ผู้เขียน หัวข้อ: ธาราร้อยดาว new บทที่ 5  (อ่าน 262 ครั้ง)

กลิ่นร่ำ - copter

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 21
    • ดูรายละเอียด
ธาราร้อยดาว new บทที่ 5
« เมื่อ: มกราคม 06, 2016, 04:54:46 PM »
บทที่ 5

   กองทัพเดินตามมาห่างๆ ถึงกับชะงัก เมื่อได้ยินข้อความตะโกนลั่นของอิงฟ้า เขามองตามหญิงสาวที่วิ่งขึ้นบ้านไป ความตั้งใจที่จะมาดูแลเธอตามที่พ่อเธอฝากไว้ กับคำพูดของเขาเมื่อครู่อาจจะแรงไปสำหรับเธอ ตั้งใจจะมาอธิบายกลับต้องชะงักไว้เมื่อได้ยินคำว่า ‘เกลียด’

   ใช่! เขาตามมาเพราะพ่อเธอฝากไว้ ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใดอีก ก็ดี..โกรธได้ก็ดี จะได้ไปจากที่นี่เร็วๆ ผู้หญิงนี่เอาแต่ใจกันทั้งนั้น น่าเบื่อชะมัด...

   ต่อไปเธอจะยิ่งเกลียดฉัน...อิงฟ้า

   เขายังมีเรื่องที่ต้องไปจัดการค้างไว้อยู่ จะมามัวสนใจกับอารมณ์อันไร้สาระของเธอทำไมกัน พรุ่งนี้ค่อยจัดการเธอแล้วกัน ระหว่างเดินคิดว่าจะทำอย่างไรกับหญิงสาวที่เอาแต่ใจอย่างอิงฟ้าอยู่ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาจากในกระเป๋ากางเกง กองทัพล้วงกระเป๋าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูชื่อ พอเห็นว่าเป็นใครรีบกดรับ

   “สวัสดีครับคุณลุง”

   “ทัพ น้องเขาก่อเรื่องให้ปวดหัวบ้างรึเปล่า”  คุณชนินทร์ถามด้วยความห่วงใย

   “พอเห็นฤทธิ์แล้ว แต่ยังรับมือได้อยู่ครับ” ชายหนุ่มจะบอกได้ไง เพิ่งปะทะกันมาไม่นานนี้เอง แล้วตั้งแต่เธอมาก็มีเรื่องให้ได้ทะเลาะกันตลอด

   “ยัยฟ้าจะค่อนข้างเอาแต่ใจ แต่ก็ยังมีความรับผิดชอบของการเป็นพี่คนโต ยังไงก็ฝากเกลี้ยกล่อมให้กลับมาบ้านนะ เอาไว้ลุงเกษียนค่อยไปอยู่ด้วยกัน ลุงไม่อยากให้ไปอยู่คนเดียวเท่าไหร่ ลุงเป็นห่วง”

   “ครับ ผมว่าอีกไม่นาน เธอคงขอกลับแน่นอนครับ” เขาเชื่อมั่นแบบนั้น และมั่นใจว่าต้องทำได้ แม้จะไม่เห็นด้วยที่คุณลุงชนินทร์เป็นห่วงและตามใจลูกสาวมากไป

   “ขอบใจมาก เออ...แล้วยังไงช่วยหาผู้จัดการคนใหม่ให้ลุงด้วยนะ”

   “ครับ ผมฝากรุ่นน้องให้ช่วยแนะนำคนที่สู้งานและไว้ใจได้ คงอีกไม่นานครับ”

   “ขอบใจมาก...กองทัพ ถ้ายัยฟ้าตีรวนอะไรก็จัดการได้เลยนะ ลุงอนุญาต”

   “ครับ” ชายหนุ่มรับคำพร้อมแอบถอนหายใจออกมา แค่ไม่นานเขาก็เริ่มรู้ฤทธิ์เดช ของอิงฟ้าจอมรั้นได้

   “ไม่ได้เรา ลุงก็ไม่รู้จะไปหาใครช่วย”

   “อย่าพูดอย่างนั้นเลยครับ ไม่มีลุงชนินทร์ ผมก็ไม่มีวันนี้ คงยังตั้งตัวไม่ได้ ผิดกับ...” กองทัพหยุดพูดต่อก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “เรื่องคุณฟ้า คุณลุงไม่ต้องห่วงนะครับ ไม่นานเธอคงกลับกรุงเทพแน่ๆ” กองทัพกล่าวด้วยความมั่นใจ

   ชายหนุ่มคุยเรื่องงานกับคุณลุงชนินทร์อีกสักพัก ถึงได้วางสายไป

   ใช่! ถ้าไม่ได้ผู้ชายคนนี้เขาก็คงไม่ได้มาถึงทุกวันนี้ได้ ลุงชนินทร์เป็นเพื่อนสมัยเรียนกับพ่อเขา พลโทขวานทอง กันย์ภิรมณ์ ผู้ชายที่รักอาชีพทหารเหนือสิ่งอื่นใด พ่อปลูกฝังให้เขารักการเป็นทหารเหมือนพ่อ แต่แม่ไม่เคยบังคับเขาเลยเขาชอบการทำไร่ เมื่อตอนเด็กๆ จำได้ว่า ตอนปิดเทอมเขาชอบไปเที่ยวสวนผลผักของคุณตา ช่วยคุณตารดน้ำแปลงผักโตมาหน่อยก็ช่วยยกแปลงผักได้ เขาเคยขอพ่อที่จะเรียนเกษตร แต่พ่อเขาโมโหมากถึงขั้นทะเลาะกันแรง เป็นแม่อีกนั่นแหละที่เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยให้เขาไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร พ่อถึงได้มายิ้มแย้มให้เมื่อตอนเขาเข้าเรียนได้

   นี่ถ้าไม่เกิดเรื่องก่อน เขาคงไม่ได้มาทำไร่ชาอยู่ทางเชียงใหม่นี่ จริงๆ เขาควรจะขอบคุณ ‘เธอ’ เสียด้วยซ้ำไป ที่ทำให้เขาได้ทำในสิ่งที่เขารัก เขาไม่ได้เกลียดการเป็นทหาร เพียงแต่เขาอยากทำไร่มากกว่าก็แค่นั้นเอง แต่ที่เขาโกรธเธอเพราะป้าเธอมาใส่ร้ายเขาต่างหาก ทำให้เขามีมลทินกลายเป็นโจรบ้ากามไปได้

   เขาแค่โกรธ นี่ก็ลืมๆ ไปแล้ว ถ้าเธอไม่กลับเข้ามาสู่วงจรชีวิตเขาอีก ทำไมเขาไม่รู้ว่าเธอเป็นลูกสาวของผู้มีพระคุณของเขานะ   นี่คุณลุงจะรู้เรื่องราวครั้งนั้นรึเปล่านะ แต่ไม่เคยเห็นคุณลุงพูดอะไรเลยนี่นา

   “โอ๊ยยย  ปวดหัวโว๊ยยยย”

กองทัพตะโกนจนคนงานที่กำลังเดินกลับบ้าน มองด้วยความสงสัย แต่ต้องรีบหลบสายตา ยังมีปัญหาที่ค้างรออยู่ ต้องกลับไปจัดการ สองวันนี้มีแต่เรื่องวุ่นวายน่าปวดหัว ชายหนุ่มเดินไปบ่นพึมพำไป มุ่งไปทางบ้านพักคนงานของเขา


   เช้าวันต่อมาหลังจากที่อิงฟ้ากลับจากการวิ่งจ๊อกกิ้ง เธอก็รีบมาล้างมือเพื่อทานอาหารเช้าที่ป้าฟองจันทร์เตรียมไว้ให้     

   “ป้าคะ ที่บ้านนี่มีรถมอเตอร์ไซค์มั้ยคะ”

   “มีจ้า แต่ว่ามันเก่า ก็พอขี่ในระยะใกล้ๆ ได้ คุณฟ้าจะขี่ได้เหรอคะ”

   “ได้จ้ะ หนูเคยขี่อยู่” แต่เธอไม่ได้บอกว่า เธอเคยเมื่อนานมากแล้ว มันจะไปยากอะไร ทรงตัวได้ก็บิดไปได้ ยิ่งแถวนี้รถไม่ได้เยอะ

   “กุญแจแขวนอยู่ริมเสาโน้นค่ะ” ป้าฟองจันทร์ชี้ไปทางเสาวิเศษที่มีตั้งเบอร์โทรศัพท์ กับที่แขวนกุญแจรถอยู่ หญิงสาวถึงกับอมยิ้ม
คนต่างจังหวัดนี่ยังคงชอบแขวนกุญแจรถไว้กับเสาต่างๆ ถ้าเป็นที่กรุงเทพ คงโยนอยู่ในลิ้นชัก ไม่ก็โต๊ะใดโต๊ะหนึ่ง

   “แขวนไว้ไม่กลัวใครมาหยิบไปเหรอคะป้า” หญิงสาวอดท้วงสิ่งที่คิดไม่ได้

   “อู๊ยยยย ใครมันจะกล้า คุณทัพแกดุจะตาย ได้เอาตายซิคะ”

   คุณทัพ...ชื่อนี้อีกละ ทำไมเขาช่างมีอิทธิพลกับคนที่รีสอร์ทนี้แทนที่จะเป็นพ่อของเธอ

   “ป้า ฟ้าไปทำงานก่อนนะคะ เจ้านายบอกห้ามไปสาย” หญิงสาวรีบลุกขึ้นทันทีหลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ พร้อมโบ้ยปากไปทางไร่ชา เมื่อกล่าวถึงเจ้านายจอมเผด็จการ

   เธอเดินไปหยิบกุญแจรถที่แขวนอยู่กับพวงกุญแจเก่าๆ รูปนักกีฬารุ่นเก่ากึกที่เธอไม่รู้จัก มองภายนอกคงเป็นพวงกุญแจที่เวลาซื้อของแล้วเขาแถมมา หญิงสาวอมยิ้มพร้อมคิดในใจ เอาไว้ค่อยหามาเปลี่ยน

   ป้าฟองจันทร์มองตามหญิงสาวที่สดใส เดินฮัมเพลงออกไป เธอจึงจัดการเก็บถ้วยข้าวต้ม พร้อมถ้วยกาแฟ ใจก็คิด อิงฟ้ายังดูเด็กและเป็นคุณหนูอยู่มากจะมาทำงานกลางป่ากลางเขาแบบนี้จะได้เหรอ แม้งานรีสอร์ทมันไม่หนักเหมือนงานไร่ แต่ก็ไม่ได้สบายเหมือนทำงานในกรุงนักหรอก เธอเดินหายไปด้านหลัง เสียงสตาร์ทรถพร้อมเร่งเครื่องด้านนอกดังห่างออกไป


   อิงฟ้านั่งมองนาฬิกาเรือนใหญ่ที่ตั้งในห้องทำงาน จากเข็มยาวอยู่ที่เลขสองจนเข็มยาวเลื่อนมาอยู่ที่เลขสี่ แล้วตอนนี้มันก็มาอยู่ที่เลขเก้า เกือบชั่วโมงแล้วนะ หญิงสาวเริ่มหงุดหงิด เธอไม่เคยรอใครนานขนาดนี้ แม้ว่าบางครั้งเธออาจจะให้คนรอเธอบ้าง แต่ก็ไม่นานมากแบบนี้

   “นัดไม่เป็นนัด” หญิงสาวบ่นออกมา เพื่อให้หายอึดอัดบ้าง ก่อนจะเดินไปยืนมองออกไปนอกหน้าต่าง วันนี้อากาศเย็นสบาย ยังไม่ต้องเปิดแอร์ ห้องทำงานนี้ถ้ามองออกไปจะเห็นวิวด้านที่พักชัดเจน กระท่อมไม้ขนาดเล็ก เรียงรายกันเป็นแถว สลับกับกระท่อมไม้ที่ปลูกเป็นบ้านแฝดสองห้อง มีโต๊ะไม้ตั้งอยู่หน้าบ้าน บ้านหลังริมที่มีคนมาพัก คุณพ่อกำลังวิ่งไล่จับลูกสาววัยสองขวบ รอยยิ้มทำเอาหญิงสาวถึงกับยิ้มตามกับภาพน่ารักนั้น

ก๊อกๆ

เสียงเคาะประตูทำเอาอิงฟ้าต้องถอนสายตาจากภาพน่ารัก หันไปมองยังประตู ปากเตรียมต่อว่า เมื่อคิดว่าต้องเป็นเขา แต่กลับเป็นคำหล้า สาวหน้าประชาสัมพันธ์ เธอถึงกับเม้มปาก

“คุณกองทัพ โทรมาบอกว่า ติดงาน ให้คุณอิงฟ้ารอก่อนนะคะ เสร็จแล้วจะรีบมาค่ะ”

“อะไรกัน นัดไม่เป็นนัด” อิงฟ้าอดที่จะโวยวายออกมาไม่ได้

“ปกติคุณกองทัพจะเข้ามาที่นี่ช่วงบ่าย ช่วงเช้าจะอยู่ที่ไร่ค่ะ” คำหล้าพยายามจะอธิบาย

“จ้ะ ขอบใจมาก” 

พอคำหล้าถอยออกไปจากห้อง อิงฟ้าก็รีบไปคว้ากุญแจรถที่วางไว้บนโต๊ะทำงาน เดินออกจากห้องไป พอผ่านหน้าคำหล้าที่เพิ่งถึงเคานเตอร์ เธอก็บอกสั้นๆ

“ฉันจะไปไร่”

อาการหงุดหงิดที่ต้องมานั่งรอเป็นชั่วโมง ต้องมาหงุดหงิดซ้ำสองเมื่อสตาร์ทเจ้าเขียว มอเตอร์ไซค์รุ่นแอนทิค ไม่ติดขึ้นมาอีก อิงฟ้าถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะออกแรงสตาร์ทสุดแรงอีกครั้ง คราวนี้เสียงเจ้าเขียวดังกระหึ่ม เธอยิ้มอย่างพอใจ

“ต้องขอพ่อซื้อมอเตอร์ไซค์คันใหม่ซะแล้ว”


อิงฟ้าขี่เจ้าเขียวผ่านเข้าไปในไร่ร้อยดาว ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอเข้ามาทางประตูใหญ่ตามลำพัง ผ่านเรือนไม้หลังเล็กด้านหน้าที่ดูเหมือนจะว่างเปล่าไม่ได้ใช้ทำอะไร เธอชะลอรถให้ไปอย่างช้าๆ ถือโอกาสชมไร่อีกครั้ง โกดังด้านขวาเธอเคยมารอกับกองทัพหนก่อน แต่หญิงสาวไม่ได้เข้าไป คงเป็นโรงอะไรสักอย่าง เธอเห็นหัวหน้าคนงานที่ชื่อบุญเจริญกำลังคุยกับชายฉกรรจ์สองสามคน จึงได้มุ่งตรงไปหา

“เจ้านายอยู่ไหนจ๊ะ”

บุญเจริญมัวแต่ตกตะลึงเมื่อเจอคุณหนูคนสวย ได้แต่ยิ้มโชว์ฟันสามสิบสองซี่

“นายบุญเจริญใช่มั้ย ฉันถามว่า เจ้านายอยู่ที่ไหน”

“เอ่อ...เพิ่งไปไร่ตะกี๊ครับ” บุญเจริญชี้ไปทางไร่ชาด้านขวา เหมือนชี้ส่งเดชไปยังไร่ชาอันกว้างใหญ่ ก่อนจะบอกใหม่เมื่อเห็นอะไรอยู่ด้านหน้าลิบๆ

“อ้อๆ อยู่โน่นครับ ยืนด่าคนงานอยู่โน่น” พร้อมกับหัวเราะราวกับรู้ดีว่าเจ้านายกำลังว่าใคร “ผมไม่ไปส่งนะครับ เดี๋ยวโดนลูกหลง”

อิงฟ้าไม่รอช้า รีบบิดรถเร่งไป ถนนในไร่ไม่ดีเท่าถนนที่รีสอร์ท หญิงสาวพยายามประคองรถหลบหลุมที่กลบแบบลวกๆ โดยใช้ก้อนกรวดเทราดลงไป ยังไม่ทันได้เอาดินกลบทับ เธอไม่ทันเห็นหลุมใหญ่ใกล้ๆ ล้อหน้าตกลงไปก่อนที่รถจะล้ม

“ว๊ายยยยย”

เสียงร้องของอิงฟ้าพร้อมกับรถที่ล้มทับตัวหญิงสาวทำเอากองทัพเกือบจะหัวเราะออกมา เขาเห็นเธอหยุดรถคุยกับบุญเจริญแต่ไกล แต่ทำเป็นไม่สนใจ จนเห็นเธอขี่เจ้าเขียวมาใกล้ๆ จะบอกว่าให้ระวังหลุมก็ไม่ทัน

ทันทีที่คนงานช่วยยกรถออกมา เขาก็ดุใส่เธอทันที

“ผมบอกให้รอที่โน่น ทำไมไม่รอ”

“ฉันรอนานแล้ว” อิงฟ้าตอบด้วยสีหน้าบึ้งตึง การล้มต่อหน้าเขาถึงสองครั้งสองครา มันเป็นเรื่องที่ไม่น่ายินดีนัก แถมเธอเห็นเขาแอบหัวเราะ ก่อนจะปั้นหน้าดุใส่เธอ หญิงสาวพยายามลุกขึ้นจะปัดฝุ่นออก แต่พอยืนขึ้นกลับต้องทรุดนั่งลองอีกครั้ง

“โอ๊ยย” หญิงสาวกุมข้อเท้าด้วยหน้าตาเหยเก ยังเจ็บกับที่ตกบันไดไม่หาย มาซ้ำที่เดิมอีก คราวนี้ถึงกับทรุดนั่งมันเจ็บแปล๊บ น้ำตาซึมทีเดียว

“เป็นอะไร รถล้มแค่นี้ถึงกับร้องไห้” น้ำเสียงที่ดุเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงที่นุ่มหู เชิงปลอบโยน

อิงฟ้าเงยหน้ามองแทบไม่เชื่อหูตัวเอง หากแต่พบใบหน้านิ่งเฉยก้มลงมา จับข้อเท้าเธอมานวดคลึงเบาๆ

“โอ๊ยย” หญิงสาวร้องขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับหดขาหนี แต่มือที่จับไว้แน่นไม่ปล่อยให้เท้าเธอขยับหนีไปไหน

“อยู่เฉยๆ” เสียงเข้มดุขึ้นมาอีกครั้ง “ข้อเท้าแพลง” เขาสรุป

“ลุกไหวไหม หรือต้องให้อุ้ม”

อิงฟ้าได้ยินคำว่า ‘อุ้ม’ รีบลุกขึ้นแต่ต้องทำหน้าเหยเก เมื่อข้อเท้าเจ็บแปล๊บอีกครั้ง แต่เธอก็พยายามยืนด้วยขาข้างเดียว ก่อนที่เธอจะล้มลงไปอีกครั้ง กองทัพรีบประคองเธอไว้ไม่ให้ล้ม

“อยู่นิ่งๆ” เขาสั่งอีกครั้ง พร้อมมองไปที่คนงาน พเยิดหน้าให้เอารถที่จอดอยู่มาใกล้ๆ

“ค่อยๆ ถ้าดื้อจะปล่อยไว้ตรงนี้แหละ”

เขาพาเธอนั่งด้านหลัง ก่อนจะเป็นวินมอเตอร์ไซค์ พาเธอไปที่บ้านพักเขา หญิงสาวไม่กล้าจะปฏิเสธ กลัวเขาปล่อยเธอทิ้งไว้กลางไร่จริงๆ พอไปถึง ไม่พูดพล่ามทำเพลง กองทัพอุ้มอิงฟ้าเดินตัวปลิวเข้าไปยังห้องรับแขก ค่อยๆ วางเธอกับโซฟายาวกลางห้อง แล้วหายไปด้านหลังกลับมาพร้อมถังน้ำใบเล็กๆ ที่ใส่น้ำมา อีกมือถือผ้าแห้งมาด้วย

“ฉันล้างเท้าเอง”

“บอกว่าให้อยู่เฉยๆ นั่งนิ่งๆ ไม่ต้องพูด”

แต่อิงฟ้าก็ดื้อเงียบ ค่อยๆ ยกเท้าไปจุ่มลงในถังน้ำทั้งสองเท้า พยายามใช้เท้าข้างที่ไม่เจ็บถูเศษดินที่ติดที่เท้า พร้อมทำหน้าแหย๋ๆ ไปด้วย เสียงถอนหายใจดังเข้ามาให้ได้ยิน ก่อนจะมีมือมาจับขาเธอออกไปข้างหนึ่ง แล้วค่อยๆ ใช้มือล้างเท้าที่อยู่ในถังให้สะอาดก่อน จะค่อยๆ ยกออกมาวางบนผ้า เช็ดให้แห้ง แล้ววางเท้าเธอกับพื้นเบาๆ ก่อนจะทำซ้ำกับขาอีกข้าง

“ขอบคุณ”

กองทัพไม่ได้พูดอะไร แต่เดินหิ้วถังน้ำออกไป พอกลับเข้ามาอีก คราวนี้ถือครีมนวดแก้ปวด พร้อมผ้าก๊อช

“ข้างไหนนะที่เจ็บ” เขาถามขึ้นมาลอยๆ แต่สายตาเขาจับจ้องอยู่ที่เท้าเธอ ยังไม่ทันได้ตอบเขาก็ยกข้างที่เจ็บขึ้นมาทายาให้เบาๆ ตรงข้อเท้าที่เริ่มบวมแดง ก่อนจะพันผ้ารัดข้อเท้าไว้แน่น

“ชั่วคราวไปก่อน พรุ่งนี้ถ้าปวดมากค่อยไปหาหมอ วันนี้คลีนิคหมอปิด”

“ขอบคุณมาก” คำขอบคุณดังขึ้นมาอีกครั้ง

“วันหลังก็อย่าดื้อ บอกให้รอที่รีสอร์ทก็รอ จะรั้นมาทำไม ยังไม่ได้ชำระความเรื่องนี้เลย”

“ก็คุณให้รอนานแล้ว ฉันใจร้อน” เมื่อนึกถึงสาเหตุที่ต้องมา หญิงสาวก็ทนไม่ได้ เถียงขึ้นมา พอเห็นหน้าที่จริงจังของเขาก็ต่อด้วยน้ำเสียงที่เบาลง “ฉันไม่ชอบรอใครนาน”

“แล้วเป็นไง เจ็บตัวเลย ถ้าขืนไม่ฟังกันแบบนี้ ผมจะส่งคุณกลับ”

“เอะอะ อะไรก็ส่งกลับๆ แล้วถ้าฉันไม่กลับล่ะ”

“ผมก็จะจับคุณยัดใส่รถ ขับไปส่งถึงกรุงเทพ”

ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าที่จริงจัง ทำเอาอิงฟ้าไม่กล้าเถียงต่อ มองออกไปอีกทางที่ไม่ต้องเห็นหน้าเขา น้ำตารื้นๆ ขึ้นมา กองทัพมองหน้าหญิงสาวส่ายหน้าช้าๆ ก่อนจะลุกเดินเอายาไปเก็บ พร้อมพึมพำออกมาให้ได้ยิน

   “เลยไม่ได้เริ่มงานอีก”

   คราวนี้หญิงสาวหันกลับมามองตามเขา ด้วยความประหลาดใจ เมื่อครู่ยังเสือกไสไล่ส่งให้กลับบ้าน ตอนนี้ยังจะมาพูดเหมือนให้อยู่ต่อ เพียงครู่เขาก็กลับมาพร้อมยาพาราสองเม็ดในมือ กับน้ำเปล่า ยื่นส่งให้เธอ

   “กินซะ”

   เธอรับมาจัดการกินอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มยิ้มอย่างพอใจ

   “พร้อมรึยัง”

   อิงฟ้ามองกองทัพ ไม่เข้าใจคำถามเขา

   “พร้อมอะไร...”

   “พร้อมทำงานไง มาเพื่อทำงานไม่ใช่รึไง”

   “แต่ตอนนี้ขาฉันเจ็บ”

   “แค่ขาเจ็บนิดหน่อย มือกับสมองไม่ได้เป็นอะไรนี่”

   อิงฟ้าเงียบ ปรับอารมณ์ไม่ทัน ไม่ตอบ สมองกำลังครุ่นคิด กองทัพต้องการอะไร อะไรคือตัวตนที่แท้จริงของเขา ผู้ชายที่อบอุ่นอ่อนโยน หรือคนใจร้ายที่กำลังยืนจ้องเธอตอนนี้

   “รีดผ้าเป็นไหม”

   คราวนี้อิงฟ้ายิ่งงงกับคำถามของเขาใหญ่ แต่ก็พยักหน้าตอบ

   “เป็นสิ ตอนไปเรียนที่อเมริกาฉันก็ทำเอง ซักผ้า รีดผ้า ทำกับข้าว” หญิงสาวแจกแจงด้วยน้ำเสียงประชดประชัน

   “ถามทำไม”

   “นั่งอยู่นี่ก่อนนะ อย่าลุกเดินไปไหน เดี๋ยวขาจะยิ่งอักเสบ เดี๋ยวผมมา” กองทัพไม่ตอบ หากแต่ออกคำสั่งแทน พอสั่งจบก็เดินจากไป

   อิงฟ้ารู้สึกปวดขาตุบๆ เลยถือโอกาสนอนพักที่โซฟายาว เผลองีบหลับไปนานแค่ไหนไม่รู้ แต่ตื่นมาต้องประหลาดใจ ที่เห็นตะกร้าผ้ากองโตสามสี่ตะกร้า พร้อมที่รีดผ้ากับเตารีดวางไว้ใกล้ๆ กัน โต๊ะกระจกตัวเล็กใกล้กับโซฟาที่เธอนอนอยู่ มีไม้เท้าวางทับกระดาษโน้ต เธอลุกขึ้นนั่ง หยิบกระดาษโน้ตขึ้นมาอ่าน แทบอยากจะร้องกรี๊ดออกมาดังๆ

   “ตาบ้า นึกว่าจะให้พัก” หญิงสาวบ่นอุบอิบ พร้อมอ่านทวนข้อความบนกระดาษโน้ตอีกครั้งว่าเธอเข้าใจไม่ผิด

      ไม้เท้าใช้ช่วยพยุงเวลาจะเดินไปไหนมาไหน    
วันนี้แม่บ้านขาด ช่วยรีดปลอกหมอนด้วย
งานไม่ยาก หวังว่าคงทำได้
             กองทัพ