ผู้เขียน หัวข้อ: ธาราร้อยดาว new บทที่ 3  (อ่าน 438 ครั้ง)

กลิ่นร่ำ - copter

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 43
    • ดูรายละเอียด
ธาราร้อยดาว new บทที่ 3
« เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2015, 11:23:26 PM »
บทที่ 3

   อิงฟ้าจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย เธอตั้งใจไม่เดินย้อนกลับไปหากองทัพแล้ว คนอะไรใจดำ แค่ขอเข้าห้องน้ำก็ไม่ให้เข้า จำไว้เลย ไม่ถึงทีเธอบ้างให้มันรู้ไป หญิงสาวเดินไปยังด้านหลังบ้าน เพื่อไปสำรวจบ้านหลังเล็ก แต่พอเดินไปถึงประตูถูกใส่กุญแจล๊อกไว้

   “ว้า...ลืมขอกุญแจไว้ ไม่เป็นไร นั่งเล่นด้านหลังนี่ก่อนก็ได้” 

   ด้านหลังบ้านมีสนามหญ้าปลูกไว้  ต้นไม้ใหญ่บริเวณนั้นแผ่กิ่งก้าน ช่วยให้ด้านหลังได้อาศัยร่มเงาไม้ อากาศก็ไม่ร้อนมาก แม้จะเป็นเวลาใกล้เที่ยงเต็มทีก็ตาม

   อิงฟ้ามองไปรอบๆ เห็นไม้กวาดวางพิงกำแพงหน้าบ้าน จึงได้ไปหยิบไม้กวาดเศษใบไม้ที่ปลิวตกลงมาบนแคร่ที่เธอคิดจะนั่งตรงนั้น เสร็จแล้วก็เอากลับไปวางที่เดิม

   หญิงสาวนั่งมองไปรอบๆ มุมนี้ถ้าจัดใหม่ดีๆ เหมาะแก่การนั่งเล่น หรือนั่งทำงานยามบ่ายได้เป็นอย่างดี  เดี๋ยวหิวค่อยเข้าไปหาอะไรทำกินในบ้าน เสร็จแล้วค่อยไปออฟฟิศด้านหน้าเองก็ได้ ไม่เห็นต้องง้อเลย คนใจดำแบบนั้น

   หากหญิงสาวเหลียวไปด้านหลังคงเห็น ‘คนใจดำ’ ที่เธอแอบค่อนขอดอยู่ในใจ ยืนมองมา แต่พอเห็นหญิงสาวนั่งปล่อยอารมณ์มองไปยังสายน้ำเบื้องหน้า เขาก็หันหลังกลับ

   เอาไว้พรุ่งนี้ก็ได้ วันนี้ปล่อยเธอพักผ่อนไปเถอะ งานเราก็ยุ่งพอดูแล้วช่วงนี้ ให้เธอจัดการตัวเธอเองไปก่อน มีอะไรคงถามมาเอง


   กองทัพตอนแรกตั้งใจจะไปชวนเธอไปหาอะไรกินข้างนอก แต่พอเห็นเธอท้องไม่ดี แถมยังนั่งทอดอารมณ์สบายๆ อยู่เลยไม่อยากกวน  เปลี่ยนใจออกไปคนเดียว

   ชายหนุ่มขับรถผ่านธารารีสอร์ท มุ่งตรงไปทางเหนือของไร่ซึ่งเป็นย่านชุมชนชาวเขาอาศัยอยู่ แต่ก่อนที่จะถึงหมู่บ้านชาวเขา กองทัพแวะจอดหน้าเพิงเล็กๆ  ริมถนน ควันร้อนๆ จากหม้อก๋วยเตี๋ยว ลอยส่งกลิ่นหอมของน้ำต้มกระดูก ทำให้พยาธิในท้องปั่นป่วน เช้านี้เขาเพิ่งได้กินกาแฟไปแก้วเดียว กับได้แต่นั่งมองสาวสวยใจร้ายไม่แบ่งให้ มัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับเธอจนลืมหาอะไรกินรองท้องไปด้วย 

   “หญิง พี่ขอข้าวซอยเนื้อพิเศษหนึ่ง”

   สาวน้อยชาวเขาส่งยิ้มให้ ก่อนวิ่งเข้าไปตามแม่ออกมาขาย หญิงวัยกลางคนยกชามออกมาวาง พร้อมลวกเส้นข้าวซอยทันที

   ร้านที่มีโต๊ะอยู่ ห้าหกตัวยังว่าง เขาเลือกนั่งตัวแรกที่ติดกำแพง

   “สวัสดีครับ พ่อเลี้ยงทัพ”

   กองทัพหันไปมองตามเสียงเรียก  ก่อนที่จะยกมือรับไหว้ชายวัยกลางคนที่เดินออกมาจากข้างในร้าน  ลุงปั๋นเป็นเจ้าของร้านอาหารตามสั่งเล็กๆ แถวนี้ แต่ฝีมือการทำน้ำข้าวซอยอร่อยเข้มข้น เขามักมาทานเป็นประจำ

   ลุงปั้นลากเก้าอี้มานั่งด้วยกับกองทัพ

   “ผู้ใหญ่คำสิงห์ถามหาพ่อเลี้ยงทัพมาหลายวันแล้ว เห็นว่าโทรหาไม่ได้ ผมก็จะเข้าไปบอกก็ดันไม่สบาย เพิ่งจะหาย ปกติเจ้าบุญมันก็แวะมาบ่อยๆ ก็ดันไม่มาช่วงนี้อีก”

   “ครับ ขอบคุณครับ เดี๋ยวผมแวะไปหาผู้ใหญ่คำสิงห์เอง ไอ้บุญช่วงนี้มันยุ่งๆ งานเร่งไม่ค่อยกล้าออกไปไหนหรอก ไม่รู้ผู้ใหญ๋มีอะไรด่วนรึเปล่า”

   “คงไม่ด่วนครับ เห็นแกบอกมีอะไรจะขอคำปรึกษา  ยังไงพ่อเลี้ยงโทรไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวผมเอาเบอร์ให้”

   ชามข้าวซอยถูกยกมาวางตรงหน้า ลุงปั้นขอตัวเข้าไปหาเบอร์โทรที่จดไว้ พร้อมหายเข้าไปในบ้านอีกครั้ง เจ้าของไร่ร้อยดาวนั่งกินข้าวซอยเพียงไม่นานก็หมดชาม น้ำดื่มฟรีที่มีให้บริการกับลูกค้าก็ลงท้องจนหมดแก้ว  ลุงปั้นถึงเดินออกมาพร้อมกระดาษเล็กๆ ในมือ

   “นี่ครับ พ่อเลี้ยง”

   กองทัพรับมาพร้อมรอยยิ้ม

   “เดี๋ยวผมจะลองแวะไปหาผู้ใหญ่ จะไปธุระแถวนั้นพอดี ยังไงก็ขอบคุณลุงปั้นมากเลยครับ”

   พ่อเลี้ยงกองทัพของชาวบ้าน จ่ายเงินค่าอาหารเสร็จก็ขับรถเข้าไปในหมู่บ้านชาวเขาที่อยู่อีกไม่ไกล  คนแถวนี้มักเรียกเขาว่า ‘พ่อเลี้ยง’ ซึ่งเขาปฏิเสธยังไง ก็ยังจะดึงดันเรียกเขาแบบนี้ จนต้องปล่อยเลยตามเลย คำนี้ใช้กับเศรษฐีทางเหนือ แต่เขาเพียงแค่เริ่มต้น ธุรกิจที่ไปได้ดี กับความมีน้ำใจของเขาทำให้ชาวบ้านแถวนี้ยกย่องให้เขาเป็นพ่อเลี้ยงแห่งไร่ร้อยดาว

   ชาวเขาแถวนี้มักรับจ้างเก็บใบชา เป็นลูกจ้างของไร่ร้อยดาวเสียส่วนใหญ่ จะมีบางคนที่ไม่ได้ไปทำก็ไปทำงานกับไร่ทรัพย์ประเสริญที่ให้ค่าจ้างมากกว่า แต่ระยะหลังมานี้ชาวเขาเหล่านี้ต่างก็อยากมาทำงานกับเขากันมากขึ้น เพราะทำแล้วไม่โดนหักเงินเหมือนอย่างทางไร่โน้น  ซึ่งเจ้าของไร่ร้อยดาว ก็รับได้ไม่มาก เพราะไร่ร้อยดาวเล็กกว่าไร่ทรัพย์ประเสริฐเยอะมาก ปัญหาที่ชาวเขามีกับไร่ทรัพย์ประเสริฐมีมาเป็นประจำ ผู้ใหญ่บ้านที่คุ้นเคยกับเขามักขอคำแนะนำปรึกษา ซึ่งเขาก็ได้ให้คำแนะนำไปเท่าที่ทำได้ เพราะไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวสร้างศัตรูเพิ่มโดยไม่รู้ตัว

   ชาวเขาหลายคนช่วยกันปลูกชาบนที่ว่างของหมู่บ้านตามคำแนะนำของเขา แม้จะไม่ได้ชาที่ดีเลิศ แต่ก็เป็นชาอีกระดับหนึ่ง ที่สามารถขายให้กับชาวบ้านในราคาไม่แพงนักได้  พอเป็นรายได้ให้กับเขาเหล่านั้น โดยที่กองทัพคอยให้คำปรึกษา

   เขาขับรถไปตามทางเขาเข้าหมู่บ้านที่ถนนเป็นดินลูกรัง ไปจอดหน้ารั้วบ้านไม้สองชั้นหลังหนึ่ง พอเขาลงจากรถชายวัยห้าสิบในชุดชาวเขาเผ่าอาข่าพร้อมไม้เค้าค้ำยันเดินออกมาต้อนรับ ชุดผ้าฝ้ายที่ย้อมครามจนเข้มรับกับผิวเข้มของเจ้าของชุดเป็นอย่างดี แม้ชายหนุ่มในหมู่บ้านจะเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นเสื้อยืดกางเกงยีนตามสมัยนิยมก็ตาม แต่ผู้ใหญ่ก็ยังคงรักษาวัฒนธรรมของชนเผ่าไว้

   “สวัสดีครับ พ่อเลี้ยง มาถึงนี่ได้ กำลังอยากเจอตัวพอดีเลย แต่ขาผมเจ็บเลยยังไปหาไม่ได้”

   กองทัพรีบเดินเพื่อนที่ผู้ใหญ่ที่ขาเจ็บจะได้ไม่ต้องเดินออกมารับเขา

   “สวัสดีครับผู้ใหญ่ พอดีผมแวะไปทานข้าวซอยลุงปั้น เห็นบอกผู้ใหญ่อยากเจอ”

   “เข้ามานั่งในบ้านก่อน  ไปเอาน้ำเอาท่ามาให้พ่อเลี้ยงเร็วๆ “  ผู้ใหญ่รีบหันไปสั่งภรรยาที่ตามออกมา

   ผู้ใหญ่บ้านลีปอพาเข้ามานั่งยังแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน บ้านไม้สองชั้นที่สร้างแนวสมัยใหม่ ตั้งแต่เด็กที่ผู้ใหญ่อยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ เมื่อ
ราชการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ชาวเขาให้ดีขึ้น ทำให้ชาวเขาเผ่าต่างๆ เริ่มปักหลักสร้างที่ทำมาหากิน ไม่ย้ายที่อยู่อาศัยเหมือนสมัยก่อน

   บ้านในรูปแบบเก่าๆ ก็พัฒนาสร้างให้มั่นคงถาวรขึ้นมากกว่าเดิม ป้องกันทั้งน้ำป่าและพายุลมฝนต่างๆ ได้อย่างดีมากกว่าเมื่อก่อนที่ปลูกเป็นกระต๊อบ

   ชายวัยกลางคนผู้ใหญ่บ้านเผ่าอาข่า ของหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ คุ้นเคยกับกองทัพเป็นอย่างดี ตอนกองทัพรู้จักครั้งแรกเมื่อตอนย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ เมื่อหลายปีก่อน รถเขาเสียในป่าในดอย ก็ได้ผู้ใหญ่และลูกบ้านที่กลับผู้ใหญ่ไปรับจากที่ลูกบ้านโดนไร่ทรัพย์ประเสริฐไล่ออกจากงานกลับมา

   จังหวะที่เขากำลังต้องการคนงาน เลยรับคนงานกลุ่มนี้เข้ามาทำงานด้วย เหมือนน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า เขาที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจ แม้ค่าจ้างจะไม่ได้แพงมากในตอนแรก แต่เมื่อธุรกิจชาเริ่มดีขึ้นตามลำดับ เขาก็จ้างได้ในราคาปกติ แต่ทางไร่ของพ่อเลี้ยงมนูญกลับกดราคา ทำให้คนงานในไร่ทรัพย์ประเสริฐต่างก็อยากมาทำงานกับเขา แต่ทางไร่ทรัพย์ประเสริฐประกาศว่าใครมาทำงานกับไร่ร้อยดาว จะไม่รับกลับเข้าไปทำงานอีก

   ทำให้คนงานบางคนก็ยังหวั่นๆ เพราะไร่ทรัพย์ประเสริฐใหญ่โตกว่าไร่ร้อยดาวของเขามากนัก ธุรกิจของไร่ร้อยดาวเริ่มเติบโต คนทำไร่ชามีเยอะแยะไปหมด แต่กองทัพก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมพ่อเลี้ยงมนูญถึงได้จ้องแต่คอยขัดขวางไร่ร้อยดาวนัก

   เขาก็ได้ทั้งแรงงานจากชาวเขาเผ่านี้ ทั้งยังผู้ใหญ่ลีปอมาขอคำแนะนำ เรื่องปลูกชาเพื่อเอาไว้ขายในท้องที่ในราคาถูกบ้าง ซึ่งกองทัพเองก็ยินดี พร้อมแบ่งต้นกล้ามาให้ปลูก พอเป็นอุตสาหกรรมครัวเรือนให้กับคนในหมู่บ้าน โดยไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับไร่เขาเลย

   ชาวเขาที่ขาดคนแนะนำในตอนแรกต่างก็ดีใจที่ทางพ่อเลี้ยงกองทัพของพวกเขามีน้ำใจ มีอะไรก็มักจะขอคำปรึกษาเป็นประจำ และไม่ว่าพ่อเลี้ยงกองทัพต้องการอะไร พวกเขาก็ยินดีและเต็มใจทำให้เป็นอย่างยิ่ง

   “ตอนนี้ใบชามันกำลังจะได้เวลาเก็บแล้วครับ พ่อเลี้ยง ผมจะปรึกษาพ่อเลี้ยงเรื่องที่จะจัดตั้งสหกรณ์หมู่บ้าน นี่ผมรวบรวมได้สามสี่หมู่บ้าน คุยกับผู้ใหญ่บ้านแต่ละ ทุกคนต่างก็สนใจ แต่ผมอยากให้พ่อเลี้ยงเป็นคนอธิบายรายละเอียดอีกที ผมไม่ค่อยรู้เรื่อง”

   ผู้ใหญ่ลีปอเกาหัวที่เส้นผมเริ่มขาวแซมมาจนเห็นได้ชัด

   “ได้ครับ จัดเมื่อไหร่โทรไปบอกผมได้เลย หรือว่าให้ใครไปบอกก็ได้ ผมยินดีเสมอ”

   “ขอบคุณพ่อเลี้ยงมากๆ เลยครับ ที่คอยเป็นคนคอยแนะนำให้ ไม่ได้พ่อเลี้ยงพวกเราก็ลืมตาอ้าปากกันไม่ได้สักที”

   “ครับ ลองดู แต่ถ้ามันหนักไป ก็จะเข้ากับโครงการหลวงก็ดีนะครับ พ่อหลวง ทางโครงการหลวงเขามีเจ้าหน้าที่คอยดูแล ให้คำแนะนำตลอด”

   พ่อหลวงบ้านลีปอพยักหน้า

   “ของเรายังเล็กๆ อยู่เลยครับ พ่อเลี้ยง พวกผมกะทำขายกันเองก่อน ไปซื้อชาบางทีมันก็แพงไม่ไหวเหมือนกันครับ”

   กองทัพยิ้มรับ เขาเข้าใจวิถีชีวิตของชาวบ้านดีพอสมควร ส่วนใหญ่ชาวบ้านก็ทำการเกษตรปลูกพืชผักสวนครัว ทำไร่กัน แม้จะเริ่มทำเป็นธุรกิจเข้าสู่มาตรฐานกันหลายๆ เจ้าก็ตาม แต่ก็ยังมีชาวบ้านอีกหลายคนที่ยังคงปลูกผักสวนครัว ค้าขายกันสำหรับคนพื้นที่

   แม้ความเจริญจะก้าวเข้ามาสู่สังคมชนบทกันเยอะ โครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของหลวง หรือของเอกชนต่างก็มาลงทุนในพื้นที่ตามป่าเขา กันมากขึ้น เพราะความสูงที่พอเหมาะ กับอากาศที่ไม่ร้อนมากนัก ทำให้ปลูกพืชผักของต่างประเทศได้บ้าง เป็นที่ต้องการของตลาด

   “มาวันนี้ผมก็จะมาขอเมล็ดพันธุ์ผักกระหล่ำปลีจากพ่อหลวงไปปลูกไว้กินเองเหมือนกันครับ”

   แม้กองทัพจะจบมาในด้านบริหารธุรกิจ  แต่เมื่อเขาหนีมาอยู่ต่างจังหวัดเขาก็เรียนด้านเกษตรเพิ่มขึ้นมาอีกปริญญา และโลกของการสื่อสารเรียนรู้ ในยุคดิจิตอลนี้รวดเร็ว สามารถหาข้อมูลความรู้ได้จากอินเตอร์เน็ต เขาก็สามารถแบ่งปันให้คำแนะนำกับชาวบ้านได้บ้าง

   “ได้ครับพ่อเลี้ยงรอสักครู่นะครับ” แล้วชายวัยกลางคนก็ตะโกนเรียกคนในบ้านออกมาพร้อมสั่งเป็นภาษาอาข่าที่กองทัพฟังไม่รู้เรื่อง

   “ขาพ่อหลวงไปโดนอะไรมาครับ เห็นต้องใช้ไม้เท้า”

   พ่อหลวงชาวอาข่าหัวเราะจนเห็นฟันดำๆ เพราะสูบบุหรี่มาก พร้อมเกาหัวแกรกๆ

   “วันก่อนผมไปตลาด ไม่ทันมอง ก้าวพลาด ขาเลยเจ็บครับ ตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้ว คนแก่ก็ตาเริ่มไม่ดี”

   อาโซ่ลูกชายของผู้ใหญ่บ้านเดินถือตะกร้าที่ด้านในมีต้นกล้าเล็กๆ หลายต้นวางเรียงซ้อนๆ กันอยู่ ยกมาวางข้างๆ แคร่ที่พ่อกับแขกของพ่อนั่งอยู่ พร้อมยกมือไหว้พ่อเลี้ยงกองทัพ

   “ไงอาโซ่ ทำไมวันนี้ไม่ไปเรียน”

   “วันนี้โรงเรียนเลิกครึ่งวันครับ”

   “ปีหน้าผมจะส่งอาโซ่ไปเรียนในตัวอำเภอ ไปอยู่กับน้องสาวผม”

   กองทัพมองไปยังต้นกล้าในตะกร้าสานข้างๆ ตัวเขา ก็รีบบอกผู้ใหญ่บ้าน

   “พ่อหลวง ให้อะไรมาเยอะแยะ ผมเอาแค่ผักกะหล่ำก็พอครับ”

   “ไม่เป็นไรครับ บ้านผมมีเยอะ แบ่งๆ กันไป ผมว่าจะแวะไปให้  ก็ดันเจ็บขา”

   แล้วผู้ใหญ่บ้านชาวอาข่าก็สั่งลูกชายให้ยกตะกร้าใส่รถของกองทัพที่จอดอยู่หน้าบ้าน ระหว่างนั้นเองก็มีมอเตอร์ไซค์สามสี่คันซิ่งมาฝุ่นตลบมาจอดใกล้ๆ ยังรถของกองทัพ ชายฉกรรจ์หกคนลงจากรถก้าวอาดๆ เข้ามาหาชายแก่เจ้าของบ้านอย่างไม่กลัวเกรง

   “อาชิงอยู่ไหน” น้ำเสียงห้วนๆ ของหนึ่งในนั้นตะคอกถาม

   ผู้ใหญ่บ้านมองหนุ่มเผ่าเดียวกันแต่ต่างหมู่บ้าน ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่

   “มีอะไร มันก็ไปทำงานในไร่ ยังไม่กลับ”

   อาชิง หลานชายคนโตของผู้ใหญ่บ้าน มีนิสัยดื้อรั้น ว่าอะไรไม่ฟัง มักไปก่อเรื่องประจำ ครั้งนี้ก็คงเหมือนเดิม

   “มันไม่อยู่น่ะสิ ถึงได้มาหาที่บ้าน ถ้าลุงเจอมัน ให้มันกลับไปที่ไร่ด้วย พ่อเลี้ยงต้องการเจอ”

   สายตาของแก๊งมอเตอร์ไซด์ พยายามกวาดตามองไปทั่วๆ บริเวณ ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ เจอแต่สายตาของชายหนุ่มท่าทางภูมิฐานแม้จะสวมเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนก็ตาม จ้องตาโดยไม่หลบสายตา

   “กวนตีนรึไง” ชายร่างเล็กในกลุ่มเข้าไปจะหาเรื่อง หากแต่กองทัพก็ไม่หลบ

   “ไอ้ชัช กลับ” เสียงลูกพี่ในกลุ่มสั่งพร้อมกับลากเอาร่างเล็กที่อาจหาญจะไปมีเรื่องกับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ท่าทางไม่ยอมคน

   เสียงเบิ้ลเครื่องมอเตอร์ไซด์ดังกระหึ่มไปทั่ว ทำเอาไอ้ด่าง ไอ้ดำแถวนั้นวิ่งตามเห่าเสียงดังโดยไม่สนใจฝุ่นที่คลุ้งตลบอบอวลไปทั่ว 

   “เฮ้อ...” ชายชราได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา “ผมต้องขอโทษพ่อเลี้ยงด้วยนะครับ พวกนี้มันไม่รู้รึไงว่าหาเรื่องกับใคร”

    “ช่างเขาเถอะครับ พ่อหลวง ว่าแต่พวกนั้นคือใคร แล้วมาหาเรื่องกันบ่อยไหมครับ”

   “อาชิงคงไปก่อเรื่องอะไรอีก แต่ท่าทางพวกนั้นจะเอาเรื่องน่าดู ผมไม่รู้เหมือนกันครับว่าเป็นกลุ่มไหน มันกลับมาต้องจัดการถามมัน ปล่อยไว้ไม่ได้”

   “มีอะไรให้ผมช่วยก็บอกได้นะครับ วันนี้คงต้องขอตัวก่อน มีผู้จัดการของธารารีสอร์ตมา คุณพ่อเธอฝากให้ดูแลว่างๆ ผมจะพามาแนะนำให้รู้จักนะครับ”

   กองทัพเผลอขมวดคิ้วแสดงความหนักใจออกมาทางสีหน้า เมื่อคิดถึงผู้จัดการคนใหม่ของธารารีสอร์ท เขาจะทำยังไงดีนะ ให้เธอกลับไป มันเป็นความต้องการของพ่อเธอไม่เกี่ยวกับเขา เขากล่าวขอบคุณผู้ใหญ่บ้านเผ่าอาข่าอีกครั้งก่อนจะขับรถออกมา โดยไม่ได้สังเกตว่ามีมอเตอร์ไซด์วิ่งตามหลังมา จนเขาเลี้ยวเข้าเขตไร่ร้อยดาว มอเตอร์ไซด์คันดังกล่าวก็ขี่ผ่านหน้าไร่ไป

   เขาขับรถมุ่งไปยังบ้านพักเนินเขา แต่ยังไม่ทันได้ไปถึง ก็ได้ยินเสียงบุญเจริญตะโกนโหวกเหวกเรียก

   “เจ้านาย  เจ้าน้ายยยย...” เสียงลากยาวเรียกในตอนท้าย คนที่เป็นเจ้านายเหยียบเบรกทันที ส่วนคนที่วิ่งตามก็วิ่งโดยไม่มอง วิ่งมาชนท้ายรถจุกแอ๊ก ทรุดไปนั่งกับพื้นพร้อมร้องครวญคราง

   “เจ้านายชนพ้ม เจ้านายชนไอ้บุญ”

   “หยุดโวยวาย ไม่งั้นจะไปถอยรถมาชนซ้ำจริงๆ มีอะไรว่ามา แกนี่มันล้นตลอด”

   บุญเจริญที่โอดครวญอยู่รีบลุกขึ้นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อเห็นอาการเจ้านายเดินมาคล้ายจะเข้ามาเตะ มากกว่าจะไปถอยรถมาทับ
ตน

   “ครือ เจ้านายผู้หญิงที่มาใหม่” บุญเจริญกลืนน้ำลายเมื่อคิดถึงเจ้านายผู้หญิงที่กล่าวถึง อาการเงียบไปนานต้องคอย่นเมื่อโดนมะเหงกเขกหัวดังโป้ก

   “อย่าลีลา”

   “แหะๆ ครือ...” บุญเจริญพูดพร้อมกระโดดหลบห่างเจ้านายไปหนึ่งก้าว ก่อนจะพูดต่อ “ครือ เธอมารอเจ้านายอยู่บ้านครับ” พูดยังไม่ทันจบบุญเจริญก็วิ่งเผ่นแนบกลับไปทางเก่าหลบเท้าเจ้านายที่เหวี่ยงเตะมาได้อย่างหวุดหวิด

   “ไอ้นี่...” กองทัพได้แต่ส่ายหน้าในความล้นของบุญเจริญ เขาอมยิ้มกับความทะเล้นของลูกน้องคนสนิท แม้บุญเจริญจะดูล้นหรือทะลึ่งตึงตังกับเขา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเขารู้ดีว่าเจ้าตัวพยายามให้เขาได้ยิ้มออกมาบ้าง ตลอดเวลาก็มีแต่บุญเจริญที่กล้าล้น กล้าเล่นกับเขาจนดูเหมือนจะลามปาม แต่มันก็มีขอบเขตของมัน และที่สำคัญมันเป็นคนที่ทำงานเก่งคนหนึ่ง แทบจะเรียกได้ว่า เป็นมือขวาของเขาเลยทีเดียวตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เขารู้ว่าพวกคนงานรวมทั้งคนที่รีสอร์ทที่รับปากดูแลให้ ต่างก็ซุบซิบกล่าวขวัญถึงเขาว่าหน้าไม่ค่อยยิ้ม จริงจังตลอดเวลา และเจ้าบุญเจริญตัวดีนี่แหละที่ทำเป็นรู้ดีบอกใครต่อใครว่า

   “เจ้านายอกหัก! มีแฟนเมื่อไหร่คงกลับมายิ้มได้”

   ดังนั้นเวลามีสาวคนไหนย่างกรายเข้ามา มันจึงชอบเสนอหน้า ยั่วให้มีน้ำโห ครั้งนี้ก็เช่นกัน แต่เขาก็เตะมันไม่ทันทุกที กองทัพหัวเราะออกมาเบาๆ ใครว่าเขาเป็นเสือยิ้มยาก รักไม่ยุ่งมุ่งแต่งาน สโลแกนเชยๆ ที่มีคนแอบตั้งให้ มันดูจะเข้ากับเขาที่สุด แต่ก็ชักหวั่นใจกับอะไรบางอย่าง ราวกับความยุ่งยากกำลังจะตามมา เซ้นส์ของเขามันบอกอย่างนั้น วิธีเดียวที่พอจะทำได้

   ต้องหาทางให้เธอกลับกรุงเทพโดยด่วน!