ผู้เขียน หัวข้อ: จอมใจเจ้าชีวัน บทที่ ๑  (อ่าน 1560 ครั้ง)

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 350
    • ดูรายละเอียด
จอมใจเจ้าชีวัน บทที่ ๑
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2014, 11:01:00 PM »
:-* :-* :-*บทที่ ๑ อีกกี่ครั้งก็ยังรักเธอออออ  :-* :-* :-*

บทที่ ๑

   ณ เขมรัฐนคร

   แสงแดดสีทองอ่อนละมุนทอทาบเคล้าเคลียยอดไม้ มองดูราวต้นไม้ทองทอดยาวไปตลอดสองข้างทาง เสียงนกน้อยร้องขานขับ แข่งกับเสียงตะโกนประชันกันของเหล่าพ่อค้าแม่ขายที่วางแผงบ้างวางพื้นบ้างเรียงรายเป็นสายตลอดถนน สรรพสินค้ามีให้เลือกทั้งผลหมากรากไม้ ผักสดสารพัน ปลา เนื้อ หลายหลากชนิด ทั้งเก้ง กระต่าย นก หนู ตลอดของป่าหน้าตาแปลกพิศดารก็มีวางขายเกลื่อน

ผ่านอีกย่านเป็นผ้าแพร ผ้าไหมทองดงามแม้จะมาจากฝีมือชาวบ้านธรรมดา ถ้วยโถโอชามวาดลวดลายคล้ายเกล็ดงูสีน้ำตาลแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของเขมรัฐ ประดาผู้ค้าร้องเรียกเชิญชวนคนเดินตลาดให้เข้าเลือกสรรอุดหนุนสินค้าของตนตามอัชฌาสัย ชาวเมืองทั้งหมดทั้งสิ้นราวกับมารวมตัวกันอยู่ในตลาดเมืองเช้าแห่งนี้ ผู้คนจึงพลุกพล่านหาซื้อข้าวของที่ต้องการกันอย่างสนุกสนาน

   สองหนุ่มฉกรรจ์เดินเคียงข้างกันปะปนไปกับหมู่ผู้คน ร่างบึกบึนในชุดเสื้อแขนยาวเนื้อหนาสีน้ำเงินเข้ม กางเกงสีดำยาวกรอมเข่า ดูไม่แตกต่างจากชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป แต่หากใครจะมีแก่ใจสังเกต ก็คงเห็นความผิดแผกจากชาวตลาดอื่นๆ ด้วยกิริยาก้าวย่างองอาจราวนักรบผู้เกรียงไกรของทั้งคู่ หนึ่งหนุ่มนั้นผิวผุดผาดผ่องใส ใบหน้างดงามด้วยเครื่องหน้าหวานละมุนราวอิสตรีมีรอยยิ้มติดปากอยู่เสมอ อีกหนุ่มสูงเสมอกันแต่ผิวเข้มกว่าเล็กน้อย ท่าทางเคร่งขรึมและสอดส่ายสายตาระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา

   “เดินตลาดนี่มันน่าสนุกตรงไหน” ผู้คอยระแวงถามขึ้นอย่างฉิวปนขัน

   “อยากรู้จักเขมรัฐ ก็ต้องรู้จัก ‘คน’ เขมรัฐเสียก่อน ในตลาดผู้คนออกมากหลาย ไม่น่าตื่นตาตื่นใจหรอกหรือ” บุรุษผู้มีใบหน้างามตอบอย่างร่าเริง สายตายังไม่ละจากนานาสินค้าที่วางเรียงรายเป็นทิวแถว

   “มาจ่ายตลาดเป็นแม่ศรีเรือนแบบนี้ ได้รู้จัก ‘คน’ เขมรัฐบ้างหรือยังเล่า” อดจะเหน็บให้ไม่ได้เมื่อเห็นอาการรื่นเริงเกินเหตุของอีกฝ่ายที่คิดพิเรนทร์ชวนมาเดินเที่ยวตลาดยามเช้า คนถูกเหน็บกลับหัวเราะสดใส ไม่นำพาคำค่อน เดินนำเข้าไปชะโงกดูพ่อค้าที่กำลังส่งเสียงร้องชวนลูกค้าให้ลิ้มชิมขนมของตัว

   หนุ่มผู้พี่ต้องกระซิบเตือน “สายมากแล้ว ออกเดินทางกันเลยไม่ดีรึ เจ้าขวัญ”

   “อย่าเพิ่ง อันนี้ดูน่ากิน ขอลองชิมสักคำเป็นไร” คนกำลังเพลิน สนใจก้อนแป้งกลมๆ เท่ากำปั้นเด็กสีเหลืองอร่ามบนเตาไฟมากกว่า ถามคนขาย “พ่อค้า นี่ขนมอะไรรึ”

   นายพ่อค้ามองหน้าคนถามอย่างงงๆ เจ้าหนุ่มนี่ไปอยู่ตรอกใดมา จึงไม่รู้จักขนมพื้นบ้านสามัญเช่นนี้ ดูท่ามันคงเพิ่งอพยพมาอยู่ใหม่กระมัง “เขาเรียกขนมตง ลองชิมสักชิ้นสิแล้วจะติดใจ เอ้า” ว่าพลางเอาไม้จิ้มชิ้นที่สุกแล้วส่งให้

คนรับมาดีใจ ไม่ต้องเสียเงินก็ได้ชิมขนมฟรี คนเขมรัฐนี่น้ำใจงามแท้ ยังไม่ทันจะส่งเข้าปาก เสียงอึกทึกข้างหลังก็เรียกความสนใจให้หันไปมอง

ที่เห็นลิบๆ เป็นกลุ่มฝุ่นฟุ้งกระจายจากปลายฝีเท้าม้านับได้ร่วมสิบตัว ทหารในเครื่องแบบสีขาวควบตะบึงรี่มาทางพวกเขา ชาวบ้านพากันแตกกระเจิงหาที่หลบ ทั้งสองหนุ่มก็ผลุบกายเข้าใต้กำบังของต้นไม้ใหญ่ริมทาง
   
“ทหารม้าเขมรัฐ” คนขรึมเอ่ยเสียงเคร่ง ยืนบังอีกร่างอย่างพร้อมปกป้อง
   
“จะออกไปรบกับใครล่ะนั่น” น้ำเสียงติดจะเยาะหยันมากกว่าอยากรู้จริง ส่งขนมที่อยู่ในมือเข้าปาก
   
กลุ่มทหารม้าลับหายไปจากสายตา สองหนุ่มก้าวออกจากใต้เงาไม้ เพื่อกลมกลืนไปกับฝูงชนที่เคลื่อนกลับเข้ายึดครองตลาดเช้าของพวกเขาคืน ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น เพียงไม่กี่อึดใจ ชาวบ้านร้านตลาดกลับมาตะโกนเชื้อเชิญคนให้ซื้อสินค้ากันอย่างปกติ ไม่มีใครมีทีท่าสนใจหรือใส่ใจกับทหารม้านับสิบที่เพิ่งควบผ่านไป

‘ชาวเขมรัฐช่างอ่อนเดียงสาและประมาทสงครามนัก คงถือดีว่ามีภูมิประเทศเป็นปราการป้องกันภัยรุกรานกระมัง’ บุรุษผู้มีใบหน้างามใคร่ครวญในใจ เป็นที่รู้กันดีว่าเขมรัฐ ดินแดนบนที่ราบสูงแห่งนี้ เป็นยอดวาณิช ถนัดการค้ายิ่งกว่าใครในภูมิภาค
   
ความคิดสะดุดลงเมื่อร่างถูกปะทะอย่างแรงจากด้านหลัง ชายหนุ่มเซไปข้างหน้า มือคว้าด้ามกริชที่เหน็บอยู่ข้างลำตัวทันทีตามสัญชาตญาณนักสู้ ต่อเมื่อตั้งตัวได้และหันหน้าเผชิญกับผู้ลอบทำร้าย กลับพบเพียงร่างบางอ้อนแอ้นที่กองอยู่ตรงพื้น กำลังพยายามหยัดตัวลุกขึ้น
   
ใบหน้านวลกระจ่างดังจันทร์เพ็ญ ดวงตากลมโตแวววาวสอดส่ายไปมาอย่างระแวงภัย คิ้วโก่งมุ่นขมวด แก้มเนียนเปล่งปลั่งแดงระเรื่อ ปากกระจับอวบอิ่มยั่วยวนใจชายนัก แม้เพียงแค่เสี้ยวนาที แต่ราวกับนานนิ่งนับปี ใจชายเต้นแรงเร่าตะลึงมองราวต้องมนต์  มือละจากด้ามกริช รุดเข้าโอบประคองหญิงงาม

   “ปล่อยเรานะ!” นางสะบัดตัวออกอย่างรุนแรง เซถอยไปจนเกือบล้มลงอีกครั้ง เสียงตะคอกนั้นกลับฟังหวานจนใจแกว่ง นึกสงสัยว่านางผู้นี้เป็นมนุษย์สามัญหรือนางแม่มดร้ายกาจที่กำลังร่ายมนต์เสน่ห์ใส่เขากันแน่

   “ข้าแค่อยากช่วยเจ้า” ส่งไมตรีผ่านรอยยิ้มจริงใจ

   “ถ้าจะช่วยก็จงหลีกทาง เรากำลังรีบ” นางส่งสายตาขึงขังตอบแทนไมตรี กระชับผ้าแพรสีดำบนบ่าขึ้นคลุมศีรษะและพลางใบหน้า ก่อนเบี่ยงตัวหลบผละจากไป

   “เป็นอะไรหรือเปล่า” สหายผู้พี่ที่ยืนดูเหตุการณ์ส่งเสียงถามเมื่อขยับมายืนข้างกาย

   “ไม่เป็นไร” สายตายังมองตามหลังร่างบางอ้อนแอ้น ที่หลบหลีกชาวบ้าน หายเข้าตรอกใกล้ๆ ไป

   “สนใจอะไรนางนักหนา”

   “แค่สงสัยน่ะ”

   “สงสัยอะไร”

   “หญิงสาวชาวเขมรัฐ เนื้อตัวหอมละมุนเหมือนนางทุกคนรึเปล่า” สองสหายหัวเราะขึ้นพร้อมกัน

   สองหนุ่มเดินออกจากตลาด หลังสำรวจวิถีการค้าขายของชาวเขมรัฐจนพอใจ พวกเขาเดินเลี้ยวเข้าถนนอีกสายตรงสุดทางตลาดเช้า บ้านเรือนชาวเขมรัฐโดยทั่วไปปลูกสร้างยกพื้นไม่สูงนัก มีฝากระดานหรือไม้ไผ่สานปิดมิดชิด เหลือช่องหน้าต่างบานเล็กให้เปิดอ้าออกได้โดยใช้ไม้ค้ำ หากเป็นเรือนคหบดี ไม้ที่ใช้ทำฝาบ้านก็จะดูแข็งแรงและมีการเล่นลวดลายไม้สลักเป็นกรอบหน้าต่างงดงาม ที่มีเหมือนกันทุกเรือนไม่ว่าของเศรษฐีหรือยาจกคือ ซุ้มเล็กๆ ที่สร้างยื่นออกมาจากตัวบ้าน ใช้เป็นที่สังสรรค์ของสมาชิกในครัว ไม่ก็ผูกเปลไว้นอนเล่นอาบแดดอุ่น

พ้นจากหมู่บ้านออกไป เป็นลานโล่งกว้าง พวกเด็กๆ หลายสิบคนวิ่งเล่นไล่กันอยู่อย่างสนุกสนาน

   “ดูราวกับว่าคนเขมรัฐไม่มีเรื่องใดให้ต้องทุกข์ร้อนใจเอาเสียเลย” บุรุษผู้อาวุโสกว่าเปรยขึ้น รอยยิ้มติดมุมปาก ขณะสายตามองลอยไปยังหมู่สาวชาวบ้านที่กำลังซักผ้าและพูดหัวหยอกเย้ากันอยู่ริมฝั่งลำธาร

   เจ้าขวัญมองตาม ก่อนจะก้าวเดินต่อไปไม่ใส่ใจ “ก็จำต้องทุกข์ร้อนอันใดเล่า พี่การิน ใครจะกล้ารุกรานเขมรัฐรึ” ด้วยวิธีดำเนินการทางการทูตที่เฉียบแหลม ใช้ทรัพย์ในดินอันอุดมไปด้วยทองและอัญมณีมีราคา แลกเปลี่ยนเป็นความช่วยเหลือจากบรรดาเพื่อนบ้าน ในขณะเดียวกันก็ใช้พวกเมืองรอบด้านนั่นเองเป็นกันชนป้องกันการรุกรานจากเมืองอื่น หาก ‘รสิกะ’ ทางตะวันตกจะก่อสงคราม ความช่วยเหลือจาก ‘อรดี’ ทางเหนือและ ‘สิตา’ ทางตะวันออก จะมาโดยทันที เพราะต่างมีสัญญาผูกพันกับเขมรัฐทั้งสิ้น ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

   “อันที่จริง จะว่าไปภูมิประเทศของเขมรัฐก็เป็นชัยภูมิที่เหมาะแก่การตั้งรับมากกว่าก่อการศึกเสียเอง” การินแทบจะหลับตาเห็นภาพแผนที่ของเขมรัฐได้เลยทีเดียว ดินแดนแห่งนี้มีเทือกเขาสูงโอบล้อมรอบ ทั้งทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก เป็นกำแพงธรรมชาติป้องกันศัตรูจากดินแดนอื่น การยกทัพข้ามเขาเพื่อเข้ายึดเมืองเป็นเรื่องยาก เมืองที่อยู่ในพื้นที่สูงกว่าย่อมได้เปรียบอย่างมากในเวลารบ

“เสียงร่ำลือที่ว่า เขมรัฐไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการทหารสักเท่าไหร่ ก็คงจะไม่ห่างความจริงนักหรอก” ภาพชาวเมืองที่ขยันการค้า ไม่มีใครสนใจทหารม้ากลุ่มใหญ่ที่เพิ่งเคลื่อนออกไปนั่นอย่างไร พอจะเป็นเครื่องยืนยันได้บ้าง

“อาจจะเพราะมีแต่ราชินีครองเมืองมาหลายยุคสมัยกระมัง” การินสันนิษฐาน

   เจ้าขวัญจึงยิ้มเยาะ เมื่อเอ่ยขึ้น “ดินแดนต้องคำสาปสินะ”

“ท่านเชื่อเรื่องตำนานคำสาปนั่นรึ”

   ฝ่ายถูกถามเพียงแต่อมยิ้ม ไม่ตอบประการใด หากจะว่าไปแล้ว ราชินีแห่งเขมรัฐทุกพระองค์ล้วนเปี่ยมไปด้วยพระอัฉริยภาพทั้งสิ้น นั่นคงมิใช่ส่วนหนึ่งของคำสาปดอกกระมัง

   “หากเขมรัฐมีทางออกทะเล บ้านเมืองคงเจริญรุดหน้าไปกว่านี้มากนัก อาจจะรุ่งเรืองเกินหน้าใครในภูมิภาคนี้” การินเปรย

   ผู้ฟังได้แต่พยักหน้าเห็นด้วย ก็เพราะเหตุนี้เอง ‘ปาล’ จึงยังพอมีความสำคัญในสายตาเขมรัฐอยู่บ้างธรรมชาติบางคราก็ช่างเล่นตลก สร้างกำแพงภูเขาล้อมเมืองทุกทิศ แต่กลับเปิดช่องเขาให้มีทางผ่านออกสู่โลกภายนอกได้ทางใต้เท่านั้น ราชินีแห่งเขมรัฐทุกยุคสมัยถึงพยายามขอซื้อเมืองท่าของปาล แทนการขออนุญาตผ่านทางที่ต้องเจรจากันทุกสามปี

   “เราเร่งฝีเท้ากันเถิด จะได้ถึงค่ายพักก่อนค่ำ” เจ้าขวัญเสนอ

   “ก็ถ้าไม่ไปมัวเดินชมตลาด ป่านนี้ก็คงไปได้เกือบครึ่งทางแล้ว” การินค่อนให้ และยังผลให้อีกคนหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี

ทั้งสองหนุ่มเดินห่างจากชุมนุมชนมาไกลมากขึ้นเรื่อยๆ และสองข้างทางก็เริ่มเปลี่ยนจากบ้านเรือนเป็นหมู่ต้นไม้ใหญ่น้อย ทึบบ้าง โปร่งบ้าง เสียงพูดคุยของผู้คนแปรเปลี่ยนเป็นเสียงสนทนาของเหล่านกกาประจำถิ่น

   “กรี๊ด!!! ช่วยด้วย!!”

เสียงหวีดร้องของหญิงสาวดังแผดแทรกเสียงนกป่า จนคนทั้งสองสะดุ้ง หยุดการสนทนา เหลียวซ้ายหันขวาอย่างตื่นตัว

   “เสียงมาจากทางนั้น!!” เจ้าขวัญเอ่ยก่อนจะวิ่งนำไป

   หญิงสาวดิ้นรนสุดแรงเกิดปัดป่ายมือหยาบช้าที่พยายามรุกรานนาง เสียงหัวเราะย่ามใจดังมาจากชายร่างใหญ่ที่คร่อมทับนางอยู่ทำให้ไม่สามารถขยับหนีไปไหนได้

   “อย่าดิ้นไปเลยนังหนู เดี๋ยวข้าจะพาเอ็งไปสวรรค์” เสียงใหญ่หื่นกระหายยังไม่ทำให้หวาดหวั่นเท่าความรู้สึกของชายที่แข็งตึงตรงต้นขา กระตุ้นให้นางทั้งดิ้นทั้งร้องทุบตีอย่างสุดกำลัง เพื่อหวังให้หลุดพ้นจากเคราะห์กรรมที่ใกล้เข้ามาทุกขณะจิต

   “หยุดสักที นังนี่!!” เสียงตะวาดลั่นอย่างเหลืออดที่คนงามเอาแต่สะดีดสะดิ้ง ฝ่ามือสะบัดแรงลงบนแก้มสาวจนหน้าหัน เลือดซึมออกมาทางมุมปาก ชายกักขฬะหัวเราะย่ามใจพยายามปลดกระดุมเสื้อที่ปิดมิดจนถึงคอ หวังจะเชยชมเนื้อใน อีกฝ่ายก็ดิ้นรนสุดแรงเกิดกรีดร้องอย่างรังเกียจสัมผัสรุกรานต่ำทราม

   “ดิ้นมากนักนะมึง” คำรามอย่างรำคาญเต็มที่ หมัดหนักกระทุงเข้าที่ท้อง ยังผลให้ร่างเล็กจุกจนร้องไม่ออก น้ำตารินเมื่อนึกถึงชะตากรรมที่กำลังจะเผชิญ

   แต่แล้ว จู่ๆ ร่างใหญ่กลับยกตัวขึ้นปล่อยนางเป็นอิสระ สัญชาตญาณสั่งให้รีบหนี รวบรวมเรี่ยวแรงที่ยังพอมี พลิกตัวตะเกียกตะกายคลานไปจนชิดโคนไม้ใหญ่ ได้ยินเสียงผรุสวาทของใครสักคนหรืออาจจะหลายคนดังอยู่ใกล้ๆ เมื่อเริ่มตั้งสติได้ สายตาเริ่มมองเห็นภาพเจ้าคนชั่วกำลังโดนกระหน่ำด้วยหมัดลุ่นๆ จากอีกร่างที่สูงใหญ่กว่า หน้าหงายถูกกระชากกลับมารับเข่าหนักกระแทกเข้าปลายคางจนผงะหงายไปอีกครั้ง เลือดแดงเป็นทางจากจมูกและปากเปรอะเลอะเต็มทั่วใบหน้า แต่ก็ยังพยายามหยัดกายโงนเงนขึ้นยืน มือสองข้างของคนที่ยืนค้ำอยู่จึงประสานทุบลงไปที่ต้นคอ ยังผลให้ร่างโซเซฟุบคว่ำลงแนบพื้นอย่างง่ายดาย ชายอีกคนที่ไม่รู้โผล่มาจากทิศใด เข้าประชิดไม่รอช้า นั่งคร่อม จิกผมจนหน้าเลิ่กขึ้น มีดเล่มยาวปาดคอหอยอย่างรวดเร็ว เลือดสาดพุ่งกระจายเป็นสายราวน้ำพุ

   “ไม่!!!!” หญิงสาวกรีดร้องกับภาพน่ากลัวตรงหน้าอย่างขวัญเสีย ฟุบหน้าลงบนฝ่ามือ เกิดมาในชีวิตไม่เคยพบเจอความป่าเถื่อนโหดร้ายเพียงนี้ หวาดกลัวจนไม่กล้าลุกยืนหรือวิ่งหนี ได้แต่นั่งตัวงอสั่นสะอื้น น้ำตาแห่งความตระหนกไหลหลั่งพรั่งพรู สัมผัสอุ่นที่ต้นแขนนั่นเองที่เหมือนเครื่องกระตุ้นเตือนว่า เจ้าฆาตกรโหดได้มาถึงตัวนางแล้ว รีบดิ้นรนสะบัดหนีลนลาน

   “อย่า อย่า อย่าทำอะไรเราเลย เรากลัวแล้ว” เสียงร้องของคนขวัญเสียบาดเข้าไปลึกถึงหัวใจ ยิ่งใบหน้าโชกน้ำตานั้นเงยขึ้น ใจชายก็แทบจะหยุดเต้นด้วยสงสารหนักหนา ดวงตาเป็นประกายเชิดหยิ่งที่เขาพบเมื่อครู่ในตลาดเช้าถูกกระชากหายไปสิ้น เหลือเพียงแววหวาดผวาราวกวางน้อยโชคร้ายที่มาปะเข้ากับเสือหิว

   “ไม่ต้องกลัว ข้ามาช่วยเจ้า” น้ำเสียงปราณี หวังปลอบประโลมเรียกขวัญที่กระเจิงหาย แต่นางกลับยิ่งสะอื้นหนัก น่าสงสารจับใจ “ไม่มีอะไรแล้ว มันตายแล้ว”

   นางกระถดกายหนี มองบุรุษทมิฬตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจ “เจ้าฆ่าเขา!” เหลือบเห็นสหายอีกคนของเขากำลังเช็ดมีดเปื้อนเลือดด้วยใบไม้ หญิงสาวค่อยๆ หยัดตัวขึ้นยืน สายตาไม่ละจากคนทั้งคู่ ประสบการณ์เลวร้ายที่เพิ่งผ่านมา ทำให้ไม่กล้าไว้ใจใครอีก คิดเพียงอย่างเดียวว่าต้องหนีจากที่ตรงนี้ หนีให้ไกลและเร็วที่สุด หากเพียงแค่หันหลังยังไม่ทันก้าว สติก็ดับวูบ ร่างทรุดลงไปกองแทบพื้น


   เสียงสนทนาของใครบางคนดังอยู่ใกล้ๆ ฟังจับไม่ได้ศัพท์ รู้แต่เป็นเสียงผู้ชาย ผู้ชายที่ไหนจะมาพูดคุยอยู่แถวนี้ หญิงสาวค่อยลืมตาขึ้นช้าๆ ผ้าม่านไหมสีชมพูสดหายไปไหน ทำไมกลับกลายเป็นสีเขียวสว่างไปด้วยแสงจ้าเช่นนี้ นางกะพริบตาถี่ๆ แลตระหนักว่าไม่ได้อยู่ในห้องนอนของตนเอง ความทรงจำเริ่มตื่นขึ้นเป็นฉากๆ ภาพชายกักขฬะนั่นฉุดลากนางเข้าไปในพงหญ้าและพยายามจะข่มเหง ภาพการต่อสู้ดุเดือด ชายชั่วโดนเตะต่อยจนฟุบ และเชือดคออย่างอำมหิต

   “กรี๊ด!!!!” นางผุดลุกขึ้นนั่ง ภาพเลือดติดตา เลือดสีแดงสาดฉานไปทั่ว แม้จะปิดตาส่ายหน้าสลัดไล่อย่างไรก็ยังชัดเจน

ชายหนุ่มที่นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่างกระโจนเข้ากอดร่างบางสั่นเทานั้นไว้ในอ้อมอก กระซิบปลอบแผ่วเบา “ไม่มีอะไรน่ากลัว สาวน้อย เจ้าปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ”

เสียงปลอบประโลมอ่อนโยนเหลือเกิน แผ่วนุ่มหวานละมุนราวมิได้มาจากลิ้นมนุษย์ หรือเจ้าฆาตกรนั่นสังหารนางสิ้นเสียแล้ว ฤๅนางกำลังอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า เทวาเอื้อเฟื้ออ้อมอกอุ่นให้นางเป็นเกราะกันภัย ความหวาดกลัวเรื่องเลวร้าย ดูจะมลายหายไปในฉับพลัน ความรู้สึกแปลกๆ เข้ามาแทนที่ โหยหา อิ่มเอมใจ ราวได้หวนกลับไปยังสถานที่ที่จากมานานแสนนาน

   นางหลับตาซุกใบหน้าในอ้อมอกนั้น ลมหายใจเริ่มผ่อนเข้าออกสม่ำเสมอ ในขณะที่รู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นเป็นจังหวะช้าลง หูกลับได้ยินเสียงตึกตักอยู่ใกล้ น่าแปลก เทวดาก็มีหัวใจเต้นแรงราวชาวพิภพสามัญหรือไร รู้สึกถึงน้ำหนักคางที่กดเบาๆ ตรงกลางกระหม่อม ลมแผ่วเบาเป่ารดเป็นจังหวะบนศีรษะ นางไล้เรียวนิ้วไปตามท่อนแขน เนื้ออุ่น นุ่ม เหลือเชื่อ เหมือนมนุษย์เกินกว่าจะเป็นเทพเทวา ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความละอายในความใกล้ชิด รีบดันร่างออกจากอ้อมกอด

สายตาสบเข้ากับแววหวานละมุนที่จ้องตอบมา รอยยิ้มละไมประดับอยู่บนเรียวปากอิ่มสวยได้รูป นางเคยพบรอยยิ้มแบบนี้... ใช่แล้ว บุรุษหนุ่มที่นางพบในตลาดเช้าโดยอุบัติเหตุ ราวมีกระแสไฟประหลาดไหลซ่านจากมือที่ยังเกาะกุมนางอยู่ หญิงสาวปลดมือทั้งสองออกจากแขน ขยับถอยห่างมากขึ้น บุรุษป่าเถื่อนผู้นี้กับเพื่อนของเขามิใช่รึที่สังหารคนโดยเลือดเย็นเมื่อครู่

หากใจหนึ่งก็สะท้อนถามตนเอง หากมิได้พวกเขาทั้งสอง นางจะเป็นเยี่ยงไร คงหมดศรีด้วยราคีที่เจ้าคนชั่วนั่นหักหาญ แลคงไม่มีหน้ากลับไปรับความเวทนาจากใครได้อีก หนทางเดียวที่เหลือคงหมายถึงการปลิดลมหายใจตนเองไปให้พ้นมลทิน แม้จะเตือนตนเช่นนั้น แต่ภาพการฆ่าที่น่าหวาดผวาก็ยังคงชัดเจนแม้ในยามหลับตา

   “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง หิวหรือไม่”

นางส่ายหน้า

   “หรือจะนอนต่ออีกก็ได้ ข้าจะนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ๆ”

นางส่ายหน้าอีกครั้ง เสียงหวานไพเราะ ดวงตาคมวาวที่แฝงแววหยอกเย้าของเขา ทำเอาใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

   “เจ้ากำลังจะไปไหนรึ ทำไมเดินทางกลางป่าคนเดียว” 

นางยังคงนิ่งเงียบ ด้วยไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายเรื่องราวต่อคนแปลกหน้านี้ได้อย่างไร อีกทั้งนางจะวางใจเชื่อสุ้มสำเนียงอ่อนโยนนั่นได้แค่ไหน ดูรึก่อนหน้านี้ นางเพียงเข้าไปขอความช่วยเหลือถามทาง แต่คำตอบที่ได้จากเจ้าหนุ่มชาวบ้านท่าทางใจดีกลับกลายเป็นการโดนมันทำร้าย นางจะวางใจคนเพียงดูจากภายนอกมิได้เสียแล้ว

   “ถ้าข้าไม่เคยได้ยินเสียงเจ้าร้อง ข้าคงนึกว่าเจ้าเป็นใบ้”

   “เราไม่ได้เป็นใบ้!” นางส่งเสียงเข้มตอบกลับอย่างไม่ชอบใจในข้อกล่าวหานัก แต่เสียงแข็งของสาวน้อยกลับฟังละมุนละไมในโสตของชายหนุ่ม ทำให้เขารู้สึกอยาก ‘ล้อเล่น’ กับนางมากขึ้นอีก

   “นั่นนะสินะ เสียงเจ้าออกจะหวาน เจ้าชื่ออะไร สาวน้อย”

   “อย่าบังอาจเรียกเราว่าสาวน้อย” ยิ่งเสียงนางขุ่นเขียว เขายิ่งยิ้มพอใจ ท่าทางเจ้ายศเจ้าอย่างแบบตอนที่พบกันในตลาดเช้ากลับมาอีกครั้ง จมูกรั้นเชิดนิดๆ นั่น น่าหยิกเล่นเสียจริงเชียว

   “ดุจริง แล้วตกลงเจ้าชื่ออะไรล่ะ”

   “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อเรา” นางสะบัดหน้าหนีจนน่ากลัวคอจะเคล็ดเอาได้ง่ายๆ

   “ข้าช่วยเจ้าไว้นะ ชีวิตเจ้าเป็นของข้า” เขากระซิบข้างหูนาง แม้จะเป็นเพียงคำพูดล้อเล่น มันกลับชัดเจนจริงจังในความรู้สึกจนน่าตระหนก

   “บังอาจ!!” ฝ่ามือบางสะบัดลงบนใบหน้าชายหนุ่ม นางเหลือบเห็นสหายเขาอีกคนที่นั่งห่างออกไป ขยับตัวลุกขึ้น ใจหายวาบ นางอาจโดนฆ่าอย่างง่ายดายเหมือนเจ้าคนชั่วนั่น แต่เรื่องจะให้ใครมาหยามหมิ่นศักดิ์ศรี สู้ตายเสียยังดีกว่า

   “ร้ายอย่างนี้น่าจะปล่อยให้ไอ้ชั่วนั่นจัดการเสียก็ดี” เขาเปรย ยกมือขึ้นลูบรอยตบ รอยยิ้มยังพราวอยู่บนใบหน้า

   “เจ้า!” มือนางยกขึ้นอีกครั้ง หวังจะสยบปากร้ายของคนตรงหน้าให้จงได้ ไม่เคยมีครั้งใดที่ใครจะกล้าดูแคลนนางถึงเพียงนี้ แต่มือแข็งแกร่งคว้าข้อมือบางไว้ได้ทัน นางยกมืออีกข้างขึ้น แล้วก็เหมือนยกขึ้นมาส่งให้มือเขา รับไปกุมแน่นอย่างง่ายดาย

   “ไม่มีครั้งที่สองแล้ว สาวน้อย”

   “เจ้าคนป่าเถื่อน ปล่อยเรานะ” แม้จะพยายามดิ้นรน แต่ก็ไม่เป็นผล ข้อมือเขาทั้งสองข้างแข็งดังคีมเหล็ก

   “ข้าป่าเถื่อนตรงไหนไม่ทราบ” น้ำเสียงนั้นไม่ได้เกรี้ยวกราด แต่หยอกเย้าจนหญิงสาวยิ่งทวีความโกรธ

   “เจ้าฆ่าคนตาย พวกเจ้าเป็นฆาตกร” นางตะโกนใส่หน้าอย่างเหลือทน

   แต่เขากลับหัวเราะอย่างเห็นขันในท่าทีของนาง “นี่เจ้ากำลังปกป้องคนที่ทำร้ายเจ้ารึ”

   หญิงสาวเม้มปากแน่น น้ำเสียงเยาะหยัน ช่างน่ารังเกียจนัก ดวงตาพราวที่ทำให้หวั่นไหวเมื่อครู่ ยามนี้ดูน่าหมั่นไส้จนอยากจะหาอะไรมาจิ้มปิดเสียนัก แม้เจ้าคนชั่วร้ายนั่นจะทำเลว แต่ก็ไม่ควรโดนประหารอย่างโหดร้ายราวคนป่า ไร้อารยะ มันควรถูกส่งตัวไปรับโทษทัณฑ์ตามกติกาบ้านเมืองต่างหากจึงจะถูก

ชายหนุ่มแสร้งส่งสายตาโลมไล้ไปทั่วตัวนาง “หรือว่า...เจ้าเองก็ชอบใจที่...”

   “หยาบช้า! ต่ำทรามที่สุด เจ้ามันคนใจร้าย ใจสกปรก ความคิดเจ้าก็สกปรก เจ้า..อุ๊บ” ถ้อยคำใดๆ มิอาจหลุดรอดออกมาได้อีก เพราะปากบางถูกปิดด้วยริมฝีปากนุ่มที่ส่งสัมผัสร้อนรุนแรง จนคนโดนจู่โจมไร้เรี่ยวแรงต้านทาน หัวใจก็ราวกับหยุดเต้นไปชั่วขณะ

ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกอย่างเสียดายแกมตระหนกกับอาการสั่นไหวในห้วงอก นึกค่อนตนเองอย่างขันๆ ที่อดใจไว้ไม่ไหว นี่คงเพราะห่างหายจากอิสตรีมานาน รีบปล่อยมือทั้งสองข้างจากนาง กระแอมก่อนพูดเสียงแสร้งให้ขึงขัง

   “บทเรียนแรกสำหรับเจ้า อย่าได้เนรคุณลบหลู่ผู้ที่ช่วยชีวิต”

   หญิงสาวจ้องมองเขานิ่งงัน ตระหนกเกินกว่าจะโกรธขึ้ง สติกลับคืนเรือนเมื่อสายตาที่เลื่อนลอยนั้น สะดุดเข้ากับการเคลื่อนไหวของอะไรบางอย่างอยู่ลิบๆ

   “ราชอาชา…”

   เสียงขมุบขมิบจากปากสาวน้อย ไม่ได้ใกล้เคียงคำพูดที่เจ้าขวัญคาดการณ์ไว้สักนิด ร่างบางโผนลุกขึ้น วิ่งผลุบหายเข้าไปในพงหญ้าข้างทาง เขามองตามร่างอรชรของสตรีที่เพิ่งประทับจูบด้วยความลืมตัวเมื่อครู่ งุนงงกับท่าทางผลุนผลันและคำพูดเลื่อนลอยราวคนละเมอของนาง แต่ก่อนจะวิ่งตามไป เสียงตึกตักหนักๆ จากด้านหลังก็ทำให้ชะงัก กลุ่มทหารม้ากำลังควบเข้ามาใกล้ หากจะหลบตอนนี้ คงยิ่งเป็นที่น่าสงสัยมากกว่า เขาเหลือบมองการินที่ยืนอยู่ไม่ห่างมาก เห็นฝ่ายนั้นมองมาอยู่ก่อนแล้ว

การินเดินเข้ามายืนเคียง “มัวแต่ทำความรู้จักคนเขมรัฐจนได้เรื่อง”

   “ไม่มีอะไรหรอกน่า” คนโดนบ่นยังมีรอยยิ้มพรายติดบนปากอิ่ม

   ทหารสามนายควบม้าเข้ามาใกล้มากขึ้น พวกเขาได้แต่ภาวนาว่าพวกมันจะผ่านเลยไป แต่เหมือนคำภาวนาจะไร้ผล ม้านำหยุดลงตรงเบื้องหน้าเขาทั้งสอง ส่งผลให้ตัวอื่นหยุดตาม

   “พวกเจ้าสองคนมาจากไหน จะไปไหนกัน” น้ำเสียงวางอำนาจส่งมาจากชายฉกรรจ์บนหลังม้า

   “พวกเรามาจากชายแดน” เจ้าขวัญตอบพร้อมรอยยิ้มเย็น ไม่มีท่าทางกริ่งเกรงทหารตัวโตที่ยืนม้าอยู่ไม่ห่าง

   “พวกเจ้าลักลอบเข้าเมืองมารึ” เสียงขุ่นเข้มของทหารม้ากับท่าทางกระชับอาวุธ ทำให้การินรีบพูดแทรกขึ้น 

   “หาไม่ขอรับ พวกข้าน้อยเป็นชาวเขมรัฐ หากแต่ค้าขายอยู่ชายแดนโน่น เรามาติดต่อหาสินค้าไปขายขอรับท่านนายทหาร” การินคิดว่าน่าจะเจรจาเองเสียดีกว่า หากปล่อยให้บุรุษผู้น้องคุย เรื่องอาจจะลุกลาม จนไม่ได้กลับค่ายวันนี้เป็นแน่

   “แล้วไหนล่ะ สินค้าของพวกเจ้า” นายทหารใหญ่มองไปรอบๆ อย่างจับผิด

   “เราเพียงรับคำสั่งให้มาหาดูสินค้าเท่านั้นขอรับ เจ้านายใหญ่ของเราจะมาทำการซื้อขายด้วยตัวเองภายหลังจากที่เรากลับไปรายงาน นี่ก็กำลังจะเดินทางกลับน่ะท่านนายทหาร”

บุรุษบนหลังม้าพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะเอ่ยถาม “เจ้าสองคนเห็นหญิงสาว เดินทางลำพังผ่านมาทางนี้บ้างหรือไม่” ทั้งสองหนุ่มหันมองหน้ากัน แสร้งทำท่าครุ่นคิด

   “ไม่มีนะ ข้าไม่เห็น เจ้าล่ะเห็นไหม”

   “ข้าก็ไม่เห็นเหมือนกัน” เจรจาตอบกันราวคนซื่อ

   เมื่อไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการ นายทหารคนสำคัญจึงเลิกสนใจ แต่ก็ไม่ลืมกำชับ “ถ้าเจ้าเห็นสตรีรุ่น เดินทางคนเดียวผ่านมาทางนี้ จงรีบนำตัวส่งทางการทันที ถ้าใช่คนที่เรากำลังตามหา จะมีเงินรางวัลให้อย่างงาม”

   “แล้วพวกเราจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าสตรีรุ่นนางไหนที่ท่านกำลังตามหา” เจ้าขวัญถามยิ้มๆ ต้องการการยืนยันว่าใช่คนที่หลบในพุ่มไม้ด้านหลังเขาหรือไม่

แต่รอยยิ้มบนใบหน้างามราวสตรีนั้นกลับดูยียวนชวนรำคาญใจ น้ำเสียงโอหังไม่มีความยำเกรงนั่นยิ่งแล้ว ก่อกวนโทสะให้ขึ้นได้ง่ายๆ เสียงตอบจึงติดจะขุ่นและขวาง “นางมิใช่สตรีชาวบ้านธรรมดา ใครเห็นก็ต้องรู้ เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะเขลาเซ่อจนดูไม่ออก”

การินรีบขยับขึ้นบังหน้าเกรงเจ้าขวัญจะโต้คารมจนต้องออกกำลังกับเหล่าทหารม้าโดยไม่จำเป็น “ขอรับนายท่าน” ตอบรับพลางโค้งให้อย่างนอบน้อม

นายทหารม้ามองไปยังท่ายืนจังก้าของอีกหนุ่มที่มองตอบสายตาอย่างไม่เกรงกลัว มันน่าจักสั่งสอนให้สำนึกตนเสียบ้าง แต่เพราะยังมีภารกิจต้องติดตามคนหายจึงตัดสินใจชักม้าวิ่งผ่านพวกเขาไป

   หญิงสาวค่อยๆ คลานออกจากที่ซ่อน ถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นฝุ่นฝีเท้าม้าสงบลง ไม่เห็นวี่แววของ ‘ราชอาชา’ สักตัวหลงเหลืออยู่

   “เรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อย สาวน้อย” ร่างบางปลิวตามแรงฉุดกระชากจากมือที่แข็งแรงกว่า นางยอมตามอย่างว่าง่าย หากต้องการหลบเหล่าราชอาชาให้พ้นจนไปถึงจุดหมาย นางอาจจำเป็นต้องใช้เขา
 


โปรดติดตามตอนต่อไป

ไอวินทร์

  • นักข่าว
  • Sr. Member
  • *
  • กระทู้: 291
    • ดูรายละเอียด
Re: จอมใจเจ้าชีวัน บทที่ ๑
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2014, 11:39:06 PM »
โปรดติดตามตอนต่อไป

เจอประจำ อันเนี่ย  อย่าหลอกเค้านะตะเอง

ฮ่าๆ   

นักข่าวมะกอก มาเช็กอินก่อน
Licht und Schatten トーキョーグール-