ผู้เขียน หัวข้อ: ตอนที่ 8 เธอใครกันแน่  (อ่าน 200 ครั้ง)

k_ko

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 10
    • ดูรายละเอียด
ตอนที่ 8 เธอใครกันแน่
« เมื่อ: พฤศจิกายน 06, 2015, 11:07:14 PM »
เสียงนาฬิกาปลุกจากมือถือของหญิงสาวทำให้มาเฟียหนุ่มลืมตาโพรงตามสัญชาตญาณ แล้วรีบมองคู่นอนของตัวเองทันทีราวกับกลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย เขารู้สึกโล่งอกเมื่อเธอยังซุกซบอยู่กับอกอุ่นของเขา และก็เผลอคิดไปว่าถ้าเธอลืมตาตื่น คงจะรีบผลักเขาออกอย่างรังเกียจทันที ดังนั้นระหว่างนี้ขอเก็บเกี่ยวความอ่อนอุ่นของเรืองร่างงามโดยการกระชับกอด แล้วจุมพิตที่หน้าผากกลมมนอย่างหลงใหล แต่จะว่าไปแล้ว เขาไม่อยากให้เธอลืมตาตื่นขึ้นมาเลย เพราะใบหน้าอ่อนใสยามหลับน่าทะนุถนอมนัก
อเล็กซิสไม่เข้าใจตัวเอง ว่าทำไมนับวันเขายิ่งอยากใกล้ชิดเธอ จากตอนแรกแค่จะเอาคืนให้สาแก่ใจเท่านั้น แต่ตอนนี้อยากครอบครองเธอทั้งจิตวิญญาน ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าหญิงสาวรังเกียจเขาเหลือเกิน แม้จะยอมศิโรราบต่อในสิ่งที่เฝ้าปรนเปรอ ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอมีใจให้ ทุกอย่างล้วนเป็นความใคร่ทั้งนั้น แต่สำหรับตัวเขาชักเริ่มไม่แน่ใจว่ามันมีอะไรมากกว่าความปรารถนาหรือเปล่า ยังเป็นสิ่งที่ค้างคาใจ และต้องค้นหาคำตอบต่อไป
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นอีกครั้ง หลังผ่านไปสิบนาที คราวนี้ดาลันเริ่มรู้สึกตัว ขยับกายจะลุกขึ้น ทว่าพอรู้ตัวว่าอยู่ในอ้อมกอดมาเฟียหนุ่ม เธอก็รีบกระถดหนีทันที ก่อนจะลุกไปหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงมาดูเวลา
“ตายจริง สายอีกแล้วเหรอ” หญิงสาวพึมพำเบาๆ แต่คนแกล้งหลับก็ได้ยินชัดเจน
ดาลันเดินไปคว้าเสื้อผ้าที่ตัวเองถอดไว้ที่โซฟามาถือไว้ ก่อนจะรีบเข้าไปเปลี่ยนในห้องน้ำอย่างรวดเร็ว โดยมีดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองตามอย่างหงุดหงิด
ร่างสูงใหญ่ยันตัวลุกขึ้น บิดกายซ้ายขวาเพื่อไล่อาการง่วงขบ ก่อนจะลุกไปหยิบเสื้อผ้าที่ถอดไว้ที่โซฟามาสวมใส่ ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกับที่หญิงสาวเดินออกมาจากห้องน้ำพอดี
“อุ๊ย!” ดาลันตกใจที่เห็นเขากำลังใส่เสื้อผ้า จึงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เดินไปหยิบกระเป๋าสะพายที่โซฟา แล้วทำท่าจะเดินออกจากห้องไป แต่ก็หยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงเข้มที่ดังขึ้นจากทางข้างหลัง
“จะรีบไปไหน” ถามทั้งๆ ที่รู้
“หมดเวลาแล้ว” ดาลันจ้องอีกฝ่ายตาเขม่ง
“แล้วไง ถ้าฉันไม่ให้ไป เธอก็ออกจากห้องนี้ไม่ได้”
“มันจะมากไปแล้วนะ” หญิงสาวบอกอย่างเหลืออด
“ไม่มีคำว่ามากสำหรับคนที่เป็นนางบำเรอหรอก” อเล็กซิสเดินไปรั้งร่างอรชรเข้ามากอด แล้วทำท่าจะจูบเธอ ทว่าอีกฝ่ายหันหน้าหลบอย่างขยะแขยง ทำให้เขายิ่งรู้สึกโมโห จึงดันหญิงสาวไปชิดกับกำแพงห้อง แล้วขังเธอไว้ด้วยแขนแข็งแกร่งทั้งสองข้าง
“นี่! สายมากแล้วนะ ฉันจะรีบไปส่งลูก”
คำว่า ‘ลูก’ ทำให้ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนวูบไหวไปเล็กน้อย เมื่อตะหนักว่าเธอเคยผ่านผู้ชายคนอื่นมาแล้ว แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจอะไร ก็แค่หึงหวงคนที่มาซ้ำรอยต่อจากเขาเท่านั้น
“ยังไม่ให้ไป” สิ้นคำ ริมฝีปากได้รูปก็ประกบไปที่กลีบปากสีชมพูระเรื่ออย่างเร่าร้อน แม้หญิงสาวจะขัดขืนเพียงใดก็ต้องยอมสยบแก่เขาในที่สุด จนสาแก่ใจมาเฟียหนุ่มแล้วจึงถอนจูบออกมา
ดาลันขยี้ปากแรงๆ ต่อหน้าเขา ดวงตาคู่สวยแดงก่ำ มีหยาดน้ำตามาคลอคลองด้วยความคับแค้นใจ
“ถ้าครั้งต่อไป ยังทำตัวเหมือนถูกข่มขืนอยู่อีก เธอจะไม่ได้กลับไปรับไปส่งลูกอีกเลย คอยดู”
‘ไอ้เลว ป่าเถื่อนที่สุด’ หญิงสาวได้แต่ก่นด่าในใจ สะบัดหน้าไปมองทางอื่นอย่างระยับอารมณ์ ถ้าไม่ติดว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันไปถึงลูกของเธอ ก็อยากจะลองดีกับเขาสักตั้ง ให้มันรู้ดำรู้แดงไปเลยว่าใครจะอยู่ใครจะไป
“ยืนเฉยอยู่ทำไมล่ะ จะรีบไปรับลูกไม่ใช่หรือไง”
ดาลันหันมามองค้อน ก่อนจะผลักแขนแข็งแกร่งออกอย่างแรง แล้วเดินออกจากห้องพักไปทันที โดยมีสายตาเฉียบคมมองตามหลังพร้อมกับยกมุมปากขึ้นอย่างพอใจ

ดาลันกลับมาถึงบ้านตามกำหนดเดิมที่ตั้งใจเอาไว้ เป็นเพราะคนที่เธอตราหน้าว่า ‘ป่าเถื่อน’ ขับรถมาส่งถึงหน้าบ้าน แม้เธอจะปฏิเสธไปหลายสิบรอบ แต่สุดท้ายเขาก็ยังคงทำแบบเดิม คือผลักเธอเขามาในรถจนศีรษะไปกระแทกกับเบาะ  แล้วก็ขับออกมาทันที ดังนั้นตลอดเวลาที่อยู่ในรถจึงไม่มีการคุยอะไรกัน นอกจากบอกการทางแบบถามคำตอบคำเท่านั้น ซึ่งเธอก็รู้สึกหงุดหงิดในระดับหนึ่ง ทว่าเมื่อก้าวเข้ามาในบ้านแล้ว ก็ต้องลบความรู้สึกต่างๆ ออกจากหัวสมองและใบหน้า เพราะเธอจะไม่เอาสิ่งไม่ดีเข้ามาในบ้านเป็นอันขาด
“เด็กๆ ตื่นยังคะ” ดาลันถามคนสนิทเมื่อเข้ามาในบ้าน เห็นอีกฝ่ายกำลังจัดโต๊ะอาหารอยู่
“น่าจะตื่นกันแล้วค่ะ เดี๋ยวป้าขึ้นไปดูก่อนนะคะ” ชะเอมบอกด้วยรอยยิ้ม และไม่ถามเจ้านายสาวให้มากความ เพราะรู้ว่าเธอคงลำบากใจในการตอบคำถามของนาง
“ฝากด้วยนะคะ เดียร์ขอไปอาบน้ำแต่งตัวก่อน แล้วจะรีบลงมาค่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ เป็นหน้าที่ของป้าอยู่แล้ว คุณเดียร์ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”
เมื่อเห็นเจ้านายสาวพยักหน้า ชะเอมก็เดินขึ้นไปดูเด็กๆ บนบ้าน ดาลันจึงเดินขึ้นไปบ้าง แต่แยกเข้าห้องตัวเองเพื่อไปทำธุระส่วนตัว

เมื่อเข้ามาในห้องนอนของตัวเอง ดาลันยังติดใจคำพูดหนึ่งของมาเฟียหนุ่ม ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเขากำลังสงสัยอะไรอยู่หรือเปล่า แล้วภาพเหตุการณ์เมื่อสิบนาทีก่อนก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง
“ฉันถามจริงๆ เธอมีคู่แฝดหรือเปล่า”
คำถามที่จู่ๆ ก็โพล่งออกมาทำให้หญิงสาวประหลาดใจไม่น้อย เธออึ้งไปหายวินาทีก่อนจะตอบกลับไป
“ไม่มี”
“แน่ใจนะ”
“แน่ใจสิ ถามทำไม”
“ฉันก็แค่สงสัยอะไรบางอย่าง”
ดาลันขมวดคิ้วแทบจะชนกันอย่างใช้ความคิด ก่อนจะเงยหน้าสบตากับชายหนนุ่มเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อน เขาจ้องมองเธอเขม็งราวกับกำลังจับผิดอะไรอยู่ แต่เมื่อไม่มีบทสนทนาต่อจากนั้น เธอก็เปิดประตูลงจากรถไปโดยไม่มีคำล่ำลา แต่คำถามของเขายังคงค้างคาใจถึงตอนนี้ พลางคิดว่าเขากำลังสงสัยอะไรในตัวเธอ หรือว่าหน้าเธอไปเหมือนกับใคร แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน ขออย่างเดียวว่าอย่าเกี่ยวพันมาถึงลูกๆ ของเธอก็พอ เพราะเธอไม่มีวันยอมให้ใครมาแตะต้องลูกของเธออย่างเด็ดขาด

หลังจากไปส่งดาลันที่บ้าน อเล็กซิสก็ขับรถมาที่โรงแรมเดิมที่ตัวเองพักอยู่ ซึ่งตลอดเวลาเขาครุ่นคิดแต่เรื่องของดาลันกับผู้หญิงคนนั้นที่เคยเจอเมื่อหลายปีก่อนว่าเป็นคนเดียวกันหรือไม่ แม้ความรู้สึกเขาจะบอกว่าใช่ แต่ทำไมเธอถึงไม่มีภาพทรงจำเกี่ยวกับเขาเลย แถมไม่เคยถามถึงเรื่องราวในอดีต มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“หรือเธอจะความจำเสื่อม” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง
กริ๊ง...กริ๊ง...กริ๊ง
ยังไม่ทันที่เขาจะคิดอะไรต่อ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น มาเฟียหนุ่มหยิบมากดรับเมื่อเห็นว่าเป็นลูกน้องที่ดูแลคาสิโนที่มาเก๊าโทรมา
“มีอะไร” เขาถามเป็นภาษาจีนกลาง
“เกลือเป็นหนอนครับเสี่ย ไอ้หยางจงมันยักยอกเงินของเราไป แถมยังไปเข้ากับฝ่ายตรงข้าม พาพวกมาถล่มคาสิโนเราครับเสี่ย”
“แล้วตอนนี้สถานการณ์ที่คาสิโนเป็นยังไงบ้าง”
“ตอนนี้ปิดให้บริการอยู่ครับ แต่คนของเราตายสาม เจ็บสิบครับเสี่ย ไม่ใช่คนของเราสู้ไม่ได้นะครับ แต่คนของมันเยอะกว่า...” เฟิงถังยังพูดไม่ทันจบมาเฟียหนุ่มก็โพล่งขึ้นเสียงเข้ม
“ฉันจะไปมาเก๊าคืนนี้ บอกคนของเราเตรียมตัวให้พร้อม”
“ครับเสี่ย แค่นี้นะครับ”
ปลายสายวางหูไปแล้ว แต่อเล็กซิสยังกำโทรศัพท์มือถือแน่น เขาล่ะเกลียดพวกเลี้ยงไม่เชื่องจริงไ แถมยังมาทรยศหักหลังอีก เขาคงไม่ปล่อยให้ลอยนวลแน่ มาเฟียหนุ่มรีบโทรไปบอกบีเกียร์ให้จองตั๋วเครื่องบินเดินทางไปมาเก๊าทันที ก่อนจะรีบขับรถไปที่โรงแรม โดยลืมคิดถึงเรื่องของดาลันไปชั่วขณะ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังทิ้งลูกน้องไว้ที่กรุงเทพฯ หนึ่งคนเพื่อคอยดูแลหญิงสาวระหว่างที่เขาไม่อยู่

หลังจากไปส่งลูกๆ ที่โรงเรียนเสร็จแล้ว ดาลันก็แวะไปเยี่ยมชลธารที่โรงพยาบาล ซึ่งได้รับข่าวดีว่าอีกหนึ่งอาทิตย์เพื่อนรักจะออกจากโรงพยาบาลและกลับมาอยู่ที่บ้านตามปกติ เธอจึงเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟังว่าเกิดเหตุการณ์อะไรกับตัวเองบ้าง ยกเว้นเรื่องการที่ต้องไปเป็นนางบำเรอให้คนบ้ากามนั่น เป็นเรื่องเดียวที่ไม่สามารถเล่าให้ใครฟังได้ แม้แต่ตัวเองยังไม่อยากยอมรับความจริง ว่ายอมทำสิ่งที่อดสูที่สุดในชีวิตลงไปแล้ว
“เค้าให้เธอไปทำงานใช้หนี้ช่วงกลางคืน ทำอะไรน่ะ แล้วจะเอาเวลาไหนพักผ่อนเนี่ย รู้มั้ยว่าเธอดูโทรมไปมากเลยนะเดียร์” ชลธารบีบแขนเพื่อนไปมาราวกับจะสำรวจว่าหญิงสาวผอมไปหรือเปล่า
“จะให้ทำยังไงได้ล่ะ ในเมื่อหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยเขาไม่ได้นี่” ดาลันตอบเสียงเศร้า
“แล้วเค้าให้เธอไปทำอะไร ที่ไหน แล้วหน้าตาเค้าเป็นยังไง หนุ่มหรือแก่ ไว้ใจได้หรือเปล่า”
คุณแม่ยังสาวถอนหายใจ
“ถามเป็นชุด จะให้ฉันตอบคำถามไหนก่อนเนี่ย”
“เอาคำถามแรกก่อนแล้วกัน”
พอเพื่อนบอกให้ตอบคำแถมแรก หญิงสาวก็ถึงกับหน้าซีด เธอพยายามเลี่ยงแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ยังวกมาถามอีกเป็นครั้งที่สอง ทำให้เธอต้องรีบตอบกลับไปเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต
“ไปวางแผนการตลาดให้เค้าน่ะ พอดีกลางวันฉันต้องทำงานที่บริษัท ก็เลยขอไปทำช่วงกลางคืนแทน แล้วก็พักที่บริษัทเขาเลย กลับตอนเช้าทันไปส่งเด็กๆ ไปโรงเรียนพอดี”
“ฉันว่าไม่ถึงเดือน เธอต้องตายแน่ๆ”
“เอาน่า แค่สองเดือนเอง นี่ก็ผ่านไปหลายวันแล้ว ฉันยังปกติอยู่ ยังไม่ตาย” แม้ปากจะบอกว่ายังไหว แต่ร่างกายกับหัวใจอ่อนล้าเหลือเกิน
“เอาอย่างนี้ ถ้าฉันออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ ฉันจะไปรับไปส่งเด็กๆ เอง เธอจะได้มีเวลาพักผ่อนบ้าง” ชลธารบอกอย่างเห็นใจ เพราะถ้าเพื่อนเธอยังทำงานหนักแบบนี้ ไม่ถึงเดือนได้ถูกหามเข้าโรงพยาบาลแน่ๆ
“ขอบใจมากนะชล” ดาลันบีบมือเพื่อนเบาๆ ด้วยความซึ้งใจ “แล้วเรื่องคดีล่ะ ไปถึงไหนแล้ว”
“จนบัดนี้ยังจับคนที่ขับรถชนฉันไม่ได้ แต่ก็ช่างมันเถอะ ไม่อยากจะสนใจ ตอนนี้คิดแค่เรื่องงานกับหลานๆ ฉันอยากออกจากโรงพยาบาลจะแย่อยู่แล้ว”
“ก็แค่อีกอาทิตย์เดียวเอง อดทนหน่อยนะ เดี๋ยวฉันจะพาเด็กๆ มารับ” ดาลันยิ้มให้เพื่อน
“ขอบใจมากนะ ออกไปแล้วฉันจะรีบลุยงานให้เต็มที่เลย ยิ่งได้ยินว่าออร์เดอร์เข้าเยอะแบบนี้ ยิ่งคันไม้คันมือ” ชลธารทำท่าเกามือไปมาทำให้คนมองอดหัวเราะไม่ได้
“ก็ได้น้าอนงค์กับอายศคอยช่วยดูแลให้แหละ ไม่งั้นฉันคงหัวหมุนแน่ๆ”
ชลธารมีสีหน้าไม่ค่อยสบายใจเมื่อเพื่อนรักพูดถึงอนงค์วตีกับชัยยศ เพราะเธอระแคะระคายชายหญิงคู่นี้ว่าต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีในบริษัทที่เธอกำลังตรวจสอบค้างอยู่ แต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรได้มาก เพราะยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นอย่างที่เธอสันนิษฐานหรือเปล่า จึงไม่อยากปรักปำให้เพื่อนไม่สบายใจ
“ยังไงก็ต้องคอยตรวจสอบฝ่ายบัญชีดีๆ โดยเฉพาะเงินที่ซัพพลายเออร์กับลูกค้าโอนเข้ามา”
“ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันกำชับกับน้าอนงค์ไว้แล้ว”
“อย่าลืมว่าน้าอนงค์ไม่ใช่ญาติของเธอ แถมยังมีข่าวเรื่องชู้สาวกับอายศตั้งแต่คุณพ่อของเธอยังมีชีวิตอยู่ ขอโทษที่พูดตรงๆ ฉันไม่อยากให้เธอไว้ใจใครง่ายๆ โดยเฉพาะช่วงที่บริษัทอยู่ในภาวะวิกฤติแบบนี้” ชลธารจับมือเพื่อนไว้แน่น มองหน้าด้วยสายตาจริงจัง จนดาลันเริ่มตระหนักต่อสิ่งที่อีกฝ่ายพูด
“ขอบใจชลมาก ที่ช่วยเตือนสติฉัน ฉันจะต้องเข้มงวดกับทุกคนให้มากกว่านี้”
ชลธารพยักหน้า แล้วยิ้มบางให้ ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกับที่นางพยาบาลถือยาเข้ามาในห้องพอดี ดาลันจึงขอตัวกลับก่อน เพื่อจะให้เพื่อนได้พักผ่อนหลังจากมาเยี่ยมได้เกือบชั่วโมงแล้ว
“แล้วเจอกันอาทิตย์หน้านะ”
“โอเค อย่าลืมเอาชุดมาให้ฉันเปลี่ยนด้วยล่ะ”
ดาลันพยักหน้าเล็กน้อย แล้วเดินออกจากห้องไปอย่างครุ่นคิด คำพูดของเพื่อนเรื่องอนงค์วตีกระทบใจเธอไม่น้อยเลย แต่ ณ ตอนนี้เธอคงไม่มีเวลาไปนั่งค้นหาความจริงอะไร เพราะแค่ปัญหาของตัวเองก็ยังไม่มีทางออก คงได้แค่ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด และภาวนาให้เรื่องเลวร้ายต่างๆ ผ่านไปโดยเร็ว ประดุจฟ้ากระจ่างดาวที่ไร้หมู่เมฆมาบดบัง

หลายวันแล้วที่เอ็นโซ่ติดต่อดาลันไม่ได้ หัวใจเขาร้อนรุ่มจนไม่มีกะจิตกะใจทำอะไร นึกอยากจะวางภาระบนบ่าลง แล้วออกไปตามหาหัวใจ แต่ถ้าทำอย่างนั้นธุระกิจที่กำลังเป็นรูปเป็นร่างคงจะพังทลายไม่เป็นท่า แต่ถ้าเขานิ่งเฉยอยู่แบบนี้ ก็คงจะเสียเธอไปในไม่ช้า ชายหนุ่มหยิบผ้าพันพอสีเทาที่เธอเคยถักให้ขึ้นมาสูดดม กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ซึ่งเป็นกลิ่นประจำตัวของหญิงสาวยังติดตรึง ทำให้เขาอดถึงไปถึงวันที่ได้ผ้าพันคอผืนนี้มาไม่ได้
“คริสต์มาสนี้ เดียร์คงไม่มีของมีค่าอะไรจะให้ นอกจากของขวัญชิ้นนี้” หญิงสาวยื่นกล่องของขวัญขนาดเหมาะมือให้มาเฟียหนุ่ม ที่วันนี้เขาเอาใจเด็กๆ โดยการแต่งตัวเป็นซานตาคลอสผู้ใจดี “ขอบคุณสำหรับของขวัญของเด็กๆ และก็ของเดียร์นะคะ เด็กๆ ชอบมาเลยค่ะ” ดาลันยิ้มหวาน
“ของขวัญที่เดียร์ให้ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ล้วนมีคุณค่าสำหรับผมเสมอ” ซาตาคลอสหนุ่มยิ้มจนหนวดกระดก ก่อนจะขอแกะของขวัญด้วยความตื่นเต้น โดยมีหญิงสาวยืนลุ้นอยู่ข้างๆ
“ผ้าพันคอ...ขอบคุณมากนะครับ” เขายิ้มอีกครั้ง พลอยทำให้หญิงสาวยิ้มตามไปด้วย
“เดียร์ถักเองกับมือเลยนะคะ ถักทั้งหมดสี่ผืน ให้โดนัทกับบัตเตอร์ และก็คุณ”
“แล้วอีกผืนล่ะ” เขาถามเสียงขุ่นอย่างไม่เก็บซ่อนความไม่พอใจ อีกฝ่ายจึงรีบตอบกลับไปทันทีราวกับกลัวว่าเขาจะน้อยใจ
“ก็ถักให้ตัวเองสิคะ ทำตาขวางแบบนี้ จะไม่ให้เดียวถักให้คนอื่นบ้างหรือไง” ดาลันอยากยั่วอารมณ์เขา ซึ่งก็ได้ผล
“ไม่ให้ถักให้ใครทั้งนั้น นอกจากครอบครัวของเรา” เอ็นโซ่อยากจะดึงร่างอรชรเข้ามากอดแล้วจุมพิตคนชอบยั่ว แต่ก็เกรงจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ เพราะหญิงสาวค่อนข้างหวงตัว ไม่เหมือนกับผู้หญิงทั่วไปที่เขารู้จัก และเขาก็อยากให้เกียรติเธอจึงเก็บความปรารถนานั้นไว้อย่างอดทน “สัญญาได้มั้ย ว่าจะไม่ถักให้ใคร”
“งั้นเดียร์ขอไว้สามคนได้มั้ย แล้วสัญญาว่าจะไม่ถักให้ใคร” หญิงสาวยิ้มกริ่มเหมือนจะยั่วคนขี้หวงอีกครา ซึ่งก็ได้ผลชงัก ซาตาคลอสหนุ่มหน้าแดง เม้มริมฝีปากเน้น ก่อนจะถามเสียงลอดไรฟัน
“ใคร!”
“แค่นี้ต้องทำเสียงดุด้วย” หญิงสาวแกล้งดุกับพร้อมทำตาโตใส่เขา ทว่ามุมปากมีรอยยิ้มนิดๆ
“เดียร์ ผมถามจริงๆ” น้ำเสียงเขาร้อนรน เพราะอยากรู้ว่าคนพิเศษอีกสามคนของเธอเป็นใคร
“อ่ะๆ บอกก็ได้ ก็คุณพ่อ ป้าเอม แล้วก็ยัยชลเพื่อนของเอมไง”
เอ็นโซ่เป่าปากอย่างโล่งออก แต่ก็มองเธออย่างคาดโทษ
“ทีหลังอย่าแกล้งผมแบบนี้อีกนะ รู้รึเปล่า”
“อะไร แค่นี้ก็หาว่าแกล้งแล้ว ซาตาคลอสอะไร ขี้น้อยใจจริงๆ” เธอทำหน้ายู่ล้อเลียนเขา
“ใครว่าขี้น้อยใจ ขี้หวงต่างหาก ทั้งหวงทั้งหึงเลย”
เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนี้ แก้มที่เป็นสีชมพูระเรื่อก็แดงก่ำด้วยความขวยเขิน หญิงสาวเดินหนีไปดื้อๆ เพราะรู้สึกเสียการควบคุม และอาจจะทำอะไรเปิ่นๆ ถ้ายังอยู่ต่อหน้าเขา
เอ็นโซ่เห็นแล้วอาการของหญิงสาวก็อดยิ้มไม่ได้ นึกอยากจะเปิดเผยความในใจที่มีต่อเธอไวๆ จะได้อยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวเสียที เพราะนอกจากเขาจะรักแม่แล้ว ยังรักลูกทั้งสองของเธอไม่แพ้กัน มันเป็นความผูกพันตั้งแต่เด็กทั้งสองยังไม่เกิดออกมาดูโลกด้วยซ้ำ ยังนึกเสียใจว่าเขากับเธอน่าจะเจอกันเร็วกว่านี้ หญิงสาวจะได้ไม่ต้องพบเจอเรื่องร้ายๆ ให้เป็นตราบาปกับชีวิต แต่ถึงกระนั้นเขาก็พร้อมจะปกป้องเธอกับเด็กๆ ด้วยหัวใจรักที่มีให้กับเธอเพียงแค่คนเดียว

มาเฟียหนุ่มจรดจมูกลงที่ผ้าพันคอสีเทาอีกครั้ง เขาอยากจะสูดดมความหอมของกลิ่นเชอร์รี่บลอสซัมให้จารไปในหัวใจ ประหนึ่งมีร่างอรชรมายืนยิ้มอยู่ใกล้ๆ เหมือนเมื่อวันวาน ทว่ายังไม่ทันจะสาแก่ความคิดถึง ก็มีเสียงแหลมๆ ของใครบางคนมาทำรายความรื่นรมย์ของเขาเสียก่อน
“คิดถึงไปก็เท่านั้นแหละ แม่นั่นคงไม่กลับมาสนใจพี่แล้วล่ะ” ซอลย่ายิ้มมุมปากด้วยความสะใจ ที่ทำให้แม่ม่ายลูกติดออกไปจากชีวิตของพี่ชายเธอได้
“รู้ได้ยังไง” เอ็นโซ่ถามเสียงขรึม
“ก็หล่อนเข้าใจว่าพี่มีแฟนแล้วน่ะสิ อุ๊ย! ไม่ใช่ๆ หล่อนกลับไปอยู่บ้านตั้งหลายเดือนแล้ว ไก่แก่แม่ปลาช่อนขนาดนั้น คงไม่ปล่อยให้ตัวเองแห้งเหี่ยวหรอก” หญิงสาวหัวเราะกลบเกลื่อน แต่คนเป็นพี่ก็รู้จักน้องสาวของตัวเองดี จึงรีบลุกจากโซฟามาบีบแขนบอบบางทั้งสองข้างอย่างคาดคั้น
“เดียร์ไม่ใช่คนแบบนั้น พูดมาว่าเธอไปพูดอะไรกับเดียร์กันแน่!”
“ไม่ๆ ฉันไม่ได้พูดอะไรเลย สาบานได้” ซอลย่ารีบละล่ำละลักบอก เพราะรู้สึกรวดร้าวไปทั้งแขน บทพี่ชายเธอจะโกรธขึ้นมาก็ไม่เคยยั้งมือ และถ้าเธอบอกความจริงออกไป มีหวังโดนบีบคอตายแน่ๆ
“ฉันไม่เชื่อหรอก เดียร์ไม่เคยมางเมินกับฉัน เธอต้องพูดอะไรกับเดียร์แน่ๆ”
“ไม่ ฉันไม่เคยพูด โอ๊ย! ปล่อยนะ ฉันเจ็บ”
เอ็นโซ่เพิ่มแรงบีบให้น้องสาวรับสารภาพ แต่เธอกลับร้องไห้โฮออกมา เขาจึงผลักร่างบางไปที่โซฟาอย่างแรงด้วยความโมโห
“ถ้าเธอไม่พูดความจริง ก็อย่าหวังว่าฉันจะตามใจเธออีก และเธอก็ห้ามออกนอกบ้านด้วย” พูดจบเขาก็เดินกระแทกส้นเท้าเข้าห้องทำงานอย่างอารมณ์เสีย ทว่าซอลย่าวิ่งมาขวางทางเสียก่อน
“พี่จะทำแบบนี้ไม่ได้นะ!”
“แล้วทีเธอทำกับฉันล่ะ”
ซอลย่าอึกอัก ก่อนจะเอ่ยขอโทษในที่สุด
“ก็พี่อยากรักมันมากกว่าฉันทำไมล่ะ”
เอ็นโซ่ถอนหายใจอย่างหงุดหงิด แต่พอเห็นน้องสาวมีน้ำตาคลอก็อดสงสารไม่ได้ จึงดึงเข้ามาสวมกอด
“ถ้าฉันไม่รักเธอ ป่านนี้คงจะทิ้งให้อยู่คนเดียวไปแล้ว”
“แต่พี่ก็รักมันมากกว่า” หญิงสาวสะอึกสะอื้น
“เธอจะรู้ดีไปกว่าฉันได้ยังไงซอลย่า และความรักก็มีหลายรูปแบบ ไม่สามารถเอาไม่เปรียบเทียบได้หรอกว่าคนไหนรักมากกว่า คนไหนรักน้อยกว่า” เมื่อน้องสาวคลายสะอื้นแล้ว จึงเชยคางมนขึ้นสบตา “แล้วเธอพอจะบอกฉันได้หรือยัง ว่าเธอไปพูดอะไรกับเดียร์”
“ก็แค่บอกไปว่าพี่มีแฟนแล้ว ก็เท่านั้น”
มาเฟียหนุ่มถอนหายใจ
“ทีหลังอย่าพูดแบบนี้อีก แล้วก็ไม่ต้องอิจฉาหรือน้อยอกน้อยใจ เพราะถึงยังไงฉันก็รักเธอไม่น้อยไปกว่าใครอยู่แล้ว เพราะเธอคือน้องสาวของฉัน เข้าใจมั้ยซอลย่า”
หญิงสาวพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะมองพี่ชายตาหวานแล้วสวมกอดอย่างออดอ้อน
“ถ้าพี่รักฉัน วันนี้พาฉันออกไปเที่ยวหน่อยได้มั้ย นะนะ ฉันอยากฟังเพลง และก็อยากดื่มไวน์ด้วย”
“ก็ได้ แต่เธอต้องสัญญา ว่าจะไม่ทำอย่างนี้อีก”
“สัญญา” ซอลย่ากระโดดหอมแก้มพี่ชายด้วยความดีใจ ก่อนจะวิ่งขึ้นไปบนชั้นบนเพื่อแต่งตัวเตรียมออกไปเที่ยวของนอกในรอบหลายเดือน ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านเธอถูกพี่ชายคลุมประพฤติตลอดเพราะเป็นโรคนิมโฟมาเนีย และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้มาเฟียหนุ่มทิ้งน้องสาวไปไหนนานๆ ไม่ได้
เอ็นโซ่ได้แต่ทุกข์ใจในพฤติกรรมของน้องสาว แต่ก็รู้สึกโล่งใจที่ได้รู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่เขารัก การที่เธอทำตัวห่างเหินไม่ใช่เพราะมีคนอื่น แต่เป็นเพราะเข้าใจผิดเรื่องเขานี่เอง
“ต้องหาเวลาไปปรับความเข้าใจหน่อยแล้ว” มาเฟียหนุ่มบอกกับตัวเอง ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องทำงานของตัวเองเพื่อเคลียร์งานที่ทำค้างไว้ตั้งแต่เมื่อเช้า เสร็จแล้วจึงพาน้องสาวคนเดียวไปท่องราตรีตามที่ได้สัญญาเอาไว้