ผู้เขียน หัวข้อ: ท้องฟ้าของเรา - บทที่ 6  (อ่าน 673 ครั้ง)

nalin

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 22
    • ดูรายละเอียด
ท้องฟ้าของเรา - บทที่ 6
« เมื่อ: ตุลาคม 24, 2015, 09:17:00 AM »
บทที่ 6
   ฉันกำโทรศัพท์มือถือไว้แน่น บอกไม่ถูกนะว่าจะกดโทรศัพท์หาเขาดีไหมในตอนนี้

   “ป้าเฌอ ป้าเฌอ” เสียงเรียกเล็ก ๆ ของหลานชายวัยสี่ขวบดังขึ้นพร้อมเสียงเคาะประตู

   ฉันรีบปาดน้ำตา สกัดกั้นอารมณ์ทุกอย่างและเดินไปเปิดประตู

   “หิวแล้วครับ ป้าเฌอแต่งตัวเสร็จหรือยัง”

   “เสร็จแล้วครับ เป็นไงป้าเฌอสวยไหมคะ” ฉันนั่งลงคุกเข่ากอดและหอมเขา ฉันไม่รู้ว่าอ้อมแขนของฉันคือการกอดหรือการรัดตัวเขา

 เหมือนกำลังโหยหาอะไรบางอย่าง

   “ป้าเฌอ หายใจไม่ออก”

   “ครับ ๆ ขอโทษครับ เดี๋ยวหยิบกล้องกับกระเป๋าสตางค์ก่อนก็ไปได้” ฉันรีบเดินไปหยิบสัมภาระทั้งหมด

   “ป้าเฌอไม่ต้องเอากระเป๋าสตางค์ไปครับ เดี๋ยวคุณพ่อก็จ่ายเองแหละ”  เด็กน้อยพูดจบก็กระโดดขึ้นเล่นบนเตียงอย่างสนุกสนาน

   “แหมดูพูดเข้า” ย่าหลานเล่นกันสนุกสนาน เพราะเจ้าหลานตัวแสบอยู่ในวัยกำลังซน ทั้งคำพูดคำจาก็เก็บรวบจากผู้ใหญ่แล้วมา

ประติดประต่อเป็นถ้อยคำของตัวเอง ฉันมองภาพแห่งความสนุกสนาน เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และความห่วงใยจากคนรอบข้างทั้งที่จริง

ความสุขรออยู่ตรงหน้า ถ้าไม่มีเขาสักคนชีวิตและหัวใจฉันอาจจะเบาลงแบบที่รู้สึกก่อนหน้านี้ก็ได้นะ แต่แค่ตอนนี้ต้องบอกกับตัวเองว่า

ไม่มีเขาแล้วเท่านั้นเอง

   ในตอนนั้นฉันนึกถึงข้อความใต้ภาพตอนที่จูลี่และครอบครัวไปเยี่ยมญาติเมืองไทจง ภาพนั้นทุกคนยิ้มแย้ม เธอบรรยายว่า

 “ในเมื่อเรามีครอบครัวแสนสุขแบบนี้แล้ว ทำไมเรายังต้องมีใครอีกล่ะ แค่นี้ก็พอแล้ว ฉันรักครอบครัวของฉัน”

 ฉันยิ้มออกมาน้ำตาคลอหน่วย คิดทบทวนกลับไปว่า ก็คงจริงนะ เพราะเขาทำให้เราไม่รู้จักคำว่า ครอบครัวอีกเลย เขารักฉันคนเดียวจริง ๆ

 รักแบบไม่เผื่อแผ่ให้คนในครอบครัวที่ฉันรัก แต่ในความรักของเขา ก็ไม่เคยดึงฉันเข้าไปเป็นสมาชิกของครอบครัวของเขาเลย

   “ป้าเฌอ” เด็กน้อยวิ่งมาดึงมือ

   “ครับป้าเฌอพร้อมแล้ว พวกเราไปทานให้ท้องตึงเลยนะ” ฉันอุ้มเขาขึ้นมา

   “ท้องตึง ตลกจังเลย ท้องตึง ท้องตึง” เด็กน้อยได้ยินคำแปลก ๆ ก็พูดไปหัวเราะไปอย่างสนุกสนาน

   ในคืนนั้นเหมือนฉันจะดื่มมากไปนะ ก็ขำตัวเองเหมือนกัน ทุกคนถามว่าทำไมดื่มเยอะ ฉันคงตอบได้ว่า บรรยากาศพาไป

แต่ก็ไม่ได้เมามายขนาดควบคุมตัวเองไม่ได้หรอกนะ พอกลับถึงห้องฉันก็นอนหลับสบายตื่นมาฉันก็โพสต์รูปครอบครัวของฉันในโซเชียล

พร้อมบรรยายใต้ภาพว่า ครอบครัวของฉัน แหมเหมือนประชดเลย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันทำนะ ในช่วงแต่งงานมาเก้าปี

ไม่สามารถทำอะไรแบบนี้ได้หรอก ตื่นเช้ามาฉันเปลี่ยนชุดออกไปวิ่งแถวริมชายหาด ต่อด้วยว่ายน้ำ ว่ายน้ำ เสร็จภารกิจเรียกเหงื่อ

ก็ชวนแม่ไปนวดสปาต่อ รู้สึกสบายตัวสบายใจ มีอีกหนึ่งสิ่งคือ การทำใจเมื่อกลับไปอยู่ในบ้านที่ไม่มีเขา ไม่มั่นใจตัวเองนะว่า

จะผ่านพ้นภาพความทรงจำนั้นไปได้มากน้อยเท่าใด แต่ฉันจะระลึกถึงความสุขที่รออยู่เบื้องหน้าของฉัน ก่อนก้าวเท้าเข้าบ้าน

 ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่

   “โชคดีนะทุกคน Good luck alls” ข้อความบรรยายใต้ภาพ ขณะนั้นเขาถือไวน์แก้วใหญ่ แก้มแดงเล็กน้อย อิริยาบถ

เดียวกับภาพของฉันที่โพสต์เมื่อคืน แต่ข้อความของฉันคือ “ขอให้ฉันมีความสุข Wish me happiness”
   ฉันยิ้มและเปิดประตูบ้านเข้าไป กลิ่นภายในบ้าน ภาพความทรงจำทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่มีเขาแล้ว

ฉันท่องอยู่ในใจ “นี่บ้านของเรา นี่บ้านของเรา” ฉันเดินสำรวจไปทั่ว ๆ เสื้อผ้าและของที่เขาสะสมหายไป หายไป และ หายไป

คืนนั้นฉันนอนไม่ค่อยหลับ แปลงาน หรือทำงานต่อไม่ได้ เปิดเพลงฟังมันยิ่งเพิ่มความเศร้ามากเข้าไปอีก

   จูลี่โทรศัพท์หาฉันเหมือนรู้ใจ ฉันส่งเสียงสั่นเครือกลับไป เธอถามฉันอยู่หลายรอบว่าเป็นอะไร แต่ฉันตอบไม่ได้จริง ๆ

ได้แต่พูดว่าขอโทษ คืนนี้ฉันไม่พร้อมจะพูดคุย จูลี่ส่งเสียงกังวลกลับมา แต่เธอเข้าใจง่ายไม่เซ้าซี้อะไรมากนัก

   วันเวลาผ่านไปฉันไม่ได้โทรศัพท์หาพี่โทน และ พี่โทนไม่ได้โทรศัพท์หาฉันเลย เรียกง่าย ๆ ว่า เราขาดการติดต่อกัน

ไปโดยอัตโนมัติ ไม่มีการถามหากันถึงเหตุผลใด ฉันเก็บตัวเหมือนกบอยู่ใต้กะลาทำงานเขียนหนังสือ ช่วงบทที่ห้าเป็นต้นไป

บก. ให้ฉันเขียนแค่ภาษาไทยเท่านั้นไม่ต้องแปลภาษาอังกฤษ เรื่องแปลเอาไว้ให้เรื่องภาษาไทยกับสำนวนเข้าที่ก่อนค่อยแปลทีเดียว

วันเสาร์บ่ายก็แบ่งเวลาไปเรียนภาษาจีนสมองมันยังตื้อ ๆ บอกไม่ถูก คำศัพท์อะไรหรือขีดเขียนยังไงออกเสียงยังไงดูท่า

สมาธิจะไม่มีเท่าไหร่นัก ฉันเลิกเล่นโซเชียลพร้อม ๆ กับเลิกกับพี่โทนเลย ฉันปิดทุกการสื่อสารยกเว้นจะมีเสียงโทรศัพท์เรียกเข้า

จากบรรณาธิการเท่านั้นเอง รวมถึงเพื่อน ๆ ฉันก็ไม่รับนัดใคร เพราะฉันขี้เกียจตอบคำถาม โชคดีหนึ่งอย่างคนในบ้านไม่เคยถามเรื่องนี้เลย

เสมือนว่ามันไม่เกิดอะไรขึ้น แต่เวลาฉันไม่อยู่ก็ไม่รู้ว่าครอบครัวของฉันคุยถึงฉันว่าอย่างไรบ้าง รู้แต่แม่กลับมานอนที่บ้านของฉันบ่อยขึ้น

แต่ฉันก็ไม่พร้อมจะคุยอะไรกับใครเท่าไหร่นัก

   “แม่พรุ่งนี้จะไปเที่ยวแล้วนะ” ฉันเดินไปทานข้าวบ้านน้องชายของฉัน

   “อ้าวไปกับใครล่ะ”

   “ไปคนเดียวไม่ต้องห่วงหรอก ทุกอย่างจองหมดแล้ว ประเทศนี้เขาปลอดภัยนะ สอบถามจากเพื่อน ๆ ที่เคยไปคนเดียวแล้ว

เขาบอกว่าไม่น่ากลัว อีกอย่างก็นัดเพื่อนที่นั่นไว้” ฉันตักข้าวคำโตเข้าปากตัวเองเลียนแบบเจ้าหลานชายตัวเล็ก เขาหัวเราะและยิ้ม

อย่างสนุกสนานกับท่าทางตลกที่เราชอบทำร่วมกัน

   “ยังไงก็ติดต่อกลับมาบ่อย ๆ” เชนน้องชายของฉันคงรู้สึกห่วงพี่สาวคนนี้ขึ้นมา

   “แน่นอน เดี๋ยวไปซื้อซิมที่นั่นแล้วจะโทรศัพท์กลับมา” ฉันยิ้มให้กับทุกคน

   “ดูแลตัวเองดี ๆ แล้วกัน กลับมาเป็นลูกคนเดิมของแม่” แม่พูดแค่นี้ เขื่อนน้ำตาที่กักน้ำตาไว้มานานมันแทบแตก  บางทีฉันอาจ

จะแกล้งทำไม่รู้สึกถึงความอึดอัดภายในใจของแม่ แต่จริง ๆ แล้วความรู้สึกของแม่คงเช่นกันมันคงอยากจะทะลักออกมา แม่หันมากอดฉัน

 ข้าวจานนั้นมันเลยนิ่งค้าง สุดท้ายแล้วทำนบน้ำตาของฉันก็แตกกระจาย ฉันร้องไห้ไม่หยุด ฉันรู้ว่าฉันทำให้ทุกคนอึดอัดและเสียใจมากแค่ไหน

 แต่คืนนี้พวกเราขอกอดคอกันแล้วร้องไห้ก็พอแล้ว เด็กน้อยร้องไห้ตามผู้ใหญ่ไปด้วย ฉันสัญญากับตัวเองเลย ต่อไปฉันจะเข้มแข็งมาก ๆ

 จะคิดให้เยอะ ๆ ไม่ตามใจตัวเองอีกแล้ว

   เช้ามืดของการเดินทางซึ่งเป็นวันก่อนวันเกิดของฉันสองวัน เชนขับรถไปส่งฉันที่สนามบินพร้อมกระเป๋าเดินทางและกระเป๋าเป้บนหลัง

ฉันพกเพื่อนแก้หว้าเหว่ไว้หนักพอตัว ทั้งโน้ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือ สมุดโน้ต ยาดมยาลมยาหม่องยารักษาโรคฉุกละหุกที่บั่นทอนกำลัง

การเที่ยวของฉันไว้พร้อม และ หนังสือของเขาสองเล่มก็ไม่รู้จะหอบไปให้หนักทำไม ตอนนี้ก็ไม่รู้จริง ๆ นะว่าเขาทำอะไรอยู่ที่ไหน

หรือไปทำงานต่างประเทศไม่รู้เลยจริง ๆ แต่สาวน้อยจูลี่เป็นคนเดียวที่ฉันนัดกับเธอไว้ แม่ฝากน้องชายบอกเตือนฉันมากมาย

แต่ทั้งหมดคือความห่วงใย

   “เฌอไม่เป็นไรหรอกนะ อย่าคิดมาก” เชนพูดกับฉันสั้น ๆ เขาเป็นคนพูดน้อย ฉันพยักหน้าหงึก ๆ บางครั้งฉันก็ทำตัวเหมือน

จะเป็นน้องสาวของเขาอยู่เรื่อยไป ด้วยบุคลิกภาพของเขา ผสมกับหน้าตาหรือเปล่านะ ที่หลายคนมักจะทักว่าฉันเป็นน้องสาวของเขาเสมอ

เรื่องนี้ยินดีเลยทีเดียว แต่ในความจริงแล้วเชนรู้ดีว่าฉันเป็นคนขี้แยมากน้อยเพียงใด ฉันเก็บอารมณ์ได้แบบนี้นับว่าเก่งแล้ว ทำยังไงได้นะ

ฉันไม่อยากให้ทุกคนไม่สบายใจ เราสองคำร่ำลากันเล็กน้อย ฉันนั่งรอเวลาเครื่องบินจะออก พร้อมทั้งกับรอพี่โทนด้วย

ฉันส่งตัวเครื่องบินไปให้เขาไม่รู้ว่าเขายังอยากจะไปเที่ยวกับฉันหรือเปล่า จนเสียงประกาศเรียกฉันยังไม่ลุกรอจนเกทใกล้ปิดฉันก็รีบลุกไป

เขาไม่มาตามนัด เราคงจบกันแล้วจริง ๆ ฉันนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างบอกกับตัวเองไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ว่า “ไม่มีเขา ไม่มีเขา”

พูดกับตัวเองแบบนี้ทุกวัน เรียกความเข้มแข็งให้ตัวเองทุกวัน จนถึงตอนนี้สมองยังคงว่างเปล่า

ฉันนั่งมองท้องฟ้าสีฟ้าสดในเช้าวันนี้มันสดใสรอต้อนรับฉัน ขณะเครื่องบินกำลังรวบรวมพลังจะเหิรฟ้า ฉันเหมือนรวมพลังไปด้วยกับมัน

ถึงเวลาแล้วสินะที่ฉันจะต้องเข้มแข็งสักที การไปเที่ยวครั้งนี้ฉันจะมีอายุสามสิบแปดปีแล้ว ฟังดูแก่ชะมัดเลย แต่เอาน่า

ชีวิตมันต้องมีอะไรดี ๆ ซินะ

   “Welcome to my new life” ฉันพูดกับตัวเองตอนเครื่องบินเริ่มติดลมบนเรียบร้อยแล้ว เครื่องบินมันบินนิ่มมาก

ฉันนั่งสมองว่างเปล่าพร้อมน้ำตาพรั่งพรูเมื่อคิดถึงพ่อกับแม่ แม้ว่าครอบครัวเราจะไม่สมบูรณ์แต่ทั้งสองคนก็ไม่ได้เลิกกันอย่างที่ฉันเป็นเลย

น้ำตามันกลบทั้งสองเปลือกตาแล้วก็หลับไป

   “นี่แม่หนู เธอจะแวะไปหาฉันไหม” เสียงใครมาเรียกฉันอยู่ข้าง ๆ หูนะ คนกำลังนอนหลับสบายเลย ฉันเหมือนมองเห็น

ภาพตัวเองนอนหลับบนฟูกนอนที่ใดสักแห่ง

   “หยุดเรียกได้ไหม ง่วงนอนมากรู้ไหม อยากหลับอีกสักพัก” ฉันตอบไปทั้งที่รู้สึกว่าเปลือกตาลืมแทบไม่ขึ้น แต่ภาพที่เห็นมันคุ้น ๆ

ฉันพยายามฝืนตัวเองลืมตาขึ้นมา

   “คุณตาเป็นใครแล้วเข้ามาในห้อง...” ฉันเหลือบซ้ายแลขวา ห้องนอนใครกัน เหมือนห้องคอนโดแบบสตูดิโอไม่ใหญ่มาก

ผ้าปูฟูกนอนสีเทาดำเข้มแบบสีโปรดของฉัน แต่ไม่มีโอกาสได้ใช้กับห้องนอนของตัวเอง ผนังห้องสีเทาอ่อน ๆ

   “เฮ้ย ที่นี่ที่ไหน” ฉันลุกขึ้นยืนข้างเตียงหันซ้ายแลขวา หัวใจเหมือนหล่นไปตาตุ่ม

   “อ้าวก็แม่หนูร่ำร้องอยากจะมา ตกลงว่าจะแวะไปหาฉันไหม”

   “คุณตาเป็นใคร” ฉันเห็นเงาลาง ๆ เหมือนคนแก่หลังค้อม ๆ ถือไม่เท้า

   “ปรากฏตัวให้หนูเห็นซิคะ มีแต่หมอกเต็มไปหมดหนูจะรู้ได้ยังไงว่าคุณตาเป็นใคร” ฉันตะโกนแบบนั้น

   “เดี๋ยวเราก็ได้เจอกันแล้ว”

   “เจอกันหมายความว่ายังไง” ฉันลงนั่งพิงหัวเตียงกอดหมอนบนเตียงไว้แน่น เหมือนกับมันเป็นเกาะกำบังภัย

   “ฉันคือคนที่หนูชอบว่าอยู่บ่อย ๆ ว่า ชอบกลั่นแกล้งหนูยังไง จำไม่ได้หรือไง”

   “อะไรนะ”

   “ใช่ฉันคือคนนั้นแหละ” แล้วหมอกหนา พร้อมเงาลาง ๆ ของคนแก่หลังค้อมพร้อมไม้เท้าหายไปในพริบตา

   “เฒ่าจันทรา เฒ่าจันทรารอหนูด้วย รอด้วยค่ะ รอด้วย”

   “รอ...”
 
   “คุณคะ คุณคะ” เสียงเรียกของผู้หญิง
 
   “เออ...คือ” ฉันรีบเอาผ้าห่มคลุมไปทั้งศีรษะนี่ฉันทำบ้าอะไรอีกแล้ว ทำไมต้องละเมออีกแล้ว โดยเฉพาะกับเฒ่าจันทรา

ฉันมีปัญหาอะไรมากมายนักหรือไงนะ เบื่อตัวเองเสียจริง ๆ เลย

   ฉันเดินก้มหน้าก้มตาออกจากที่นั่งและเดินไปตามทาง ผ่านกรมตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อย แล้วแวะซื้อซิมโทรศัพท์มือถือ

พร้อมสัญญาณอินเตอร์เน็ท ฉันกำลังรวบรวมพลังความกล้าออกจากเทอร์มินอล แต่ตอนเดินไปก็เห็นผู้คนกำลังวิ่งตามใครสักคน

ที่เดินออกมาก่อนฉันไม่นาน บางทีอาจจะเป็นศิลปินก็เป็นได้นะ ฉันเห็นหลังเขาไว ๆ กำลังขึ้นไปนั่งบนรถส่วนตัวที่มารอรับด้านหน้า

คงจะเหมือนเวลาที่เรานั่งดูภาพแฟนคลับมารอรับแมทธิว แต่ชายคนนั้นจะใช่เขาหรือเปล่า โถสายตาสั้นและเอียงมองไปไม่ชัด

 ป้ายพวกนั้นส่ายไปมาวิ่งกันกรูไปทางเดียว ส่วนฉันเลี้ยวมาขึ้นมินิบัสไปต่อรถไฟใต้ดิน ฉันขี้เกียจนั่งรถบัสกลัวว่ารถจะติด

 เลยยอมเสียเงินขึ้นรถไฟหัวกระสุนที่แสนวิ่งเร็วทันใจแล้วมาเปลี่ยนสถานีที่ไทเปเมนสเตชั่นซึ่งเป็นสถานที่คล้าย ๆ หมอชิต เอกมัยบ้านเรา

 แต่ที่นี่รวมทุกการสัญจรไว้หมด จากนั้นฉันแวะไปพักกระเป๋าที่โรงแรม ทั้งหมดทั้งมวลนี่ตื่นเต้นเป็นบ้า ทั้งที่เตรียมตัวมาดี ข้อมูลแน่นปึ๊ก

 พอส่งภาษาจีนแบบเด็กอนุบาลออกไป พลเมืองแห่งไต้หวันผู้แสนโอบอ้อมอารีก็ส่งสำเนียงจีนมาแบบระดับด็อกเตอร์เลย ฉันนี้อึ้งหูดับ

 ลิ้นแข็ง กระทันหัน ได้แต่เอ่ออ่า แล้วบอกให้เขาพูดช้า ๆ หน่อย ริอาจจะลองวิชาซะอย่างนั้น บ้านเมืองเขาดูสงบเงียบนะ

 ระหว่างทางยังมองไม่เห็นความทันสมัยเท่าไหร่ แต่ยิ่งนั่งรถไฟฟ้าเข้าเมืองมากขึ้นธรรมชาติ เทคโนโลยี ผู้คนเริ่มเจริญหูเจริญตามากขึ้น

 กว่าจะถึงโรงแรมแถวซีเหมินเติงจวนประมาณบ่ายสามโมง ฉันโทรศัพท์รายงานตัวกับแม่ให้ท่านสบายใจและเล่าสิ่งรอบตัวให้ท่านฟัง

 เพื่อให้ท่านสบายใจสิบเท่าร้อยเท่าเลย ฉันออกไปสำรวจรอบโรงแรมซื้อของฝากในโรงแรมย่านวัยรุ่น ฉันไม่เคยไปญี่ปุ่น

 แต่เขาว่าที่นี่คือมินิโตเกียว มันคงจริงนะ รองเท้าหลายยี่ห้อซื้อฝากตัวเอง ซื้อฝากน้องชาย และซื้อฝากพี่โทน ฉันหยิบมาให้เขาหนึ่งคู่

ช่างมันเถอะไหน ๆ มาแล้วส่งไปรษณีย์จากไต้หวันถึงเมืองไทยเลยแล้วกัน ซื้อเสร็จฉันแวะที่ทำการไปรษณีย์ส่งของกลับเมืองไทย

ให้เขาเลยตัดภาระไม่ต้องมองกันให้ช้ำชอกใจ ขณะนั่งรอเจ้าหน้าที่จัดการธุระเรื่องส่งของให้ฉัน ด้วยความตัวสูงของฉันก็มองเห็นเด็กวัยรุ่น

กำลังนั่งเล่นทวีตเตอร์จีนอยู่ เดือนกว่า ๆ แล้วที่ฉันไม่ได้เข้าไปอัพเดทข้อมูลเลย ฉันแอบชะเง้อมอง จริง ๆ จะมองทำไมก็ไม่รู้ซินะ

 ในมือตัวเองก็เล่นได้ ฉันเห็นภาพแมทธิวที่สนามบิน ฉันคงอยากหัดพูดจีนฉันถามน้องสาวสองคนนั้นว่า

“ภาพแมทธิวไปไหนมาคะ”

“แมทธิวกลับมาวันนี้ค่ะ” เธอตอบกลับมา

“กี่โมงคะ”

“ตอนสักเที่ยงกว่า ๆ”

ฉันยิ้มแสดงว่าภาษาจีนพอสื่อสารได้ ฉันอยากจะร้องไห้ ผู้ชายที่เห็นหลังไว ๆ ตัวสูง ใส่หมวกแก๊ปสีดำ ผิวขาว เดินเร็ว ๆ คนนั้น

“ขอร้องไห้แป๊ป ฉันพลาดอีกแล้ว” ฉันพร่ำเบา ๆ และส่งยิ้มให้สองสาว
    
 ต่อจากนั้นฉันช้อปปิ้งอย่างบ้าคลั่งเรียกว่าแบบนั้น จนลืมเรื่องน้ำหนักกระเป๋าตอนขากลับเลย มันคงเป็นนิสัยผู้หญิงมั้งเวลาอกหัก

ไม่หาอะไรกินก็ช้อปปิ้ง ฉันซื้อของกระจายและหาของอะไร กินมันทุกอย่าง และไม่พลาด ชานมไข่มุก บะหมี่ หรือ ไก่ทอดยี่ห้อดัง

 พรุ่งนี้มีคิวติ่มซำ ชาบู และอื่น ๆ  ต่อคิวนานแค่ไหนก็ยอม เหนื่อยโฮกหิ้วของพะรุงพะรังกลับถึงห้องก็จวนสามทุ่ม นั่งแช่ขาในอ่างอาบน้ำ

 โชคดีไม่ได้จองโฮสเทลไม่งั้นล็อกเกอร์คงไม่พอวางของ ห้องนอนสำหรับสองคนแต่นอนคนเดียว ตอนนี้ของเกลื่อนห้องเลย

 นี่ฉันเก็บกดมาจากไหน พรุ่งนี้เช้าจะย้ายโรงแรมด้วย

“เออชีวิตแย่ แต่สนุกว่ะ” ฉันตะโกนคนเดียวในห้อง ดื่มเบียร์ผลไม้ของไต้หวันรสชาติดื่มง่ายนุ่มคอ พอหมดกระป๋อง

 ฉันนอนแผ่หลาลงบนเตียงนอนแสนนุ่มและหลับไป พร้อมรับวันสดใสในวันรุ่งขึ้น

กริ๊ง กริ๊ง เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือปลุกฉันตื่น แต่เวลานั้นสำหรับตื่นไปทำงานตีห้าของประเทศไทย คือ หกโมงเช้าของไต้หวัน

“ตายแล้วลืมปรับเวลา สายแล้ว ๆ” ไต้หวันเวลาเร็วกว่าประเทศไทยหนึ่งชั่วโมง ฉันตั้งใจจะไปถึงวัดหลงซานตอนหกโมงครึ่ง
 
นี่ฉันตื่นสายจากเวลาที่ตั้งไว้ไม่เผื่อเวลาหลงทางเลย ฉันรีบจัดแจงตัวเองตอนแรกตั้งใจจะหอบกระเป๋าไปเลยเพราะคิดว่า

ไปวัดช่วงเช้าคนจะได้ไม่เยอะแล้วนี่ก็ใกล้เทศกาลตรุษจีนคนอาจจะเยอะเหมือนวัดมังกรบ้านเราก็ได้ ฉันรีบไปเพราะอยากมีเวลา

เคลียร์อะไรนิดหน่อย ณ วัดแห่งนั้น สุดท้ายแล้วเลยตัดสินใจไปวัดก่อนแล้วค่อยกลับมาเช็คอินอีกครั้ง

ฉันทานอาหารเช้าฟรีง่าย ๆ ในโรงแรม พนักงานโรงแรมบอกว่านั่งรถไฟฟ้าไปแค่หนึ่งสถานีก็ถึงแต่วันนี้เป็นวันทำงาน

คนอาจจะแน่นสักหน่อย หรือจะเดินไปก็พอเหนื่อยนิดหน่อย ฉันเลยอุ่นใจว่าข้อมูลที่หามามันถูกต้องไม่ต้องรีบมากนักไปให้ทัน

ก่อนเจ็ดโมงก็พอแล้ว คนเยอะจริง ๆ อย่างที่พนักงานบอก แต่โชคดีพอออกมาจากสถานีเจอวัดพอดีเลยไม่หลงแล้ว

ฉันกระหยิ่มยิ้มย่องภูมิใจในตัวเองนิดหน่อย ว่าแต่คนเยอะจริง ๆ เยอะผิดปกติ ทำไมเหมือนมีนักข่าว ทำไมมีรถส่งสัญญาณกระจายเสียง

 กล้องเต็มไปหมดสื่อมวลชน อย่าบอกนะว่าวัดปิด ถ้าปิดนี่แผนที่วางไว้จะถูกข้ามเพราะไม่อย่างนั้นสถานที่ต่าง ๆ

 ที่วางไว้จะอดไปเสียเวลาเปล่าเลย ฉันชะเง้อมองซ้ายขวาและเห็นว่าประตูวัดเปิดมีคนเดินเข้าออกปกติ ฉันเลยปรี่เข้าไปสักการะ

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำตามอากง อาม่าแถวนั้น บางคนเห็นท่าฉันเก้ ๆ กัง ๆ ก็ทำท่าทางบอกว่าฉันต้องไหว้อะไรอย่างไร แถมธูปฟรีไม่เสียเงินอีก

 รู้สึกดีจังเลย ฉันถามเจ้าหน้าที่อาสาในวัดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งใจอย่างมากในการมาวัดแห่งนี้ ใช่ เหย่เซี่ยเหล่าเหริน สั้น ๆ คือ เหย่เหล่า

 หรือ ท่านผู้เฒ่าจันทราหรือ เทพเจ้าแห่งความรักนั่นเอง ที่ฉันมักฝันเห็นบ่อย ๆ และทุกครั้งที่ฝันเห็นต้องเป็นสาธารณะชน

และโหวกเหวกโวยวาย สองครั้งแล้วที่ทำให้อับอายประชาชนทั่วไป เจ้าหน้าที่ชี้มือบอกทางและวิธีสักการะเป็นภาษาอังกฤษให้ฉันเข้าใจ

ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ฉันยิ่งตื่นเต้นมาก หัวใจมันเต้นแรงรัว นิ้วซ้ายเหมือนกระตุกตลอดเวลา จนฉันต้องหยุดเดินพอยกนิ้วก้อยซ้ายดู

ฉันเห็นกล้ามเนื้อมันกระตุกยิก ๆ ฉันเป็นอะไรไป ฉันยกมือจับหน้าอกจังหวะหัวใจมันเต้นตึก ๆ ๆ ๆ ๆ ฉันสูดลมหายใจเข้า

และเปล่าปากออกมา ใช่ฉันเดินมาถึงแล้ว แต่เสียงเซ็งแซ่ของผู้คนมากมายเหมือนกำลังกรูมาตรงตำแหน่งที่ฉันยืน

 ฉันหัวเสียเล็กน้อยนะ เพราะตอนนี้ฉันมาถึงตรงหน้าผู้เฒ่าจันทราแล้ว ฉันรวบรวมสมาธิยืนสงบนิ่งตรงนั้นและเงยหน้ามองท่าน

ผ่านตู้กระจกที่ท่านประทับอยู่ ใช่จริง ๆ ด้วย ท่านผู้เฒ่าหน้าตายิ้มแย้ม ถือกระบองยาวห้อยน้ำเต้าพร้อมด้วยพู่ห้อยระย้าสีทอง

และแดงคู่กัน มือซ้ายถือม้วนผ้าสีน้ำเงิน ฉากหลังเป็นภาพดอกบัวสีชมพูอมแดง ฉันยิ้มและสักการะ ถึงเวลาที่ฉันต้องถามคำถาม

ฉันนึกไม่ออก ฉันนึกถึงเรื่องราวเก่า ๆ วนไปเวียนมา ระลึกถึงประวัติท่านผู้เฒ่าจันทราและด้ายแดงจากหนังสือที่โมริจังให้อ่าน

ฉันยืนหลับตาและพร่ำถามจากหัวใจของฉัน “ทำไมชีวิตรักของเฌอถึงลงเอยแบบนี้ ท่านแกล้งใช่ไหมคะ”

ไม่ได้มีคำตอบตอบมา ถึงเสียงรอบข้างจะเซ็งแซ่แต่ฉันฟังไม่ออกเลยว่าเขาพูดอะไรกัน หูฉันดับเลยตอนนี้ ฉันร้องไห้ออกมา

อย่างไม่ตั้งใจเหมือนกับสิ่งตรงหน้ากำลังส่งสัญญาณบอกมาว่ากำลังรับฟังฉันอยู่ แล้วฉันต้องพูดภาษาจีนหรือภาษาอังกฤษ

 เอาเป็นว่า ฉันขอพูดภาษาไทยแล้วกันท่านน่าจะแปลออก

“เฌอไม่มีอะไรจะขอ เฌอไม่ขอให้ความรักครั้งเก่าย้อนกลับมา เฌออยากขอแค่ความสุข และเฌอแค่อยากทราบเท่านั้นว่า

 รักแท้มีอยู่จริงหรือเปล่า” ฉันลืมตามารู้สึกเหมือนคนกำลังเบียดฉันอยู่ แล้วสักพักผู้คนเหล่านั้นก็ยืนหลบไปตามริมผนัง

ด้านข้างเหมือนหลีกทางให้ฉัน เหมือนไม่อยากรบกวนการสักการะของฉัน ฉันจึงหลับตาต่อ

“หมดเวลาคร่ำครวญเรื่องรักเก่า อยากได้อะไรก็ขอมาเลย เดี๋ยวจะมาหาว่าฉันกลั่นแกล้งอีก” เสียงคุณตาในความฝัน ฉันได้ยินแบบนี้จริง ๆ

 ฉันไม่กล้าลืมตาขึ้นมาเลย กลัวว่าเฒ่าจันทราจะหายตัวไปอีกโดยที่ฉันไม่ได้ร้องขออะไร

น้ำตาฉันคลอหน่วยจนกลั้นไว้ไม่อยู่ ถ้าจะขอเรื่องความรัก ฉันกลัว กลัวความเจ็บปวด ในตอนนั้นทำไมฉันได้ยินชื่อของแมทธิวเข้าหูฉันดังขึ้น

 บางครั้งก็ได้ยินเสียง เจียอ้าย ฉวนเจียอ้าย แมท แมทธิว ทำไมชื่อเขาก้องในสมองและโสตประสาทหูของฉัน

“เป็นไปไม่ได้ ถ้าชีวิตนี้เฌอจะต้องมีความรักอีกครั้ง ขอให้เฌอเจอรักแท้ ถ้าใครคนนั้นไม่ใช่รักแท้ ถ้าไม่ใช่ ถ้าไม่ใช่ เฌอจะขออยู่เป็นโสด”

 ฉันพูดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษส่งเสียงออกมาไม่ดังมาก ฉันอธิษฐานเสร็จก็โยนไม้กลักสีแดงที่เป็นรูปเหมือนกำปั่นเรือ หรือไม้เสี่ยงทายนั่นเอง

 เขาบอกว่า ถ้าสิ่งที่เราขอเป็นจริงจะคว่ำหนึ่งอันหงายหนึ่งอัน ฉันโยนมันขึ้นสูงท่วมศีรษะเสียงดังเหมือนไม้โขกกันหลายอัน เอ ฉันลืมตามอง

 มีไม้สีแดงสี่อันถูกโยนขึ้นพร้อมกัน มันชนกันกลางอากาศแล้วค่อย ๆ ล่วงลงมา ภาพในตอนนั้นฉันเห็นมันสโลว์โมชั่น เคลื่อนไหวทีละนิด

 ทีละนิด ทีละนิด เหมือนในหนังที่กำลังเลื่อนภาพไปช้า ๆ ใช่ไม้เสี่ยงทายสี่อันคว่ำสองอัน หงายสองอัน ฉันมองลงไปยังพื้น

 แล้วเงยหน้ามองคนที่โยนไม้พร้อมกับฉัน ใครกัน แล้วฉันจะรู้ได้ยังไงว่าผลเสี่ยงทายของฉันจะเป็นจริงเปล่า คราวนี้ เฒ่าจันทราไม่ได้กลั่นแกล้ง

 แต่เฒ่าจันทรากำลังล้อเล่นกับฉันแน่ ๆ เลย ให้ตายซิ พระเจ้าก็ช่วยไม่ได้แล้วคราวนี้