ผู้เขียน หัวข้อ: A LOVE'S CONCERTO เสียงประสานแห่งรักนิรันดร์ : ตอนที่ 1  (อ่าน 1467 ครั้ง)

ฮาบีบี้

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 39
    • ดูรายละเอียด
สวัสดีง้าบบบบบ พี่น้องงงงงงง มาคุยกันก่อนอ่าน 555 (หัวเราะร่วนมาเชียว) ตอนที่ 1 ช่างเป็นอะไรที่คิดยากแสนยาก ตั้งชื่อตอนเป็นโจทย์ให้เขียนตาม และกันไม่ให้ออกทะเล ถือว่าเป็นการฝึกตัวเองอย่างหนึ่ง แต่จนแล้วจนรอด หุ หุ หุ จนแล้วจนรอด ถึงจะมีโจทย์มากำกับ ฮาบีบี้ก็ยังพาออกทะเลได้อยู่ดี นี่คือความสามารถพิเศษของฮาบีบี้ ที่สามารถออกทะเลได้ทุกเวลา ถึงแม้จะไม่อยากก็ตามที

ถ้าอ่านกันแล้วจะเห็นว่าในตอนที่ 1 นี้มีตัวละครเพิ่มมา คนแรกก็คือผักบุ้งซึ่งไม่มีความสำคัญอะไรเลย คนต่อมาคือใบบัว เพื่อนของชินานาง ต่อมาก็คือสุดเขต (ตอนแรกให้ชื่ออิน มันเพราะไป ไม่เอา ใช่ชื่อสุดเขตดีกว่า) และคนสุดท้าย... เอิ่ม... ยังไม่มีชื่อ ยังคิดไม่ออกเบยยย...

ตามความเห็นส่วนตัวนะง้าบบบ ฮาพอใจตอนที่ 1 นี้ไหม บอกไม่ถูกงับ รู้แต่พายายามสุดความสามารถกันเลยทีเดียว กว่าว่าจะจบตอนที่ 1 ให้ได้ภายใน 6 หน้า

แต่...

แต่... มันดันยาวมา 7 หน้าเกือบ 8 หน้า เกือบตายเพราะนึกว่าจะจบไม่ลงซะแล้ว

ปล.ร่างแรกตามเคยงับ อ่านอย่างมีความสุขนะง้าบบบ



เพลงรักสองเรา ตอนที่ 1 : ไม่อยากเห็นหน้า

หลังหุนหันออกมาจากโรงเรียนสอนดนตรีซึ่งเป็นทั้งบ้านและที่ทำงาน ชินานางขับรถมาตามถนนบายพาส เส้นทางเลี่ยงเมือง แสงสว่างจากเสาไฟส่องสว่างเป็นระยะ เธอเลี่ยงใช้ถนนใหญ่การจารจรแน่นขนัด เช่นเดียวกับไม่อยากเห็นหน้าใคร ถึงแม้จะไม่รู้จักกันเลยก็ตาม

และที่สำคัญเส้นทางสายนี้จะเปลี่ยวแลน่ากลัว เพราะแต่ละครั้งกว่าจะมีรถผ่านมาก็แทบจะนับคันได้ แต่ เธอไม่กลัว เพราะใช้ทางนี้บ่อยเวลาแวะมาหาเพื่อนที่เป็นเจ้าของร้านอาหารและเกสเฮาส์อยู่ใกล้แยกทางรถไฟทางไปสะพานสายมรณะ

แต่กระนั้น ถึงเลี่ยงมาทางบายพาสก็ยังมีสี่แยกให้จอดรถรอสัญญาณไฟจารจรอยู่ดี เธอคำรามและกระแทกพวงมาลัยรถอย่างไม่พอใจ หวนคิดถึงเมื่อครั้งที่เธอเป็นคนขับ และชานนท์นั่งอยู่ข้างๆ พอเห็นสัญญาไฟอยู่ไกลๆ กำลังเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง ชานนท์มักจะบอกให้เธอขับช้าๆ ชะลอเวลาเพื่อจะได้ไม่ต้องจอดรอนาน เธอว่ามันไร้สาระ แม้จะตลกขบขันก็ทำตาม แต่เพราะตาละห้อยที่อยากให้เธอคำพูดของอีกฝ่าย เธอจึงอดไม่ได้ที่จะต้อวทำตาม แล้วก็มักทำแบบนั้นเสมอมาเวลาที่ขับรถไปไหนด้วยกันสองคน

แต่นี่เธออยู่คนเดียว... ขับรถคนเดียว แล้วก็ไม่มีใครพูดเรื่องไร้สาระเช่นการชะลอรถรอสัญญาณไฟให้ฟัง เพราะฉะนั้นเธอไม่จำเป็นต้องทำเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา สัญญาณไฟเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียว เธอเข้าเกียร์แล้วขับข้ามเข้ามายังถนนท่าทุ่งนา ขับมาเรื่อยๆ พ้นโค้งแก้มลิง จึงเห็นตู้คอนเทนเนอร์สีจัดจ้านด้วยสีสันร้อนแรงและป้ายไฟตั้งตระหง่าน จึงตบไฟเลี้ยวเข้ามาจอดรถริมรั้วเตี้ยๆ ก่อนลงจากรถเดินเข้ามาด้านในของตู้คอนเทนเนอร์สีจัดจ้าน

ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามา ผักบุ้งเด็กเสิร์ฟสาวหน้าตารับแขกกำลังต้อนรับลูกค้าที่โต๊ะ หันมาสวัสดีและยิ้มทักทาย ก่อนจะบอกว่าศศิตาเพื่อนของเธอเข้าไปขลุกอยู่ในครัว เพราะเพิ่งรับพ่อครัวเข้ามาใหม่ เลยอยากดูให้แน่ใจว่าพ่อครัวคนใหม่ของร้านจะปรุงอาหารได้ถูกปากลูกค้า

ให้ตายเถอะ!

เธอขับรถมาหาเพื่อนด้วยความเครียด แต่พอรู้ว่าใบบัวระแวงและเป็นห่วงจนเกินเหตุ ถึงขนาดเข้าไปอยู่ในครัวเพื่อจับตาดูพ่อครัวคนใหม่ก็ถึงกับหัวเราะด้วยความขบขำ แล้วเดินเข้าไปหาเพื่อนสาวในครัว แม่เจ้า... ใบบัวเพื่อนสาวของเธอนั่งกอดอกไขว่ห้างกับเก้าอี้ข้างๆ ลังน้ำแข็ง สายตานี่คอยจับผิดทุกอิริยาบถของพ่อครัวคนใหม่ และเหมือนไม่สนใจว่าเธอมาอยู่ตรงประตูทางเข้าครัวแล้ว เธอเคาะกรอบประตูห้องครัวที่เปิดทิ้งอยู่สองถึงสามครั้ง ใบบัวถึงหันมาแล้วสะดุ้งตกใจที่เห็นเธออยู่ตรงนั้น

“นาง!”

“อืม ก็ฉันนะสิ”

ใบบัวแทบกระโดดลุกจากเก้าอี้เพื่อเดินมาหาชินานาง แต่ก็ชะงักแล้วเดินไปหาพ่อครัวคนใหม่ซึ่งกำลังง่วนทำอาหารตามบิลที่หนีบไว้กับราวเชือก พูดบางอย่างกับพ่อครัวคนใหม่อยู่ครู่ ถึงเดินมาหาพร้อมกับพาเธอมานั่งที่โต๊ะใกล้กับเคาน์เตอร์แคชเชียร์ แล้วถึงบอกให้พนักงานเสิร์ฟหาเครื่องดื่มมาให้

“เอ้า ไหนบอกสิไปไงมาไงวันนี้ถึงมาหาฉันได้ แล้วนี่มาคนเดียวเหรอ นนท์ไปไหนทำไมถึงไม่ได้มาด้วย”

ใบบัวยิงคำถามไม่ยั้ง แรกๆ ชินานางก็ยิ้ม แต่พอถูกถามถึงชานนท์ก็หน้าบึ้งตึงขึ้นมาทันที พอดีกับพนักงานยกแก้วน้ำมาเสิร์ฟ ชินานางจึงกระดกน้ำทีเดียวหมดแก้ว แทนการตอบคำถามของเพื่อนสาว เพียงแค่นี้ใบบัวก็พอเดาได้รางๆ ว่าการมาของชินานางครั้งนี้แตกต่างกับครั้งก่อนๆ

“เอ้า กระดกซะหมดแก้ว จะบอกได้หรือยังว่าวันนี้ทำไมถึงมาหาฉันได้จ๊ะ”

“ยัง”

“อ้าว ทำไมล่ะ”

“ฉันไม่อยากพูดถึงมัน จะบอกอะไรให้ นอกจากวันนี้ฉันจะขอกินข้าวเย็นที่ร้านเธอแล้ว ฉันก็จะขอนอนกับเธอซักสองสามวันด้วย”

“พูดเป็นเล่น”

“เปล่า ฉันพูดจริงๆ”

“งั้นก็ต้องบอกก่อนว่าเพราะอะไร ไม่อย่างนั้นฉันกลัวว่าเธอจะอดทั้งอาหารและที่นอน”

ชินานางกระตุกยิ้ม แค่บอกเหตุผลว่าทำไม เธอสามารถบอกได้อยู่แล้ว เพียงแต่ตอนนี้เธอยังไม่อยากพูดถึงให้แสลงใจ

“อย่าเพิ่งเซ้าซี้ถาม วันนี้ฉันยังไม่อยากเล่าอะไรทั้งนั้น ขอกินข้าวอร่อยๆ ซักมื้อแล้วก็ขอนอนที่นอนนุ่มๆ ซักหน่อย พรุ่งตื่นมาอารมณ์ดีๆ ฉันอาจเล่าให้ฟังก็ได้”

“แหม มีต่อรองด้วยนะ”

“ต่อรองขนาดนี้แล้วให้หรือเปล่าล่ะ ถ้าไม่ให้ก็จะไม่รบกวน จะไปหาที่กินที่นอนที่อื่นก็ได้ แต่ถ้าให้ก็ช่วยเลี้ยงข้าวซักมื้อแล้วก็หาที่นอนให้หน่อยได้นะ... นะ...”

ชินานางออดอ้อนตาประกายวิบวับ ใบบัวเป็นคนใจอ่อน ยอมเพื่อนมาแต่ไหนแต่ไร เห็นแล้วมีหรือจะปฏิเสธ ปล่อยให้เพื่อนอย่างเธอระเห็จระเหหาที่กินที่นอนที่อื่นได้ สำหรับใบบัว หากใครลองได้รู้จัก จะรู้ว่าเพื่อนสาวของเธอไม่เคยปล่อยให้เพื่อนที่กำลังเดือดร้อนไปตกระกำลำบากที่ไหน

“โอเคๆ ข้าวเย็นและที่นอนสำหรับคืนนี้ พอพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาไม่ว่าจะอารมณ์ดีหรือไม่ดีเธอจะต้องเล่าทุกอย่างให้ฉันฟังนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะต้องคิดเองเออเองจนปวดประสาทแน่ๆ”

“อืม ได้สิ ฉันจะเล่าให้ฟังทุกอย่างที่อยากรู้” ชินานางพยักหน้าแล้วถามว่า “แล้ว... เธอจะให้ฉันนอนที่ไหนล่ะ ห้องของเธอหรือว่า...”

“ที่เดิม เกสเฮาส์หลังถัดจากฉัน”

“ว้า... ที่เดิมเหรอ”

“ก็ที่เดิมนะสิ มันยังจะมีที่ไหนอีก”

ศศิตาสังเกตสีหน้าชินานาง พอบอกว่า ‘ที่เดิม’ ชินานางทำหน้าเหมือนไม่อยากอยู่ที่นั่นนัก แต่จะทำยังไงได้ เกสเฮาส์ทุกหลังเต็มหมดแล้ว จะเหลือยู่หลังเดียวที่ยังว่างเสมอ ซึ่งเป็นหลังที่มักเก็บไว้ต้อนรับเพื่อนที่ไปมาหาสู่กัน

“โอเค ที่เดิมก็ที่เดิม ว่าแต่ขอยืมเสื้อผ้าด้วยได้ไหม ตอนฉันออกมาจากที่นั่นรีบร้อนไปหน่อย เลยไม่ได้หยิบเสื้อผ้ามาซักชุด”

“อืม อย่างนั้นก็ได้” ใบบัวลุกเดินมาหยิบกุญแจเกสเฮาส์ที่เคาน์เตอร์ให้ชินานาง “เอ้า กุญแจ ไปรอที่นั่นก่อนแล้วอาหารกับเสื้อผ้าจะตามไป”

“ขอบใจนะ”

ชินานางรับกุญแจในมือเพื่อนสาวมาก่อนเอ่ยคำขอบคุณ จากนั้นถึงได้ออกมาจากร้านอาหาร เดินบนทางปูด้วยอิฐตัวหนอนยาวตลอดทางจนถึงที่พักสีจัดจ้านดัดแปลงมาจากตู้คอนเทนเนอร์ หลังอื่นๆ ก็เหมือนกัน เริ่มแรกเธอสงสัยเพราะเหตุใด ใบบัวเพื่อนสาวของเธอถึงได้คิดใช้ตู้คอนเทนเนอร์มาดัดแปลงเป็นที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว เพื่อนเธอพูดเพียงแต่ว่ามันง่ายที่จะจัดพื้นที่เล็กๆ ให้ดูดีและน่าอยู่ด้วยฟอร์นิเจอร์เพียงไม่กี่ชิ้น และที่สำคัญมันอินเทรนด์ ในจังหวัดเล็กๆ ก็ยังไม่มีใครคิดจะเอาของพวกนี้มาทำที่พัก

นั่นล่ะ!

คำตอบเพียงสั้นๆ แค่นั้นกลับทำให้คลายสงสัยเป็นปลิดทิ้ง แต่ทำไมชานนท์ถึงทำแบบเดียวกันกับที่เพื่อนเธอทำไม่ได้ แค่พูดความจริงทุกอย่างออกมาทีเดียวเสียตั้งแต่แรกคงหมดเรื่อง อย่างน้อยเธอก็คงไม่โกรธจนหุนหันออกมาอย่างนี้




ชินานางก้าวขึ้นบันไดไขกุญแจประตูเข้ามาในที่พัก ควานหาสวิตซ์ไฟ พอเปิดไฟสว่างโร่ เห็นเตียงนอนตั้งตรงหน้าก็ถอดเสื้อกันหนาวพาดกับหัวเตียง ล้วงกระเป๋าเงินและโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงวางบนชั้นไม้ติดกับข้างฝา จากนั้นถึงได้ทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนนุ่มๆ เกลือกกลิ้งรับกลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำยาปรับผ้านุ่มจนเผลอหลับไปในที่สุด แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น เพราะหลังจากที่เคลิ้มหลับได้ไม่นาน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เธอตะเกียกตะกายลุกจากที่นอนมาเปิดประตู ผักบุ้งเด็กเสิร์ฟหน้าตายิ้มแย้มถือถาดอาหารรออยู่ด้านนอกพร้อมกับเสื้อผ้าที่ใบบัวจัดมาให้

“ข้าวแล้วก็เสื้อผ้าไว้เปลี่ยนค่ะ”

เด็กเสิร์ฟสาวหน้าตาต้อนรับแขกบอกก่อนยื่นเสื้อผ้าให้ และเดินเอาถาดอาหารไปวางที่โต๊ะริมระเบียงด้านนอกซึ่งจัดไว้เป็นที่รับประทานอาหารสำหรับแขกที่ไม่สะดวกไปนั่งกินที่ร้านอาหารด้านหน้า ชินานางเอี้ยวตัวหยิบกระเป๋าเงินบนชั้นไม้ หยิบตั้งใจหยิบแบงค์สีแดงให้ทริปเด็กเสิร์ฟ แต่พอเห็นเงินที่มีอยู่ไม่ถึงพันก็เปลี่ยนใจหยิบแบงค์สีน้ำเงินฟ้าให้

“นี่จ้ะ”

“อุ้ย พี่นางให้ทริปหนูด้วย!” เด็กเสิร์ฟสาวรับแบงค์ในมือหญิงสาวมาด้วยความดีใจก่อนจะรีบพับแล้วเก็บไว้ในเสื้อชั้นในก่อนจะเงยหน้าพูดว่า “อ้อ พี่บัวฝากมาบอกด้วยค่ะว่าให้พี่นางกินให้อิ่มและก็นอนพักผ่อนให้สบายค่ะ”

“เหรอจ๊ะ งั้นพี่ฝากขอบใจบัวด้วยนะ แล้วก็บอกบัวให้ด้วยว่าถึงไม่มีใครมาบอก ยังไงพี่จะทำแบบนั้นอยู่แล้วล่ะ”

“อ้าว เหรอคะ”

“จ้ะ”

“งั้นโอเคค่ะ เดี๋ยวหนูจะบอกพี่บัวตามที่พี่บอกเป๊ะๆ เลย อ้อ อีกอย่างค่ะ ข้าวถ้ากินหมดแล้วไม่ต้องเก็บจานไปล้างเองนะคะ วางไว้ตรงนี้แหละ เดี๋ยวหนูมาเก็บเอง”

“ไม่ดีมั้ง กินข้าวฟรีให้พี่เอาไปเก็บดีกว่า”

“ไม่เป็นไรค่ะ เพื่อนพี่บัวเจ้านายหนู หนูบริการเต็มที่ กินให้อิ่มนะคะ หนูไปก่อนล่ะ” เด็กเสิร์ฟสาวยกมือขวาตะเบ๊ะแล้วเดินลงบันไดไปจากที่พัก

ชินานางลากนั่งลงบนเก้าอี้ริมระเบียง อาหารที่อยู่ในถาดไม้คือข้าวผัดกุ้งของโปรด เธอลงมือกินของโปรดในทันทีทันใด กินราวกับตายอดตายอยากมาหลายมื้อ อันที่จริงก็ไม่ต่างกันเท่าไรหรอก เวลาอยู่บ้านคนเดียว อาหารหลักสามมื้อของเธอคือมาม่า เพราะต้องการเซฟรายจ่ายให้มากที่สุด แน่ล่ะ ก็งานของเธอยังไม่เข้าร่องเข้ารอยดีนี่นา... แต่ถ้าชานนท์อยู่ด้วย อาหารสามมื้อในแต่ละวันก็จะดีขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยมันก็ไม่ใช่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างที่เธอกินประจำเวลาอยู่เดียวก็แล้วกัน

ถ้าชานนท์อยู่ด้วย ทุกๆ วันเธอจะต้องขับรถไปซื้อข้าวมาให้ แล้วคนอย่างชานนท์ก็ไม่ยอมกินอะไรนอกจากหมูกับไก่ เธอเลยจำต้องกินเหมือนกับเขา อาจจะจริงว่าเมนูพวกนี้หาซื้อได้ง่าย แต่บางครั้งเธอก็อยากกินอย่างอื่นบ้าง ก็จะมีแต่เวลาที่เธอแวะมาหาใบบัวนี่แหละ ที่จะได้กินอย่างอื่นนอกจากเมนูหมูกับไก่

ชินานางตักข้าวผัดเข้าปากคำแล้วคำเล่า ค่อยๆ เคี้ยวและกลืน พลางคิดเรื่อยเปื่อย ว่าคิดถูกหรือคิดผิดกันนะ เธอทิ้งทุกอย่างที่บิดามารดาจัดเตรียมไว้ให้ ไม่ว่าเป็นเรื่องงานหรือชายหนุ่มที่กำลังจะก้าวเข้ามาในชีวิต เธอไม่รู้ว่าเขาคือใคร นอกจากรู้ว่าเป็นบุตรชายบุตรชายของเพื่อนมารดาซึ่งเป็นเจ้าของรีสอร์ทที่ไทรโยค

แต่มันก็แค่นั้น...

เพราะเธอปฏิเสธจะรับรู้เรื่องของผู้ชายคนนั้น... แต่อยู่ๆ เธอกลับนึกถึงขึ้นมา ทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาสักครั้ง ถ้าลองเดาเล่นๆ บางทีเขาอาจะหน้าตาดีเหมือนพระเอกในนิยายที่ทำนักอ่านสาวๆ พากันจินตนาการว่าจะต้องหล่อเหมือนดาราชายคนนั้นคนนี้ หรือบางทีอาจจะหน้าตาบ้านๆ ไม่ถึงกับขี้เหร่ แต่ก็ไม่ได้ดูดีจนสาวๆ ต้องมองเหลียวหลัง

“คำสุดท้ายแล้ว”

เธอพูดกับตัวเองแล้วตักข้าวเข้าปากเคี้ยวคำสุดท้ายก่อนรวบช้อน และเดินกลับเข้ามาด้านในที่พักเปิดตู้เย็นเล็กๆ ใต้ชั้นวางของถัดจากซิ้งค์ล้างมือ ถือขวดน้ำและแก้วกลับมานั่งที่โต๊ะริมระเบียง เทน้ำใส่แก้วยกขึ้นจรดริมฝีปากดื่มทีเดียวครึ่งแก้ว จากนั้นสอดมือประสานกันใต้ท้ายทอย เอนหลังกับพนักพิงเก้าอิงมองฟ้าตอนกลางคืน แสงจากดาวระยิบระยับ แต่รู้สึกเงียบเหงาอย่างบอกไม่ถูก

เธอเกลียดชะมัดความรู้สึกแบบนี้!

ก่อนความเหงาเพราะบรรยากาศเป็นใจและเหตุการณ์แย่ๆ จะกัดกร่อนหัวใจมากกว่านี้ ชินานางตัดสินใจหยิบกุญแจล็อกประตู ถือถาดอาหารออกจากที่พัก เข้าด้านหลังเอาจานมาเก็บที่ครัวร้านอาหาร ทว่าระหว่างกำลังออกจากประตูด้านหลังของห้องครัว ก็ถูกพ่อครัวคนใหม่ของเพื่อนสาวที่เพิ่งทำอาหารเสร็จเข้าใจผิดเรียก ให้ยกอาหารไปส่งที่เกสเฮาส์หลังที่เจ็ด

เธอยืนบื้ออยู่สามวินาที คิดว่าตัวเองดูเหมือนเด็กเสิร์ฟนักหรือไง พ่อครัวคนใหม่ของใบบัวถึงใช้เธอไปส่งอาหารให้แขก กระทั่งพ่อครัวคนใหม่ของเพื่อนสาวหันมาส่งสายตาดุๆ พยักพเยิดไปยังอาหารที่เพิ่งเสร็จใหม่ๆ เธอยิ่งเหวอนัก แต่ก็ทำเป็นเงียบเพราะไม่มีอารมณ์จะต่อปากต่อคำกับใครทั้งขี้เกียจพูด ขี้เกียจอธิบาย เลยเชิดใส่แล้วยกถาดอาหารออกมาจากประตูหลังของห้องครัว เดินจ้ำมองหาเกสเฮาส์หลังที่เจ็ดซึ่งอยู่ริมทางเดิน ทางผ่านที่จะกลับพี่พัก พอเจอก็เคาะประตูห้องและบอกแขกที่อยู่ข้างในว่า

“อาหารที่สั่งได้แล้วค่ะ”

แค่นั้นประตูที่พักก็เปิดออกพร้อมกับชายหนุ่มร่างสูงบึกบึน หน้าอกเปลือยสวมเพียงกางเกงเลผมเผ้ายุ่งเหยิง พาดผ้าขนหนูไว้ที่ไหล่ หยดน้ำเกาะที่เส้นผมและแผงอก ราวกับเพิ่งอาบน้ำเสร็จและเพิ่งก้าวออกมาจากห้องน้ำเมื่อไม่นานนี้ ชินานางยืนอ้าปากด้วยความตกใจ แต่ไม่วายจ้องมองหยดน้ำเกาะบนกล้ามเนื้อเป็นรอนสวยของเจ้าของร่างสูงและผิวคร้ามแดด ไม่ต่างจากพวกนักกีฬาจนเจ้าตัวส่งเสียงกระแอมเตือน

“อะแฮ่ม!”

หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ เพิ่งรู้ตัวว่าเสียมารยาทเข้าแล้ว เธอรีบเงยหน้ามองเจ้าของร่างสูงบึกบึน พบกับดวงตาเรียวดุจพญาเหยี่ยวมองอยู่ จึงทำใจสงบนิ่งแสร้งตีหน้านิ่งเฉย หันมาวางถาดอาหารไว้บนโต๊ะริมระเบียงก่อนจะบอกว่า

“อะ... เอาอาหารที่สั่งมาส่งค่ะ ทานให้อร่อยนะคะ ทานเสร็จเมื่อไหร่ก็วางมันไว้ตรงนั้นแหละค่ะ เดี๋ยวจะมีคนมาเก็บไปเอง”

เธอพยายามบังคับน้ำเสียงให้ราบเรียบเป็นปกติ แต่ฟังดูแล้วออกจะสั่นมากกว่านิ่ง แถมยังพูดรัวเร็วชนิดไม่ยอมหยุดหายใจ ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะฟังเธอพูดทันไหม พูดจบก็รีบจ้ำอ้าวลงบันไดวิ่งกลับที่พักไขกุญแจเข้าห้องล็อกประตูให้แน่นสนิท ยืนพิงกรอบประตูหอบหายใจอยู่ครู่ถึงได้ทิ้งตัวลงบนที่นอน เหยียดแขนหยิบหมอนมาหนุนใต้ศีรษะ พร้อมกับความรู้สึกตระหนกตกใจยังไม่จางหาย ถึงจะเห็นเพียงแวบเดียว แต่กลับรู้สึกว่าสิ่งที่เห็นจะติดตาจนยากสลัดออก

ใช่ว่าเธอไม่จะไม่เคยเห็นผู้ชายเปลือยท่อนบนมาก่อน อย่างน้อยก็ชานนท์นั่นแหละ ชอบทำตัวสบายๆ ใส่ขาสั้นเวลาอยู่ด้วยกันสองคนหรือกับกลุ่มเพื่อนฝูง แต่กับชานนท์ถือว่าเป็นภาพชินตาเสียมากกว่า เพราะเธอกับเขาเรียนด้วยกันมาตั้งแต่มัธยม แล้วก็เริ่มคบกันตั้งแต่ตอนนั้นเรื่อยมาจนถึงตอนนี้ เธอเลยไม่รู้สึกอะไรกับการเห็นเขาทำตัวสบายๆ แบบนั้น

แต่กับผู้ชายคนเมื่อกี้ มันต่างกัน... ต่างกันมากทีเดียว... อย่างแรกเพราะเขาไม่ใช่คนที่เธอรู้จัก... แล้วอยู่ๆ ก็ออกมาในสภาพนั้น ต่อให้เป็นเด็กเสิร์ฟของที่นี่ไม่ใช่เธอ ก็คงรู้สึกไม่แตกต่างกันเท่าไรหรอกน่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 10, 2014, 10:16:39 PM โดย ฮาบีบี้ »

ฮาบีบี้

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 39
    • ดูรายละเอียด
Re: A LOVE'S CONCERTO เสียงประสานแห่งรักนิรันดร์ : ตอนที่ 1
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2014, 09:57:03 PM »
{{ต่อง้าบบบ}}

How gentle is the rain that falls softly on the meadow…

เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ดังตอนหกโมงเช้า ขณะชินานางยังหลับสบายใต้ผ้าห่มอุ่น เธอสะลึมสะลือเอื้อมหยิบโทรศัพท์บนชั้นไม้กดรับสาย กรอกเสียงบ่งบอกถึงความงัวเงียลงไป

“ฮา... โหล... ชินานางพูดค่ะ...”

“นาง ฮัลโหล นาง นี่นนท์นะ! เรื่องเมื่อวานเราขอโทษ!”

ทว่าเสียงจากปลายสายทำชินานางที่กำลังงัวเงียตาสว่างขึ้นทันใด เธอดึงโทรศัพท์ออกห่างจากหู ถลึงตาใส่ราวกับคนที่ปลายสายจะรับรู้ได้ ว่าเธอไม่พอใจเป็นอย่างมากที่เขาโทรมาตอนกำลังหลับสบาย

“ไม่อยากฟัง ไม่อยากคุย ง่วง... จะนอน อย่าโทรมาอีกนะ...”

ชินานางกรอกเสียงบ่นพึมพำให้อีกฝ่ายได้ยินก่อนกดวางสายแล้วซุกโทรศัพท์ไว้ใต้หมอน แล้วปิดเปลือกตาหลับอีกรอบ หวังว่าเธอจะได้หลับสบายอีกสิบหรือยี่สิบนาที หรือไม่ก็ช่วงสายๆ นั่นล่ะถึงจะลุกขึ้นมาจัดการธุระส่วนตัวของตัวเอง

แต่เพียงไม่กี่นาทีที่ปิดตาลงเพื่อนอนต่อ เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ชินานางทำเป็นไม่ได้ยิน พยายามข่มตาให้หลับ ส่วนไอ้เสียงที่มันดังรบกวนก็ปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นสักพักเดี๋ยวมันก็หยุดไปเอง แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ หลังจากแสร้งไม่สนใจ เสียงเพลงเรียกเข้าก็หยุดลง เธอคลี่ยิ้มอย่างพอใจ พลิกนอนตะแคง คราวนี้คงได้นอนต่อสักที

ทว่าไม่กี่นาทีต่อมา เธอกำลังเคลิ้มใกล้หลับ เสียงเพลงเรียกเข้าก็ดังขึ้นอีก เธอสะดุ้งเฮือกและคิดว่าคงเป็นชานนท์นั่นแหละที่โทรมาทำลายความสุขในการนอนของเธอ เลยไม่คิดจะรับสายของเขา ปล่อยมันไว้อย่างนั้นแหละดีแล้ว

เสียงโทรศัพท์ดังๆ หยุดๆ หลายสิบครั้งจนหงุดหงิด ชินานางไม่สามารถนอนต่อได้ จึงดีดตัวลุกจากที่นอนถือผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำ ชำระร่างกายด้วยน้ำเย็นๆ จากฝักบัว เสียงเรียกเข้ายังแว่วได้ยินเป็นระยะ จนเธอนึกหยัน ไอ้ตอนทำไม่คิดถึงใจเธอ ทีตอนนี้พยายามจะโทรมาขอโทษ

ฝันไปเถอะ!

เธอคงยอมง่ายๆ หรอกนะ!

ชินานางใช้ผ้าขนหนูผืนใหม่พันตัวออกจากห้องน้ำ หยิบเสื้อยืดสีดำตัวใหญ่และกางเกงเลผ้าฝ้ายสีเขียวอ่อนที่ใบบัวให้เด็กเอามาให้ตั้งแต่เมื่อคืนมาใส่ ก่อนเดินกลับเข้ามาในห้องน้ำสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองในกระจก หน้าหวานรูปไข่ ผมยาวหยักศกยุ่งเหยิง สีหน้าบ่งบอกถึงให้รู้ว่าเธอไม่มีความสึกเลย ณ ขณะนี้ ยิ่งเห็นผมยุ่งๆ ยิ่งพานหงุดหงิด เธอมองหาหวีแปรงผมสักอันก็ไม่มี จึงใช้มือสางผมที่พันกันยุ่งเหยิงให้ดูดีอย่างที่ควรจะเป็น ก่อนออกจากที่พักมาหาเพื่อนสาว ที่คิดว่าป่านนี้คงจะขลุกอยู่ที่ร้านอาหารซึ่งเสมือนหน้าร้านของเกสเฮาส์แล้ว

“สวัสดีค่ะ พี่นางมาพอดีเลย พี่บัวกำลังจะให้หนูไปตามพี่มากินข้าวเช้าพอดี มาค่ะ เดี๋ยวหนูพาไปนั่งที่โต๊ะ แล้วจะไปเอาอาหารเช้ามาให้” ผักบุ้งเด็กเสิร์ฟอัธยาศัยดีทักทายขณะที่ชินานางเดินผ่านประตูเข้ามาในร้านอาหาร

“ฮึ้ย ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวพี่ไปเอาข้าวมากินเองก็ได้ แล้วตอนนี้บัวไปไหนล่ะทำไมถึงไม่เห็นเลย” ชินานางดึงมือเด็กเสิร์ฟสาวไว้ก่อนถามถึงเพื่อนสาว

“อ๋อ พี่บัวเหรอคะ... นู้นค่ะ...” เด็กเสิร์ฟสาวปรายตามองไปที่ห้องครัวเป็นนัยให้รู้ว่าใบบัวอยู่ในนั้น “จับผิดเช้า สาย บ่าย เย็น ไม่รู้ว่าพี่บัวจะเหนื่อยมั่งไหม ถ้าพี่นางจะหาพี่บัว... ช่วงนี้ก็คงต้องเข้าไปในนั้นแหละค่ะ จนกว่าจะไว้ใจพ่อครัวใหม่ ถึงจะได้เห็นพี่บัวอยู่ติดเคาน์เตอร์”

“จ้ะ ขอบใจนะ งั้นพี่ไปหาบัวก่อนนะ”

ชินานางผละจากเด็กเสิร์ฟสาวมาหาเพื่อน ท่าทางเพื่อนาวของเธอไม่ได้แตกต่างจากเมื่อวานเลย นั่งนิ่งมองอย่างตั้งใจจับผิดคนงานใหม่ แค่เห็นก็นึกขำแล้ว อะไรมันจะขนาดนั้น หากไม่ไว้ใจไม่เชื่อใจแล้วรับเข้ามาทำงานทำไม แถมต้องมานั่งเฝ้าคอยดูทุกอิริยาบถมันออกจะเกินไปหน่อย เจ้านายมานั่งจับผิดแล้วลุกน้องจะทำงานด้วยความสบายใจได้ยังไงกัน

“บัว”

ชินานางแตะไหล่เพื่อนสาวที่นั่งกอดอกไขว่ห้างบนลังน้ำแข็งใบใหญ่มองพ่อครัวคนใหม่ปรุงอาหารในหม้อหน้าเตาด้วยใจจดจ่อ เพื่อนสาวของเธอไม่ถึงกับสะดุ้งตกใจ เพียงแต่หันมาพยักหน้าและยิ้มให้ แล้วก็หันกลับไปมองชายหนุ่มหน้าเตาต่อ

“เห็นบุ้งว่าเธอกำลังจะให้ไปตามฉันมากินข้าว”

“อื้อ”

“นี่ไง ฉันมาแล้ว หิวมาก... อยากกินข้าวแล้ว ไหนล่ะข้าวเช้าของฉัน” เธอลากเสียงยาวและพยายามตั้งคำถามเรียกร้องความสนใจ แต่ใบบัวไม่ได้สนใจเธอเลยสักนิด กลับสนใจแต่คนที่อยู่ตรงหน้าเตา จนเธอชักหมั่นไส้เพื่อนตัวเองตงิดๆ

“ข้าวเช้าของเธอยังอยู่ในหม้อ นายนั่นยังทำไม่เสร็จ แต่อีกแป๊บเดียวก็ได้กินแล้วล่ะ รอหน่อยนะ” ใบบัวหันมาบอกห้วนๆ แล้วก็กลับไปสนใจคนหน้าเตาต่อ

“เหรอ งั้นก็ปล่อยให้เขาทำไปสิ แล้วเธอก็ไปนั่งรอกับฉันก็ได้ ไม่เห็นจะต้องมานั่งเฝ้าอะไรอย่างนี้เลย รู้ไหม เขาจะอึดอัดและทำงานไม่มีความสุขเปล่าๆ”

“เออ จริงด้วย ไปๆ งั้นไปนั่งรอข้างนอกก็ได้ ข้างในนี้ให้นายนี่จัดการไปก็แล้วกัน”

“ใช่ ปล่อยให้เขาจัดการไป”

ชินานางกับใบบัวพากันออกจากครัวมานั่งที่โต๊ะตัวเดิมหน้าเคาน์เตอร์แคชเชียร์ นั่งก้นยังไม่ทันติดเก้าอี้ดีเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ชินานางวางโทรศัพท์ที่ถือติดไม้ติดมือมาด้วยกลางโต๊ะ และไม่มีทีท่าว่าจะกดรับสายจนใบบัวสงสัยต้องเอ่ยปากถาม

“ไม่รับเหรอ”

“นนท์โทรมาน่ะ แบบนี้ตั้งแต่เช้าแล้วไม่รับหรอก”

ใบบัวชะโงกหน้าดูหน้าจอโทรศัพท์

“จริงด้วย นนท์โทรมาจริงๆ นั่นแหละ แต่ทำไมถึงไม่รับล่ะ พวกเธอสองคนมีเรื่องอะไรหรือไง รับๆ ไปเถอะน่า ถ้าเรื่องกันก็ปรับความเข้าใจกันซะ อยู่ดีๆ มางอนแล้วเลิกกันตอนนี้ คิดดูสิว่ามันเสียเวลาที่คบกันมามากแค่ไหน”

“ใช่ ฉันน่ะเสียเวลา แต่ฝ่ายนั้นไม่ได้เสียเวลาด้วยนี่”

“ก็ถึงได้บอกไงมีเรื่องอะไรก็ปรับความเข้าใจกันซะ อย่างอนกันเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เลย มันไม่ดีหรอก”

“หึ ถ้าเล็กน้อยฉันจะไม่ว่าเลย แต่นี่มันหยามหน้ากันชัด ฉันเหมือนถูกตบจนหน้าชา ถึงได้ขับรถมาหาเธอที่นี่ไง”

“จริงเหรอ”

“จริงสิ”

“งั้นเล่ามาซิ ว่าพวกเธอสองคนมีเรื่องอะไรกัน” ใบบัวพูดแล้วปรายตามองโทรศัพท์ที่ส่งเสียงร้องแล้วพูดว่า “ส่วนไอ้นี่ ถ้าหนวกนักก็กดสายทิ้งไปเลยแล้วกัน”

“ตามนั้น”

ชินานางกดสายทิ้งและเริ่มเล่าเรื่องให้เพื่อนสาวฟัง เล่าไปก็น้ำตาคลอเบ้าร่ำๆ จะร้องไห้ ปากก็สบถคำด่าทอด้วยความคับแค้นใจไปด้วย ช่างเป็นเช้าที่น่าหงุดหงิดใจสำหรับเธอมากว่าเช้าไหนๆ กระทั่งข้าวต้มกุ้งหมูถูกชายที่ขลุกตัวอยู่แต่ในครัวยกมาวางตรงหน้า กลิ่นหอมของอาหารเช้าทำให้เธอรู้สึกดีอย่างไม่น่าเชื่อ ใบบัวจึงถือโอกาสแนะนำพ่อครัวคนใหม่ให้เธอรู้จัก

“นาง นี่นายสุดเขตพ่อครัวที่ฉันเพิ่งรับมาใหม่”

“อื้อ รู้แล้ว ฉันเห็นตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะ แต่ไม่รู้ว่าชื่ออะไรเลยไม่ได้ทัก ข้าวผัดของนายอร่อยมากเลยนะ ฉันให้คะแนนเต็มสิบเลย แต่มาติดลบตอนที่นายให้ฉันยกอาหารไปให้แขกนี่แหละ” ชินานางพูดก่อนใช้ช้อนตักข้าวต้มร้อนๆ ขึ้นมาเป่าแล้วเอาใส่ปาก

“หือ เมื่อกี้ว่าอะไรนะ จริงเหรอ นายสุดนายใช้เพื่อนฉันทำอย่างนั้นจริงเหรอ”

ชินานางเหลือบมองเพื่อนสาวลุกพรวดกอดกอดถลึงตาคาดคั้นพ่อครัวหนุ่มที่ได้แต่ยืนกุมมือก้มหน้าก้มตาไม่พูดอะไรทั้งสิ้น ยิ่งทำให้ใบบัวเพื่อนของเธอยัวะจัดที่อีกฝ่ายเอาแต่เงียบไม่ยอมอธิบายหรือแม้แต่แก้ต่างให้กับตนเอง ในฐานะที่เป็นคนขุดคุ้ยเรื่องนี้ขึ้นมา และบางทีมันอาจทำให้พ่อครัวผู้เงียบขรึมถูกเด้งจากงาน เธอจึงจำเป็นคนพูดแทน

“นายสุดของเธอคงเข้าใจผิดคิดว่าฉันเป็นเด็กที่ทำงานที่นี่น่ะ แล้วเมื่อวานฉันไม่มีอารมณ์อยากอธิบายอะไรกับใครทั้งนั้นก็เลยปล่อยเลยตามเลยสวมบทบาทคนงานของที่นี่สักวันจะเป็นไรไป”

“เธอไม่เป็น แต่ฉันเป็น” ใบบัวสวนกลับทันควันก่อนจะหันไปพูดกับพ่อครัวที่ก้มหน้านิ่ง บังคับให้เขามองหน้าเธอ “นาย! เงยหน้าขึ้นมองฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ จะเพราะเข้าใจผิดหรือเพราะอะไรฉันไม่รู้ล่ะ แต่คราวหลังอย่าให้มีอย่างนี้อีก เข้าใจไหม!”

พ่อครัวหนุ่มที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาตั้งแต่แรก เงยหน้าขึ้นหลังจากใบบัวพูดจบ คิ้วเข้มขมวดกันจนแทบจะเป็นปม มองหน้าเจ้านายสาวแล้วพยักหน้าหงึกๆ จนชินานางได้แต่หัวเราะด้วยความชอบใจ ช่างสงบปากสงบคำดีแท้ ลองเปลี่ยนจากนายคนนี้เป็นชานนท์ดูสิ ได้ต่อปากต่อคำกันสนุกแน่

เท่านั้นแหละ...

เพียงแค่นึกถึงเสียงเรียกเข้าก็ดังขึ้นอีกครั้ง เธอรู้แทบจะทันทีเลยว่าคนที่โทรมาคงเป็นชานนท์ ที่พยายามโทรมาง้อตั้งแต่เช้า แต่ถ้าเธอไม่อยากรับสายเขาจะทำอะไรได้ นอกจากกดเบอร์โทรซ้ำๆ เธอจะปล่อยไว้อย่างนั้นแหละ เมื่อยเมื่อไรก็เลิกโทรไปเอง

ทว่าเพื่อนสาวของเธอซึ่งพยักพเยิดให้พ่อครัวหนุ่มกลับเข้าไปในครัว ดันเป็นคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสายเสียเอง

“ไง ไอ้ตัวแสบ นายทำกับเพื่อนฉันขนาดนั้นแล้วยังมีหน้าโทรมาอีกเหรอ มันน่านัก... ถ้าฉันอยู่ด้วยฉันคงได้ฟาดนายไปซักหมัดสองหมัดแล้วล่ะ”

“อยากทำอะไรก็เชิญ ฉันอยู่นี่แล้ว”

เสียงจากปาลายสายกรอกมา ได้ยินกันทั่วถึงทุกคนที่อยู่ในนั่น ทั้งเธอ ทั้งใบบัว ต่างขมวดคิ้วมุ่นมองหน้ากันอยู่ครู่ ถึงเสียงจากโทรศัพท์จะดังมากแค่ไหนก็ไม่น่าจะดังจนได้ชัดราวกับเจ้าตัวอยู่ใกล้ๆ นี้ ทว่าเสียงของผักบุ้งที่หายไปไหนไม่รู้ตั้งนานดังขึ้นจากหน้าประตูช่วยไขความสงสัยของพวกเธอ

“สวัสดีค่า ใบบัวเกสเฮาส์ยินดีต้อนรับค่า อ้าว นึกว่าใคร ที่แท้พี่นนท์นี่เอง มาหาพี่นางเหรอคะ เข้ามาสิคะ พี่นางอยู่ข้างในพอดี”

ชินานางและใบบัวต่างหันขวับมาที่ประตูทางเข้า ตรงนั้น... ชานนท์ยืนอยู่ตรงนั้น... และกำลังเดินมาหาเธอ
“นาง... รู้ไหมหายไปทั้งคืนเราเป็นห่วงนางมากเลยนะ”

“นายรู้ได้ไงว่าฉันอยู่นี่” เธอถาม

“โถ... ทำไมจะไม่รู้ล่ะ เพื่อนนางมีอยู่ไม่กี่คน แล้วเวลาลำบากทีไรก็มีอยู่คนเดียวที่นางมักจะมาหา”

“นายก็เลยมาตามฉันที่นี่งั้นสิ”

“ก็โทรมาแล้วแต่เล่นตัดบทไม่ให้เราพูดอะไรเลย เราก็เลยขอให้นายสนเป็นคนขับรถพามาที่นี่ มาเถอะ เลิกงอนเถอะนะ กลับบ้านของพวกเราดีกว่าอย่ารบกวนคนอื่นเลย” เขาพูดเสียงอ่อน กางแขนเดินเข้ามาใกล้เหมือนจะโอบกอด

“ใครจะกลับไปกับนาย มาทางไหนเชิญกลับไปทางนั้นเลย ฉันไม่อยากเห็นหน้านาย! แต่ถ้านายไม่ไป ฉันเป็นคนไปเองก็ได้!”

ชินานางพูดแล้วเบี่ยงตัวลุกพรวดจากเก้าอี้ทิ้งข้าวต้มหมูที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยคว้าโทรศัพท์ในมือเพื่อนสาว เดินจ้ำอ้าวออกจากประตูหลังครัว พอออกมาได้ก็รีบวิ่งกลับที่พักสุดชีวิต โดยไม่ทันระวังว่าจะชนเข้ากับใครคนหนึ่งที่เดินลงจากที่พักมาพอดี



โปรดเถิดดวงใจ... โปรดรออ่านตอนต่อไป... ไม่นานหรอก อิ อิ อิ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 10, 2014, 10:23:51 PM โดย ฮาบีบี้ »

บีเลิฟ

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 387
    • ดูรายละเอียด
Re: A LOVE'S CONCERTO เสียงประสานแห่งรักนิรันดร์ : ตอนที่ 1
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2014, 12:03:58 AM »
ชนคนที่ถอดเสื้อใช่ไหมเล่า...

Narina

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 11
    • ดูรายละเอียด
Re: A LOVE'S CONCERTO เสียงประสานแห่งรักนิรันดร์ : ตอนที่ 1
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2014, 08:36:18 PM »
พ่อสุดเขตคนนี้จะเกรียนเหมือนนายสุดเขตสเลดเป็ดไหมนะ
ฝันให้ไกลไปให้ถึงดวงจันทร์ หากว่าเราไปไม่ถึงเราก็ยังอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว

ทาริก

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 63
    • ดูรายละเอียด
Re: A LOVE'S CONCERTO เสียงประสานแห่งรักนิรันดร์ : ตอนที่ 1
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2014, 09:00:08 PM »
คนที่เดินสวนมาคือ...........หลิว เต๋อ หัว แน่ๆ เลย  ใช่ม๊า...

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 243
    • ดูรายละเอียด
Re: A LOVE'S CONCERTO เสียงประสานแห่งรักนิรันดร์ : ตอนที่ 1
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2014, 11:37:41 PM »
คนที่เดินสวนมาอาจจะเป็น....














"ผู้ชายมีโล่"

;D ;D ;D


พี่ฮานำไปเลย ยาวปายยยย ยาวปายยยย
เด๋วน้องจะรีบต้วมเตี้ยมๆ ย่องตามไป คริ คริ

คุณพีทคุง

  • นักข่าว
  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 47
    • ดูรายละเอียด
    • คนเขียนฝัน พิธันดร
Re: A LOVE'S CONCERTO เสียงประสานแห่งรักนิรันดร์ : ตอนที่ 1
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: มีนาคม 02, 2014, 04:59:49 PM »

บทแรกก็ร้อนแรงมากเลยฮะ นายนนท์ถอยไปไกลๆ เลยนะ ชิ้วๆ ไม่งั้นโดนพี่ล่ำซัดแน่