ผู้เขียน หัวข้อ: เขียนใจ...ทำนายรัก บทที่ 7  (อ่าน 471 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 229
    • ดูรายละเอียด
เขียนใจ...ทำนายรัก บทที่ 7
« เมื่อ: มีนาคม 21, 2016, 10:37:48 PM »
บทที่ 7

   การมาเยือนของอดีตกำนันบ้านเดือนสว่างทำให้มื้อเย็นที่เคยผ่อนคลายตึงเครียด เสียงกระเซ้าเย้าแหย่แทบไม่เกิดขึ้น สมาชิกพร้อมเพรียงทว่าต่างคนต่างนั่งกินเงียบๆ ราวกับมีเรื่องให้ขบคิด คนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์อย่างเพลินตะวันและสักวาจึงค่อนข้างจะไม่สบายใจกับบรรยากาศอึมครึมที่กำลังดำเนินอยู่

   สาวสวนผักมองหน้าคนรักอย่างอึดอัด สักวาก็เพียงแต่ยิ้มบางเพราะตัวเขาก็กลับมาพร้อมหญิงสาว เพลินตะวันปล่อยให้ความตึงเครียดครอบงำคนในบ้านอีกไม่นาน เมื่อสังเกตว่าทุกคนอิ่มแล้ว เธอจึงถามขึ้นมาลอยๆ

   “กำนันชัชมาทำอะไรเหรอจ๊ะ”

   “กำนันเขาจะลงสมัครนายก อบจ.” ผู้ใหญ่เบิ้มเป็นคนตอบ

   นั่นยิ่งทำให้หลานสาวแปลกใจมากยิ่งขึ้น “แล้วเขาก็มาหาลุงเบิ้มเนี่ยนะ”

   “อืม...เขาก็ไม่เชิงตั้งใจมาหาลุงคนเดียวหรอก เห็นเล่าว่าไปหากำนันไก่โต้งมาแล้ว ลุงว่าช่วงนี้คงจะเดินสายหาตัวหลักๆ ก่อน พอลงสมัครจริงจังแล้วคราวนี้คงได้เดินหน้าปูพรมหาเสียงเต็มที่”

   “เขาเคลียร์ประวัติเก่าเรียบร้อยแล้วเหรอจ๊ะลุง” เพลินตะวันยิ้มเครียด พอเห็นสักวาขมวดคิ้วงงๆ ก็เลยเล่าต่อ “กำนันชัชเคยมีเรื่องพัวพันกับการจัดสรรงบประมาณของหมู่บ้าน ก็ประมาณว่าทางการให้งบมาก้อนหนึ่งผ่านทางอำเภอ แต่บังเอิญว่างบเจ้ากรรมดันหายไปส่วนหนึ่ง ไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่ากำนันเอี่ยวด้วย แต่คนของอำเภอก็ซวยเต็มๆ ทั้งหลักฐานเอกสารเบิกจ่ายแน่นหนา เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตสุดท้ายคนของทางอำเภอก็โดนให้ออกจากราชการและรับโทษตามความผิด”

   “แล้วกำนันเขามีเอี่ยวจริงมั้ยน้องเพลิน” โหราถามขึ้นเสียก่อน สักวาเลยอ้าปากค้าง เกษตรตำบลพยักยิ้มให้นักเขียนที่ถามออกมายังกับนั่งอยู่กลางใจเขา

   “ก็ยังสงสัยกันอยู่จนถึงตอนนี้ แต่กำนันเขาก็คงรู้ตัวแหละว่าภาพขาวสะอาดที่อุตส่าห์สร้างมันกระดำกระด่างไปแล้ว ก็เลยตัดสินใจโชว์สปิริตขอลาออก”

   “เป็นวีรกรรมที่น่ายกย่อง หายากมากในวงการการเมืองไทย”

   “นี่แกชมใช่มั้ย”

   “เปล่า ประชด!” จันทน์กะพ้อยอมรับกับเพื่อนหน้าตาเฉย

   สักวาถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเพราะกลั้นไม่อยู่ เจ้าของสวนดอกไม่พี่ชายของเพลินตะวันนี่ปากจัดใช่เล่น เห็นเงียบๆ ขรึมๆ แบบนี้ประมาทไม่ได้เลยเชียว

   “กำนันชัชลาออกก็จริงจ้ะ แต่เขาก็ยังสนับสนุนพวกพ้องอยู่เบื้องหลัง กำนันคนปัจจุบันของเดือนสว่างก็เป็นคนของเขา เกษตรหวาน่าจะเคยเจออยู่นะ ฉันว่าถ้าเขาลง สจ. จริงเดือนสว่างนี่คงได้คะแนนเต็ม”

   “อ๋อ...” แล้วเกษตรตำบลก็ร้องขึ้นมา “ผมจำได้ล่ะ คิดว่าน่าจะเคยเห็นอดีตกำนันคนนี้อยู่นะ ตอนที่มีเรื่องกับเกษตรอาร์ต จะมีผู้ชายคนหนึ่งคอยประกบกำนันเดือนสว่างตลอด ท่าทางเกรงใจกันน่าดู กับกำนันไก่โต้งของเราก็ดูสนิทกันอยู่นะครับ”

   มีอยู่ครั้งหนึ่งเกษตรตำบลของบ้านเดือนสว่างส่งคนมาก่อกวนและทำลายข้าวของจนบ้านร้อยบุญเกือบไม่ได้เข้าประกวดตำบลเกษตรกรรมตัวอย่าง เรื่องนี้สักวาและทุกคนยังเดือดดาลกันอยู่ทุกครั้งที่กล่าวถึง ถ้าไม่ติดว่ารับปากเกษตรอำเภอไว้ล่ะก็ คงได้ฉะกันแหลกไปข้าง

   “กำนันชัชเขาเป็นเพื่อนกับกำนันไก่โต้ง โยมแม่ของพระไก่ฟ้าก็เป็นเพื่อนรักกับแม่ของชวิน หนูวันลูกสาวกำนันนั่นก็เรียนที่เดียวกับเจ้าจันทน์ เจ้าเพลิน”

   “เป็นรุ่นน้องในภาควิชาของหลวงพี่ไก่ เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเลยนะ ทำเป็นเล่นไป” เพลินตะวันเล่าเสริมจากผู้เป็นลุง

   “เก่งแฮะ” โหราเอ่ยชม จันทน์กะพ้อเบ้ปากไม่เห็นด้วย

   “เก่ง แต่ทำตัวไม่ค่อยเป็นประโยชน์ซักเท่าไร จบมาหลายปีก็เห็นยังลอยไปลอยมา ก็อย่างว่าที่บ้านรวย ไม่ทำก็มีกินไปทั้งชาติ เสียดายมันสมองชะมัด”

   “พ่อจันทน์!” สีนุ่มนั่งฟังมานานชัดเริ่มทนไม่ได้ หลานเธอเป็นผู้ชาย จะไปพูดจาส่อเสียดคนอื่นได้ยังไง “ไปว่าน้องอย่างนั้นได้ไงลูก น้องเป็นผู้หญิง”

   คนโดนดุหุบปากทันทีทั้งที่มันยังคันยิบๆ อยากจะสาธยายให้ป้าฟังเหลือเกินว่าดวงชีวันร้ายกาจปานใด สำหรับจันทน์กะพ้อแล้วเขาไม่อยากจะยุ่งกับครอบครัวนี้สักเท่าไร ไม่ถูกชะตาและไม่อยากเสวนาด้วย เอาเวลาคิดถึงคนบ้านนั้นไปนอนดูวีซีดีลิเกเรื่องใหม่ของน้องนพเก้าจะรื่นเริงบันเทิงกว่า

   “เราเลิกคุยเรื่องคนบ้านนั้นกันดีกว่า ป้านุ่มจ๋า...เย็นนี้ทำขนมอะไรเอ่ย”

   สีนุ่มยิ้มหวานให้หลานชาย ก่อนเฉลย “วาฟเฟิลข้าวโพดจ้ะ อยู่ในครัว เพลินไปยกมาทีสิลูก”

   “ว้าว...วันนี้กินขนมอินเตอร์” โหราทำตาโต ยิ้มสดใสราวกับเด็กๆ จนเพื่อนรักอดหมั่นไส้ไม่ได้

   “ขนมรังผึ้งยังตื่นเต้นมากขนาดนี้ แกนี่มันโอเวอร์แอคติ้งจริงๆ ไอ้โหร”

   “อิจฉาฉันล่ะสิที่ทำท่าแบบนี้แล้วน่ารักน่าเอ็นดู” โหราหัวเราะร่วน ได้ทีคุยข่ม “ความน่ารักมันเลียนแบบกันไม่ได้จริงๆ ว่ะ แนะนำว่าอย่าลอกเลียน เพราะถ้าหน้าโหดๆ แบบแกทำคงไม่น่าดูอย่างฉัน”

   “สิ่งที่ฉันคิดว่าทำแล้วเข้าท่าสุดคือการเตะแกกลางวงข้าวนี่แหละไอ้โหร”

   “ใจเย็นๆ ค่ะ หนุ่มๆ วาฟเฟิลแสนอร่อยมาแล้ว สนับสนุนข้าวโพดหวานจากสวนผักน้องเพลินเอง หวานอร่อยแน่นอน” เพลินตะวันยิ้มหวานวางจานขนมลง

   “เฮ้ย...เจ้าเพลินถึงข้าวโพดแกจะหวาน แต่ถ้าไม่ได้เมียฉันมันก็อร่อยงั้นๆ ล่ะโว้ย” ผู้ใหญ่เบิ้มเอื้อมมาหยิบขนมไปกินอย่างเอร็ดอร่อย เรื่องอวยเมียลุงเบิ้มก็ไม่แพ้ชายใดในโลกเหมือนกัน

   บรรยากาศตึงเครียดดูจะลดลงไปแล้ว ทุกคนผ่อนคลายและกลับมาพูดจากกันเกือบเป็นปกติ แม้ยังอยากรู้เพิ่มแต่โหราก็เลือกที่จะทำตัวให้กลมกลืนกับทุกคนในบ้าน เพลินตะวันอุตส่าห์กอบกู้สถานการณ์มาได้ขนาดนี้ เขาคงไม่ใจร้ายถามอะไรอีก ลุงผู้ใหญ่กับไอ้เพื่อนรักดูจะมีเรื่องให้คิดหนักมากพอแล้ว เขาก็ไม่รู้ว่ากำนันชัชวาลมาคุยอะไรบ้าง กว่าจะชวนดวงชีวันกลับมาได้ทางนี้ก็เสร็จธุระกันแล้ว

   ข้อมูลที่ได้รู้เพิ่มขึ้นจากเพลินตะวันทำให้โหราไม่สบายใจและคิดว่าอาทั้งสองก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน แต่ยังไงเขาต้องลองเลียบๆ เคียงๆ แพรพิไลให้รู้เรื่องก่อน จากนั้นก็ค่อยคิดว่าจะทำไงต่อ บ้าชะมัด! เขาสังหรณ์ใจยังไงก็ไม่รู้




   หลานๆ ทั้งสี่แยกย้ายกลับเรือน เพลินตะวันเดินเลยไปเรือนพักของสักวา เพราะเกษตรหนุ่มขอร้องให้เดินไปเป็นเพื่อนกัน ส่วนจันทน์กะพ้อพอขึ้นเรือนก็ตรงเข้าห้องคว้าผ้าขาวม้ากับผ้าขนหนูเดินเข้าห้องน้ำ มีเพียงโหราเท่านั้นที่ยังเดินเตร่แถวนอกชาน

   นักเขียนหนุ่มกำลังลังเลใจ อยากถามแพรพิไลตรงๆ ให้รู้เรื่องแต่ก็กลัวว่าจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น ท่าทางชวินจะเป็นคนที่ฉลาดและมีวาทศิลป์พอควร ไม่อย่างนั้นคงไม่ทำให้ญาติผู้น้องของเขาหลงคารมและเปลี่ยนใจในเวลาอันรวดเร็ว

   ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มาเลื่อนหาเบอร์ของแพรพิไล ถ้าเขาอยากจะรู้ก็คงต้องตะล่อมถาม ฟังหางเสียงของน้องดูสักหน่อยว่าเป็นยังไง โหราฟังสัญญาณเชื่อมต่อและรอสายอยู่นานกว่าเจ้าของเบอร์จะกดรับ

   “พี่โหร”

   “เป็นไงบ้างแพร ติดคุยสายกับใครหรือเปล่าทำไม่รับโทรศัพท์ช้าจัง”

   “พอดีแพรกำลังเคลียร์กับวินอยู่ค่ะ กำลังคิดว่าจะโทรไปบอกพี่โหรอยู่เหมือนกันแต่มีเรื่องยุ่งๆ ก็เลยไม่ได้โหรหาซักที คุณแม่คงเล่าเรื่องแพรกับวินให้ฟังแล้วใช่มั้ยคะ”

   “อาพิศเล่าก็คงไม่เหมือนแพรเล่า มีเวลาให้พี่มั้ยล่ะ”

   “แหม...ถึงขั้นว่านักเขียนใหญ่โทรมาหา แพรจะไม่มีเวลาคุยด้วยได้ไงล่ะคะ”

   “งั้นจัดมายาวๆ พี่พร้อมจะฟังล่ะ เริ่มจากสาเหตุที่เลิกกับนายทีก่อนเลย”

   “อันที่จริงขยับให้เหตุการณ์มันเกิดหลังจากนั้นหน่อยก็ได้นะคะ” แพรพิไลทอดถอนใจ แต่ก็ยอมเล่า “จริงๆ แพรกับทีก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกันหรอกค่ะ เพียงแต่ว่าช่วงหลังที่วินเข้ามาทำงานกับแพร ทีเขาก็ดูหงุดหงิด โมโหง่าย หนักเข้าก็ชวนแพรทะเลาะ ครั้งหลังสุดแพรทนรับพฤติกรรมของทีไม่จริงๆ ค่ะพี่โหร ก็เลยคิดว่าจบๆ กันไปดีกว่า”

   “แต่กับแฟนคนใหม่นี่ พี่ได้ยินมาว่ากำลังจะหมั้นกันไม่ใช่เหรอ เร็วไปรึเปล่า”

   “ถ้าเราเจอคนที่ใช่ เวลาก็ไม่สำคัญหรอกค่ะ”

   โหรานึกทึ่งกับความใจเด็ดของน้องสาว เท่าที่ฟังก็ดูเหตุมีผลพอรับได้ แต่ไม่สนิทใจ “เห็นเมื่อกี้มีเรื่องต้องเคลียร์กัน ทะเลาะกันรึไง”

   “ความเห็นไม่ตรงกันนิดหน่อยค่ะ อาจจะเป็นตัวแพรที่วุ่นวายไปเองตามประสาผู้หญิง ยิ่งใกล้วันหมั้นก็ยิ่งตื่นเต้น พี่โหรหาเวลาว่างนะคะ อาทิตย์หน้ามาเป็นสักขีพยานให้แพรด้วย”

   “เดี๋ยวๆๆ แม่สาวใจร้อน จะหมั้นกันอาทิตย์หน้าแล้วเหรอ”

   “ใช่ค่ะ”

   “มีอุบัติเหตุอะไรเกิดขึ้นรึเปล่าแพร ขอโทษที่ถามน่าเกลียดอย่างนี้ แต่พี่สงสัยว่าทำไมถึงได้ด่วนตัดสินใจเร็วนัก”

   “ไม่มีอะไรหรอกค่ะพี่โหร น้องสาวพี่ยังไม่คิดชิงสุขก่อนห่าม” แพรพิไลหัวเราะสดใส คนได้ยินก็พอเบาใจได้บ้าง อย่างน้อยก็ยังไม่ได้เสียเปรียบมากนัก

   “แล้วพื้นเพบ้านเขาล่ะ ครอบครัวเขาเป็นไงบ้าง พ่อแม่เขาโอเคกับแพรหรือเปล่า” โหราจี้ถูกจุดสำคัญ เพราะเขารู้คำตอบแล้ว แต่ที่อยากรู้เพิ่มคือแพรพิไลรู้สึกยังไงกับเรื่องนี้ เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวก็เงียบไป ก่อนจะตอบกับมาเรียบๆ

   “เราแค่จัดงานหมั้นกันเล็กๆ ค่ะแค่ให้พ่อแม่ของแพรสบายใจ แล้วค่อยหาเวลาไปทำความรู้จักกับทางบ้านของวินทีหลังก็ได้ อีกอย่างครอบครัวของวินอยู่ต่างจังหวัดค่ะถ้าจะไปก็ต้องหาเวลาที่ว่างๆ ไปจะได้ไม่ฉุกละหุกรีบไปรีบกลับ”

   เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย แต่โหราก็ไม่คาดคั้นอะไรอีก ชายหนุ่มเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อให้แพรพิไลได้ผ่อนคลาย ใจเขานั้นอยากจะว่ากล่าวตักเตือนแต่จากที่ฟังมาทั้งหมด ก็สรุปได้เลยว่าคงไม่เป็นผล เผลอๆ แพรพิไลจะไม่ยอมเล่าอะไรให้ฟังอีกก็ได้

   ทำไงถึงจะให้งานหมั้นไม่เกิดขึ้น เขาอยากให้ผู้มีศักดิ์เป็นน้องมีเวลาตัดสินใจไตร่ตรองมากกว่านี้ หากชวินจริงใจทำไมไม่พามาเปิดตัวกับครอบครัว แพรพิไลไม่ใช่ผู้หญิงที่จะต้องปกปิดฐานะ การเป็นลูกสาวของรองศาสตราจารย์มันยังมีเกียรติ์ไม่พออีกเหรอ อาชีพการงานของเจ้าหล่อเองก็ไม่ด้อยไปกว่าใคร แพรพิไลเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้กับบริษัทส่งออกแห่งหนึ่งและที่สำคัญเธอเป็นหัวหน้าของว่าที่คู่หมั้นตัวเอง

   โหราคุยกับแพรพิไลต่ออีกพักหนึ่ง ชายหนุ่มแบ่งรับแบ่งสู้เมื่อน้องเอ่ยชวนมางานหมั้น บอกเพียงแค่ว่าถ้าว่างแล้วจะไป โทรศัพท์ถูกสอดเข้าไปในกระเป๋าหลังของกางเกงยีน ใบหน้าที่เคยมีรอยยิ้มกว้างประดับอยู่เสมอบัดนี้กลับเรียบเฉยเช่นเดียวกับดวงตา เขามองไปยังท้องฟ้าอันมืดมิดไร้ขอบเขต เรื่องที่ออกมาจากปากแพรพิไลไม่ได้ช่วยให้เขาสบายใจขึ้นเลย




   รุ่งขึ้นหลังจากใส่บาตรเสร็จสีนุ่มก็นำกับข้าวใส่ปิ่นโตเตรียมฝากให้หลานชายไปส่งที่ตำหนักของเจ้าแม่ เพราะจันทน์กะพ้อต้องผ่านทางนั้นเพื่อไปรับดอกไม้จากลูกสวนอยู่แล้ว

   “คนหนึ่งก็เจ็บแผล คนหนึ่งก็แก่แล้ว จะทำอะไรก็คงลำบาก ยังไงป้าฝากไปให้ตะเพียนกับยายขวนด้วยนะลูก”

   “ได้จ้ะป้า ฉันไปนะ” จันทน์กะพ้อส่งปิ่นโตให้เพื่อนและเดินไปขึ้นรถ พ้นเขตบ้านมาไกลพอสมควรเจ้าของสวนดอกไม้ก็บอกกับเพื่อน “เดี๋ยวแกลงอยู่ตำหนักเจ้าแม่นั่นแหละ เดี๋ยวฉันไปเอาดอกไม้คนเดียวก็ได้ รีบทำคะแนนเข้าล่ะ เดี๋ยวมารับ เออตอนเดินเข้าไปก็ระวังเจ้ากะเพราด้วย”

   โหรามองเพื่อนดวงตาเป็นประกาย รู้สึกขอบคุณอีกฝ่ายอยู่ในใจ ถึงจะคอยค่อนแคะ แต่เมื่อมีโอกาสจันทน์กะพ้อก็จะเปิดทางให้เขาเสมอ

   “ไม่ต้องมาทำซึ้ง ฉันไม่ช่วยแกฟรีๆ หรอก เตรียมตัวลงเก็บบัวด้วย”

   นักเขียนสมองตันนึกละเหี่ยใจ เกือบไปล่ะ เกือบจะคิดว่ามันเป็นพ่อพระอยู่แล้ว ไอ้เพื่อนเวร!

   ป้ายงดรับแขกยังไม่ถูกปลดจากประตูรั้ว โหรามองเข้าไปในบ้านก็นึกแปลกใจที่เห็นมีรถจอดอยู่ ขนาดไม่รับแขกก็ยังจะมีแขก แบบนี้จะได้พักเต็มที่ไหมล่ะ หัวคิ้วย่นเข้าหากัน เอื้อมมือไปผลักประตูรั้วแล้วเดินเข้าไปอย่างเคยชิน ดวงตากลมโตมองกราดไปทั่วบริเวณ เข้าไม่แน่ใจว่าเจ้ากะเพราะอยู่ในกรงหรือเปล่า ถึงแม้จะเคยปะทะกันมาหลายครั้งแต่เขาก็ไม่เคยคิดวางใจเจ้าหมาพันทางนั้นเลย

   แล้วก็ไม่ผิดจากที่คาด โหรายืนตัวแข็งกอดปิ่นโตแน่นขณะจ้องตากับเจ้าหมากะเพราะ มันวิ่งมาจากที่ประจำและมายืนโก่งคอเห่าเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย

   “เย็นไว้ลูกพ่อ” ชายหนุ่มจุ๊ปากปรามหมา แน่ล่ะว่ามันไม่เข้าใจที่เขาพูดหรอก “เฮ้ยๆ อย่านะ จำฉันไม่ได้เหรอ อย่ามองฉันอย่างนั้นไอ้หนู อย่า...”

   “กะเพรา!”

   ในห้วงเวลาแห่งความสิ้นหวัง เสียงเฉียบขาดของคนบนตำหนักก็ช่วยชีวิตนักเขียนไม่ให้สิ้นชื่อ โหราเหลือบตามองเจ้าของตำหนัก ก่อนจะชี้ไปที่ปิ่นโตในมือ

   “เอากับข้าวมาส่ง ดูหมาให้หน่อย”

   เจ้าของตำหนักเดินลงบันไดมาจนถึงพื้นข้างล่าง หยุดรออยู่ตรงนั้น ไม่ได้เดินมาที่โหราทว่าหญิงสาวเรียกหมาของเธอไปแล้ว คนมาส่งกับข้าวถึงกล้าขยับขา ร่างทรงคนสวยจูงหมาหายไปใต้ถุนเรือน โหราทันได้เห็นเธอจัดการส่งมันเข้ากรงไปเรียบร้อย อย่างนี้ค่อยหายใจหายคอโล่งหน่อย ชายหนุ่มรอเธอเดินกลับมาแล้วทำปากบุ้ยใบ้ไปที่รถ

   “แขกที่ไหนมาหาแต่เช้า ไม่รู้เหรอว่าคุณยังเจ็บอยู่” อันที่จริงเวลานั้นก็ไม่ถือว่าเช้าหรอก แต่โหราตั้งใจจะพูดกระทบแขกผู้ไม่รู้จักเวล่ำเวลา

   “เขามาเยี่ยม ไม่ได้มาขอให้ดูดวงให้” ท่าทางเฉยเมยของตะเพียนทองทำให้คนมองรู้สึกถึงว่าผิดปกติ “ขึ้นเรือนเถอะ ยายก็อยู่ข้างบนด้วย”

   เมื่อขึ้นมานั่งเผชิญหน้ากับแขก โหรารู้สึกว่าเขาโล่งอกเหลือเกินที่มีคุณยายรัญจวนนั่งเป็นองค์ประธานคอยสังเกตการณ์หลานสาวและผู้ชายที่เกือบจะได้เป็นหลานเขย ไม่อยากจะเชื่อตาตัวเองเลยว่าจะเห็นชวินนั่งเสล่ออยู่ตรงนี้ นี่คือคนที่อ้างว่าไม่มีเวลาพาแพรพิไลมาแนะนำกับครอบครัว แต่ดันมีเวลาเหลือเฟือพอที่จะไปเลือกซื้อกระเช้าเยี่ยมและของฝากถุงใหญ่จากห้างดังใจกลางกรุง สารเลวเอ๊ย!!!

   “ทำไมไม่เห็นได้ยินเสียงรถเลยล่ะพ่อโหร” ยายรัญจวนเอ่ยถาม

   โหรายิ้มกว้างให้กับผู้สูงวัย เลื่อนปิ่นโตมาตรงหน้า “มากับจันทน์ครับยาย พอดีว่ามันต้องไปรับดอกไม้ของลูกสวน ก็เลยทิ้งผมไว้นี่ ป้านุ่มทำกับข้าวมาให้ครับ ยายกับตะเพียนจะได้ไม่ลำบาก”

   “ฝากขอบใจแม่นุ่มด้วยนะ ตะเพียนเอาไปถ่ายกับข้าวใส่ถ้วยแล้วล้างปิ่นโตคืนพ่อโหรเขาไปเลย”

   ตะเพียนทองหิ้วปิ่นโตเดินหายไปในบ้าน ที่นั่งอยู่ตรงนั้นจึงมีเพียงสองหนุ่มและหนึ่งหญิงชรา

   “สองคนนี้เคยเจอกันแล้วนี่”

   “ใช่ครับ” โหราเหยียดยิ้มให้คนที่นั่งตรงข้าม ชวินยังคงดูดีไม่ต่างจากวันนั้น ใบหน้าคมสัน รอยยิ้มอ่อนโยนชวนให้ตายใจได้ง่ายๆ แต่จากพฤติกรรมที่กระทำอยู่ตอนนี้มันน่าสะอิดสะเอียนสิ้นดี ไอ้หมอนี่กล้าทิ้งว่าที่คู่หมั้นเพื่อจะมาเยี่ยมเยียนอดีตคนรักเก่า ช่างแสนดีจนไม่รู้จะอะไรมาเปรียบ

   “ผมได้ข่าวว่าตะเพียนผ่าตัดไส้ติ่งก็เป็นห่วงครับ วันนี้ว่างก็เลยแวะมาเยี่ยม คุณโหรสบายดีนะครับ”

   “ก็ตามอัตภาพครับ”

   “แต่วันนี้มันเป็นวันทำงานไม่ใช่เหรอ พ่อวินหนีงานมาหรือเปล่า” คำถามกึ่งกระเซ้าจากคุณยายทำให้ชวินยิ้มกว้าง

   “ไม่ได้หนีครับยาย ว่างจริงๆ นึกห่วงตะเพียนด้วย”

   “โอ๊ย...” ยายรัญจวนร้องเสียงสูง ยิ้มกว้างพลางโบกมือ “ตะเพียนมันไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอก แต่ก็ขอบใจนะ แต่คราวหน้าไม่ต้องลำบากมาหรอก พ่อโหรเขาดูแลยายกับตะเพียนเป็นอย่างดี ก็ดูสิขนาดยุ่งๆ ก็ยังแวะหิ้วกับข้าวมาฝาก”

   ชวินปรายตามองชายหนุ่มที่ถูกชื่นชมต่อหน้า เก็บความรู้สึกไม่พอใจเอาไว้อย่างล้ำลึก ยายรัญจวนต้องการหักหน้าเขา กระเช้าของฝากจากห้างดังดูจะไร้ค่าในสายตาหญิงสูงวัย ชวินรู้ดีว่าครั้งนี้เขาติดลบ แต่เรื่องจะให้ถอยน่ะอย่าฝัน

   “ต้องขอบคุณคุณโหรด้วยนะครับที่ช่วยดูแลตะเพียนเป็นอย่างดี”

   “แน่นอนครับ นั่นเป็นสิ่งที่ผมยิ่งกว่าเต็มใจทำให้ ตะเพียนกับยายแล้วก็เจ้ากะเพราล้วนมีความสำคัญสำหรับผม” โหราเบนหน้าไปสบตากับยายรัญจวนราวกับให้สัญญา ก่อนจะกลับมามองคู่สนทนาอีกครั้ง “คุณวินมารอบนี้อยู่นานมั้ยครับ”

   “อ๋อ เดี๋ยวอีกสักพักก็คงต้องกลับแล้ว พรุ่งนี้มีงานต้องทำครับ”

   “ขยันขับรถจังเลยนะครับ ไปๆ กลับๆ แบบนี้เปลืองน้ำมันแย่”

   “มันไม่สำคัญเท่ากับการได้เห็นว่าตะเพียนกับยายแล้วก็เจ้ากะเพราะแข็งแรงดีหรอกครับ”

   โหราเหยียดยิ้มจะเกือบจะเป็นการแสยะ นึกรังเกียจลูกชายกำนันชัชวาลขึ้นมาจนขนลุกซู่ นอกจากจะสร้างภาพให้ดูเป็นผู้ชายมาดนุ่ม สุขุม อ่อนโยนไร้พิษสง ไอ้หมอนี่ยังตลบตะแลงจนเขานึกอยากจะมอบโล่ให้ ผู้หญิงสองคนกำลังถูกดึงเข้ามาในเกมของมัน ตะเพียนทองเคยพลาดมาแล้วหนึ่งครั้ง เขาหวังเหลือเกินว่าหัวใจของเธอจะสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้เผลอหลงคารมคมคายของอดีตคนรักอีก แต่ถ้าหากว่าภูมิคุ้มกันของตะเพียนทองจะไม่แข็งแกร่งพอ เขานี่แหละจะปกป้องเธอเอง

   อีกคนที่โหรานึกห่วงไม่แพ้กันก็คือว่าที่คู่หมั้นของชวิน เดาได้ไม่อยากเลยว่าแพรพิไลไม่รู้ว่าคนรักของตัวเองมาอยู่ที่นี่ โหราสัญญากับตัวเองว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้งานหมั้นในอาทิตย์หน้าเกิดขึ้น แม้ว่าเขาจะต้องถูกน้องสาวเกลียดชังไปตลอดชีวิตก็ตาม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 25, 2016, 01:03:03 AM โดย มะนอแน่ »