ผู้เขียน หัวข้อ: เขียนใจ...ทำนายรัก บทที่ 1  (อ่าน 616 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 229
    • ดูรายละเอียด
เขียนใจ...ทำนายรัก บทที่ 1
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2016, 12:38:26 AM »
บทที่ 1

   เมืองหลวงวุ่นวายเหมือนเดิมที่เพิ่มเติมคือความร้อนในระดับน้องๆ ทะเลทราย รถราวิ่งกันขวักไขว่มองไปๆ ก็ชักจะตาลาย หากไม่มีความจำเป็นจริงๆ ล่ะก็อย่างหวังเลยว่าคาร์บอนมอนน็อคไซด์ในเมืองกรุงจะทำร้ายสุขภาพเขาได้

   ชายหนุ่มยกมือขึ้นบังแดดที่กำลังลามเลียใบหน้าจนรู้สึกแสบนิดๆ แต่ร่มเงาเพียงแค่นั้นคงไม่มากพอที่จะบังได้ทั้งร่าง ดูเหมือนชุดยีนที่สวมมาทั้งกางเกงและเสื้อคลุมจะไม่สามารถคุ้มกันรังสียูวีจากนอกโลกได้ แถมมันยังทำให้เขาดูกลายเป็นจุดน่าสนใจอีกต่างหาก ด้วยส่วนสูงเกินมาตรฐานชายไทยนิดหน่อยแต่ทว่าหน้าตาโดดเด่นชวนมอง สาวเล็กสาวใหญ่เดินผ่านไปก็มักจะทิ้งสายตาไว้ให้ใจสั่นเล่น ผิวของเขาค่อนข้างขาว รูปหน้าเรียว คิ้วเข้ม นัยน์ตามีแววขี้เล่น จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางสีชมพูสวยสมบูรณ์อย่างที่คนสุขภาพดีพึงจะมีคลี่ยิ้มละมุนละไม

   การไปอยู่บ้านร้อยบุญทำให้โหราขยันแจกรอยยิ้มมากขึ้น แม้ว่าสถานที่จะเปลี่ยนไปแต่เขาก็ยังคงเป็นพ่อโหรผู้น่ารักของชาวบ้านเช่นเดิม ผู้ที่ยิ้มก็ย่อมได้รับการยิ้มตอบด้วยไมตรี

   โหราเก็บเสื้อผ้าหนีกรุงไปอยู่บ้านร้อยบุญมาเกือบปีแล้ว วิถีชีวิตเรียบง่ายทำให้หัวใจที่วุ่นวายสงบลง ธรรมชาติและผู้คนทำให้เขามองเห็นอีกด้านของโลก และยิ่งไปกว่านั้นคือบ้านร้อยบุญมีเจ้าแม่ตะเพียนทอง

   ชายหนุ่มก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนรอยยิ้ม อันที่จริงเขาก็ไม่ได้มีความเชื่องมงายกับเรื่องพวกนี้หรอก แต่เพราะความงามของร่างทรงเจ้าแม่นี่สิที่ทำให้ละสายตาไม่ได้ ห้ามหัวใจไม่อยู่ เข้ากรุงครั้งนี้ตะเพียนทองจะคิดถึงสาวกคนนี้บ้างหรือเปล่า

   โหรายืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ใกล้กับสถานีโทรทัศน์เจพี เอ็นเตอร์เทนเมนท์ เขาเพิ่งเสร็จธุระและออกมาจากที่นั่น นิยายของเขาได้รับความสนใจจากผู้จัดท่านหนึ่ง และได้รับการติดต่อให้มาเซ็นสัญญาเพื่อนำไปสร้างเป็นละคร ก่อนหน้านี้เขาก็ได้รับการติดต่อและเซ็นสัญญากันไปเรียบร้อยแล้วหนึ่งเรื่อง ดูเหมือนว่าองค์นักเขียนที่เคยกระเจิดกระเจิงจะกลับมาประทับร่างเขาเหมือนเดิมแล้ว

   บ้านร้อยบุญทำให้เขาสามารถกลับมาเขียนนิยายได้อีกครั้ง หลังจากประสพปัญหามืดบอดทางจินตนาการมานาน หากไม่ได้คำชักชวนของจันทน์กะพ้อเพื่อนรัก เขาก็อาจนอนแห้งตายอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมอันเงียบเหงาไปนานแล้ว หนึ่งปีที่ร้อยบุญสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับเขา

   โหราเริ่มเขียนนิยายอีกครั้งที่นั่น ในช่วงเวลากลางวันก็ช่วยจันทน์กะพ้อทำสวนดอกไม้ วิ่งรับส่งดอกไม้ให้กับแม่ค้าทั่วทั้งจังหวัด ไม่น่าเชื่อว่าผู้ชายแข็งกระด้างอย่างไอ้จันทน์เพื่อนรักของเขาจะดูแลสวนดอกไม้ได้และดูเหมือนว่ามันจะดูแลดีเกินคาดซะด้วย เขาเข้ากรุงมาแบบนี้คงจะยุ่งหน่อยเพราะไม่มีคนช่วย แต่บางทีพระไก่ฟ้าอาจจะส่งเจ้าสองสมุนมาช่วยก็ได้ เพราะช่วงที่พระไก่ฟ้ายังทำหน้าที่สืบทอดศาสนาเขากับจันทน์กะพ้อก็รับผิดชอบดูแลสมาชิกคาวบอยแลนด์สลับกับปศุสัตว์ที่เกษตรหวาประสานงานให้มาช่วย เห็นโยมพี่จันทน์ขาดผู้ช่วยพระไก่คงไม่ใจดำหรอก ก่อนมาโหราก็เข้าไปลาพระมาแล้วด้วย

   โหราเดินเลยป้ายรถเมล์ไปอีกประมาณร้อยเมตรก็เจอร้านกาแฟ นักเขียนหนุ่มผลักประตูเข้าไปและมองหาผู้ที่นัดหมายกันไว้ เมื่อเห็นว่าบรรณาธิการคู่ใจนั่งอยู่มุมหนึ่งของร้านชายหนุ่มก็รีบเดินเข้าไปหา ระหว่างทางก็ชื่นชมการตกแต่งร้านไปด้วย

   บรรยากาศของร้านนี้ใช้ได้เลยทีเดียว การนำต้นไม้จำพวกเฟิร์นมาประดับทำให้ร้านดูสดชื่นเย็นตาน่านั่งมากขึ้น แต่ละโต๊ะจะมีไม้จำพวกแคตตัสพันธุ์ต่างๆ วางอยู่แทนแจกันดอกไม้ ในร้านตอนนี้มีลูกค้าเป็นคู่รักเสียส่วนใหญ่ บางคู่นั่งคุย บางคู่ก็นั่งทำงาน

   “สวัสดีครับพี่ดั๊กกี้ ไม่เจอกันนานสวยขึ้นมั้ยเนี่ย”

   “แน่นอนฉันสวยขึ้นทุกวันจ้ะ”

   พี่ดั๊กกี้ของโหราคนนี้จริงๆ แล้วมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ปทิตตา ชื่อเล่นของเธอคือ ลูกเป็ด แต่เพราะเธอเขียนนิยายวัยรุ่นและใช้นามปากกาว่า ดั๊กกี้ เขาเลยติดปากเรียกเธออย่างนั้นจนติดปาก ปทิตตาเป็นบรรณาธิการดูแลต้นฉบับให้โหราและคอยให้คำแนะนำต่างๆ รับช่วงต่อจาก บ.ก.คนก่อนที่ตัดหางโหราโดยหาสาเหตุไม่ได้

   จันทน์กะพ้อชอบล้อว่าเขาไปแอบจีบเมีย บ.ก. พี่แกเลยตัดญาติขาดอีโต้ดองต้นฉบับแบบไม่ให้ผุดให้เกิด สั่งแก้ไขเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนต้องเปลี่ยน บ.ก. กันนั่นล่ะ ใครจะบ้าไปจีบเมีย บ.ก. กันวะ เขาก็แค่คุยกันในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้องร่วมมหาวิทยาลัยก็แค่นั้น โอฬารก็หึงไม่ดูสภาพเมียตัวเอง คิดแล้วก็เซ็งชะมัด

   ปทิตตาอายุมากกว่าโหราแค่ปีเดียว แต่เธอเป็นผู้หญิงที่มีความสามารถอย่างหาตัวจับยาก ซ้ำยังคนกว้างขวางพอสมควรนัยว่าตระกูลของเธอมีหุ้นส่วนอยู่ในสำนักพิมพ์ด้วย ตอนที่เปลี่ยนมือ บ.ก. เขาได้ข่าวเหมือนกันว่าเธอกับโอฬาร บ.ก. คนเก่ามีปากเสียงกัน

   สมน้ำหน้า มีอย่างที่ไหนดองงานนักเขียนเบสเซลล์เลอร์อย่างโหรา ทำเอาเขาเสียระบบไปเลย คิดอะไรก็ไม่ออกเพราะวิตกกังวลกับต้นฉบับที่คาราคาซังอยู่จนเกือบจะไส้แห้งตายไปล่ะ แต่อย่างว่าฟ้าหลังฝนสดใสเสมอ ฟ้าประทานปทิตตามาให้ โหราก็กลับมาผงาดในยุทธจักน้ำหนึกได้อีกครั้ง

   “สั่งอะไรก่อนมั้ย ดูแล้วต้องคุยกันนานนิดหนึ่ง” ปทิตตาถามก่อนจะกวักมือแรกพนักงาน

   โหราสั่งกาแฟและขนมเค้กหนึ่งชิ้น เมื่อพนักงานไปแล้วชายหนุ่มก็ถามต่อ “ดูซีเรียสนะ มีเรื่องอะไรเหรอพี่”

   “สำนักพิมพ์ของเรากำลังจะมีโปรเจ็กต์ใหญ่ แกสนใจมั้ย”

   “สนสิ แต่ขอฟังคอนเซปงานก่อนได้มั้ย ถ้าไม่ใช่แนวผมก็ไม่อยากจะรับปากให้พี่ปวดหัว”

   “คิดดี ขอบคุณค่ะ” ปทิตตาบอกกับนักเขียนหนุ่มก่อนจะกล่าวกับพนักงานที่ยกเครื่องดื่มและขนมมาเสิร์ฟ

   “แล้วตกลงจะเขียนเรื่องประมาณไหน”

   “เท่าที่ฟังผู้ใหญ่คุยกันก็ยังไม่เจาะจงนะ แต่ต้องเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับความรัก ความเชื่อ และศรัทธา”

   “กว้างแท้ แค่คิดผมก็ออกไปจ่ออ่าวไทยแล้วพี่”

   “แกก็จะคิดมากทำไมล่ะเกี่ยวกับความรัก แกสบายอยู่แล้ว 2-3 เรื่องหลังที่ฉันอ่านนี่ยังแอบคิดว่าแกไปแอบซุกเมียหรือเปล่า มันหวานแท้”

   “ถ้าชีวิตจริงมันได้อย่างที่เขียนนะพี่ ไอ้โหรนี่จะตั้งใจเขียนสักปีละ 10 เรื่องเลย”

   “พูดงี้แสดงว่าอยากให้เป็นแบบที่เขียน แต่ไม่มีปัญญาทำได้จริง ใช่มั้ย”

   “ไม่อยากจะพูด ถ้าพี่ไปทำอะไรผิดใจเจ้าหล่อนเข้าก็ระวังตัวให้ดี เผลอๆ คุณเธอจะเสกหนังน้องบัฟเข้าท้องเอา”

   “ไอ้บ้า นั่นมันหมอผีล่ะ”

   “ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง” โหรายักคิ้วยิ้มๆ ตักขนมเค้กเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ

   “เฮ้ย โหรแกอย่าเล่ากั๊กสิ” คราวนี้ปทิตตามองหน้านักเขียนของตนเขม็ง “อะไร ยังไง ที่ไหน เมื่อไร เล่ามาซิ”

   “มีใครเคยบอกพี่มั้ยเนี่ยว่าหายใจเข้าออกเป็นพล็อตนิยายไปซะหมด”

   “เล่ามา...”

   โหราแกล้งถอนใจแรงๆ แล้ววางมือจากขนมเค้ก เริ่มต้นเล่า “เธอเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง สวยหวาน หุ่นทรงกลมกลึง มือหนักในระดับที่ตบทีเดียวแล้วมองเห็นดาว เป็นร่างทรงของเจ้าแม่ตะเพียนทอง มีแฟนคลับเอ๊ยมีคนนับถือมากมาย ใครทำเจ้าแม่โกรธเหล่าสาวกจะโกรธยิ่งกว่า ตำหนักของเธออยู่ที่บ้านร้อยบุญหมู่บ้านที่ผมไปอยู่กับเพื่อนนั่นแหละ”

   “น่าสนว่ะโหร”

   “สนอะไร” โหราสบตากับ บ.ก. ก็พอเดาได้ “ไม่เอาพี่ ไม่เขียนเด็ดขาด ไม่ๆๆ”

   “ก็ได้...” ปทิตตาลากเสียงยาวอย่างเจ้าเล่ห์แล้วพูดยั่ว “ถ้าโหราไม่เขียน อืม...พล็อตนี้ตะวันรอนก็น่าจะเขียนได้สบายๆ”

   “ผมไม่อนุญาตนะพี่เป็ด มันเรื่องอะไรพี่จะเอานางเอกในชีวิตจริงของผมไปให้ไอ้เกรียนนั่น”

   “แกนี่ไม่เกรียนเลยนะโหร”

   โหราทำหน้าหงิก ไม่ชอบใจความคิดของคนตรงหน้า มันจะเกินหน้าเกินตาไปล่ะ ตะวันรอน เป็นนักเขียนรุ่นน้องที่กำลังโด่งดังทั้งงานเขียนและรูปร่างหน้าตา สำหรับคนที่เคยเป็นตัวท็อปในสำนักพิมพ์อย่างโหรา เมื่อมีคู่เปรียบเทียบก็ยากจะยอมรับ เรื่องอื่นพอยอมทน แต่จะเอาเรื่องร่างทรงคนสวยของเขาไปให้คนอื่นเขียนนี่ โหรจะไม่ทน!

   “โปรจงโปรเจ็กต์อะไรของพี่น่ะผมไม่สนใจแล้ว กลับไปร้อยบุญคราวนี้จะเขียนเรื่องที่เพิ่งเล่าให้ฟังนี่แหละ”

   “แหม...น้องโหรของพี่ ก็ในเมื่อน้องตั้งใจอย่างนั้น พี่จะไปขัดได้ยังไง สามเดือนเขียนเสร็จมั้ยล่ะ พี่อยากอ่านเร็วนี้แล้ว”

   “เจอหน้าพี่เหมือนเจอเจ้าหนี้เลยว่ะ” โหราบ่นไม่เกรงใจ แต่ก็ยังรับปาก “จะรีบเขียนให้เลย ถ้าเขียนจบแล้วพี่ต้องไปเป็นเถ้าแก่สู่ขอเขาให้ผมด้วยนะ”

   “แล้วฉันจะโดนเสกหนังน้องบัฟเข้าท้องเปล่าวะ”

   “โดนก็โดนด้วยกัน แค่นั้น” โหรายักคิ้วยิ้มกวนๆ จนปทิตตาต้องหัวเราะออกมา

   ระหว่างที่ปทิตตาและโหรากำลังคุยกันอยู่นั้น ประตูร้านก็ถูกเปิดออกคนแรกที่เดินเข้ามาเป็นหนุ่มหล่อคมเข้ม มาดแมนแสนเท่ บ.ก.สาวเงยหน้าขึ้นมาเห็นเข้าก็ถึงกับเพ้อ

   “หล่อว่ะ หน้าจับมาเป็นพระเอกชะมัด”

   “หล่อตี๋ฟีเวอร์นั่งอยู่ตรงหน้ายังกล้าปันใจอีกนะ” โหราค่อนขอดก่อนหันไปมองแล้วรีบหันกลับมาอย่างรวดเร็ว “พอๆ พี่เป็ด เลิกมองเดี๋ยวเขารู้ตัว”

   นักเขียนหนุ่มนั่งก้มหน้างุดจนปทิตตายังแปลกใจ “เป็นอะไรวะ”

   “ไม่เป็นไรพี่คุยเรื่องของเราต่อ เดี๋ยวผมกลับร้อยบุญไม่ทัน”

   ปทิตตาเลิกสนใจและคุยงานต่อ มีเพียงโหราเท่านั้นที่คอยแอบชำเลืองมองไปทางหนุ่มหล่อของ บ.ก. บ่อยๆ โลกจะกลมอะไรขนาดนี้ ก็เอาสิอยู่ดีๆ ชวินกิ๊กเก่าของตะเพียนทองเปิดประตูเข้ามากินกาแฟร้านเดียวกับเขา ที่ร้ายกว่านั้นคือไอ้หมอนั่นมากับแพรพิไลลูกพี่ลูกน้องของเขา

   ตลกร้ายเกินไปล่ะ แล้วตอนงานบวชพระไก่ฟ้านั่นคืออะไร พี่เทพบุตรชวินแกจะบริหารเสน่ห์รึไงถึงได้ไปยืนทำตาหวานหยดใส่ตะเพียนทองอย่างนั้น ร้ายจริงๆ เห็นมาดเนี้ยบก็ฟาดเรียบเหมือนกัน กลับไปร้อยบุญคราวนี้เห็นทีจะต้องถามจันทน์กะพ้อให้รู้เรื่อง ตะเพียนทองเขาไม่ห่วงหรอก แพรพิไลนี่สิเจอชวินได้ยังไง

   โหราพยายามไม่ใส่อคติ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาไม่ไว้ใจชวิน สายตาหมอนั่นมันเสือร้ายชัดๆ


*********************************************************
มั่นหน้ามากพูดเลยก็โม้ไว้ซะเยอะ ฮ่าๆๆ
ตั้งใจจะโพสต์ทุกวัน เขียนได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นค่ะ
ต้องบังคับตัวเอง ไม่งั้นเดี๋ยวเสียชื่อตัวเกร็งหมด ฮ่าๆๆๆ

ขอให้มีความสุขแบบกะปริบกะปรอยกับพี่โหรนะคะ ;D ;D ;D
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 25, 2016, 01:26:35 AM โดย มะนอแน่ »

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 229
    • ดูรายละเอียด
เขียนใจ...ทำนายรัก บทที่ 1 จบตอน
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2016, 01:25:52 AM »
   ดูเหมือนความหวานชื่นระหว่างแพรพิไลกับชวินจะทำให้โหรายิ่งขวางหูขวางตามากขึ้น จนคนที่นั่งด้วยเริ่มสังเกตได้

   “แกบอกให้ฉันเลิกมองแล้วแกก็มองเองเนี่ยนะ แต่แม่สาวคนนั้นก็สวยใช้ได้เลยนะ สมกันทั้งคู่ อย่าคิดไปแทรกเลยโหรกลับไปหาร่างทรงคนสวยของแกเถอะ”

   “อันนั้นมันของแน่อยู่แล้วพี่ แต่นั่นนะลูกพี่ลูกน้องผม ครั้งสุดท้ายที่เจอกันน่ะแฟนเขาไม่ใช่ผู้ชายคนนี้”

   “แต่คนนี้ก็หล่อดีนะ แกไม่ชอบเหรอ”

   โหราไม่ตอบ ไม่ใช่ไม่ชอบเขาก็แค่สงสัยแพรพิไลคบหากับแฟนเก่ามาหลายปี จู่ๆ มาควงกับชวินแบบนี้เขาเลยแปลกใจ ดูจากช่วงเวลาก็แค่ปีกว่าๆ เองที่เขาไม่ได้เจอญาติผู้น้อง จะว่าเป็นแค่คนรู้จักก็ไม่ใช่แน่ เพราะนั่งจับมือสบตากันหวานหยดมดตายขนาดนั้น

   ปทิตตายังคงวางแผนเรื่องงานให้เขาต่อไปอีกพักใหญ่ กว่าจะตกลงกันได้คู่ชวินก็คิดเงินออกจากร้านไปก่อนแล้ว บรรณาธิการสาวกวักมือเรียกพนักงานมาคิดเงิน แล้วพยักหน้าถามโหรา

   “จะไปขึ้นรถที่ไหนล่ะเดี๋ยวฉันไปส่งก็ได้”

   “ผมเปลี่ยนใจแล้วพี่ ว่าจะแวะไปเยี่ยมญาติสักหน่อย เปลี่ยนจากส่งที่ท่ารถไปส่งบ้านญาติแทนได้เปล่า”

   “ไอ้คนหลายใจ” ปทิตตาค้อนขวับ หยิบกระเป๋าสะพายแล้วเดินนำไปที่รถ



   ร่างสูงของนักเขียนหนุ่มหล่อมายืนลับๆ ล่อๆ หน้าประตูบ้าน เขากำลังจะกดกริ่งเป็นครั้งที่ 3 ก็ปรากฏว่ามีรถยนต์คันหนึ่งเลี้ยวเข้ามาจอดเทียบ กระจกรถค่อยๆ ลดลงจนมองเห็นคนข้างใน โหรายกมือไหว้พร้อมกล่าวทักทาย

   “สวัสดีครับอาพิศ”

   “ตาโหรไงมายืนอยู่นี่ล่ะ มาๆ ขึ้นรถก่อนได้เข้าไปคุยกันข้างใน”

   โหราทำตามคำสั่งเจ้าของรถ และที่น่าโมโหคือพอเห็นว่าเป็นรถเจ้านาย คนรับใช้บ้านนี้ก็รีบวิ่งออกมาเปิดประตูรับทันที ก็แล้วที่เขายืนกดกริ่งนั่นคืออะไรกัน

   คุณพิศสมัยผู้มีศักดิ์เป็นอาสะใภ้ของเขาขับรถเข้าไปจอดและหอบข้าวของท้ายรถลงมา โหราเข้าไปช่วยถือก่อนจะเดินตามอาสะใภ้เข้าไปในบ้าน

   “เอาวางไว้ตรงนั้นก็ได้จ้ะ อาเหมยังมาไม่ถึงเลย โหรมีธุระอะไรหรือเปล่า แล้วไปอยู่ไหนมาลูก ไม่มาหาพวกอาเลย”

   “พอดีว่าผมไปอยู่กับเพื่อนที่ต่างจังหวะครับอา” หลานชายตอบพร้อมกับปลดเป้ที่สะพายวางไว้ข้างๆ “ทำไมดูบ้านเงียบๆ ล่ะครับไปไหนกันหมด ผมยืนกดกริ่งตั้งนานไม่มีใครออกไปเปิดประตูเลย”

   “พอดีว่าป้าพวงแกไปอยู่โรงพยาบาลจ้ะ ที่บ้านเลยเหลือเด็กคนเดียว เขาไม่รู้จักโหรก็คงไม่กล้าออกไปเปิดประตู แล้วดูสภาพเราสิ อาว่าก็เซอร์ไปนะ”

   โหราหัวเราะชอบใจ ก็คงจริงเพราะเด็กรับใช้ที่เขาเห็นนั้นยังดูไม่โตเท่าไร หนำซ้ำยังอยู่ในบ้านที่ระเบียบจัดอย่างบ้านอาเขาอีก คงไม่คิดว่าหลานเจ้าของบ้านจะมีสภาพไม่ค่อยน่าเชื่อถืออย่างเขา นักเขียนหนุ่มกวาดตามองรอบๆ แล้วถามหา

   “ยัยแพรไม่อยู่เหรอครับ”

   “โอ๊ย...รายนั้นเลิกคบไปได้เลย ช่วงนี้เค้าจี๋จ๋ากับว่าที่คู่หมั้นจนไม่มีเวลาให้ใครทั้งนั้นล่ะ”

   “ว่าที่คู่หมั้น”

   “ใช่ โหรคงไม่รู้ล่ะสิว่ายัยแพรน่ะเลิกกับตาทีแล้ว เลิกปุ๊บก็เจอตาวินแล้วก็รักกันดูดดื่มจนจะหมั้นกันเร็วๆ นี้ล่ะ”

   “หนุ่มสาวสมัยนี้ใจร้อนกันจังนะครับ” โหรายกแก้วน้ำขึ้นดื่ม ไม่เสียเที่ยวจริงๆ ที่มาถึงนี่ แพรพิไลกำลังจะหมั้น ฟังจากน้ำเสียงอาพิศสมัยดูจะไม่ค่อยปลื้มว่าที่คู่หมั้นของลูกสักเท่าไร แต่ก็คงจะห้ามไม่อยู่ แพรพิไลเป็นลูกสาวคนเดียว ถึงจะเรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย แต่ก็ยังเอาแต่ใจอยู่ จะโทษคนลูกก็ไม่ถูกนัก ถ้าไม่ตามใจกันมาแต่แรกลูกจะเหลิงได้เหรอ ขนาดพ่อแม่ได้ชื่อว่าเข้มงวดนะเนี่ย

   “แล้วโหรล่ะเมื่อไรจะพาแฟนมาไหว้อาซักที”

   “อีกนานครับอา เป็นโสดแบบนี้ดีแล้ว อาพิศกับอาเหมสบายดีนะครับ”

   “สบายดีจ้ะ อีกไม่กี่ปีก็จะได้เกษียณออกมาพักกันแล้วล่ะ ว่าแต่โหรจะกลับมาอยู่กรุงเทพเมื่อไรลูก หนังสือล่ะยังเขียนอยู่มั้ย”

   “ยังเขียนอยู่ครับ ส่วนเรื่องกลับมาอยู่กรุงนี่คงจะยังครับ อยู่ที่โน่นมันได้บรรยากาศดี ไม่วุ่นวายด้วยครับ ผมกำลังคิดๆ อยู่ว่าจะเก็บเงินสักก้อนแล้วซื้อที่ปักหลักอยู่นั่นเลย เผื่อคุณพ่อกับคุณแม่จะบินกลับมาช่วงวันหยุด”

   พ่อแม่ของโหราเป็นศิลปินและใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับการท่องเที่ยวค้นหาแรงบันดาลใจ พ่อของเขาเป็นช่างภาพของนิตยสารชื่อดัง ส่วนแม่ก็นักแปล ครอบครัวของเขากับแพรพิไลต่างกันอย่างสุดขั้ว แต่ก็สนิทสนมรักใคร่กันดี

   “แล้วอย่าลืมชวนหน้าไปเที่ยวบ้างนะ”

   “ได้เลยครับอา แค่คงยังไม่ใช่ช่วงนี้แน่ๆ บางทีอาจจะช่วงอาสองคนเกษียณพอดี แล้วผมจะส่งข่าวมานะครับ”

   โหรานั่งคุยกับพิศสมัยอยู่เกือบสองชั่วโมงจึงได้ขอตัวกลับ เขารู้เรื่องราวต่างๆ มากมายจากปากอาสะใภ้ โดยเฉพาะเรื่องของชวิน แท้จริงแล้วคนรักเก่าของร่างทรงเจ้าแม่ทำงานเป็นลูกน้องในแผนกของแพรพิไล ความใกล้ชิดพัฒนาอย่างรวดเร็วจนคนรักของแพรพิไลไม่อาจทนได้อีกต่อไป หลังจากเป็นอิสระได้ไม่นานชวินกับแพรพิไลก็สานความสัมพันธ์แน่นแฟ้นจนถึงขั้นวางโครงการหมั้นหมาย

   เย็นมากแล้วแต่รถยังติดอยู่ โหราลงจากรถเมล์แล้วเดินไปซื้อตั๋วรถตู้เตรียมตัวกลับสามสุข ชายหนุ่มขึ้นไปนั่งเบาะริมหน้าต่าง วันธรรมดาแบบนี้รถตู้ค่อนข้างว่างก็เข้าทางเขาล่ะ นักเขียนหนุ่มหยิบหูฟังแบบไร้สายออกจากกระเป๋าเป้แล้วครอบหูเอนหลังพิงเบาะแล้วหลับตาลงตัดขาดภาพวุ่นวายภายนอก ทว่าในใจนั้นมันไม่เคยสงบเลยนับตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เห็นหน้าชวิน


lung_tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 384
    • ดูรายละเอียด
Re: เขียนใจ...ทำนายรัก บทที่ 1
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2016, 06:58:43 PM »
ออ... ค่อยๆมาให้ข้อมูลตัวละครในบทต่อมานั่นเอง
;)

ตามฝัน

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 122
    • ดูรายละเอียด
Re: เขียนใจ...ทำนายรัก บทที่ 1
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มีนาคม 15, 2016, 08:27:01 PM »
 ;D