3 ดอกนี่แพงกว่าที่คิดแฮะ” ยายจวนยังไม่เลิกแกล้ง “แล้วเมื่อกี้ผ่านตำหนักมาไม่เจอตะเพียนเหรอ จะได้กินพร้อมๆ กันเลย”

   “ไม่เจอจ้ะ ได้ยินแต่เสียง คุยกับพี่วินๆ เหมือนว่าคนชื่อวินจะชวนไปหาอะไรกินตลาดจ้ะ” โหรากล้าพูดเลยว่าเขาไม่ได้ฟ้อง ยายรัญจวนเป็นฝ่ายถามและเขาก็เล่าตามที่รู้มาแบบไม่ตกหล่นเลยสักประโยค

   “ชวินมารึ” หญิงชราพึมพำ ก่อนจะหันมาสั่งโหรา “ไอ้หนูเดินไปหยิบโทรศัพท์ให้ยายหน่อยซิ อยู่บนโต๊ะหน้าโทรทัศน์น่ะ เข้าไปก็เห็นแล้ว”

   โหรารีบลุกและไม่นานก็กลับมาพร้อมยื่นโทรศัพท์ให้หญิงชรา ชายหนุ่มมองอยู่ครู่หนึ่งก็ได้ยินคุณยายกรอกเสียงลงไป

   “ตะเพียนเสร็จยังลูกมากินข้าวกันเถอะ อืม...ชวินเหรอให้กลับไปเลย บอกไปว่ายายรอหนูอยู่ ไม่ต้องชวนเขากินกับเรานะลูกกับข้าวไม่พอแล้วก็ไม่ได้หุงข้าวเผื่อใครด้วย จ้ะ...เร็วๆ นะลูกยายรออยู่ แล้วที่บ่นว่าปวดท้อง หายรึยังถ้ายังก็รีบส่งแขกแล้วมาเลย” คุณยายวางสายจากหลานสาวและหันมายิ้มให้คนที่นั่งมองอยู่ “แค่นี้ก็หมดเรื่อง”

   โหราแอบกลืนน้ำลายลงคอ ท่าทางไม่ใส่ใจของหญิงชราทำให้เขารู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ไม่ใช่ชวิน ดูแล้วคุณยายคงไม่ปลื้มอดีตว่าที่หลานเขยสักเท่าไร ก็คงจะเป็นความรู้สึกครั้งเก่าก่อนที่เคยทำหลานสาวท่านช้ำใจ ตัวเขาเองก็ต้องระวังไว้ ขืนทะลึ่งผิดจังหวะขึ้นมาจะเสียคะแนนเอาได้ สองสาวบ้านนี้น่ากลัวชะมัด

   “เรื่องข้าวไม่พอยายพูดเล่นใช่มั้ยจ๊ะ”

   “เปล่า ยายพูดจริง ก็พ่อโหรจะกินกับยายด้วยไม่ใช่เหรอ ขืนชวนพ่อชวินมาอีกคน กะเพราก็อดข้าวพอดี”

   จิตใจที่หล่นไปอยู่ตาตุ่มจากคำแรกที่หลุดออกมาจากปากเจ้าของบ้าน ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นในประโยคต่อมา นี่อาจจะเป็นสิ่งที่เขาได้เปรียบคู่แข่งอยู่ก็ได้ อย่างน้อยนาทีนี้ยายจวนก็เลือกเขาล่ะนะ

   โหรายิ้มกว้าง สายตาเหลือบไปเห็นหนังสือที่หญิงชราวางคว่ำไว้ มันเป็นหนังสือของเขาเองสมัยที่สมองยังลื่นไหลอยู่ เพราะรู้ว่าสายตาของยายรัญจวนยังพออ่านหนังสือพระได้ เขาก็รีบประจบด้วยการขนหนังสือมาให้คุณยายเป็นลังๆ ทั้งหนังสือพระ หนังสือท่องเที่ยว และนิยาย เลือกที่ขนาดอักษรตัวใหญ่ๆ อำนวยความสะดวกให้คนแก่ แต่ก็ไม่ลืมที่จะแอบเอานิยายตัวเองใส่ลังมาด้วย จุดประสงค์ไม่ใช่ยาย แต่เป็นหลานต่างหากเล่า

   “ยายสายตาดีจัง ยังอ่านหนังสือของผมได้อยู่”

   “ก็ต้องใช้แว่นช่วยนี่ไง”

   “สนุกมั้ยจ๊ะ”

   “ก็สดใสตามประสาหนุ่มสาว พ่อโหรเคยเอามุกของพระเอกไปใช้ในชีวิตจริงบ้างหรือเปล่า ยายว่าบางสถานการณ์มันคุ้นๆ”

   “ยายจ๋าอย่าหาว่าบ่น แต่นางเอกในชีวิตจริงนี่จีบยากจะตาย” โหราบ่นแต่นัยน์ตายังเป็นประกายกล้าขณะประสานสายตากับหญิงชรา

   “เบื่อก็เลือกจีบได้ ไม่มีใครว่าอะไร สงสัยท่าทางคนเก่าก็คงจะเอาจริงมั้ง ช่วงนี้เห็นมาบ่อยๆ” ยายรัญจวนมองตรงไปที่ทางเดิน หลานสาวคนสวยเดินมาเพียงลำพังนั่นหมายความว่าชวินกลับไปแล้ว หญิงชราเอื้อมมือหยิบหนังสือที่กางหน้าคว่ำไว้มาปิดและเปรยกับคนข้างๆ “ความรักเป็นเรื่องของบุพเพ ถ้าวาสนาไม่มีพยายามมากเท่าไรก็ไร้ผล แต่ถ้าคนเราศีลเสมอกันยังไงก็ต้องได้คู่กันวันยันค่ำ เรื่องของหนุ่มสาวคนแก่ไม่อยากจะยุ่งหรอก”

   “ผมกล้ายืดอกบอกยายได้เต็มปากเลยครับว่าผมชอบตะเพียน แม้ว่าตะเพียนจะยังไม่มีท่าทีตอบรับ แต่ผมจะไม่ล้มเลิกกลางทางแน่นอนครับยาย”

   ยายรัญจวนมองคนพูดไม่วางตา เรื่องบางเรื่องแม้อยากจะพูดแทบตายแต่ก็ต้องเก็บมันเอาไว้ เธอรับรู้ถึงความจริงจริงและจริงจังของโหรา แต่ความรักไม่เคยได้มาอย่างง่ายได้ ยิ่งกับผู้หญิงที่เป็นสื่อกลางกับเจ้าแม่ด้วยแล้วยิ่งแป็นความรักที่เต็มไปด้วยอุปสรรค สุดท้ายก็ได้แต่ยิ้มน้อยๆ ให้ผู้ลงสมัครเป็นหลานเขย

   “อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด คิดจะจีบร่างทรงของเจ้าแม่พ่อโหรก็ต้องอดทนหน่อยแล้วกัน”