ผู้เขียน หัวข้อ: เขียนใจ...ทำนายรัก บทที่ 4  (อ่าน 633 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 234
    • ดูรายละเอียด
เขียนใจ...ทำนายรัก บทที่ 4
« เมื่อ: มีนาคม 13, 2016, 01:47:54 AM »
บทที่ 4

   ตำหนักเจ้าแม่ตะเพียนทองเป็นบ้านเรือนไทยหลังใหญ่ ล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่แห้งสีเหลืองทองเคลือบเงาไว้อย่างสวยงามเรียงกันเป็นระเบียบ ทั้งหมดตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 2 ไร่ ริมรั้วหน้าบ้านฝั่งขวามีต้นมะขามขนาดสามคนโอบแผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา มีชิงช้าผูกเอาไว้กับกิ่งที่ยื่นเข้ามาทางทิศบ้าน พื้นที่ตรงนั้นถูกปล่อยเป็นลานโล่งไว้สำหรับให้ผู้มีจิตศรัทธาเคารพรักเจ้าแม่จอดรถ พื้นที่แถบฝั่งซ้ายถูกจัดเป็นสวนเล็กๆ แต่งานละเอียดละเมียดละไมน่าดู มีการจัดไม้เล่นสีสันสวยงาม น่าจะเป็นฝีมือเจ้าของตำหนัก ฝั่งนี้เน้นไม้ประดับ มีลีลาวดีต้นใหญ่สีขาว สีเหลืองและสีแดงปลูกห่างกันเป็นระยะ นอกจากนี้ยังมีไม้หอมอีก 2-3 ชนิด ชื่ออะไรบ้างโหราก็ลืมไปซะแล้ว ถ้าจะให้นั่งจำแนกคงต้องพกจันทน์กะพ้อและเพลินตะวันมาด้วย

   จากที่สืบทราบมาตะเพียนทองมีความสามารถเรื่องการจัดสวน แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่มีโอกาสได้มาเดินชื่นชมสักเท่าไรก็ตาม ฝั่งไม้หอมนี้จะไม่อนุญาตให้ชาวบ้านเอารถมาจอดแต่ถ้าจะมาเดินรอคลายเครียดก็ไม่ว่ากัน

   ตั้งแต่อยู่ร้อยบุญโหรามากวน มาเกรียนใส่เจ้าของตำหนักหลายครั้งหลายครา แต่ก็ไม่เคยเห็นเธอลงมาอยู่ข้างล่างตำหนักเลย มัวสาระวนอยู่แต่ข้างบนแถวๆ โต๊ะหมู่โน่น หลังจากเจ้าแม่ออกจากร่างทรงแล้วบรรดาชาวบ้านจะช่วยกันเก็บกวาดตำหนัก แต่สุดท้ายตะเพียนทองก็ต้องมาดูความเรียบร้อยอีกรอบอยู่ดี

   หลังตำหนักจะมีเรือนเล็กของยายรัญจวนแยกออกไปอีก เพราะหญิงชราอารมณ์ดีไม่ค่อยชอบความวุ่นวาย ขอใช้ชีวิตหลังเกษียณการเป็นร่างทรงอยู่อย่างสงบ ยกเว้นวันพระคุณยายถึงจะขึ้นมานอนกับหลานสาวหรือไม่ก็เป็นหลานสาวนั่นแหละทิ้งตำหนักแล้วไปนอนอ้อนยาย

   เพลินตะวันเล่าว่าตะเพียนทองอยู่กับยายรัญจวนแค่สองคน ดูเหมือนไม่ปลอดภัย แต่ใครจะรู้ว่าร่างทรงคนสวยนั่นเป็นแชมป์ยิงปืนของมหาวิทยาลัย และแม่น้องสาวนอกไส้ก็ยังไม่ลืมเตือนเขาอ้อมๆ ว่าอย่าทำให้ตะเพียนอารมณ์เสียเพราะใต้โต๊ะหมู่มีปืนซ่อนอยู่ 1 กระบอก

   โหรารู้แน่แก่ใจนานแล้วว่าเขากำลังจะเจอกับอะไร แม่ตัวอันตรายที่น่ารัก จำได้ว่าครั้งแรกที่เจอกันตะเพียนทองตบเขาเสียคว่ำ แต่คุ้มกันกับที่เขาได้จับมือนุ่มๆ ของเธอล่ะนะ ถือว่าแลกกัน จากนั้นเขาก็ไม่คิดว่าพรหมลิขิตจะพาให้มาเจอเธอที่ร้อยบุญอีก อย่างนี้ถ้าไม่เรียกบุพเพนำพาก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไรแล้ว

   นักเขียนหนุ่มหล่อคิดไปยิ้มไปจนถึงหัวบันไดบ้าน ถอดรองเท้าแตะเตรียมจะจุ่มเท้าลงอ่างล้างเท้า หูก็พลันได้ยินเสียงหวานคุ้นหูของร่างทรงคนสวย

   “พี่วินจะโทรมาทำไมบ่อยๆ ก็รู้ว่าฉันไม่ค่อยว่าง ถึงว่างฉันก็อยากพักผ่อนบ้าง ไม่ค่ะ เราไม่มีอะไรต้องคุยกัน โอเคที่เจอวันนั้นฉันก็ไม่ได้คิดอะไร ก็แค่ทักทายกันตามประสาคนเคยรู้จัก ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ต้องรู้สึกผิดอะไรอีกแล้ว ฉันคิดว่าเราควรจะจบเรื่องนี้ไปตั้งนานแล้ว พี่ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องรู้สึกอะไรหรอกค่ะ แค่นี้นะคะ”

   รอยยิ้มของโหราหุบทันที พี่วิน! ไอ้ชวินรูปหล่อนั่นนะเหรอ บรรลัยล่ะ นับว่าไอ้หมอนี่กล้าและหน้าด้านมากทีเดียว ไหนว่ากำลังจะหมั้นแล้วไหงแอบย่องโทรมาตอแยตะเพียนทองล่ะ บ้าเอ๊ย!

   โหราล้มเลิกความคิดที่จะขึ้นไปหาตะเพียนทอง บทสนทนาเงียบคิดว่าเธอน่าจะวางสายแล้วและคงกำลังโมโหด้วย เสี่ยงขึ้นไปดูท่าว่าจะไม่คุ้ม ชายหนุ่มเปลี่ยนจุดหมายปลายทาง เดินลอดใต้ถุนบ้านตรงไปเรือนหลังเล็กของยายรัญจวน บ้านยังไม่ปิดหมาก็น่าจะยังอยู่ในกรง แต่ถึงยายจวนจะปล่อยหมาแล้วงานนี้เขาก็จะยอมพลีชีพล่ะ

   “อ้าว...พ่อโหรไหงเลยมาหายายได้ล่ะ” หญิงชราวัย 80 กะรัตกึ่งนั่งกึ่งนอนบนเก้าอี้โยกเอ่ยทัก

   “ก็ตั้งใจมาหายายนั่นแหละจ้ะ ไม่คิดแวะหาใครที่ไหนเล้ย...” ชายหนุ่มล้างเท้าก่อนเดินขึ้นบันไดไปนั่งเก้าอี้ตัวที่อยู่ใกล้กับเก้าอี้โยกของยายรัญจวนมากที่สุด “พรุ่งนี้วันพระ ผมก็เลยพับดอกบัวมาให้ยายจ้ะ”

   “อะไรนะ” ยายรัญจวนเงยหน้าจากหนังสือ มองลอดแว่นไปยังใบหน้าขาวๆ ของชายหนุ่มรุ่นหลาน อีกฝ่ายกำลังแกะถุงแล้วดึงดอกบัวพับกลีบสวยงามออกมาอวด หญิงชราวางหนังสือนิยายเล่มหนาลงบนโต๊ะและรับดอกบัวมาพิจารณา “พ่อโหรพับเองงั้นเหรอ”

   โหรายิ้มแป้นตอบรับด้วยสีหน้าภูมิใจฝีมือตัวเองสุดๆ “สวยมั้ยจ๊ะ”

   “สวยใช้ได้ ถ้าไม่เขียนนิยายก็พับบัวขายเถอะพ่อ น่าจะรุ่ง”

   “แหม ยายก็ ผมตั้งใจพับให้ยายคนเดียวไม่คิดจะทำขายจริงจังหรอกจ้ะ แต่ถ้าจะกรุณานักเขียนตกยากคนนี้ ผมก็ขอฝากท้องไว้กับยายซักมื้อ”

   ผู้ผ่านประสบการณ์ชีวิตมายาวนานเหลือบมองชายหนุ่มก่อนจะยิ้มอย่างรู้ทัน “ก็ว่าอยู่แล้วพับมาสวยขนาดนี้จะฟรีได้ไงจริงมั้ย เฮ้อ...ซื้อดอกบัวตลาดจะถูกกว่ามั้ง”

   “โธ่...ยายจ๋า ผมก็แค่อยากมานั่งคุยกับยายเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง คุยกับยายสนุ๊กสนุก ได้พล็อตกลับไปเขียนนิยายด้วย”

   “อืม...บัว 3 ดอกนี่แพงกว่าที่คิดแฮะ” ยายจวนยังไม่เลิกแกล้ง “แล้วเมื่อกี้ผ่านตำหนักมาไม่เจอตะเพียนเหรอ จะได้กินข้าวพร้อมๆ กันเลย”

   “ไม่เจอจ้ะ ได้ยินแต่เสียง คุยกับพี่วินๆ” โหรากล้าพูดเลยว่าเขาไม่ได้ฟ้อง ยายรัญจวนเป็นฝ่ายถามและเขาก็เล่าตามที่รู้มาแบบไม่ตกหล่นเลยสักประโยค

   “วินรึ” หญิงชราพึมพำ ก่อนจะหันมาสั่งโหรา “ไอ้หนูเดินไปหยิบโทรศัพท์ให้ยายหน่อยซิ อยู่บนโต๊ะหน้าโทรทัศน์น่ะ เข้าไปก็เห็นแล้ว”

   โหรารีบลุกและไม่นานก็กลับมาพร้อมยื่นโทรศัพท์ให้หญิงชรา ชายหนุ่มมองอยู่ครู่หนึ่งก็ได้ยินคุณยายกรอกเสียงลงไป

   “ตะเพียนเสร็จยังลูกมากินข้าวกันเถอะ จ้ะ...เร็วๆ นะลูกยายรออยู่ แล้วที่บ่นว่าปวดท้อง หายรึยังถ้ายังก็รีบมาให้ยายดูอาการเลย” คุณยายวางสายจากหลานสาวและหันมายิ้มให้คนที่นั่งมองอยู่ “แค่นี้ก็หมดเรื่อง”

   โหราแอบกลืนน้ำลายลงคอ ท่าทางไม่ใส่ใจของหญิงชราทำให้เขารู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ไม่ใช่ชวิน ฟังจากน้ำเสียงแล้วคุณยายคงไม่ปลื้มอดีตว่าที่หลานเขยสักเท่าไร ก็คงจะเป็นความรู้สึกครั้งเก่าก่อนที่เคยทำหลานสาวท่านช้ำใจ ตัวเขาเองก็ต้องระวังไว้ ขืนทะลึ่งผิดจังหวะขึ้นมาจะเสียคะแนนเอาได้ สองสาวบ้านนี้น่ากลัวชะมัด

   โหรายิ้มกว้างกับผู้สูงวัย สายตาเหลือบไปเห็นหนังสือที่คุณยายกางคว่ำไว้ มันเป็นหนังสือของเขาเองสมัยที่สมองยังลื่นไหลอยู่ เพราะรู้ว่าสายตาของยายรัญจวนยังพออ่านหนังสือพระได้ เขาก็รีบประจบด้วยการขนหนังสือมาให้คุณยายเป็นลังๆ ทั้งหนังสือพระ หนังสือท่องเที่ยว และนิยาย เลือกที่ขนาดอักษรตัวใหญ่ๆ อำนวยความสะดวกให้คนแก่ แต่ก็ไม่ลืมที่จะแอบเอานิยายตัวเองใส่ลังมาด้วย จุดประสงค์ไม่ใช่ยาย แต่เป็นหลานต่างหากเล่า

   “ยายสายตาดีจัง ยังอ่านหนังสือของผมได้อยู่”

   “ก็ต้องใช้แว่นช่วยนี่ไง”

   “สนุกมั้ยจ๊ะ”

   “ก็สดใสตามประสาหนุ่มสาว พ่อโหรเคยเอามุกของพระเอกไปใช้ในชีวิตจริงบ้างหรือเปล่า ยายว่าบางสถานการณ์มันคุ้นๆ”

   “ยายจ๋าอย่าหาว่าบ่น แต่นางเอกในชีวิตจริงนี่จีบยากจะตาย” โหราบ่นแต่นัยน์ตายังเป็นประกายกล้าขณะประสานสายตากับหญิงชรา

   “ถ้าเบื่อก็เลิกจีบได้ ไม่มีใครว่าอะไร สงสัยท่าทางคนเก่าก็จะยังไงๆ ช่วงนี้ได้ข่าวว่าโทรมากวนบ่อยๆ” ยายรัญจวนมองตรงไปที่ทางเดิน หลานสาวคนสวยเดินมา หญิงชราเอื้อมมือหยิบหนังสือที่กางหน้าคว่ำไว้มาปิดและเปรยกับคนข้างๆ “ความรักเป็นเรื่องของบุพเพ ถ้าวาสนาไม่มีพยายามมากเท่าไรก็ไร้ผล แต่ถ้าคนเราศีลเสมอกันยังไงก็ต้องได้คู่กันวันยันค่ำ เรื่องของหนุ่มสาวคนแก่ไม่อยากจะยุ่งหรอก”

   “ผมกล้ายืดอกบอกยายได้เต็มปากเลยครับว่าผมชอบตะเพียน แม้ว่าตะเพียนจะยังไม่มีท่าทีตอบรับ แต่ผมจะไม่ล้มเลิกกลางทางแน่นอนครับยาย”

   ยายรัญจวนมองคนพูดไม่วางตา เรื่องบางเรื่องแม้อยากจะพูดแทบตายแต่ก็ต้องเก็บมันเอาไว้ เธอรับรู้ถึงความจริงจริงและจริงจังของโหรา แต่ความรักไม่เคยได้มาอย่างง่ายดาย ยิ่งกับผู้หญิงที่เป็นสื่อกลางกับเจ้าแม่ด้วยแล้วยิ่งเป็นความรักที่เต็มไปด้วยอุปสรรค สุดท้ายก็ได้แต่ยิ้มน้อยๆ ให้ผู้ลงสมัครเป็นหลานเขย

   “อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด คิดจะจีบร่างทรงของเจ้าแม่พ่อโหรก็ต้องอดทนหน่อยแล้วกัน”



   ตะเพียนทองไม่แปลกใจเลยที่เห็นโหรามานั่งหน้าระรื่นอยู่กับยายของตน เธอรู้ว่าความสัมพันธ์ของคนทั้งสองพัฒนาไปไกลทีเดียว นักเขียนขี้ประจบอ้อนยายจวนของเธอเสียจนบางครั้งนั่งๆ ฟังอยู่ยังแอบหมั่นไส้ พ่อคุณเอ๊ย...แต่ละคำออดอ้อนมันช่างน่าฟาดให้คะมำ

   "เดี๋ยวนี้ก้าวหน้านะ มาถึงนี่เลย" สาวร่างทรงพูดลอยๆ ก่อนจะนั่งเก้าอี้อีกฝั่ง เธอไม่ชอบรอยยิ้มใสซื่อของโหรา ยิ่งลูกตาวาวๆ นั่นยิ่งไม่อยากจะสบประสาน

   "อย่าเสียมารยาทน่าตะเพียน พรุ่งนี้วันพระพ่อโหรเขาพับดอกบัวมาฝาก ลองดูสิ สวยอยู่นะ คนละแบบกับที่วางขายตามตลาด"

   "ยายว่าคุณนักเขียนเขาพับเองเหรอจ๊ะ"

   "อ้าว...ถ้าไม่เชื่อ เดี๋ยววันโกนครั้งหน้าผมหอบดอกบัวมาพับสดๆ ให้ยายดูเลย ดีมั้ยจ๊ะ"

   คุณยายวัยแปดสิบกะรัตไม่ตอบ ได้แต่นั่งหัวเราะหึๆ ขณะที่หลานสาวคนสวยนั่งหน้าบึ้ง เมื่อรู้ตัวว่าพลาดเสียรู้นักเขียนรอบจัดเข้าให้แล้ว ไปพูดเหมือนเปิดโอกาสให้เขามาหาอย่างนั้นมันก็เข้าทางนะสิ

   "เอาดอกบัวให้ยายเสร็จแล้วก็กลับไปสิ จะมัวมานั่งอยู่ทำไม"

   "เฮ้ๆ คุณ นี่ไล่กันเลยเหรอ" นักเขียนหนุ่มมองใบหน้าเนียนใสไร้เครื่องสำอางอย่างนึกเอ็นดู ตะเพียนทองอาจจะดุเกินหญิงไปบ้าง แต่อย่างน้อยเธอก็ยังมีมุมเง้างอดน่ารักน่ากอดให้หัวใจเขาเต้นผิดจังหวะอยู่เรื่อยๆ ชายหนุ่มยิ้มละไมพลางว่า "วันนี้ต่อให้คุณเอาน้ำมาราดผมก็ไม่ไป เพราะว่าผมจะอยู่กินข้าวเป็นเพื่อนกับคุณยายสุดที่รักของผม"

   "อ๋อ...เป็นอย่างนี้นี่เอง" หญิงสาวครางออกมาเมื่อจับต้นชนปลายได้ ไม่ต้องถามต่อตะเพียนทองก็พอเดารูปการออกแล้ว เธอมองยายและแขกหนุ่มหน้าระรื่นก่อนค้อนขวับ สองคนนี้ร่วมมือกันเร่งให่เธอรีบมา ฮึ! ก็ได้...ยกนี้โหราชนะเธอขาดลอย ต้องยอมรับว่าเขาวางแผนมาดีไม่มีช่องโหว่ให้เธอเล่นงานได้เลย

   "ไปตั้งโต๊ะเถอะตะเพียน เดี๋ยวจะมืดค่ำเสีย" ยายรัญจวนสั่งหลานสาว โหราขยับแต่ถูกห้ามไว้

   "นั่งคุยเป็นเพื่อนยายเถอะ ฉันคนเดียวพอ"

   "ให้ช่วยอะไรก็เรียกแล้วกันนะครับ"

   ร่างทรงคนสวยเดินหายเข้าไปในบ้าน ด้านนอกจึงเหลือแค่หนุ่มนักเขียนกับอดีตร่างทรงปลดเกษียณ เก้าอี้โยกของยายรัญจวนยังคงเคลื่อนไหว ส่วนคนนั่งก็เอนหลังหลับตา ผ่านไปสักพักเสียงของคุณยายรัญจวนก็ดังขึ้น

   "เดี๋ยวพ่อโหรเดินไปปล่อยเจ้ากะเพราให้ยายหน่อยนะ เข้าไปเอาข้าวในครัวที่ตะเพียน ป่านนี้คงเตรียมไว้ให้แล้วล่ะ รอจนมันกินเสร็จก็ปล่อยได้เลย"

   "ก่อนจะกินข้าว กะเพรามันจะกินผมก่อนมั้ยยาย"

   "เฮ้ย...ไปเถอะ ค่อยๆ พูดกับมัน"

   โหราทำหน้าเหย หรือว่าวันนี้จะเอาชีวิตมาสังเวยคมเขี้ยวเจ้ากะเพรามันเสียก็ไม่รู้ ยังจำครั้งแรกที่โดนมันไล่กัดได้ เจ้าหมานั่นแยกเขี้ยวพุ่งตรงใส่เขาราวกับเคยไปแอบเหยียบขามันกระนั้น ครั้งแรกที่ฉายเดี่ยวบุกบ้านสาวเลยจบด้วยการวิ่งหนีหมาเจ้าหล่อนแทบจะขาดใจตาย วันนี้ยายจวนดันใช้ให้เดินไปหามันถึงกรง ตายแน่ไอ้โหร!

   นักเขียนสมองตันยังไม่ทันได้เดินเข้าไปในครัว ตะเพียนทองก็เดินถือกะละมังใบเล็กสำหรับใส่ข้าวเจ้าหมากะเพราจอมโหด ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นไปขวาง ร่างทรงสาวก็ทำหน้ายุ่งใส่เขาทันที

   "นั่นของกะเพราใช่มั้ย มา เดี๋ยวผมจัดการเอง" โหราแทบสะดุดลมหายใจตัวเองเมื่อหญิงสาวที่เขาแอบหมายปองเงยหน้าสบตากับเขา คิ้วเรียวสวยเลิกสูงราวจะถามความมั่นใจ

   "ทำประกันชีวิตไว้กี่กรมธรรม์กันคะ ถึงได้กล้าพลีชีพขนาดนี้"

   "ถ้าสำเร็จและรอดมาได้ ผมก็ว่าคุ้ม" ชายหนุ่มทำใจดีสู้หมา กระนั้นก็ยังอุตส่าห์หยอดคำหวาน "อย่างน้อยก็ปลดล็อคเวลาปีนรั้วเข้ามาหาคุณ"

   ตะเพียนทองหัวเราะร่วนก่อนจะส่งกะละมังข้าวหมาให้ "ถ้ารอดกลับมาได้ คืนนี้ฉันจะเปิดหน้าต่างรอเลย"

   โหราแกล้งทำตาวาวใส่สาวปากกล้า ถ้าจะท้าทายกันขนาดนี้ โทรไปบอกไอ้จันทน์เพื่อนรักให้เตรียมหาเถ้าแก่มาขอกันเลยดีกว่า ไอ้เขามันประเภทเข้าตามตรอกออกตามประตูเสียด้วย ลองถ้าอนุญาตจริงล่ะก็เขาไม่ถ่อไปปีนหน้าต่างให้เสี่ยงตกลงมาขาแข้งหักหรอก



   ถึงไม่โดนหมากัดตาย แต่ก็สภาพไม่เหมือนเดิม โหราหอบสังขารโทรมๆ กลับขึ้นเรือนเล็กอีกครั้ง หญิงสาวที่กำลังยกจานข้าวมาวางต้องหยุดยิ้มหวาน กวาดตามองตลอดเรือนร่างสูงเพรียว ก่อนจะเอ่ยชมด้วยสีหน้าแปลกใจว่า 'ไม่เลว'

   "ท่าทางจะเข้ากันได้แล้วใช่มั้ย" ยายรัญจวนเป็นฝ่ายถาม

   "กว่าจะเข้ากันได้ ผมก็แทบแย่เหมือนกันครับ" หนุ่มนักเขียนเสยผมที่ร่วงลงมา มือของเขาเปื้อนคราบโคลนเล็กน้อยซึ่งน่าจะเป็นผลจากการปรับความเข้าใจกับเจ้ากะเพรา

   "ไปล้างมือเถอะ ตะเพียนตั้งโต๊ะเสร็จแล้ว ยายว่าถ้าพ่อโหรยังไม่ขึ้นมาก็จะไปตาม แต่ขึ้นมาสภาพนี้ถึงจะมอมไปหน่อย แต่ก็โล่งใจ หมาดุยังผ่านได้ ปลาดุก็คงไม่ยาก"

   "ยาย!"

   ชายผู้พิชิตใจหมาดุได้หรี่ตามองเป้าหมาย เขาไม่ลืมหรอกว่าก่อนเอาข้าวไปให้กะเพราเจ้าหล่อนท้าทายไว้อย่างไร ได้เจอกันแน่ตะเพียนทอง!

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 234
    • ดูรายละเอียด
เขียนใจ...ทำนายรัก บทที่ 4 (จบตอน)
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มีนาคม 14, 2016, 01:25:36 AM »
   มื้อค่ำของโหรากับตะเพียนทองผ่านไปอย่างราบรื่นโดยมีคุณยายรัญจวนนั่งเป็นประธาน ชายหนุ่มไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจเท่าไรกับการที่มีผู้ใหญ่นั่งอยู่ราวกับกำลังควบคุมความประพฤติ เขาไม่ได้ทำอะไรน่าเกลียดสักหน่อย จะมีก็แต่ยังแม่ปลาตะเพียนแสนสวยนั่นแหละที่ชอบขัดคอเขาอยู่เรื่อย

   ความมืดโรยตัวปกคลุมด้านนอก หน้าบ้านสว่างด้วยแสงไฟ ชนบทแบบนี้พอสิ้นแสงตะวันเสียแล้วก็มีแต่เสียงแมลงกลางคืนขับขาน โหราช่วยหลานสาวเจ้าของเรือนเก็บโต๊ะ สีหน้าเธอดูไม่เต็มใจแต่ไม่ยักกับออกปากปฏิเสธ นักเขียนหนุ่มนึกครึ้มใจนานทีจะได้โอกาสอยู่กันสองต่อสอง

   “เอาวางไว้ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวฉันล้างเอง คุณไปยกที่เหลือเข้ามาเถอะ”

   โหรากลับเข้ามาในครัวอีกครั้งพร้อมสำรับกับข้าว ชายหนุ่มเปิดตู้ด้วยมือเพียงข้างเดียว ก่อนจะใส่สำรับเข้าไปและปิดตู้ตามเดิม หันมาตั้งใจว่าจะช่วยคนสวยล้างจาน แต่เธอรีบห้ามไว้ราวกับรู้ทันความคิดเขา

   “เสร็จแล้วก็ออกไปคุยกับยายเถอะ เดี๋ยวฉันล้างเอง ไม่ต้องช่วยหรอก”

   “ไม่ช่วยก็ได้ แต่เปลี่ยนจากคุยกับยายเป็นคุยกับคุณแทนได้มั้ย” ชายหนุ่มยิ้มหวาน ถอยไปพิงกรอบประตู ดวงตาสุกใสฉายแววหวานขณะมองเสี้ยวหน้าหญิงสาวที่แอบหมายปอง เขารู้ตัวมานานแล้วว่าการได้มองเธอไม่ว่าจะมุมไหนมันก็มีความสุขเสมอ วันแรกที่เจอกันเขาก็เห็นเธอมุมนี้ ปลายจมูกของเธอน่าหยิกน่าหยอก แต่ที่ตราตรึงลืมไม่ลงก็คงจะเป็นรอยยิ้ม

   “จะคุยอะไรกับฉันล่ะ”

   “ผมได้ยินยายถามคุณว่าหายปวดท้องหรือยัง คุณไม่สบายเหรอ” โหราเลิกคิ้วสบตากับคนที่เหลือบตามองเขานิดหนึ่ง มีรอยวูบไหวในนั้นก่อนที่มันจะกลับมาสงบนิ่งและสุดท้ายเธอก็หันไปสนใจจานในมือ

   “เมื่อกลางวันฉันปวดท้อง น่าจะกินข้าวผิดเวลา”

   “มีคนมาหาเยอะเหรอ” เจ้าแม่มีลูกศิษย์ลูกหามากมายอยากได้คำปรึกษา แต่เมื่อทุกอย่างคลี่คลายคนสุดท้ายที่ได้พักกลับเป็นร่างทรง “คุณคงจะเหนื่อยมาก”

   “ก็ไม่เหนื่อยเกินไปกว่าวันอื่นๆ หรอก คงจะดีกว่านี้ถ้าทุกคนหัดแก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อน ไม่ใช่เอะอะอะไรก็วิ่งมาหาแต่เจ้าแม่ เรื่องนั้นช่างเถอะ ตกลงมีอะไรจะคุยกับฉันกันแน่” ตะเพียนทองถามพลางเร่งมือล้างจาน ความทรมานในช่องท้องเริ่มจะแผลงฤทธิ์ใส่เธออีกแล้ว ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังรักษาท่าทางสงบเอาไว้ได้ ขอให้เขารีบกลับไปไวๆ เถอะ ตอนนี้เธออยากจะลงไปนอนชักดิ้นชักงอจะแย่อยู่แล้ว

   โหรามองหยาดเหงื่อที่ซึมออกมาตามไรผมข้างขมับ ก็เริ่มนึกสงสัยทั้งๆ ที่อากาศก็ไม่ได้ร้อนมากมายแต่ทำไมร่างทรงเจ้าแม่ถึงได้เหงื่อออกมาชุ่มโชกขนาดนั้น และแม้ว่าจะยืนล้างจานแต่เขาก็ยังสังเกตเห็นว่าลำตัวของเธอโค้งงอเล็กน้อย

   “เป็นอะไรไป ทำไมเหงื่อออกเยอะจัง ร้อนเหรอ”

   “รู้สึกปวดท้องน่ะ สงสัยฉันคงเป็นโรคกระเพาะแน่เลย กินอิ่มแล้วก็ปวดแบบนี้”

   “ใช่เหรอ ผมรู้ว่าคุณหยั่งรู้ฟ้าดิน แต่ในเรื่องของระบบร่างกายเที่ยวเดาส่งได้ยังไง ไปหาหมอดีกว่ามั้ย ดึกดื่นเป็นหนักขึ้นมาใครจะพาคุณไป”

   “ไม่เป็นไรหรอกน่า เดี๋ยวไปหายากินคงดีขึ้น” หญิงสาวคว่ำจานใบสุดท้าย ฝืนยิ้มให้คนที่จับตามองเธออยู่ ปวดท้องก็ปวดอยู่หรอกแต่พอหันมาเจอสายตาห่วงใยของโหราเข้าก็สะท้านขึ้นมาราวกับจะเกิดโรคแทรกซ้อน นานเท่าไรแล้วนะที่ดวงตาคู่นี้เฝ้ามองเธอมา

   ตะเพียนทองปัดความรู้สึกหวั่นไหวออกไป เธอควรอยู่ให้ห่างเขาไว้นั่นแหละดีที่สุด หญิงสาวเดินผ่านนักเขียนหนุ่มไปได้สองก้าว ความปวดก็พุ่งขึ้นจนเธอต้องงอตัวและเอามือกุมท้องเอาไว้ ภายในปวดร้าวราวกับร่างจะแหลก

   “คุณ!”

   “ฉัน...ฉันไม่เป็นไร” แม้ร่างกายจะทรมานราวกับถูกบิดเป็นเกลียวแล้วก็ตาม

   “จะโกหกกัน ก็ทำให้เนียนหน่อยเถอะ” โหราดุกันตรงๆ ก่อนเดินเข้าไปช้อนร่างสมส่วนขึ้นในวงแขนแข็งแรง แม้ว่าจะเจ็บปวดแต่ตะเพียนทองก็ยังอุตส่าห์ดิ้นจะลงจนต้องโดนดุซ้ำ “อาการแบบนี้คงไม่ใช่กระเพาะแล้วล่ะ คุณเคยผ่าไส้ติ่งหรือยัง มันปวดยังไง ข้างซ้าย ข้างขวา หรือว่าปวดวันเบาๆ”

    “ไม่ใช่” ตะเพียนทองหมายถึงปวดประเภทสุดท้ายที่เขาสันนิษฐาน แต่ชายหนุ่มกลับเข้าใจว่าเธอกำลังปฏิเสธความช่วยเหลือของเขา

   “ขอร้องล่ะ คุณอาจจะเหม็นหน้าผมเต็มที แต่ตอนนี้ช่วยลืมๆ ไปก่อนได้มั้ย ไปหาหมอกันเถอะ” คิ้วเข้มขมวดขณะที่ดวงตามองนิ่งอยู่กับใบหน้านวลเนียนที่กำลังซีดเผือดลงเรื่อยๆ

   โหราไม่ลังเลที่จะอุ้มตะเพียนทองออกไปหน้าบ้าน คุณยายรัญจวนวางหนังสือที่เพิ่งหยิบขึ้นมาได้ไม่นานลงแล้วรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้โยกเดินเข้ามาดูอาการหลานสาว

   “ตะเพียนเป็นอะไร”

   “ปวดท้องครับยาย ผมจะพาเขาไปหาหมอ” โหราพูดพร้อมเดินตรงไปที่บันได้ ร่างในอ้อมแขนของเขาไม่ขัดขืนแล้ว เป็นสัญญาณที่ทั้งดีและไม่ดี อาการนอนนิ่งๆ นิ่วหน้าและกัดริมฝีปากข่มความปวดของคนในอ้อมแขนทำให้เขาสั่งตัวเองว่าจะชักช้าไม่ได้

   แม้จะรีบสักเพียงใด โหราก็ยังเห็นร่างหญิงชราวัยแปดสิบพยายามจะเดินลงบันไดเพื่อตามมาดูอาการหลานสาว

   “ยายรอผมอยู่นี่เถอะครับ ถ้ามีอะไรผมจะรีบโทรมาบอก ปิดบ้านใส่กลอนให้ดี ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวลเดี๋ยวความดันจะขึ้นเอาง่ายๆ ประตูรั้วกับตำหนักใหญ่ ผมจัดการเอง เจ้ากระเพราผมก็ปล่อยแล้ว ยายทำใจดีๆ นะครับ ผมไม่ปล่อยให้หลานสาวยายเป็นอะไรไปหรอก”

   “งั้นยายฝากตะเพียนด้วยนะพ่อโหร”

   “ผมจะดูแลให้ดีที่สุดเลยครับ ยายเข้าบ้านเถอะ”

   โหราอุ้มตะเพียนทองเดินลอดใต้ถุนตำหนัก ก่อนจะพาเธอไปที่รถ เมื่อจัดที่นั่งให้เธอเรียบร้อย ชายหนุ่มก็เตรียมผละไปปิดประตู แต่เสียงแผ่วๆ ของคนป่วยเรียกเขาเอาไว้

   “กระเป๋าสตางค์ฉัน ในนั้นมีบัตรอยู่”

   “อยู่ที่ไหน”

   “ในห้อง เดินขึ้นบันไดไปจะอยู่ทางซ้ายของโต๊ะหมู่ ฉันไม่ได้ล็อคห้อง เข้าไปได้เลย วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงนอน”

   “รอผมนะ” โหราติดเครื่องยนต์รอไว้แล้วจากไปและกลับมาในเวลาอันรวดเร็ว

   โชคดีจริงๆ ที่เชื่อจันทน์กะพ้อ ชายหนุ่มนึกขอบคุณเพื่อนรัก ก่อนจะเหยียบคันเร่งมุ่งตรงไปยังโรงพยาบาลประจำอำเภอ

   “อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะคุณ” นักเขียนหนุ่มปลอบใจทั้งคนเจ็บและตัวเอง อาการตะเพียนทองไม่ดีเลยสักนิด แม้ว่าเจ้าหล่อนจะอดทนไว้แค่ไหนแต่ความเจ็บปวดจะดูเหมือนมีมากกว่า เสียงครางเบาๆ บ่งบอกถึงความทรมานและมันก็บีบหัวใจของโหราจนเจ็บหนึบ

   “โอ๊ย”

   “ตะเพียน อดทนไว้ อีกเดี๋ยวก็ถึงแล้ว นึกถึงเจ้าแม่ของคุณไว้สิ ให้ท่านช่วยคุ้มครองคุณบ้าง น้องจงน้องจุกอะไรนั่นก็เรียกมาช่วยๆ กันสิ” ผู้ที่นั่งหลังพวกมาลัยรถเริ่มจะสติแตก ร้อยบุญกับโรงพยาบาลห่างกันประมาณสิบกิโลกว่าๆ ทว่าตอนนี้โหรารู้สึกว่ามันช่างแสนไกล ชายหนุ่มความเร็วของรถเพิ่มขึ้นอีก

   ความทรมานของโหราสิ้นสุดลงเมื่อเขาจอดรถตรงทางเข้าของผู้ป่วยฉุกเฉิน ชายหนุ่มผลักประตูรถเปิดออกและวิ่งอ้อมมาหาคนเจ็บ ปากก็พลางตะโกนเรียกหมอเสียงดัง

   “หมอช่วยด้วยครับ แฟนผมปวดท้องหนักมาก ไม่รู้หมดสติไปแล้วหรือยัง ช่วยด้วยครับ ช่วยด้วย” มือใหญ่กระชากประตูรถเปิดออก เจ้าหน้าที่เข็นเตียงมารอ โหราอุ้มร่างไร้เรี่ยวแรงของตะเพียนทองไปวางบนเตียงอย่างระมัดระวัง ร่างทรงถูกเข็นเข้าห้องฉุกเฉิน ขณะที่เขาต้องเดินตามนางพยาบาลไปแจ้งประวัติคนป่วย

   โหราทำทุกอย่างที่พยาบาลสั่ง ตอบทุกคำถามที่รู้และมอบหลักฐานทุกอย่างที่โรงพยาบาลต้องการ นานเท่าไรไม่อาจทราบได้ แต่ท้ายที่สุดเขาก็กลับมานั่งรอตะเพียนทองอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน

   ประตูห้องถูกคนหมอเปิดออก ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเมื่อแน่ใจว่าเขาคือคนที่คุณหมอต้องการจะคุยด้วย

   “เธอเป็นไงบ้างครับหมอ”

   “ไส้ติ่งอักเสบค่ะ หมอจะผ่าเอาออกให้ ไม่ต้องห่วงนะคะ แค่อักเสบยังไม่แตก คนไข้ยังปลอดภัยค่ะ”

   รอยยิ้มปลอบใจของคุณหมอไม่ได้ช่วยให้คนฟังรู้สึกดีขึ้น แต่อย่างน้อยมันก็ดีกว่าหมอเดินมาบอกเขาว่า หมอเสียใจด้วย อะไรทำนองนั้น

   “ไม่ทราบว่าคุณเป็นอะไรกับคนไข้คะ”

   “เธอเป็นคนรักของผมครับ” โหราไม่คิดว่าตัวเองโกหก เขารักตะเพียนทองดังนั้นเธอก็ต้องเป็นคนรักของเขานั่นแหละถูกแล้ว

   “แบบนี้นี่เอง ถ้าเธอรู้ว่าคุณห่วงเธอมากขนาดนี้คงดีใจ แต่ไม่ต้องกังวลนะคะ ผ่าไส้ติ่งไม่ได้น่ากลัวอะไร สบายใจได้ แต่รบกวนเซ็นชื่อยินยอมให้ผ่าด้วยนะคะ เดี๋ยวพยาบาลคงเอาเอกสารมาให้ ทำใจให้สบายนะคะเธอจะปลอดภัย”

   “ขอบคุณครับหมอ” คงไม่มีคำพูดใดจะดีไปกว่านี้ โหรานึกหาคำไม่ถูกหรอก คุณหมอหันกลับไปทางเดิม แต่ก็ต้องหันกลับมาเมื่อชายหนุ่มหลุดปากเรียก “ผมฝากเธอด้วยนะครับ”

ตามฝัน

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 123
    • ดูรายละเอียด
Re: เขียนใจ...ทำนายรัก บทที่ 4
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มีนาคม 15, 2016, 08:33:54 PM »
เจ้าแม่ตะเพียนทองลูกค้าเยอะนะเนี่ย

ป.ล. ตามอ่านอยู่นะ บางทีอ่านทางมือถือไม่สะดวกเม้นท์จ้ะ

lung_tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 384
    • ดูรายละเอียด
Re: เขียนใจ...ทำนายรัก บทที่ 4
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มีนาคม 16, 2016, 09:53:59 PM »
ใต้โต๊ะหมู่มีซุกปืน 555
ปลาดุนี่ นางเอกชื่อตะเพียน หรือปิรันย่าคะ
ชอบยายจวนจ้ะ