ผู้เขียน หัวข้อ: เขียนใจ...ทำนายรัก บทที่ 8  (อ่าน 294 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 188
    • ดูรายละเอียด
เขียนใจ...ทำนายรัก บทที่ 8
« เมื่อ: มีนาคม 24, 2016, 01:08:50 AM »
บทที่ 8

   จันทน์กะพ้อจอดรถรอเพื่อนอยู่นานก็ไม่เห็นว่าคนที่นัดไว้จะลงจากตำหนักมาสักที ถ้างานไม่มากเขาคงใจดีปล่อยไอ้นักเขียนสมองตันอยู่เฝ้าตำหนักเจ้าแม่ต่อ แต่ดูจากเวลาและงานที่รออยู่เขาคงต้องใจร้าย เมื่อเห็นว่าเพื่อนไม่ยอมลงมาแน่เจ้าของสวนดอกไม้ขนาดใหญ่แห่งบ้านร้อยบุญก็ดับเครื่องยนต์และลงจากรถเดินลอดประตูรั้วเข้าไปลากไอ้เพื่อนรักไปทำงาน

   ด้วยความคุ้นเคยทำให้จันทน์กะพ้อไม่ต้องระวังคมเขี้ยวของกะเพราเหมือนคนอื่นๆ เจ้าหมานั่นรู้งานเป็นอย่างดี ถ้าเป็นคนนอกก็เห็นจะมีแค่เขากับน้องสาวนี่ล่ะที่สามารถเข้าออกบ้านนี้ได้โดยที่ไม่ถูกหมาขับ ชายหนุ่มเดินขึ้นตำหนักเพื่อจะพบว่านอกจากโหราที่เขาตั้งใจมาลากลงจากเรือนแล้วนั้นยังมีหนุ่มหน้าคมนั่งอยู่อีกคน

   “ไม่คิดว่าจะเจอที่นี่” จันทน์กะพ้อประหลาดใจนัก ตอนเห็นด้านหลังก็คิดว่าคุ้นอยู่ บุกมาถึงตำหนักอย่างนี้ช่างกล้าหาญจริงๆ

   ชวินยิ้มกว้างส่งผลให้ใบหน้าคมเข้มดูอ่อนโยนและน่ามองอย่างยิ่ง หนุ่มกรุงเอ่ยพยักพเยิดหน้าทักทายเพื่อนเก่าหรืออีกนัยหนึ่งก็คือคู่แข่ง ดูเหมือนวันนี้ดวงเขาจะไม่ดีเลย คนหนึ่งก็คู่แข่งหัวใจ ส่วนคนที่เพิ่งมาใหม่นี่ก็ชิงดีชิงเด่นกันมาแต่เล็กแต่น้อย

   “เป็นไง...กิจการสวนดอกไม้ ได้ข่าวว่าขายดีจนไม่มีเวลาว่าง”

   “ก็เรื่อยๆ น่ะ ความจริงไม่ได้ยุ่งอะไรขนาดนั้น แล้วไงถึงมาโผล่นี่ได้ล่ะ” จันทน์กะพ้อเหลือบมองกระเช้าของฝากก็เข้าใจ “อ๋อ...มาเยี่ยมตะเพียน ฉันว่าแกมาช้าไปแล้วล่ะ ตะเพียนแผลหายจนวิ่งขับเจ้ากะเพราได้แล้วมั้ง”

   หญิงสาวที่ใครๆ ก็ดูจะให้ความห่วงใยหัวเราะออกมาอย่างขบขัน ตอบคนมาใหม่ติดตลกว่า “พี่จันทน์คงต้องขอบคุณหมอให้มากๆ เพราะถ้าฉันยังเจ็บแผลอยู่ล่ะก็เพื่อนพี่มีหวังสิ้นชื่อแน่ อยู่ๆ ก็เดินหิ้วปิ่นโตทะเร่อทะร่าเข้ามาเงียบๆ จนเกือบถูกกะเพราะลับเขี้ยวไปแล้ว”

   “ไม่ต้องกลัวหรอกน่า พี่พามันไปฉีดยาแล้ว รับรองกะเพราปลอดภัย”

   “อ้าว...ไอ้เพื่อนเวร” โหรามองเพื่อนรักราวกับจะค้อน

   ดูเหมือนการมาถึงของจันทน์กะพ้อจะทำให้ทุกคนลืมสนใจแขกอีกคนไปเลย ด้วยลักษณะการพูดคุยสนิทสนมชนิดที่ชวินไม่มีวันพาตัวเองแทรกเข้าไปร่วมด้วยได้ หนุ่มกรุงผู้ขับรถมาตั้งไกลขยับตัวเรียกร้องความสนใจ นี่คงไม่ใช่วันของเขา มันผิดตั้งแต่นายโหราหน้าขาวปากแดงนั่นเดินเข้ามาและเลวร้ายยิ่งกว่าคือจันทน์กะพ้อ

   คนหลังนี่คือตัวอันตรายของแท้เพราะหมอนั่นรู้ว่าจะทำอย่างไรให้เขาดูหมดความสำคัญ แน่นอนว่าจันทน์กะพ้อทำมันได้ดี ตอนนี้เขาก็นั่งโดดเดี่ยวดูความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นด้วยความอิจฉา เหตุการณ์ในอดีตทำให้ภาพลักษณ์ของชวินในสายตายายรัญจวนติดลบ กับตะเพียนทองนั้นเขาคิดว่าไม่ใช่เรื่องยาก อย่างน้อยเธอก็เคยรักเขา ถ่านไฟเก่าย่อมมีโอกาสปะทุได้ทุกเมื่อหากเชื้อมันยังคงอยู่ เพียงแค่วันนี้คงต้องถอย ชวินทอดสายตาจับนิ่งที่ใบหน้าหวานผุดผ่องของอดีตคนรัก แล้วเสียงทุ้มก็เอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน

   “เห็นทีว่าพี่คงต้องกลับก่อน”

   “กลับกรุงหรือกลับบ้านเดือนสว่าง” จันทน์กะพ้อตั้งใจขัดคอ ก็มันเรื่องอะไรมาทำท่าอาลัยอาวรณ์ใส่น้องสาวนอกไส้ของเขาล่ะ ไอ้โหรก็ไม่ได้เรื่องนั่งยิ้มยืดยาดอยู่นั่น หมาจะคาบสาวที่หมายตาไปแล้วยังไม่รู้ตัวอีก ฮึ่ย...ไม่รู้จะด่ายังไง

   “กลับกรุงเลย กว่าจะถึงคงบ่าย ขี้เกียจไปเจอรถติดช่วงเลิกงานน่ะ”

   “งั้นก็รีบไปสิ” ฟังดูเหมือนห่วง แต่คนพูดตั้งใจไล่กันตรงๆ เลยล่ะ และยายรัญจวนก็ดูจะรู้ใจจันทน์กะพ้อรีบอวยส่งตามน้ำ

   “โชคดีนะพ่อคุณ” เมื่อเห็นหลานสาวขยับตัวจะไปส่งแขก หญิงชราก็รีบห้ามไว้ “ลุกไปเดี๋ยวก็จะสะเทือนแผลเปล่าๆ พ่อวินไปได้อยู่หรอก กะเพราะเข้ากรงแล้วไม่ใช่เหรอ”

   “จ้ะยาย”

   “อืม...พ่อวินรีบไปเถอะ เดี๋ยวเจอรถติด”

   ผู้มีอำนาจมากสุดในบ้านพูดซะขนาดนี้ ขืนรีรอก็จะไม่ถูกใจอีก ชวินไหว้ลายายรัญจวนและลาคนอื่นๆ ก่อนเดินลงเรือนไป

   เสียงรถของหนุ่มกรุงแล่นพ้นรั้วบ้านไปแล้ว ตะเพียนทองเผลอเป่าปากอย่างลืมตัว ไม่คิดมาก่อนเลยว่าชวินจะรู้เรื่องของเธอแถมยังกล้าหิ้วกระเช้าของเยี่ยมมาฝากอีก ให้มันได้อย่างนี้สิ ทำเหมือนไม่เคยมีคดีกันมาก่อน แล้วก็ไม่รู้จังบังเอิญอะไรขนาดนี้จู่ๆ นายนักเขียนก็โผล่มา หนักสุดเห็นจะเป็นพี่ชายนอกไส้ของเธอนี่ล่ะ

   หญิงสาวรู้ดีว่าจันทน์กะพ้อเป็นห่วงเธอมาก นับตั้งแต่แตกหักกับชวิน รอยร้าวระหว่างสองหนุ่มก็เพิ่มขึ้น เจอกันแต่ละครั้งเธอก็ได้แต่นึกภาวนาขออย่าให้วางมวยกัน แล้วดูเถอะพอชวินไปเธอก็กลายเป็นจำเลยทันที สายตาคมกริบมองกราดมาที่เธอ

   “ทำไมถึงมาโผล่นี่ได้”

   “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันพี่ ตอนลงไปเจอยังตกใจเลย” ร่างทรงสาวส่ายหน้า คิ้วเข้มของคนถามก็ยิ่งขมวด

   “อืม...ระวังๆ ไว้บ้างก็ดี” พี่ชายนอกไส้เตือนด้วยความเป็นห่วง ไม่ได้เล่าว่าพ่อกับน้องสาวของชวินก็ไปเยี่ยมเยียนบ้านเขามาแล้วเหมือนกัน ตอนนี้เขายังไม่แน่ใจว่าจะเกี่ยวกันหรือไม่แต่อย่างไรก็อยากให้ระวังไว้ ชายหนุ่มไม่เซ้าซี้แต่หันไปกระเซ้ายายรัญจวนที่นั่งเคี้ยวหมากปากแดง “ถ้าวินมันจะกลับมาสมัครเป็นหลานเขยยายอีกรอบจะทำไงเนี่ย”

   “หือ...” โหราครางออกมามองเพื่อนตาไม่กะพริบ

   ขณะที่หญิงสูงวัยหยิบกระโถนขึ้นมาบ้วนน้ำหมาก พยักพเยิดมาทางชายหนุ่มคนที่มาก่อน “พ่อจันทน์คงต้องถามเจ้าของตำแหน่งตัวจริงว่าจะยอมมั้ย”

   “ยาย!” ตะเพียนทองอุทาน มองยายเหมือนไม่เคยเห็นมาก่อน

   คนถูกมองก็ได้แต่หัวร่อชอบใจกล่าวอย่างเป็นกลาง “อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด”

   “แต่ยังไงหลานเขยยายก็ต้องเป็นผมอยู่ดีใช่มั้ยครับ”

   ตะเพียนทองกระแทกลมหายใจขึ้นจมูก สายตาที่ใช้มองโหราก็ช่างโหดร้าย “ไม่กลัวตายก็ลองดู อยากเจออิทธิฤทธิ์เจ้าแม่นัก ฉันจะจัดให้”

   “ไม่อยากเจออิทธิฤทธิ์เจ้าแม่ แค่อยากได้ร่างทรงของท่านมาเป็นศรีภรรยาเท่านั้นเอง”

   “แต่ฉันคิดว่าแกควรจะหุบปากได้แล้วนะไอ้โหร แหม...เมื่อกี้ล่ะทำเป็นนั่งเงียบกริ๊บ ไปเลย สายมากแล้วเนี่ยเดี๋ยวแม่ค้ารอดอกไม้กันตาย กว่าจะตัด กว่าจะห่อ กว่าจะเสร็จ ฉันไปก่อนนะจ๊ะยาย พี่ไปก่อนนะ” จันทน์กะพ้อพูดพร้อมกับลุกขึ้น

   โหราบอกลาสองสาวยายหลานลุกขึ้นหิ้วปิ่นโตเปล่าที่ตะเพียนทองถ่ายกับข้าวออกและล้างแล้วมาถือไว้ เดินลงบันไดตามหลังเพื่อนรัก ทว่าในใจคิดหนักกว่าที่แสดงออกมา




   จันทน์กะพ้อเหลือบมองเพื่อน ตั้งแต่ขึ้นรถมาพ่อโหรานักเขียนใหญ่ก็เอาแต่เก็บปากเงียบ นั่งทำคิ้วผูกโบว์ขบคิดสิ่งใดก็ไม่อาจจะหยั่งใจได้

   “ไง...นั่งเงียบ”

   “ฉันกำลังคิดอยู่ว่าจะเอาไงต่อดี แกก็เห็นว่าไอ้คุณชวินน่ะมองตะเพียนตาเป็นมัน ทั้งๆ ที่อาทิตย์หน้ากำลังจะหมั้นกับญาติฉัน นี่มันอุกอาจมากเลยนะ”

   “ถามฉัน ฉันก็บอกได้แค่ว่าอย่าปล่อยให้มันหมั้นกับญาติแก ส่วนตะเพียนก็พอวางใจได้อยู่หรอกว่าเจ็บแล้วจำ”

   “จริงเหรอวะ” โหราเชื่อไม่ลง ก็หลักฐานยังคาตาเขาอยู่เลย ผู้หญิงบางคนชอบแสดงออกให้คนภายนอกรู้ว่าไม่รัก ไม่สน เมื่อเลิกแล้วก็แล้วกันไป ส่วนลึกๆ ในใจก็ยังไม่ลืม รักมากก็ยิ่งลืมยาก เขายังสงสัยว่าตะเพียนทองจะอยู่ในประเภทนั้นไหมในเมื่อเธอยังตั้งรูปคู่กับชวินไว้หัวเตียง นี่แหละสิ่งที่บั่นทอนความมั่นใจของโหรา

   ทว่าจันทน์กะพ้อกลับไม่เคยนึกระแวง “ไหงถามงั้นล่ะไอ้โหร แกติดใจอะไรถามมาตรงๆ อย่ามานั่งเงียบแล้วมโนไปถึงทางช้างเผือกมันไม่ได้ช่วยอะไรแกหรอกนะ”

   “จะไปรู้เหรอใจเขาใจเรา แกมั่นใจจริงๆ เหรอวะ”

   “เอ๊ะ! ไอ้นี่” จันทน์กะพ้อมองหน้าเพื่อน จนคนถูกจ้องต้องเตือนให้หันกลับไปมองถนน หนุ่มหน้าคมเจ้าของสวนดอกไม้ถอนใจยาว หากโหราคงยังติดใจกับเรื่องอะไรสักอย่างและผ่านมันไปไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็อย่าเหนื่อยต่อไปเลย หยุดซะเถอะ

   “ไอ้โหร ถ้าแกไม่มั่นใจ ฉันก็ไม่บังคับหรอกนะ แต่แกจะทำอย่างนี้ฉันไม่ชอบ สงสัยอะไรก็ถามมา ถ้าแกไม่มั่นใจในคำตอบของฉัน แกก็ถามตะเพียนตรงๆ ไปซะ จากนั้นก็ตัดสินใจให้เด็ดขาดว่าจะต่อหรือจะปล่อย”

   “จะปล่อยไปได้ไงก็รักเขาไปแล้ว”

   โหราถอนหายใจอย่างอึดอัด เข้าใจที่เพื่อนพูดดีทุกอย่าง จันทน์กะพ้อรักตะเพียนทองเหมือนน้องสาวแท้ๆ แน่นอนว่าเมื่อเขาซึ่งเป็นเพื่อนรักแสดงท่าทางชอบพอในตัวน้องสาวมันก็ยินดีสนับสนุน เพราะรู้อยู่ว่าประวัติของเขาขาวสะอาดพอตัว

   เขามั่นใจว่าตัวเองไม่ใช่ชายมากรัก เรื่องนี้จันทน์กะพ้อก็รู้ดี เมื่อรักก็คือรักจริงและรักอย่างหมดหัวใจ แรกเจอกับตะเพียนนั้นมันคือความประทับใจ และท่าทางไม่ยอมใครของเธอก็สะกดใจเขาอย่างแรง เชื่อว่าคงไม่มีผู้หญิงคนไหนในโลกนี้อีกแล้วที่จะมีโอกาสตบนายโหราซะหน้าหันตั้งแต่วันแรกที่เจอ ตะเพียนทองคือผู้หญิงพิเศษและเขามั่นใจในสัญชาตญาณของตัวเอง เรื่องปล่อยเธอไปไม่เคยอยู่ในความคิด

   บทสนทนาสิ้นสุดเพียงแค่นั้น สองหนุ่มในรถต่างนั่งเงียบๆ เมื่อถึงสวนสั่งงานเสร็จก็ต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ โหราเดินมากับลุงคำคนงานประจำสวนและเป็นผู้ประสิทธิประสาทวิชาเก็บบัวให้กับเขา เพราะวันนี้จำนวนที่สั่งค่อนข้างมากจึงจำเป็นต้องใช้ผู้ชำนาญการมาช่วยจะได้เสร็จเร็วขึ้น

   ชายหนุ่มทุ่มสมาธิเก็บดอกบัวอย่างตั้งใจ เลือกดอกตูมพร้อมเก็บ คอยระวังไม่ให้กลีบช้ำ ดอกไม้เมื่อมีตำหนิก็จะหมดราคา แต่กับหัวใจช้ำๆ ของใครบางคนนั้นต่อให้มันยับเยินปานใดเขาก็จะใช้ความรักดูแลบำรุงให้มันกลับมาสวยงามอีกครั้ง เจ้าของหัวใจนั่นแหละจะยอมให้เขาดูแลไหมนี่คือคำถาม อดีตของเธอกำลังจะย้อนกลับมาเป็นปัจจุบันต่อให้มั่นขนาดไหนก็ต้องมีหวั่นไหวกันบ้าง ที่ผ่านมาก็ใช่ว่าตะเพียนทองจะแสดงออกว่ามีใจแบบหวังผลได้เลยสักครั้ง ไม่ได้แล้ว...โหราคิดต่อไม่ได้ ความระแวงกำลังฆ่าเขา นี่ไม่ใช่เรื่องที่ดีเลยสักนิด ตอนนี้เขาควรจะต้องมั่นใจและมั่นคงให้มากๆ ผู้หญิงสองคนกำลังอยู่ในอันตราย มีแต่เขาเท่านั้นที่จะช่วยทั้งตะเพียนทองและแพรพิไลให้หลุดพ้น

   กับเรื่องงานโหราไม่เคยคร้านเลย เหนื่อยหนักเท่าไรก็สู้ จะมีก็แต่เรื่องรักที่ยังหนักอกคิดไม่ตกสักที เขาจะทำยังไงดีนะ

 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 28, 2016, 01:15:53 AM โดย มะนอแน่ »

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 188
    • ดูรายละเอียด
เขียนใจ...ทำนายรัก บทที่ 8 (จบตอน)
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มีนาคม 25, 2016, 12:55:20 AM »
       เมื่อไม่อาจถ่วงเวลาได้ต่อไป สุขภาพร่างกายแข็งแรงดีแล้ว ตะเพียนทองจำใจปลดป้ายงดรับแขกออกใน 1 สัปดาห์ถัดมา ประตูรั้วถูกเปิดกว้างและกะเพราต้องเข้าไปอยู่ในกรงตามเดิม วันทำการของเจ้าแม่ก็จะเป็นที่รู้กัน จะต้องรับแขกมากหน่อยก็วันใกล้หวยออก ส่วนวันธรรมดาถ้าไม่เดือดร้อนใจถึงขีดสุดก็ไม่ค่อยมีคนมาหาเท่าใดนัก เหตุเพราะช่วงหลังเจ้าแม่ออกปากเองขณะประทับทรงว่าถึงเวลาที่ท่านต้องเร่งสร้างสมาธิ หากใครไม่มีเรื่องจำเป็นจริงๆ ก็ให้คิดหาหนทางช่วยเหลือตัวเองไปก่อน กระนั้นตำหนักเจ้าแม่ก็ไม่เคยเงียบเหงา

   หลังจากเปิดประตูรั้วเสร็จตะเพียนทองก็เดินขึ้นเรือน ยายรัญจวนกำลังนั่งเคี้ยวหมากพิงร่างกับหมอนขวานในมือถือหนังสือเล่มหนึ่ง แม้วัยจะล่วงเลยมาถึง 80 ปี ทว่าสายตาของยายนั้นยังใช้การได้เป็นอย่างดีกว่าคนวัยเดียวกัน ยายชอบอ่านหนังสือโดยเฉพาะหนังสือธรรมะ แต่วันนี้หนังสือที่ถืออยู่หนาเกินไป หญิงสาวขมวดคิ้วพยายามเพ่งดูว่ายายของตนกำลังอ่านอะไร

   ร่างทรงสาวทรุดกายลงนั่งใกล้ๆ คราวนี้อะไรที่เคยสงสัยก็แจ่มชัด ยายของเธออ่านนิยาย แน่นอนว่าเธอไม่เคยซื้อหนังสือประเภทนี้ให้และคนเดียวที่จะเอามันมากำนัลยายก็เห็นจะเป็นคนเขียนนั่นแหละ

   “สนุกมั้ย ดูเคร่งเครียดไปนะจ๊ะ”

   “สนุกดี แต่มีหลายจุดน่าสงสัย ถ้าพ่อโหรมาบอกให้เลยไปหายายที่เรือนเล็กด้วยนะ”

   “คาใจขนาดนั้นเลย” หลานสาวหัวเราะ ยายรัญจวนเป็นนักอ่าน มันเป็นนิสัยอย่างหนึ่งที่ยายพยายามปลูกฝังเธอมาแต่เล็กแต่น้อย ตะเพียนทองก็ชอบอ่านเหมือนกัน แต่เธอไม่ค่อยอ่านนิยาย ยิ่งได้รู้จักตัวตนของคนเขียนนิยายอย่างโหรา เธอยิ่งไม่นึกอยากจะอ่าน คุยกันธรรมดากว่าจะรู้เรื่องเธอยังปวดหัว เรื่องของเขาคงต้องขอผ่านไปก่อน หนังสือส่วนใหญ่ของเธอเป็นพวกจิตวิทยา มันจำเป็นอย่างยิ่งกับอาชีพร่างทรงนอกขนบอย่างเธอ

   หญิงสาวตื่นจากภวังค์เมื่อยายรัญจวนเอื้อมมือมาหยิบกระโถนไปบ้วนน้ำหมาก ยายวางนิยายของโหราไว้เบื้องหน้า ยืดกายนั่งตัวตรง ก็พอดีกับมีเสียงรถยนต์แล่นเข้ามาจอด

   “อย่างกับนกรู้ เปิดวันแรกก็มากันเลย สงสัยจะคิดถึงเจ้าแม่กันมาก” ยายรัญจวนยิ้มพราย ขณะที่หลานสาวทำหน้าเบื่อหน่าย เพราะพอจะเดาได้ว่าคงมี ‘แขก’

   “เอาหนังสือไปเก็บเถอะ ยายอ่านจบแล้ว วันไหนเครียดๆ ก็ลองเปิดอ่านดู สนุกดี” ผู้เป็นยายคว้าตะกร้าเชี่ยนหมากลุกขึ้นยืน “แขกคนแรกมาล่ะ ยายกลับเรือนเล็กดีกว่า”

   “เดี๋ยวสิยาย อยู่ก่อนก็ได้จะรีบไปไหน”

   “เฮ้ย...ยายเกษียณแล้ว ไม่อยากยุ่ง กลับเรือนไปนอนดูละครดีกว่า”

   “จะรีบกลับไปไหนล่ะครับ”

   ยายหลานยังตกลงกันไม่ได้ ‘แขก’ ก็เดินขึ้นเรือนมาเรียบร้อย เขาคือหนุ่มใหญ่ร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมเข้มแม้จะเข้าสู่วัยกลางคนแต่กาลเวลาก็ไม่เคยทำให้ใบหน้านั้นเสื่อมถอยลง ไม่เคยเห็นหน้ากันหลายปีแต่รอยยิ้มสุขุมของเขาก็ยังดูดีเสมอ คล้ายไม่มีพิษภัยแต่ร้ายใช่เล่น ชัชวาลเดินนำหน้าลูกสาวขึ้นตำหนักเจ้าแม่ตะเพียนทองและเอ่ยทักทายเจ้าของตำหนักอย่างสนิทสนม

   ตะเพียนทองมอง ‘แขก’ ด้วยความแปลกใจ ความรู้สึกแรกของเธอคืองุนงงสงสัยและไม่คิดไม่ฝัน ในบรรดาสาวกคนรักเจ้าแม่แล้วเธอไม่เคยคิดหรอกว่าเปิดตำหนักมาวันแรกก็ต้องมาเผชิญหน้ากับพ่อของคนเคยรัก แถมพ่วงคู่ปรับคู่อาฆาตมาด้วย ซวยจริง! วิบากกรรมกำลังโถมกระหน่ำใส่ชีวิตเธอเป็นแน่ อาทิตย์ก่อนก็ลูกชาย อาทิตย์นี้ดีแท้เจอทั้งพ่อและน้องสาว

   หญิงสาวเจ้าของตำหนักลุกขึ้นเชื้อเชิญแขกจากบ้านเดือนสว่างให้นั่ง ระหว่างนั้นก็วิงวอนอ้อนยายผ่านสายตาละห้อยหวังว่ายายคงไม่ใจร้ายทิ้งเธอกลับเรือนเล็ก และเหมือนจะรับรู้ถึงความลำบากใจของหลาน หลังจากรับไหว้ชัชวาลหญิงชราจึงนั่งลงที่เดิม

   “สวัสดีครับแม่ ไม่ได้มาเยี่ยมเสียนาน สบายดีนะครับ” อดีตกำนันบ้านเดือนสว่างยิ้มกว้าง ก่อนจะหันไปเตือนลูกที่นั่งเยื้องไปทางด้านหลัง “ไหว้ยายจวนสิวัน”

   “สวัสดีค่ะ” ดวงชีวันทำตามคำสั่งพ่อแกนๆ   

   หญิงชรามองการกระทำสองพ่อลูกแล้วก็นึกขำในใจ ขนกันมาวันนี้คงต้องมีเรื่องสำคัญจริงๆ ไม่อย่างนั้นเศรษฐีแห่งบ้านเดือนสว่างผู้ไม่อยากจะเกี่ยวดองกับเธอคงไม่ให้เกียรติมาเยือนตำหนักเจ้าแม่เป็นแน่แท้ ท่าทางงานนี้คงไม่ธรรมดาหรอก ก็สงสัยตั้งแต่คราวชวินมาแล้ว วันนี้คงจะได้รู้ประสงค์แท้จริงกันล่ะ สัญชาตญาณของอดีตร่างทรงไม่เคยพลาด ก็จะคอยดูว่าครอบครัวนี้ต้องการอะไร

   “มีเรื่องเดือดร้อนอะไรมาให้เจ้าแม่ท่านช่วยล่ะกำนัน โชคดีจังเลยนะ มาถูกวันซะด้วย อย่างกับมีสายแฝงตัวอยู่บ้านร้อยบุญ”

   “ไม่ใช่หรอกครับ” ชัชวาลหัวเราะร่วน นัยน์ตาเปล่งประกายพราวแพรวราวกับหนุ่มๆ “ผมแค่แวะมาเยี่ยมเยียนเฉยๆ แม่สบายดีนะครับ ไม่เจอหลายปีท่าทางยังแข็งแรงเหมือนเดิม”

   “ก็ตามประสาคนแก่แหละกำนัน บางครั้งก็ต้องเพิ่งหมอเขาบ้าง” ยายรัญจวนหันไปสั่งหลานสาว “ไปหาน้ำหาท่าให้แขกหน่อยลูก”

   “จ้ะยาย”

   เมื่อหญิงสาวเจ้าของตำหนักกลับมาพร้อมน้ำสองแก้ว เธอก็สังเกตเห็นว่าตอนนี้เบื้องหน้าผู้เป็นยายมีถุงหมากฝานตากแห้งวางอยู่

   “เป็นหมากใหม่ที่ผมสั่งมาให้ครับ คิดว่าแม่น่าจะชอบ” ชัชวาลว่า

   “ขอบใจนะ แต่ทีหลังไม่ต้องลำบาก ช่วงนี้หมากแพงโลละเกือบพัน นี่ก็คงใกล้ๆ กระมัง” คนให้ทำเพียงแต่ยิ้ม ไม่ยอมเฉลย หญิงชราผู้รับจึงลองหยั่งเชิงถาม “ถ้าเป็นสมัยลงสมัครกำนันฉันก็คิดว่ามาหาเสียงนะเนี่ย”

   “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ ตอนนี้บ้านเดือนสว่างก็มีกำนันที่เหมาะสมดีอยู่แล้ว”

   “ไม่คิดจะกลับมาเล่นการเมืองอีกเหรอ”

   “ก็...คิดครับ แต่คงจะเป็นตำแหน่งอื่น”

   ยายรัญจวนพยักหน้าช้าๆ พลางทำเสียงเออออในลำคอ ฟังคำตอบก็ชักเข้าเค้าคิดว่าชัชวาลคงใกล้จะหงายไพ่แล้วล่ะ “คราวนี้จะลงสมัครอะไรล่ะ”

   “นายก อบจ. ครับ”

   “เอ...ครบวาระแล้วเหรอ” ยายจวนหันไปคุยกับหลานสาว “ไวเนาะ เหมือนเพิ่งไปเลือกกันเอง แต่จะว่าไปเป็นนายกนี่มันก็ใหญ่กว่ากำนันเนาะ”

   และแน่นนอนว่าผลประโยชน์ต้องมากกว่า คนอย่างชัชวาลไม่มีทางยอมเสี่ยงหากไม่เห็นโอกาสชนะ แม้ว่าจะบริหารงานกันคนละส่วน แต่ก็ย่อมมีเรื่องเกี่ยวข้อง ชัชวาลสร้างฐานเสียงมาหลายปี คนหนุนหลังก็มีมาก เส้นทางการเป็นนายกก็เหมือนจะปูพรมแดงรอเดินไปรับตำแหน่งเท่านั้น ก็ไม่จำเป็นจนถึงขั้นต้องมาพึ่งพาเจ้าแม่

   “ที่ผมมาวันนี้ก็อยากจะขอให้แม่กับหนูตะเพียนช่วยๆ พูดกับชาวบ้านให้หน่อยน่ะครับ”

   “จะให้ฉันพูดในนามใครหรือคะ” ตะเพียนทองถามไปตรงๆ เรื่องนี้คงละเอียดอ่อนเกินกว่าจะมานั่งเกรงใจกัน เธอเองก็ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา คำพูดของเธอมีผลกระทบเสมอ หากดีก็ย่อมมีคนสรรเสริญ แต่หากร้ายให้โทษทำคนเดือดร้อน ความน่าเชื่อถือของเจ้าแม่จะเสื่อมลง ข้อนี้เธอเห็นจะยอมให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ หากเลี่ยงได้เธอก็จะเลี่ยงให้ไกลที่สุด

   คนเราหากดีจริงก็ต้องมีความตั้งมั่นตั้งใจ นี่ยังไม่ทันไรก็จะมาขอให้เจ้าแม่ช่วย เห็นจะต้องปฏิเสธกันให้ชัดเจนไปได้ม่ต้องมาหมางใจกันทีหลัง แต่อันที่จริงกำนันชัชวาลก็ไม่เคยศรัทธาเจ้าแม่อยู่แล้ว เหตุใดจึงคิดมาให้เจ้าแม่ช่วย ฮึ! น่าขัน

   “ฉันก็ไม่ได้หวังจะรบกวนเจ้าแม่หรอก แต่หากท่านช่วยฉันก็พร้อมสมนาคุณอย่างงามจ้ะ”

   อ้อ...ตั้งใจเอาเงินฟาดหัวเจ้าแม่กันเลยทีเดียว กล้ามาก

   ตะเพียนทองหลุบตามองมือซ่อนความคิดที่อาจสะท้อนออกมาจนอีกฝ่ายมองเห็น นี่ไงล่ะทุกอย่างที่ทำมาตั้งแต่แรกอาจนับรวมไปถึงชวินมาเยี่ยมเธอด้วยเลยก็ได้ ทุกการกระทำมีราคาเสมอและตอนนี้ชัชวาลก็กำลังยื่นข้อเสนอแสนงามให้เธอ น่าขำชะมัด เจ้าแม่ตะเพียนทองไม่เคยรับเงินสินบน!

   ครอบครัวนี้ความจำเสื่อมกันใช่ไหมถึงลืมหมดว่าเคยปฏิเสธเธออย่างไรบ้าง ลืมไปแล้วว่าการเป็นร่างทรงจะไม่ช่วยส่งเสริมหน้าที่การงานของลูกชาย อย่าว่าแต่เจ้าแม่เลย ตัวเธอเองก็คงจะรับของสมนาคุณก้อนโตไม่ได้หรอก มันผิดกฎ!

   “ฉันกับยายก็ช่วยตามสิทธิ์ตามเสียงที่มีจ้ะ แต่จะให้ไปชักนำชี้แนะคนอื่นคงจะไม่ได้ คนเราทุกคนก็มีสิทธิ์เท่าๆ กัน”

   “โก่งค่าตัวรึไง”

   “ยัยวัน!” ชัชวาลตวาดลูกสาว นัยน์ตาดุดัน พลางหันมายิ้มเฝื่อนๆ “ฉันต้องขอโทษแทนลูกสาวด้วย ไม่รู้จักโตเลยไอ้เด็กคนนี้”

   “ไม่เป็นไรหรอกกำนัน” ยายรัญจวนตอบแทนหลานสาว แล้วสอนอย่างคนที่โตกว่า “คนเราถ้าซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง รักก็บอกรัก เกลียดก็บอกเกลียดตรงๆ อย่างนี้มันก็ดี จะได้คุยกันเข้าใจง่ายๆ ก็เป็นอันว่าฉันกับหลานรู้แล้วว่ากำนันมาเพื่อการใด แต่ในฐานะคนโตคงต้องยืนยันตามที่ตะเพียนพูดนั่นแหละ เจ้าแม่ของเราศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งเกินกว่าจะต้องมาวุ่นวายเป็นหัวคะแนนให้ใคร คนเราถ้าดีจริงก็ไม่ต้องกลัวไปหรอกชาวบ้านเขาก็ไม่ได้หูหนวกตาบอดรู้เห็นว่าเราทำคุณประโยชน์อะไรไว้บ้าง เขาคงไม่เลือกคนที่จะมาทำให้คุณภาพชีวิตเขาแย่ลงหรอก แต่ยังไงฉันก็อวยพรให้กำนันโชคดีนะ อ้อ...อีกอย่างหนึ่ง”

   ผู้สูงวัยปรายตามองดวงชีวันแล้วยิ้มมุมปาก

   “นังหนูนี่ถ้าใจเย็นลงซักนิด รู้จักคิดก่อนพูดมากกว่านี้อีกซักหน่อยชีวิตมันจะดีมาก ผู้หญิงเรานะต่อให้สวย เก่ง หรือฉลาดขนาดไหน หากไม่รู้จักสำรวม ไม่มีกิริยามารยาท สิ่งดีงามที่มีอยู่ก็จะถูกลดค่าลง หัดเย็นให้เป็นชีวิตก็จะมีความสุขมากขึ้น”


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 28, 2016, 11:12:02 PM โดย มะนอแน่ »