ผู้เขียน หัวข้อ: ท้องฟ้าของเรา - บทที่ 4  (อ่าน 497 ครั้ง)

nalin

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 22
    • ดูรายละเอียด
ท้องฟ้าของเรา - บทที่ 4
« เมื่อ: ตุลาคม 02, 2015, 12:15:55 PM »
บทที่ 4
    พี่โทนออกจากบ้านไปแล้ว วันนี้เขาหันมาคุยกับฉันแต่ยังมีความเย็นชาอยู่เล็กน้อย

   “พี่โทน พี่ไม่อยากให้เฌอไปเที่ยวใช่ไหม”


   “เปล่า”

   “เปล่าของพี่หมายความว่ายังไงคะ” ฉันยืนตรงหน้าเขา แต่เขากลับไม่มองหน้าฉันสักนิด

   “ถ้าไม่ไหวก็เลิกกันไหม พี่รู้สึกว่าเราจะคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องหลายอย่างนะ”



   “ถึงกับเลิกกันเลยหรือไง เรื่องแค่นี้เองนะ” ฉันถามเขาด้วยน้ำเสียงเรียบไม่ได้ตื่นเต้นอะไร เหมือนฉันรอคำนี้มานาน

   “ไม่หรอก พี่ไม่ได้หมายความว่าเราสองคนจะเลิกกัน แต่พี่แค่คิดว่า เฌอคงอยากเลิกกับพี่น่ะ อย่าคิดมาก อ้อ เรื่องที่เราจะไปไต้หวันน่ะ

 ไปวันเกิดเฌอแล้วกันนะ จองที่พักไปเลยช่วงนั้นเลย” เขาเปลี่ยนเรื่องพูดได้เร็วจนฉันเดาอารมณ์ไม่ถูก

   “แล้วแต่พี่นะ ถ้าอยากเลิกก็บอกกันมาเลย” ฉันพูดออกมาคนเดียวเมื่อเขาออกจากบ้านไปแล้ว ตอนที่เขาพูดน้ำเสียงเขาดูจริงจังมาก

 ตอนนั้นเล่นเอาฉันตกใจเหมือนกันและกึ่งผสมความดีใจด้วย ฉันสะบัดหน้าไปมาและส่งข้อความไปอวยพรวันเกิดให้กับเขา

วันนี้มีเรื่องแปลก ๆ แต่เช้า หวังว่าการลงทุนหยุดงานเพื่อไปทุ่มเทให้งานอดิเรกคงจะราบรื่นไม่มีอะไรชวนหวือหวาตื่นเต้นอีกหรอกนะ

ฉันใส่เสื้อผ้าทะมัดทะแมงออกจากบ้านตรงไปยังสำนักพิมพ์ หัวหน้าบรรณาธิการที่นัดฉันมาบอกให้ฉันรอก่อนนักเขียนคนสำคัญ

ซึ่งกำลังเดินทางมายังสำนักพิมพ์ ฉันนั่งหยิบหนังสือสำหรับรับรองแขกนั่งอ่านไปพลาง ๆ ผ่านไปสักสิบห้านาที บก. ก็มาตามเข้าไปในห้อง

ฉันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินผ่านไปแว้ป ๆ หน้าจีน ๆ คงไม่ใช่คนนี้หรอกนะที่เป็นเจ้าของหนังสือที่ฉันกำลังจะได้รับแปลเรื่องต่อไป

   “เฌอ นี่คุณเฟินเหมย นักเขียนจากไต้หวัน” หัวหน้าบก. แนะนำฉันให้กับนักเขียนจากต่างแดนได้รู้จักเป็นภาษาอังกฤษ

   “สวัสดีค่ะ” ฉันทักทายกลับ

   เฟินเหมยตอบกลับมาด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงดี ฉันเคยได้ยินชื่อเสียงเธออยู่เหมือนกันและเคยอ่านงานของเธอในภาคภาษาไทยด้วย

เธอโด่งดังในเรื่องนิยายรักโรแมนติก ฉันเคยได้แปลงานของเธอที่เธอเขียนเป็นภาษาอังกฤษหนึ่งเล่ม ตอนแปลเรื่องนะ

แทบจะฝันหวานตลอดทุกตัวอักษรเลยทีเดียว ฉันยิ้มแก้มแทบปริกับการได้พบกับเธอเป็นครั้งแรก

   “ยินดีค่ะ ขอบคุณที่ช่วยแปลผลงานของดิฉันออกมาสวยงามมากค่ะ” เฟินเหมยกล่าวชมฉัน

   “ยินดีค่ะ ฉันตั้งใจทำให้ดี ไม่อยากให้ต้นฉบับเสียเพราะดิฉัน” ฉันบอกกับเธอกลับไป

   เราพูดคุยกันและสลับกันชื่นชมไปมา เธอรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าฉันเรียนภาษาจีนเพิ่มเติมด้วย ตอนนี้ผ่านมาเกือบหนึ่งปี

ฉันก็แค่พอทักทายคุยด้วยได้นิดหน่อย แต่ระดับการอ่านตัวอักษรจีนนี่เรียกว่าระดับอนุบาลสองเห็นจะได้ สอบผ่านการทดสอบ

วัดระดับภาษาจีนได้แค่ระดับหนึ่งเอง ซึ่งถือว่าต่ำเตี้ยติดดินจริง ๆ

   “พี่อยากให้เฌอเขียนนิยายขึ้นมาสักหนึ่งเรื่องและคุณเฟินเหมยจะนำไปแปลเป็นภาษาจีนจ้ะ”

   “อะไรนะคะ เขียนมาใหม่เหรอคะ” ฉันถามโพล่งออกไปด้วยความตกใจ

และนึกสงสัยในใจว่าทำไมเขาถึงไม่เลือกนิยายไทยแล้วแปลเป็นภาษาจีนแทน

   “สงสัยใช่ไหมจ้ะ ว่าทำไม พี่จะบอกให้ เพราะพี่อยากให้สำนักพิมพ์เรามีเรื่องเป็นของเราเอง อีกอย่างพี่ไม่อยากรับนักเขียนที่พี่ไม่รู้จัก

พี่เห็นว่าในบรรดานักแปลทั้งหมด เฌอดูหน่วยก้านดีสุด อีกอย่างเฌอเคยบอกว่าอยากเขียนหนังสือเองสักเล่มแล้วก็อยากให้มีใครสักคน

นำเรื่องของเฌอมาแปลไม่ใช่เหรอจ้ะ อีกอย่างนะ เฌอยังเคยบอกอีกว่าชอบประเทศไต้หวันมาก ๆ เลยปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า

ซึ่งคุณเฟินเหมยบอกว่าอยากให้เฌอเขียนนิยายขึ้นมาโดยใช้ฉากเป็นประเทศไต้หวันในมุมมองของคนต่างชาติด้วย

ได้ข่าวว่าเฌอจะไปเที่ยวอยู่แล้วก็ถือโอกาสนี้ทำงานให้พี่ด้วยเลย ไปเที่ยวมาแล้วสนุกมากน้อยแค่น้อยก็มาเล่าให้พี่ฟัง ทางสำนักพิมพ์

ยังมีออกค่าเดินทางให้เฌอไปดูงานที่นั่นอีกสักสองสามรอบเพื่องานหนังสือเล่มนี้โดยเฉพาะ” หัวหน้าบก.ร่ายยาวมาก

ถามว่าในตอนที่ได้ฟังฉันรู้สึกอย่างไร บอกได้เลยว่า ตื่นเต้น สมองคิดพล็อตขึ้นมาเป็นฉาก ๆ

พระเอกนางเอกมายืนรอท่าในหัวสมองของฉันเลย แต่ดูยุ่งยากไปหรือเปล่านะ สำหรับการทำหนังสือเล่มนี้ แต่อีกอย่าง

ฉันรู้สึกได้รับเกียรติอย่างบอกไม่ถูก

   “เหมือนเป็นทูตวัฒนธรรมเลยนะคะ”

   “ความสดใหม่ในมุมมองของคนต่างชาติมองประเทศของเรา ย่อมต่างจากคนที่อยู่แล้วมอง ฉันอยากให้คุณเฌอมาร่วมทำงานนี้ด้วย

ยังไงก็ตาม คุณเฌอพอจะมีศิลปินที่คุณเฌอชื่นชอบไหมคะ ถ้าชอบคนไหนดิฉันอนุญาตให้นำคาแรกเตอร์ของเขามาใส่ไว้ได้เลยนะคะ

ส่วนนางเอกดิฉันอยากให้เป็นคนที่ดูเป็นตัวของตัวเอง เรียบง่าย จนไม่คิดว่าใครจะมาตกหลุมรักได้” เฟินเหมยตั้งโจทย์ให้ฉัน

ฉันนิ่งคิดอยู่พักใหญ่

   “ให้ระยะเวลาเท่าไหร่คะ”

   “สักสี่เดือนไหวไหม” หัวหน้าบก.เสนอมา

   “อีกสองเดือนเศษ ๆ เฌอถึงจะเดินทางไปไต้หวัน ตอนนี้คงพอจะทำเรื่องรอไว้ก่อนได้

 ส่วนสถานที่เฌอจะขอไปตรวจความถูกผิดที่นั่นอีกครั้ง” สิ่งที่ฉันพูดออกไปนี่คือการผูกมัดตัวเองเข้าไปในหนังสือเล่มนี้แล้วหรือไงนะ

   “ว่าแต่คุณเฌอชอบศิลปินไต้หวันคนไหนหรือคะ” เฟินเหมยถาม

   “ชอบหรือคะ” ฉันรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วใบหน้าซะอย่างนั้น เกิดอะไรขึ้นนะ มือไม้ฉันสั่นเล็กน้อยเมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้

   “คือ...” ฉันเม้มปาก เหมือนพูดไม่ออกเลยสักนิด

   “อ้อเฌอ เฌอเคยบอกว่าเคยคิดนิยายไว้เรื่องหนึ่งที่อยากจะเขียนชื่อเรื่องอะไรนะ” หัวหน้าบก.ทำหน้าครุ่นคิด

   นี่หัวหน้าบก.จำรายละเอียดของเราได้มากขนาดนี้เลยหรือไง ช่างใส่ใจนักแปลตัวน้อย ๆ อย่างเราเหลือเกิน

   “The secret of love After Christmas Before valentine for 3 days” ฉันพูดชื่อนั้นออกไป

   “น่าสนใจนะ” เฟินเหมยทำเสียงสูงแสดงความดีใจออกมา สีหน้าเธอยิ้มอย่างจริงใจมาก

 ริมฝีปากสีแดงพร้อมรอยยิ้มของเธอและท่าทางภูมิฐานของเธอทำให้ฉันรู้สึกมั่นใจมากขึ้น

   “น่าสนใจจริง ๆ ด้วย พล็อตนั้นจำได้ว่าเป็นเรื่องของคนสองคนที่มีพรหมลิขิตตรงกัน เป็นเรื่องเกี่ยวกับกามเทพด้วยหรือเปล่านะ

 จำได้คร่าว ๆ” หัวหน้าบก. เปรยขึ้นมา

   “เรื่องนี้เฌอพับใส่กรุนานแล้ว แต่ถ้าทุกคนชอบ เฌอจะส่งเรื่องย่อเป็นภาษาอังกฤษให้กับคุณเฟินเหมย

และบก. รีวิวก่อนดีไหมคะ” ฉันนำเสนอ ตอนนี้ไม่รู้ว่าริมฝีปากของฉันนี่ฉีกยิ้มได้กี่องศากันนะ รู้แค่ว่า ตอนนี้ยิ้มจนหน้าตึง ๆ ทีเดียว

เราพูดคุยกันเรื่องสัญญาต่าง ๆ ที่ทางบริษัทยื่นข้อเสนอมาให้ และฉันเองก็ต้องขอนำเอกสารทั้งหมดกลับไปอ่านทบทวนอีกครั้ง

จะว่าไปถ้างานนี้ฟรีฉันคงไม่เสียดายเวลาที่ทำเลยสักนิดเดียว ติดแต่ว่าต้องลางานประจำเพื่อเดินทางไปไต้หวันได้บ่อยและฟรีมากขึ้น

ใครจะไม่รับกันล่ะสำหรับงานอันเป็นที่รักแบบนี้

   คนสองคนที่นึกและคิดถึงในตอนนี้ที่จะช่วยให้งานนี้ของฉันสำเร็จได้ คือ โมริจัง, จูลี่ และ แมทธิว คนในหัวใจของฉัน

 ฉันพูดได้เต็มปากหรือเปล่านะว่า เขาคือแรงบันดาลใจสำคัญของฉัน ความสุข ณ ตอนนี้

ฉันลืมไปเลยถึงเรื่องที่ถูกบอกเลิกแบบไม่ตั้งใจเมื่อเช้านี้ที่ผ่านมา

   “โมริจัง” ฉันเปิดประตูร้านหนังสือเข้าไปพร้อมส่งเสียงเรียกเธออย่างตื่นเต้น

   “ว่ายังไงไม่เจอหน้าเลยนะ” โมริจังวางมือหลังเคาน์เตอร์รีบเดินมาหาฉันถึงหน้าร้าน เรากอดกันเล็กน้อย

   “วันนี้อยากทานอะไร ฟรีสำหรับเฌอสาวสวย กับท่าทางร่าเริงแบบนี้ พี่ไม่เคยเห็นเฌอยิ้มแบบนี้มานานแล้วนะ” โมริจังแอบแซวฉันเล็กน้อย

   ฉันวิ่งไปส่องหน้าตัวเองกับกระจกบานเล็ก ๆ ที่เป็นเครื่องประดับของร้าน

   ดูแววตาของฉันซิ วันนี้ดูมีแววใส ๆ เป็นประกายซุกซนเล็กน้อย รอยยิ้มบนดวงหน้าของฉัน ยิ้มเผยจนแก้มเป็นชมพูใสออกมา

ฉันเสยผมเล็กน้อยและเป่าปากเบา ๆ

   “จริง ๆ แล้วเฌอเป็นคนร่าเริงใช่ไหมโมริจัง” ฉันหันหน้ามาและถามกลับเจ้าของร้านแสนสนิท

   “อืม ตอนที่เรารู้จักกัน ก็เห็นแบบนั้น แต่ช่วงสักปีหลัง ๆ ดูเครียด ๆ นะ

 แต่เอาเป็นว่าถ้ากลับมาเป็นเฌอผู้สดใสน่ารักแบบนี้ได้กลับมาเถอะเป็นตัวของเราเอง และมุ่งหน้าทำในสิ่งที่เป็นตัวเรา”

 โมริจังโอบกอดฉัน กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากตัวเธอทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา

   “วันนี้มีข่าวดีอย่างที่โมริจังคาดเดา” ฉันเดินไปนั่งเก้าอี้หน้าบาร์เครื่องดื่มเพื่อจะได้พูดคุยกับโมริจังและปล่อยให้เธอได้ทำงานด้วย

   “ข่าวดีอะไรว่ามา ยิ้มแบบนี้นี่ แสดงว่าต้องมีอะไรให้พี่ช่วยด้วยหรือเปล่า” โมริจังถามพร้อมกับชงเครื่องดื่มให้กับฉัน

   “รู้ทันทุกทีเลย วันนี้ได้รับสัญญาฉบับใหม่ ทางสำนักพิมพ์จะให้เฌอเขียนงานโดยมีเงื่อนไขนิดหน่อยเกี่ยวกับไต้หวัน
เฟินเหมยนักเขียนชื่อดังเป็นคนสร้างเงื่อนไขการเขียนนี้ขึ้นมา เธออยากให้เฌอเขียนและนำไปแปลเป็นภาษาจีนอีกครั้ง

เธออยากได้มุมมองเรื่องไต้หวันในความรู้สึกของคนต่างชาติเป็นฉากรักในนิยาย แล้วเรื่องนั้นเลยกลายเป็นเหตุให้เฌอ

มีโอกาสบินไปไต้หวันฟรีสามครั้ง เยี่ยมเลยไหมล่ะ” ฉันพูดออกไปด้วยความตื่นเต้นจนช็อคโกแลตที่โมริจังยื่นวางไว้ให้น้ำแข็งเริ่มละลายทีละน้อย ๆ

   “เยี่ยมที่สุดเลย อย่างนี้เรียกว่าได้โชคกี่ต่อกันนะ ได้เขียนหนังสือ ได้ไปไต้หวัน ได้เซ็นสัญญา สามสี่ต่อกันเชียว” โมริจังพูดให้ฉันยิ้มได้อีกครั้ง

   “เรื่องที่เฌอจะเขียนน่ะ มันมีเนื้อหาเกี่ยวกับพรหมลิขิต เฌอจำได้ว่า โมริจังมีหนังสือเกี่ยวกับ เย่วเหล่า ผู้เฒ่าจันทรา

 เฌออยากซื้อหนังสือเล่มนั้น อยากได้ข้อมูล หนังสือเล่มนั้นยังอยู่ไหม” ฉันมองหน้าโมริจังที่ยืนคิดอยู่สักพัก

   “นี่ทำหน้าจริงจังมากเลย” โมริจังเดินไปที่ชั้นหนังสือและหยิบหนังสือเล่มนั้นส่งมาให้ฉัน

   “ฟรีอีกเช่นกัน ถือว่าเป็นของขวัญและช่วยงานนักเขียนหน้าใหม่แล้วกันนะ” โมริจังผู้แสนใจดี ส่งยิ้มพร้อมจับมือของฉัน

   “ทำให้ดีที่สุดนะ” คำพูดสั้น ๆ แต่จริงใจและน้ำเสียงหนักแน่นแบบนี้ เลือดญี่ปุ่นในตัวเธอช่างแสนเข้มข้นยิ่งนัก

   “ว่าแต่บอกข่าวดีกับโทนหรือยัง” คำถามของโมริจังทำเอาฉันแทบสำลักช็อคโกแล็ตเย็นตรงหน้าเลยทีเดียว

   “ยังค่ะ” ฉันตอบสั้น ๆ

   “เขาคงดีใจด้วยนะ ที่มีแฟนทั้งน่ารักและเก่งแบบนี้” โมริจังพูดจบก็เดินไปต้อนรับลูกค้ารายอื่นต่อ

   ฉันนั่งอ่านเรื่องของเฒ่าจันทราอยู่พักใหญ่ บางครั้งอ่านไปก็นึกไปว่า ถ้าฉันได้พบกับเฒ่าจันทราขึ้นมาจริง ๆ ฉันอยากจะขออะไร

 ใช่ โปรแกรมที่ฉันเตรียมไว้สำหรับการไปไต้หวันครั้งนี้ ที่แรกที่ฉันจะไปคือวัดหลงซาน

 ซึ่งที่นี่มีเฒ่าจันทรา ศักดิ์สิทธิ์ในการอธิษฐานขอความรัก บ่อยครั้งฉันอยากถามเหมือนกันว่า รักแท้คืออะไร

 ฉันอยากถามแค่นี้เอง ถึงฉันจะแปลนิยายรัก ถึงฉันจะเขียนนิยายรักได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว

 ฉันเคยได้สัมผัสรักแท้กับคนอื่นเขาบ้างหรือเปล่า

   “เฒ่าจันทรา เลิกกลั่นแกล้งฉันสักทีนะ” ฉันตะโกนออกมาอย่างไม่รู้ตัว

   หนังสือเกี่ยวกับกามเทพเฒ่าที่ฉันอ่านตั้งแต่ช่วงบ่ายล่วงหล่นลงบนเท้าของฉันจนรู้สึกเจ็บ

   เฮ้ย นี่ฉันอ่านจนเผลอหลับไปตอนไหน ตอนนี้อยากแทรกแผ่นดินหนียังไงชอบกล ถ้าแปลงกายเป็นหนอนตัวเล็ก ๆ

 หรือผีเสื้อได้คงบินหนีไปแล้ว สายตาของโมริจัง เด็กในร้าน และ ลูกค้าคนอื่น ๆ มองมายังฉัน ฉันคิดว่า เขาคงไม่ได้มองว่าฉันหลับ

แล้วเผลอทำหนังสือหล่นหรอก แต่เขาคงสงสัยว่า ฉันไปทะเลาะอะไรกับเฒ่าจันทรามาแน่นอนเลย

   อืม อายจังเลย


#หยุดฝันแล้วลงมือทำซะ #นิยายแนวนลินอ่านแล้วอบอุ่นหัวใจ[/color][/size]