ผู้เขียน หัวข้อ: จอมใจเจ้าชีวัน บทที่ ๒  (อ่าน 370 ครั้ง)

buddy

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 244
    • ดูรายละเอียด
จอมใจเจ้าชีวัน บทที่ ๒
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2014, 01:41:12 PM »
บทที่ ๒

เสียงสนทนาของใครบางคนดังอยู่ใกล้ๆ ฟังจับไม่ได้ศัพท์ รู้แต่เป็นเสียงผู้ชาย ผู้ชายที่ไหนจะมาพูดคุยอยู่แถวนี้ หญิงสาวค่อยลืมตาขึ้นช้าๆ ผ้าม่านไหมสีชมพูสดหายไปไหน ทำไมกลับกลายเป็นสีเขียวสว่างไปด้วยแสงจ้าเช่นนี้ นางกะพริบตาถี่ๆ แลตระหนักว่าไม่ได้อยู่ในห้องนอนของตนเอง ความทรงจำเริ่มตื่นขึ้นเป็นฉากๆ ภาพชายกักขฬะนั่นฉุดลากนางเข้าไปในพงหญ้าและพยายามจะข่มเหง ภาพการต่อสู้ดุเดือด ชายชั่วโดนเตะต่อยจนฟุบ และเชือดคออย่างอำมหิต

   “กรี๊ด!!!!” นางผุดลุกขึ้นนั่ง ภาพเลือดติดตา เลือดสีแดงสาดฉานไปทั่ว แม้จะปิดตาส่ายหน้าสลัดไล่อย่างไรก็ยังชัดเจน

   ชายหนุ่มที่นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่างกระโจนเข้ากอดร่างบางสั่นเทานั้นไว้ในอ้อมอก กระซิบปลอบแผ่วเบา “ไม่มีอะไรน่ากลัว สาวน้อย เจ้าปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ”

   เสียงปลอบประโลมอ่อนโยนเหลือเกิน แผ่วนุ่มหวานละมุนราวมิได้มาจากลิ้นมนุษย์ หรือเจ้าฆาตกรนั่นสังหารนางสิ้นเสียแล้ว ฤๅนางกำลังอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า เทวาเอื้อเฟื้ออ้อมอกอุ่นให้นางเป็นเกราะกันภัย ความหวาดกลัวเรื่องเลวร้าย ดูจะมลายหายไปในฉับพลัน ความรู้สึกแปลกๆ เข้ามาแทนที่ โหยหา อิ่มเอมใจ ราวได้หวนกลับไปยังสถานที่ที่จากมานานแสนนาน

   นางหลับตาซุกใบหน้าในอ้อมอกนั้น ลมหายใจเริ่มผ่อนเข้าออกสม่ำเสมอ ในขณะที่รู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นเป็นจังหวะช้าลง หูกลับได้ยินเสียงตึกตักอยู่ใกล้ น่าแปลก เทวดาก็มีหัวใจเต้นแรงราวชาวพิภพสามัญหรือไร รู้สึกถึงน้ำหนักคางที่กดเบาๆ ตรงกลางกระหม่อม ลมแผ่วเบาเป่ารดเป็นจังหวะบนศีรษะ นางไล้เรียวนิ้วไปตามท่อนแขน เนื้ออุ่น นุ่ม เหลือเชื่อ เหมือนมนุษย์เกินกว่าจะเป็นเทพเทวา ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความละอายในความใกล้ชิด รีบดันร่างออกจากอ้อมกอด

   สายตาสบเข้ากับแววหวานละมุนที่จ้องตอบมา รอยยิ้มละไมประดับอยู่บนเรียวปากอิ่มสวยได้รูป นางเคยพบรอยยิ้มแบบนี้... ใช่แล้ว บุรุษหนุ่มที่นางพบในตลาดเช้าโดยอุบัติเหตุ ราวมีกระแสไฟประหลาดไหลซ่านจากมือที่ยังเกาะกุมนางอยู่ หญิงสาวปลดมือทั้งสองออกจากแขน ขยับถอยห่างมากขึ้น บุรุษป่าเถื่อนผู้นี้กับเพื่อนของเขามิใช่รึที่สังหารคนโดยเลือดเย็นเมื่อครู่

   หากใจหนึ่งก็สะท้อนถามตนเอง หากมิได้พวกเขาทั้งสอง นางจะเป็นเยี่ยงไร คงหมดศรีด้วยราคีที่เจ้าคนชั่วนั่นหักหาญ แลคงไม่มีหน้ากลับไปรับความเวทนาจากใครได้อีก หนทางเดียวที่เหลือคงหมายถึงการปลิดลมหายใจตนเองไปให้พ้นมลทิน แม้จะเตือนตนเช่นนั้น แต่ภาพการฆ่าที่น่าหวาดผวาก็ยังคงชัดเจนแม้ในยามหลับตา

   “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง หิวหรือไม่”

   นางส่ายหน้า

   “หรือจะนอนต่ออีกก็ได้ ข้าจะนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ๆ”

   นางส่ายหน้าอีกครั้ง เสียงหวานไพเราะ ดวงตาคมวาวที่แฝงแววหยอกเย้าของเขา ทำเอาใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

   “เจ้ากำลังจะไปไหนรึ ทำไมเดินทางกลางป่าคนเดียว” 

   นางยังคงนิ่งเงียบ ด้วยไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายเรื่องราวต่อคนแปลกหน้านี้ได้อย่างไร อีกทั้งนางจะวางใจเชื่อสุ้มสำเนียงอ่อนโยนนั่นได้แค่ไหน ดูรึก่อนหน้านี้ นางเพียงเข้าไปขอความช่วยเหลือถามทาง แต่คำตอบที่ได้จากเจ้าหนุ่มชาวบ้านท่าทางใจดีกลับกลายเป็นการโดนมันทำร้าย นางจะวางใจคนเพียงดูจากภายนอกมิได้เสียแล้ว

   “ถ้าข้าไม่เคยได้ยินเสียงเจ้าร้อง ข้าคงนึกว่าเจ้าเป็นใบ้”

   “เราไม่ได้เป็นใบ้!” นางส่งเสียงเข้มตอบกลับอย่างไม่ชอบใจในข้อกล่าวหานัก แต่เสียงแข็งของสาวน้อยกลับฟังละมุนละไมในโสตของชายหนุ่ม ทำให้เขารู้สึกอยาก ‘ล้อเล่น’ กับนางมากขึ้นอีก

   “นั่นนะสินะ เสียงเจ้าออกจะหวาน เจ้าชื่ออะไร สาวน้อย”

   “อย่าบังอาจเรียกเราว่าสาวน้อย” ยิ่งเสียงนางขุ่นเขียว เขายิ่งยิ้มพอใจ ท่าทางเจ้ายศเจ้าอย่างแบบตอนที่พบกันในตลาดเช้ากลับมาอีกครั้ง จมูกรั้นเชิดนิดๆ นั่น น่าหยิกเล่นเสียจริงเชียว

   “ดุจริง แล้วตกลงเจ้าชื่ออะไรล่ะ”

   “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อเรา” นางสะบัดหน้าหนีจนน่ากลัวคอจะเคล็ดเอาได้ง่ายๆ

   “ข้าช่วยเจ้าไว้นะ ชีวิตเจ้าเป็นของข้า” เขากระซิบข้างหูนาง แม้จะเป็นเพียงคำพูดล้อเล่น มันกลับชัดเจนจริงจังในความรู้สึกจนน่าตระหนก

   “บังอาจ!!” ฝ่ามือบางสะบัดลงบนใบหน้าชายหนุ่ม นางเหลือบเห็นสหายเขาอีกคนที่นั่งห่างออกไป ขยับตัวลุกขึ้น ใจหายวาบ นางอาจโดนฆ่าอย่างง่ายดายเหมือนเจ้าคนชั่วนั่น แต่เรื่องจะให้ใครมาหยามหมิ่นศักดิ์ศรี สู้ตายเสียยังดีกว่า

   “ร้ายอย่างนี้น่าจะปล่อยให้ไอ้ชั่วนั่นจัดการเสียก็ดี” เขาเปรย ยกมือขึ้นลูบรอยตบ รอยยิ้มยังพราวอยู่บนใบหน้า

   “เจ้า!” มือนางยกขึ้นอีกครั้ง หวังจะสยบปากร้ายของคนตรงหน้าให้จงได้ ไม่เคยมีครั้งใดที่ใครจะกล้าดูแคลนนางถึงเพียงนี้ แต่มือแข็งแกร่งคว้าข้อมือบางไว้ได้ทัน นางยกมืออีกข้างขึ้น แล้วก็เหมือนยกขึ้นมาส่งให้มือเขา รับไปกุมแน่นอย่างง่ายดาย

   “ไม่มีครั้งที่สองแล้ว สาวน้อย”

   “เจ้าคนป่าเถื่อน ปล่อยเรานะ” แม้จะพยายามดิ้นรน แต่ก็ไม่เป็นผล ข้อมือเขาทั้งสองข้างแข็งดังคีมเหล็ก

   “ข้าป่าเถื่อนตรงไหนไม่ทราบ” น้ำเสียงนั้นไม่ได้เกรี้ยวกราด แต่หยอกเย้าจนหญิงสาวยิ่งทวีความโกรธ

   “เจ้าฆ่าคนตาย พวกเจ้าเป็นฆาตกร” นางตะโกนใส่หน้าอย่างเหลือทน

   แต่เขากลับหัวเราะอย่างเห็นขันในท่าทีของนาง “นี่เจ้ากำลังปกป้องคนที่ทำร้ายเจ้ารึ”

   หญิงสาวเม้มปากแน่น น้ำเสียงเยาะหยัน ช่างน่ารังเกียจนัก ดวงตาพราวที่ทำให้หวั่นไหวเมื่อครู่ ยามนี้ดูน่าหมั่นไส้จนอยากจะหาอะไรมาจิ้มปิดเสียนัก แม้เจ้าคนชั่วร้ายนั่นจะทำเลว แต่ก็ไม่ควรโดนประหารอย่างโหดร้ายราวคนป่า ไร้อารยะ มันควรถูกส่งตัวไปรับโทษทัณฑ์ตามกติกาบ้านเมืองต่างหากจึงจะถูก

   ชายหนุ่มแสร้งส่งสายตาโลมไล้ไปทั่วตัวนาง “หรือว่า...เจ้าเองก็ชอบใจที่...”

   “หยาบช้า! ต่ำทรามที่สุด เจ้ามันคนใจร้าย ใจสกปรก ความคิดเจ้าก็สกปรก เจ้า..อุ๊บ” ถ้อยคำใดๆ มิอาจหลุดรอดออกมาได้อีก เพราะปากบางถูกปิดด้วยริมฝีปากนุ่มที่ส่งสัมผัสร้อนรุนแรง จนคนโดนจู่โจมไร้เรี่ยวแรงต้านทาน หัวใจก็ราวกับหยุดเต้นไปชั่วขณะ

   ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกอย่างเสียดายแกมตระหนกกับอาการสั่นไหวในห้วงอก นึกค่อนตนเองอย่างขันๆ ที่อดใจไว้ไม่ไหว นี่คงเพราะห่างหายจากอิสตรีมานาน รีบปล่อยมือทั้งสองข้างจากนาง กระแอมก่อนพูดเสียงแสร้งให้ขึงขัง

   “บทเรียนแรกสำหรับเจ้า อย่าได้เนรคุณลบหลู่ผู้ที่ช่วยชีวิต”

   หญิงสาวจ้องมองเขานิ่งงัน ตระหนกเกินกว่าจะโกรธขึ้ง สติกลับคืนเรือนเมื่อสายตาที่เลื่อนลอยนั้น สะดุดเข้ากับการเคลื่อนไหวของอะไรบางอย่างอยู่ลิบๆ

   “ราชอาชา…”

   เสียงขมุบขมิบจากปากสาวน้อย ไม่ได้ใกล้เคียงคำพูดที่เจ้าขวัญคาดการณ์ไว้สักนิด ร่างบางโผนลุกขึ้น วิ่งผลุบหายเข้าไปในพงหญ้าข้างทาง เขามองตามร่างอรชรของสตรีที่เพิ่งประทับจูบด้วยความลืมตัวเมื่อครู่ งุนงงกับท่าทางผลุนผลันและคำพูดเลื่อนลอยราวคนละเมอของนาง แต่ก่อนจะวิ่งตามไป เสียงตึกตักหนักๆ จากด้านหลังก็ทำให้ชะงัก กลุ่มทหารม้ากำลังควบเข้ามาใกล้ หากจะหลบตอนนี้ คงยิ่งเป็นที่น่าสงสัยมากกว่า เขาเหลือบมองการินที่ยืนอยู่ไม่ห่างมาก เห็นฝ่ายนั้นมองมาอยู่ก่อนแล้ว

   การินเดินเข้ามายืนเคียง “มัวแต่ทำความรู้จักคนเขมรัฐจนได้เรื่อง”

   “ไม่มีอะไรหรอกน่า” คนโดนบ่นยังมีรอยยิ้มพรายติดบนปากอิ่ม

   ทหารสามนายควบม้าเข้ามาใกล้มากขึ้น พวกเขาได้แต่ภาวนาว่าพวกมันจะผ่านเลยไป แต่เหมือนคำภาวนาจะไร้ผล ม้านำหยุดลงตรงเบื้องหน้าเขาทั้งสอง ส่งผลให้ตัวอื่นหยุดตาม

   “พวกเจ้าสองคนมาจากไหน จะไปไหนกัน” น้ำเสียงวางอำนาจส่งมาจากชายฉกรรจ์บนหลังม้า

   “พวกเรามาจากชายแดน” เจ้าขวัญตอบพร้อมรอยยิ้มเย็น ไม่มีท่าทางกริ่งเกรงทหารตัวโตที่ยืนม้าอยู่ไม่ห่าง

   “พวกเจ้าลักลอบเข้าเมืองมารึ” เสียงขุ่นเข้มของทหารม้ากับท่าทางกระชับอาวุธ ทำให้การินรีบพูดแทรกขึ้น 

   “หาไม่ขอรับ พวกข้าน้อยเป็นชาวเขมรัฐ หากแต่ค้าขายอยู่ชายแดนโน่น เรามาติดต่อหาสินค้าไปขายขอรับท่านนายทหาร” การินคิดว่าน่าจะเจรจาเองเสียดีกว่า หากปล่อยให้บุรุษผู้น้องคุย เรื่องอาจจะลุกลาม จนไม่ได้กลับค่ายวันนี้เป็นแน่

   “แล้วไหนล่ะ สินค้าของพวกเจ้า” นายทหารใหญ่มองไปรอบๆ อย่างจับผิด

   “เราเพียงรับคำสั่งให้มาหาดูสินค้าเท่านั้นขอรับ เจ้านายใหญ่ของเราจะมาทำการซื้อขายด้วยตัวเองภายหลังจากที่เรากลับไปรายงาน นี่ก็กำลังจะเดินทางกลับน่ะท่านนายทหาร”

   บุรุษบนหลังม้าพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะเอ่ยถาม “เจ้าสองคนเห็นหญิงสาว เดินทางลำพังผ่านมาทางนี้บ้างหรือไม่” ทั้งสองหนุ่มหันมองหน้ากัน แสร้งทำท่าครุ่นคิด

   “ไม่มีนะ ข้าไม่เห็น เจ้าล่ะเห็นไหม”

   “ข้าก็ไม่เห็นเหมือนกัน” เจรจาตอบกันราวคนซื่อ

   เมื่อไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการ นายทหารคนสำคัญจึงเลิกสนใจ แต่ก็ไม่ลืมกำชับ “ถ้าเจ้าเห็นสตรีรุ่น เดินทางคนเดียวผ่านมาทางนี้ จงรีบนำตัวส่งทางการทันที ถ้าใช่คนที่เรากำลังตามหา จะมีเงินรางวัลให้อย่างงาม”

   “แล้วพวกเราจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าสตรีรุ่นนางไหนที่ท่านกำลังตามหา” เจ้าขวัญถามยิ้มๆ ต้องการการยืนยันว่าใช่คนที่หลบในพุ่มไม้ด้านหลังเขาหรือไม่

   แต่รอยยิ้มบนใบหน้างามราวสตรีนั้นกลับดูยียวนชวนรำคาญใจ น้ำเสียงโอหังไม่มีความยำเกรงนั่นยิ่งแล้ว ก่อกวนโทสะให้ขึ้นได้ง่ายๆ เสียงตอบจึงติดจะขุ่นและขวาง “นางมิใช่สตรีชาวบ้านธรรมดา ใครเห็นก็ต้องรู้ เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะเขลาเซ่อจนดูไม่ออก”

   การินรีบขยับขึ้นบังหน้าเกรงเจ้าขวัญจะโต้คารมจนต้องออกกำลังกับเหล่าทหารม้าโดยไม่จำเป็น “ขอรับนายท่าน” ตอบรับพลางโค้งให้อย่างนอบน้อม

   นายทหารม้ามองไปยังท่ายืนจังก้าของอีกหนุ่มที่มองตอบสายตาอย่างไม่เกรงกลัว มันน่าจักสั่งสอนให้สำนึกตนเสียบ้าง แต่เพราะยังมีภารกิจต้องติดตามคนหายจึงตัดสินใจชักม้าวิ่งผ่านพวกเขาไป

   หญิงสาวค่อยๆ คลานออกจากที่ซ่อน ถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นฝุ่นฝีเท้าม้าสงบลง ไม่เห็นวี่แววของ ‘ราชอาชา’ สักตัวหลงเหลืออยู่

   “เรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อย สาวน้อย” ร่างบางปลิวตามแรงฉุดกระชากจากมือที่แข็งแรงกว่า นางยอมตามอย่างว่าง่าย หากต้องการหลบเหล่าราชอาชาให้พ้นจนไปถึงจุดหมาย นางอาจจำเป็นต้องใช้เขา
 


โปรดติดตามตอนต่อไป

:-* รอบที่แล้วลงถึงบทที่ ๒ ดูสิคราวนี้จะลงได้ถึงบทไหน  ::)