ผู้เขียน หัวข้อ: เขียนใจ...ทำนายรัก บทที่ 6  (อ่าน 466 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 234
    • ดูรายละเอียด
เขียนใจ...ทำนายรัก บทที่ 6
« เมื่อ: มีนาคม 18, 2016, 01:47:29 AM »
บทที่ 6

   ตะเพียนทองต้องนอนพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลถึง 5 วันเต็ม ในที่สุดคุณหมอก็อนุญาตให้กลับมาพักต่อที่บ้านได้ คนดีใจที่สุดหนีไม่พ้นยายรัญจวน แม้ว่าจะมีโอกาสได้ไปเยี่ยมหลานสาวบ้าง แต่ก็ไม่สามารถอยู่เฝ้าได้เพราะทั้งเพลินตะวันและจันทน์กะพ้อช่วยกันขอร้องไว้ให้กลับมาอยู่บ้านจะเป็นการดีกว่า หากยายล้มหมอนนอนเสื่อไปอีกคน คงลำบากกันยิ่งกว่านี้

   ในช่วงเวลาร่างทรงคนสวยนอนรักษาร่างกายอยู่โรงพยาบาลนั้น เพื่อนรักอย่างเพลินตะวันจึงรับหน้าที่ดูแลยายรัญจวนและเจ้ากะเพราแทน หน้าที่ที่โรงพยาบาลเป็นของสองหนุ่ม ตลอด 5 วันบรรดาสาวกของเจ้าแม่ต่างแห่แหนมาเข้าเยี่ยมร่างทรงไม่ขาดสาย และเพื่อป้องกันข้อครหาที่จะเกิดตามมาจันทน์กะพ้อจึงบอกว่ากับทุกคนว่าเขาและเพื่อนรักมีหน้าที่นั่งเฝ้าแค่ในเวลากลางวันส่วนเวรกลางคืนนั้นเป็นของเพลินตะวัน การโกหกไม่ใช่เรื่องดี แต่กรณีนี้จันทน์กะพ้อยอม

   กว่าหมอจะตรวจรอบสุดท้าย กว่ารอคิวรับยา จ่ายเงิน ก็ต้องนั่งรอกันอยู่พักใหญ่เพราะวันนี้ตรงกับวันนัดตรวจโรคเบาหวานกับความดัน โหราถึงกับออกปากว่าน่าจะเสนอให้เป็นวันเบาหวานแห่งชาติ หนุ่มนักเขียนรับหน้าที่เดินเอกสารไม่ว่าจะเป็นยื่นใบสั่งยาและใบแจ้งค่ารักษา กว่าจะเสร็จจากตรงนั้นก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมง

   แดดยามบ่ายแรงร้อนตามฤดูกาล มองไปยังทุ่งกว้างที่ปล่อยร้างไม่ได้ทำนาก็เห็นเปลวแดดเต้นระริก แต่ยังดีมีลมพัดให้พอคลายร้อน อากาศแปรปรวนบ้านร้อยบุญเองก็ย่อมได้รับผลกระทบ จำได้ว่าตอนเขามาถึงใหม่ๆ หมู่บ้านนี้ยังสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นวังบาดาล โชคดีที่ชาวบ้านช่วยกัน แม้น้ำจะทะลักเข้ามาได้ก็เสียหายแค่ส่วนน้อย ผลผลิตทางการเกษตรส่วนใหญ่สามารถเก็บเกี่ยวได้ตามกำหนด

   อีกหนึ่งสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจชาวบ้านก็คือเจ้าแม่ตะเพียนทอง โหราเคยนั่งฟังเจ้าแม่ให้คำปรึกษากับชาวบ้านแล้วก็นึกนับถือ ต้องยอมรับว่าแม้หน้าตาสวยหวานจับใจของร่างทรงจะดึงดูดสายตาแล้ว สิ่งน่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือคำแนะนำสั่งสอน ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผลและสามารถปฏิบัติตามได้จริง เจ้าแม่ไม่ได้แนะให้ชาวบ้านไปแก้เคล็ดด้วยการกระทำที่ไร้สาระ ข้อนี้เองทำให้นักเขียนสมองตีบตันเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อเจ้าแม่ไปในทางที่ดีขึ้น

   ตำหนักเจ้าแม่วันนี้เงียบเหงา ไม่มีแขกเหรื่อแบกทุกข์มาให้บรรเทา เพราะข่าวคราวร่างทรงเข้าผ่าตัดไส้ติ่งถูกบอกต่อกันไปเป็นวงกว้างให้ได้รับรู้กันทั่ว วันนี้จึงมีเพียงเพลินตะวันและยายรัญจวนนั่งคุยกันอยู่สองคน เจ้ากะเพราถูกปล่อยจากกรงเป็นกรณีพิเศษนอนหมอบใกล้อ่างล้างเท้าติดกับบันได เมื่อได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามามันก็ผงกหัวขึ้น ส่ายหางไปมา ก่อนจะลุกวิ่งไปเห่ารถกระบะสี่ประตูสีดำ

   จันทน์กะพ้อลงมาจากด้านคนขับ ขณะที่อีกด้านโหราก็กำลังช่วยประคองตะเพียนทอง เมื่อเห็นว่าใครเป็นใครเจ้าหมาพันทางสีน้ำตาลแดงก็หยุดเห่า กระนั้นมันก็ยังไม่ว่าแยกเขี้ยวคำรามฮื่อๆ ขู่ชายหนุ่มที่แตะเนื้อต้องตัวตะเพียนทอง

   “ไม่เอาน่า กะเพราวันนั้นเราดีกันแล้วนี่ ฉันไม่ได้ทำอะไรพี่สาวแกซักหน่อย โล่งแจ้งอย่างนี้ใครจะกล้า ไว้อยู่กันในที่รโหฐานค่อยว่ากันอีกทีเนาะคุณ”

   คุณ ตอบรับด้วยการชักข้อศอกถองเข้าบริเวณท้องคนถาม “หมากัดตอนแดดแก่ๆ นี่เขาว่าเลือดมันจะไหลเวียนดีนะ อยากใช้บริการของกะเพรามั้ย”

   “รอให้แผลคุณหายดีก่อน ขืนถูกกัดตอนนี้จะอ้อนใครล่ะ ต่างคนต่างเจ็บ”

   “จะอ้อน จะอะไรก็ไว้ก่อนเถอะ เรียนเชิญขึ้นบ้านกันซักที มัวเล่นกันอยู่นั่นล่ะ กะเพราหลบพี่จันทน์หน่อย” จันทน์กะพ้อหิ้วของเยี่ยมเต็มสองมือเดินขึ้นบันไดไปก่อน เห็นน้องสาวมายืนรอรับจึงส่งของในมือให้และกลับลงไปเอาของเยี่ยมที่ยังเหลืออยู่ในรถอีกรอบ

   “เยอะจริงๆ ไม่เสียแรงที่เป็นร่างทรงให้เจ้าแม่มาหลายปีนะจ๊ะยาย” เพลินตะวันวางของเยี่ยมใกล้ๆ กับที่ยายรัญจวนนั่งอยู่

   ไม่นานตะเพียนทองก็ขึ้นมานั่งตรงหน้ายาย หญิงสูงวัยลูบหลังลูบไหล่ไต่ถามอาการของหลานสาว ใบหน้าสวยหวานดูซูบผอมลงเล็กน้อย แต่ประกายตาดูแจ่มใส

   “หมดเคราะห์หมดโศกซักทีนะ ยายเป็นห่วงจะแย่อยู่แล้ว”

   “ยายจ๋า ฉันไม่เป็นไรเลยเห็นมั้ย เลิกห่วงได้แล้วเดี๋ยวความดันขึ้น ฉันไม่อยู่กินยาครบหรือเปล่า”

   “ครบสิ เจ้าเพลินมันแทบจะจับป้อนให้ด้วยซ้ำ”

   ตะเพียนทองหัวเราะคนแก่ที่ทำเหมือนจะฟ้องอยู่ในที ร่างทรงสาวไปทางเพื่อนรักและพี่ชาย ส่วนนายนักเขียนสมองตันนั่งแหมะอยู่ใกล้ๆ เธอนี่ “ขอบคุณทุกคนมากเลยนะ ถ้าไม่มาช่วยก็ไม่รู้ว่าจะไปพึ่งใครเหมือนกัน”

   “เราก็เหมือนครอบครัวเดียวกัน อย่าไปคิดอะไรมาก มีอะไรก็โทรหาพี่ได้เลย” จันทน์กะพ้อบอกกับน้องสาวนอกไส้ ก่อนจะเบนหน้าไปทางยายรัญจวน “ยายจ๋าจันทน์พาหลานสาวมาส่งให้แล้วนะ ไม่ต้องกังวลอะไรอีก เดี๋ยวจันทน์ขอกลับเลยนะจ๊ะ พอดีว่าต้องไปส่งดอกไม้ให้เขา”

   “ไปเถอะ ขอบใจมาก พ่อโหรด้วย ถ้าวันนั้นไม่ได้พ่อโหรช่วยไว้หลานสาวยายคงแย่ กลับไปทำธุระกันเถอะ ไว้ว่างๆ ก็หาเวลามากินข้าวกับยายกันนะ ทั้ง 3 คนเลย ชวนเกษตรหวามาด้วยนะเพลิน”

   “กินฟรีนี่เกษตรเขาสู้ตายนะจ๊ะยาย” เพลินตะวันหัวเราะเมื่อกล่าวถึงคนรัก “แล้วฉันจะบอกเขาให้จ้ะ”

   “งั้นพวกฉันลาเลยนะจ๊ะ” จันทน์กะพ้อกล่าวลาอีกครั้งพลางลุกขึ้น

   “โชคดีๆ”

   ตะเพียนทองเดินมาส่งแขกที่บันได โหราเดินรั้งท้ายหันกลับมาทิ้งสายตาอาวรณ์ราวกับไม่อยากจากหญิงสาวไปไหน ซ้ำยังสั่งให้เธอปฏิบัติตามคำบอกของหมออย่างเคร่งครัด

   “กินข้าว กินยา แล้วนอนเลยนะไม่ต้องซน ถ้าตอนเย็นๆ ว่างผมจะแวะมาหา”

   “จะบ้าเหรอ นี่ก็จะเย็นล่ะ ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมา ฉันดูแลตัวเองได้ คุณไปช่วยพี่จันทน์เถอะ อู้งานมาหลายวันแล้ว ป่านนี้บัวบานเต็มคูแล้วมั้ง”

   “คุณก็พูดไป ถ้าเจ้าของมันปล่อยขนาดนั้นก็ช่างมันสิ ผมไปล่ะ อย่าลืมกินยานะ”

   ร่างทรงเจ้าแม่พยักหน้ายอมรับโดยไม่โต้แย้งสิ่งใดอีก เมื่อเธอยอมรับทุกกรณี คนไม่อยากกลับก็หมดเรื่องเซ้าซี้เดินลงบันไดไปจนได้ เจ้ากะเพราแยกเขี้ยว ร้องฮื่อ พอโดนตะเพียนทองดุคำเดียวก็ครางหงิงหมอบลงตามเดิม โหราเงยหน้ายิ้มหวานให้คนบนเรือนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเดินไปขึ้นรถ

   ตะเพียนทองมองชายหนุ่มขึ้นรถเป็นคนสุดท้ายด้วยความรู้สึกเหมือนหัวใจโดนถ่วงด้วยก้อนหินขนาดใหญ่ ถ้าไม่นับจันทน์กะพ้อก็นานเท่าไรแล้วหนอที่เธอไม่เคยได้เห็นแววตาเต็มไปด้วยความปรารถนาดีจากชายหนุ่มคนไหน ด้วยหน้าที่เธอไม่อาจยอมให้ใครอยู่ใกล้เธอได้มากนัก ยิ่งกับผู้ชายยิ่งต้องเพิ่มระยะห่างให้มากขึ้น

   กับชวินก่อนหน้านั้นมันคนละประเด็น ตอนนั้นเธอยังเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดา แน่นอนว่าหากชวินจริงจังกับเธอ บางทีทุกวันนี้อาจจะไม่มีร่างทรงที่ชื่อตรงกับเจ้าแม่ ยายรัญจวนก็อาจจะต้องรับบทบาทร่างทรงต่อไปจนกว่าลูกสาวของตะเพียนทองจะเติบโตขึ้นมารับขันธ์ทำหน้าที่แทน แต่ก็อย่างที่รู้กันชวินรักเธอไม่มากพอจะเสียสละได้ขนาดนั้นและตัวเธอเองก็หยิ่งเกินกว่าจะอ้อนวอนขอให้เขาดึงเธอให้พ้นจากตำแหน่งร่างทรงนี้

   ทุกอย่างจบลงเมื่อตะเพียนทองตัดสินใจรับขันธ์ ความรักเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับเธอนับแต่นั้นมา

   ร่างทรงรุ่นก่อนๆ หากคิดจะมีความรัก คนที่จะมาเคียงคู่ก็ต้องเป็นคนที่อดทนสูงมากกว่าผู้ชายธรรมดา ยายเคยเล่าว่ากว่าจะได้สมหวังครองรักกับตาก็เกือบจะแก่จนต้องขึ้นคาน จนต้องยกข้ออ้างว่าหากยายไม่มีครอบครัวทายาทรุ่นต่อไปก็ไม่ก่อกำเนิดขึ้นมาได้ นั่นล่ะจึงถึงเวลาของแม่

   ชีวิตรักของแม่ก็หาได้ราบรื่น พ่อของตะเพียนทองต้องฝ่าด่านชาวบ้านหลายขั้นหลายตอน ถึงขนาดว่าปิดหมู่บ้านไม่ยอมให้พ่อมาหาแม่ก็เคยทำกันมาแล้ว แต่เป็นความโชคดีบนความโชคร้ายเนื่องจากสุขภาพของแม่ไม่แข็งแรงนัก แม้ไม่เต็มใจแต่ในที่สุดชาวบ้านก็ยอมเปิดทางให้พ่อ เพราะหวังให้ทายาทรุ่นต่อไปกำเนิดขึ้นมา

   แท้จริงแล้วความเชื่อที่ว่าเมื่อมีครอบครัวแล้วความแม่นยำจะลดน้อยลงนั้นไม่ถูกเสียทีเดียว แต่ก็นั่นล่ะเรื่องความเชื่อมันเปลี่ยนกันยากจึงยังมีคนเข้าใจว่าพอแต่งงานมีครอบครัวไปแล้วก็เหมือนสิ้นสุดหน้าที่ ร่างทรงคนที่จะแต่งงานจะต้องทำพิธีขอขมาลาไหว้โดยที่เจ้าแม่จะประทับร่างคนทรงก่อนหน้า เมื่อกราบลาและขอขมากันแล้วหากไม่มีเหตุวิปริตเกิดขึ้นก็ให้ถือเจ้าแม่ยอมให้ออกเรือน ร่างทรงคนก่อนก็ต้องทรงเจ้ารักษาการไปก่อน รอจนกว่าจะมีทายาทมารับขันธ์

   ในบรรดาร่างทรงประจำตระกูลยายรัญจวนนับได้ว่าเป็นคนทรงที่รักษาการยาวนานที่สุด เพราะนับตั้งแต่แม่ของตะเพียนทองมีครอบครัวจนกระทั่งตะเพียนทองมีอายุครบและเข้าพิธีรับขันธ์ และหากว่าตะเพียนทองมีครอบครัวขึ้นมาภาระใหญ่หลวงก็จะไปตกอยู่กับหญิงชราอีกครั้ง

   บทเรียนความรักทำให้ตะเพียนทองเข็ดขยาด เธอตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่เผลอใจไปรักใครอีก ดังนั้นจะยอมให้ใครมาอยู่ใกล้ชิดสนิทสนมมากนักไม่ได้ ภาพความหน้าเชื่อถือของเจ้าแม่จะเสื่อมถอยลง แม้ใจเธออยากจะให้ชาวบ้านอยู่ได้ด้วยตัวเอง แต่การทำลายภาพพจน์ดีงามของเจ้าแม่ไม่เคยอยู่ในความคิดเธอเลยแม้แต่น้อย

   รถกระบะของจันทน์กะพ้อพ้นรั้วบ้านไปแล้ว ทุกคนกลับไปทำหน้าที่ตามเดิม ถึงแม้ว่าจะกลับมาพักที่ตำหนักแล้วแต่ตะเพียนทองก็ยังไม่ได้ปลดป้ายงดรับแขกหน้าประตูรั้วออก นี่อาจจะทำให้ชาวบ้านผู้เดือดเนื้อร้อนใจลองใช้สติแก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อนบ้าง อันที่จริงเธอควรขอใบรับรองแพทย์มาแปะด้วย แจ้งระบุวันพักสัก 3 เดือนคงจะดี


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 20, 2016, 02:03:18 PM โดย มะนอแน่ »

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 234
    • ดูรายละเอียด
เขียนใจ...ทำนายรัก บทที่ 6 จบตอน
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มีนาคม 20, 2016, 02:04:41 PM »
   เย็นวันนั้นหลังจากส่งดอกไม้เสร็จสองหนุ่มก็กลับบ้าน ปรากฏว่ามีรถเก๋งป้ายแดงรุ่นล่าสุดจอดอยู่ลานหน้าบ้านสองหนุ่มสองสไตล์มองหน้ากันอย่างสงสัย ปกติแขกของลุงผู้ใหญ่เบิ้มจะเป็นพวกลูกบ้านเสียส่วนใหญ่โดยมากก็ขับรถมอเตอร์ไซค์กัน หรือถ้าจะเป็นรถยนต์ก็ยังเป็นรถกระบะรุ่นเน้นใช้งานมากกว่าจะซื้อมาเพื่อประดับบารมี และด้วยความคุ้นชินกับคนทั้งตำบลจันทน์กะพ้อก็สามารถระบุได้เลยว่ารถคันนี้มาจากต่างถิ่นแน่นอน

   “มีแขกซะด้วยวันนี้” เจ้าของสวนดอกไม้หน้าเข้มผิวปากหวือ

   “แหม่...เพิ่งเห็นโฆษณาว่าเปลี่ยนโฉมใหม่เมื่อไม่กี่วันนี่เอง มาโผล่บ้านเราซะแล้ว แจ่มแมวจริงๆ” สายตาโหรายังจับอยู่ที่รถหรู

   สองหนุ่มเก็บความสงสัยไว้แล้วช่วยกันหิ้วกับข้าวเดินขึ้นเรือน ตั้งใจจะแค่ส่งกับข้าวให้ป้านุ่มเสร็จแล้วก็จะขอตัวกลับเรือนตัวเองไปอาบน้ำอาบท่า แต่เมื่อเดินออกมาผู้เป็นลุงก็กวักมือเรียก

   “จันทน์กับโหรเดินมานี่ก่อน” ผู้ใหญ่เบิ้มแนะนำหลานชายให้รู้จักกับแขก

   จันทน์กะพ้อชะงักไปนิดก็ตอนที่ได้เห็นชัดๆ ว่าเจ้าของรถคันโก้นั้นหาใช่ใครอื่น กำนันชัชวาลกับลูกสาวคนเล็ก...ดวงชีวัน ครอบครัวสุขสันต์ของชวินเขาล่ะ อันที่จริงลุงเบิ้มไม่ต้องเรียกมาแนะนำอย่างเป็นทางการก็ได้ แค่ไม่ได้เจอกันนานใช่ว่าเขาจะจำไม่ได้เสียเมื่อไร ดวงตาคมทอดมองแขกทั้งสองด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่บอกอารมณ์

   “ไหว้กำนันชัชเขาซะสิ” ผู้ใหญ่เบิ้มบอกหลาน ก่อนเลยมาที่โหรา แนะนำผู้ชายท่าทางภูมิฐานนั้นเป็นใคร “นี่คือกำนันชัชวาล อดีตกำนันของบ้านเดือนสว่างนะพ่อโหร รู้จักท่านไว้ แล้วโน่นก็หนูวันลูกสาวคนเล็กของกำนันเขา”

   “สวัสดีครับ ไม่เจอกันนานสบายดีนะครับ” จันทน์กะพ้อทักทายผู้สูงวัยกว่า แม้มีรอยยิ้มก็เป็นยิ้มที่ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ

   โหราประเมินอาการเพื่อนเงียบๆ พอผู้ใหญ่เบิ้มแนะนำเสร็จเขาก็ยกมือไหว้กำนันชัชวาลตามเพื่อน ก่อนยิ้มน้อยๆ ให้กับลูกสาวกำนันบ้านเดือนสว่าง ชายหนุ่มจำได้ทันทีว่านี่คือโจทก์เก่าของตะเพียนทอง แม้วันนี้เจ้าหล่อนจะนั่งเรียบร้อยและส่งยิ้มให้เขาหวานหยด ทว่าภาพในวันเก่ายังติดตา และเนื่องจากเป็นคนนอกไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะทางใด เมื่อแนะนำกันเสร็จสรรพเขาก็นั่งเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ดี

   กำนันชัชวาลคนนี้เป็นหนุ่มใหญ่ อายุอานามก็คงไม่น้อย ฟังจากการเรียกขานแล้วคงจะแก่กว่าลุงเบิ้ม แต่ภาพลักษณ์ภายนอกนั้นยังดูหนุ่มกว่าอายุจริงมากโข หน้าตาดูหล่อเหมือนพระเอกหนังไทยสมัยก่อน หุ่นก็ยังฟิตไม่ลงพุงแบบลุงเบิ้ม ท่าทางการแต่งตัวดูภูมิฐานน่าเชื่อถือ สร้อยพระสมเด็จเลี่ยมทองที่คอกับสร้อยข้อมือรวมแล้วน่าจะตกสิบบาท คุณพระ! หล่อและรวยมากจริงๆ เห็นอย่างนี้รู้เลยว่าชวินสำเนาถูกต้อง ได้พ่อมาเต็มๆ หล่อเข้ม คมคาย สมชายชาตรี ส่วนลูกสาว...

   โหราหลบตาวูบแทบไม่ทัน ในขณะที่เขาลอบสำรวจผู้เป็นพ่ออย่างเพลิดเพลิน ตัวเองก็ตกเป็นเป้าสายตาของผู้เป็นลูกตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ เห็นแววหวานในดวงตาคู่สวยแล้วอยากจะบ้าตาย ผู้หญิงคนนี้ทำเขาไม่กล้าสบตาด้วยเลยจริงๆ

   เฮ้ย...อย่านะน้อง อย่ามามองพี่ด้วยสายตาเหมือนอยากจับพี่มาเปลื้องผ้าแบบนี้ ขอโทษที หัวใจพี่ไม่ว่างแล้ว

   “บ้านลุงผู้ใหญ่ต้นไม้เยอะจังเลย วันขอไปเดินดูได้มั้ยคะ”

   ทั้งโหราและจันทน์กะพ้อขยับตัวแทบพร้อมกัน ต่างฝ่ายต่างภาวนาให้คนอยากดูต้นไม้นึกอยากไปชมธรรมชาติตามลำพัง บ้านนี้ไม่มีหมาหากปรารถนาจะเดินชมมุมไหนก็ไปเลยจ้า แต่ก็นั่นแหละในฐานะเจ้าบ้านจะปล่อยแขกเดินเพ่นพ่านไปได้ยังไง งานนี้ลุงเบิ้มจัดให้ตามคำขอ

   “ตามสบายเลยหนูวัน” ผู้ใหญ่เบิ้มแห่งบ้านร้อยบุญกำลังจะอ้าปากสั่งหลานชายก็คล้ายว่าพ่อจันทน์ทำการบ้านมาดีกว่าเตรียมรอจังหวะปฏิเสธ “จันทน์...”

   “เอ่อ...เดี๋ยววันไปเดินกับโหรก็ได้ บ้านพี่ก็เหมือนบ้านมันนั่นแหละ พอดีเพิ่งนึกได้นะครับว่าจะต้องโทรไปติดต่อกับทางโรงแรมเรื่องส่งข้าว ฝากด้วยนะ” จันทน์กะพ้อค้อมหัวให้กับผู้ใหญ่ทั้งสองและรีบเดินถือโทรศัพท์เดินหายไปหลังบ้าน

   โหรากัดฟันกรอดนึกสาปแช่งเพื่อนรักอยู่ในใจ พรุ่งนี้ขอให้ดอกไม้ไม่มีส่งแม่ค้า ไอ้เพื่อนเวร ทำกันแล้วไหมล่ะ ดูท่าจะเข้าทางน้องดวงชีวันซะด้วย ยิ้มกว้างอย่างกับได้มงกุฎลงหัว งานเข้าขนานแท้เลยคราวนี้

   “เราไปกันเถอะค่ะ พ่อกับลุงเบิ้มจะได้คุยกันถนัดๆ” ดวงชีวันเดินเข้ามาใกล้จนโหราต้องรีบลุกและเดินนำหน้าเธอไป ไม่ลืมที่จะทิ้งระยะห่างเอาไว้เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

   

   หลังจากเดินชมไม้ไปเงียบๆ จนโหราเกือบจะตายใจ แต่พอเดินไปเจอโต๊ะม้าหินอ่อนหน้าเรือนของจันทน์กะพ้อเท่านั้นดวงชีวันก็ปราดไปนั่งพัก นักเขียนสมองตันบอกให้เธอนั่งรอเขาตรงนั้นก่อน จากนั้นก็เดินขึ้นเรือนไปหยิบน้ำมาบริการแขก

   โหราถือขวดน้ำและแก้วมาวาง ดวงชีวันจัดการเทน้ำให้และเลื่อนแก้วให้เขาก่อนจะเทน้ำของตัวเอง แม้จะเข้าสู่ช่วงเย็นแต่ความร้อนก็ยังทำหน้าที่ได้มีประสิทธิภาพ เหงื่อเม็ดเล็กๆ ซึมออกมาข้างขมับน้องสาวชวิน หนุ่มนึกเขียนกวาดตามองสำรวจใบหน้านั้นอย่างรวดเร็ว

   ดวงชีวันจัดเป็นคนที่หน้าตาดี แม้จะไม่ได้สวยคมอย่างพ่อและพี่ชาย แต่ก็มีเค้าของความงามอยู่ไม่น้อย ผิวของเธอเป็นสีแทน เครื่องหน้าทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างลงตัว ปากนิด จมูกหน่อย ไม่ได้สวยจัดประทับจิตเหมือนตะเพียนทองแต่ก็มองได้ไม่เบื่อ ถ้าไม่เคยเห็นฤทธิ์กันมาก่อนโหราก็จะไม่รู้เลยว่าภายใต้ใบหน้างดงามเช่นนี้จะดุเด็ด เผ็ดร้อน กล้าหาญต่อกรกับตะเพียนทองแม่ยอดขมองอิ่มของเขาอย่างไม่ลดราวาศอก ตัวท็อปทั้งคู่ คนดูก็ลุ้นกันไปใจหายใจคว่ำ

   “เราเจอกัน 3 ครั้งแล้วนะคะ”

   “เอ...ใช่เหรอครับ” แค่หญิงสาวเปิดประเด็น คิ้วเข้มของโหราก็ขมวดขึ้นมาทันใด

   “ใช่ค่ะ วันเจอพี่โหรครั้งแรกตอนงานบวชหลวงพี่ไก่ วันสงสัยจะแย่ว่าพี่เป็นใครจนได้พี่วินมาบอกเอาตอนหลังถึงได้รู้จักชื่อพี่”

   “อ๋อครับ”

   “มาอยู่กับพี่จันทน์แบบนี้ไม่เบื่อแย่เหรอคะ พี่จันทน์น่ะไม่ค่อยชอบวันหรอก เจอกันก็ชอบทำหน้าดุใส่วันตลอดยิ่งพอพี่วินเลิกกับตะเพียนก็เหมือนพี่จันทน์จะยิ่งเกลียดวันมากขึ้น พี่เพลินก็เป็นเหมือนกัน ไม่รู้ว่าสองคนนี้เคยเล่าให้พี่โหรฟังบ้างหรือเปล่า”

   เล่าเรื่องอะไร เดี๋ยวๆๆ นี่ดวงชีวันจะอะไร ยังไงกับเขาเนี่ย น้องจ๋าเราไม่ได้สนิทกันถึงขั้นที่ว่าน้องจะมาสาวไส้เรื่องราวในครั้งอดีตให้พี่ฟังแค่เพียงเราเจอกันครบ 3 ครั้งหรอกนะ

   “พี่วิน พี่ชายของวันก็คนที่พี่โหรเคยเจอที่วัดวันนั้น เขาเคยคบหากับตะเพียนทองค่ะ”

   นั่นไงล่ะ...โหรายิ้มแห้งๆ นึกตำหนิหญิงสาว การพอเจอกันอย่างผิวเผินไม่ควรเลยสักนิดที่จะไปตีแผ่เรื่องในอดีต ที่สำคัญเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องของตัวดวงชีวันดวงซ้ำ ยิ่งคนนอกอย่างเขายิ่งไม่ควรได้รู้

   “วันที่เราเจอกันที่ตลาดนั้น พี่โหรคงจะตกใจ แต่จะโทษวันก็ไม่ได้หรอกนะคะ วันก็ต้องปกป้องตัวเอง ยัยตะเพียนน่ะร้ายกาจใช่เล่น พอเลิกกับพี่วินก็หมดความยำเกรง วันก็เลยต้องสู้”

   ฟังไปก็เหมือนหนังคนละม้วน แหม...นี่แค่เปลี่ยนมุมมองคนเล่าเองนะ คดีพลิกทันที โหราทำเพียงพยักหน้ารับรู้ ส่วนจะเชื่อหรือไม่นั้น เขาก็ต้องใช้วิจารณญาณกลั่นกรอง คนไม่ถูกกันที่ไหนจะเอาเรื่องดีๆ ของคู่กรณีมาเล่าล่ะ

   “วันไม่อยากให้พี่โหรติดภาพแรงๆ ของวัน”

   เอ่อ...ไม่ทันแล้วมั้ง...โหรานึกแย้ง

   ดวงชีวันยังคงเดินหน้าดิสเครดิตร่างทรงเจ้าแม่อย่างเต็มสูบ เธอไม่สนใจหรอกว่าเรื่องจริงจะไปไง เธอตั้งใจจะล่าเฉพาะในส่วนที่เธอรู้สึก ตะเพียนทองไม่เหมาะกับพี่ชายของเธอด้วยประการทั้งปวง คนที่จะมาเป็นพี่สะใภ้เธอต้องมีฐานะและชาติตระกูลที่สูงส่ง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่นั่งตัวสั่นสำลักควันธูปอยู่ในตำหนักนั่น ไร้สาระสิ้นดี

   “ส่วนตัววันก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้หรอกนะคะ แต่ทำไงได้สังคมบ้านนอกก็แบบนี้ล่ะ งมงายไม่เข้าเรื่อง เอะอะก็หาเจ้าแม่ เจ็บไข้ได้ป่วยแทนที่จะไปหาหมอก็แล่นไปหาเจ้าแม่โน่น จะรักษากันได้มั้ยล่ะ”

   “เรื่องแบบนี้ก็พูดยากครับ เราไม่เชื่อก็อย่าไปลบหลู่ เพราะคนที่เขาเชื่อเคารพศรัทธาก็มีอยู่มาก ว่ากันไม่ได้ครับ” แม้จะค่อนข้างเห็นด้วย แต่โหราก็เลือกจะพูดอย่างเป็นกลาง

   “วันเล่ามาตั้งนานแล้ว พี่โหรเล่าให้วันฟังบ้างสิคะ เรื่องของพี่ก็ได้ ทำไมถึงมาอยู่ร้อยบุญแล้วอยู่นานหรือยัง”

   โหรานึกแปลกใจอยู่บ้างนั่งฟังมาก็นาน หลายเรื่อง แต่ดวงชีวันกลับไม่เคยหลุดปากเรื่องของแพรพิไลว่าที่คู่หมั้นของพี่ชายออกมาเลย จะบอกว่าปิดก็ไม่น่าจะใช่เพราะเธอก็เล่าของเธอไปเรื่อยๆ เหมือนน้ำไหล หรือว่าไม่รู้ มันจะเป็นไปได้ยังไง พี่ชายจะหมั้นแต่น้องสาวไม่รู้เรื่อง

   “เรื่องของผมไม่มีอะไรน่าสนใจเหมือนเรื่องของคุณวันหรอกครับ” นักเขียนสวมวิญญาณนักสืบทันที “ตอนผมเจอคุณวินครั้งแรกนี่นึกว่าเป็นดารา ยังแอบคิดเลยครับว่าพระไก่ท่านไปรู้จักเซเลบตั้งแต่เมื่อไร”

   ดวงชีวันได้ยินอย่างนั้นก็ชอบใจ เผยยิ้มกว้าง “พี่วินทั้งหล่อ ทั้งเก่ง เพราะอย่างนี้ไงคะ แม่ถึงไม่อยากให้ได้แต่งกับร่างทรง มันไม่ช่วยเกื้อหนุนกันเลย ดีไม่ดีเพื่อนร่วมงานจะหัวเราะเยาะเอาด้วยซ้ำ”

   มาตรฐานสูงแท้ แม่คุณเอ๊ย

   “แล้วคุณวันเจอคนที่เหมาะสมกับพี่ชายหรือยังครับ”

   “พี่โหรถามแบบนี้เพื่อจะได้สบายใจว่าพี่วินเลิกกับตะเพียนแน่ๆ แล้วหรือเปล่าคะ กับตะเพียนน่ะเลิกแน่ค่ะ พี่วินรับปากไว้ก่อนแม่เสีย แต่วันก็ไม่ได้ข่าวว่าพี่วินมีคนรักใหม่นะคะ คิดว่าถ้ามีก็คงพามาไหว้พ่อแล้วล่ะค่ะ”

   โหราตกใจพอควร เป็นไปได้ยังไงลูกชายหัวแก้วหัวแหวนจะหมั้นทั้งทีคนที่บ้านกลับไม่มีใครรู้ แพรพิไลไม่เคยมาดูพื้นเพของว่าที่คู่หมั้น นี่มันจะบ้าเกินไปแล้ว ทำไมด่วนตัดสินใจอย่างนี้นะ

   และแม้ว่าดวงชีวันจะออกปากขอร้องให้โหราเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟังบ้าง ทว่านักเขียนผู้มีทักษะด้านบทสนทนาอันล้ำลึกก็สามารถหลบหลีกได้อย่างมีชั้นเชิง คนที่ต้องพูดต่อจนคอแห้งก็ยังคงเป็นดวงชีวัน