ผู้เขียน หัวข้อ: จักรพรรดิดวงใจ บทที่ 1 ความกังวล  (อ่าน 1047 ครั้ง)

Narina

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 11
    • ดูรายละเอียด
จักรพรรดิดวงใจ บทที่ 1 ความกังวล
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2014, 10:54:50 PM »
บทที่ 1  ความกังวล

ความเงียบของรัตติกาลกลางป่าลึกของบุรินทราราชนอกจากเสียงหริ่งเรไรที่ส่งเสียงตามธรรมชาติแล้ว
ในตอนนี้ยังมีเสียงแตกเปรี๊ยะของไม้ที่กำลังเผาไหม้ตัวเองเพื่อให้ความอบอุ่นกับชายหนุ่มสองคนที่นั่งล้อมรอบกองไฟเล็ก ๆ
ซึ่งนอกจากจะให้ความอบอุ่นในเวลาที่ราตรีคืบคลานเข้ามาแล้วยังเป็นครัวชั้นเลิศอีกด้วย
ตรงหน้าของทั้งสองคนมีปลาที่ถูกเสียบไม้ย่างส่งกลิ่นหอมฉุยอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าคงจะเป็นอาหารมื้อค่ำของทั้งคู่

ในขณะที่ชายหนุ่มหน้าเข้มจมูกโด่งเป็นสันคนหนึ่งขะมักเขม้นพลิกปลาที่อยู่บนกองไฟ แต่ชายอีกคนหนึ่งที่หน้าตาคมสันไม่แพ้กันกลับเอนกายมองอย่างสบายอารมณ์

“เจ้านี่เก่งจริง ๆ นะองค์ชายขัตติยรัฐแห่งบุรินทราราช จับปลาในลำธารเจ้าก็ทำได้”   

ชายหนุ่มที่อยู่ในเสื้อผ้าป่านสีขาวใบหน้าเรียวยาวและดวงตาคมกริบสีน้ำตาลเข้มไม่ต่างไปจากผมสีน้ำตาลของเจ้าตัวเท่าใดนัก
เอ่ยปากบอกชายหนุ่มผมดำขลับที่กำลังนั่งจดจ่อกับปลาย่างตรงหน้าซึ่งนั่งไม่ห่างกัน ชายหนุ่มผมดำที่ถูกเรียกว่าองค์ชายขัตติยรัฐดูท่าทางจะไม่พอใจทันทีที่ได้ยิน
ดวงตาดำดุจดั่งนิลดูแวววับขึ้นมาในทันที มือข้างที่ถือเศษไม้ไว้เขี่ยไฟถูกยกขึ้นชี้หน้าอีกฝ่ายทันที

“บอกเจ้าตั้งหลายหนแล้วนะ ธันยธรณ์ว่าอย่ามาเรียกข้าว่าองค์ชายแบบนี้ เวลาที่อยู่นอกปราสาท หรือว่าเจ้าชอบให้ข้าเรียกเจ้าว่าองค์ชายธันยธรณ์แห่งจุฑามัณฑ์รัฐบ้าง”

น้ำเสียงเจ้าเล่ห์ที่ออกจากปากชายผมดำหน้าตาคมคายทำให้อีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ

“เจ้านี่ก็แปลกจริง ๆ ขัตติยรัฐอยู่สุขสบายในปราสาทก็ไม่ชอบ แอบหนีมาเที่ยวข้างนอกอยู่เรื่อย”

“ข้าเบื่อนี่ ข้าอยากอิสระอย่างเจ้า อยากอยู่บ้านท่านอาจารย์บ้าง ข้าไม่เข้าใจท่านพ่อเลยว่าทำไมถึงไม่ชอบแนวคิดของท่านอาจารย์ ข้าเลยอดเรียนหนังสือกับเจ้าเลย”

“พ่อเจ้าอาจจะไม่อยากให้เจ้าลำบากมากกว่านะ ดูข้าซิ ต้องออกมาใช้ชีวิตในป่าลำพังตั้งสามอาทิตย์แล้วนะ”

ธันยธรณ์ทำท่าเหนื่อยอ่อนเมื่อเอ่ยถึงภารกิจที่ตนเองได้รับจากอาจารย์
ขัตติยรัฐสบัดผมที่ตกลงมาปรกหน้าก่อนที่จะปักปลาที่ย่างสุกแล้วลงบนพื้นดินแล้วหันมาจ้องหน้าเพื่อนอย่างรู้ทัน

 “เจ้าลำบากมากเหรอ ข้าว่าจริง ๆแล้วเจ้าไม่ต้องมานั่งกินปลาย่างกับข้าแบบนี้หรอก เพราะกินจนพุงกางมาจากในเมืองตั้งแต่เมื่อบ่ายแล้วมากกว่ามั๊ง”

“เฮ้ย อะไรกันข้าไม่ได้ไปไหนสักหน่อย ข้าวนเวียนอยู่แต่ในป่านี่จนข้าคิดว่าไม่มีซอกมุมไหนที่ข้าไม่รู้จักแล้ว” ธันยธรณ์ปฏิเสธเสียงแข็ง

“แล้วเจ้าเข้าไปในเมืองทำไม ถ้าอาจารย์รู้ว่าเจ้าหนีออกไปขัดคำสั่งแบบนี้เจ้าอาจจะโดนทำโทษให้ต้องอยู่ในป่าอีกเดือนสองเดือนหรอกเพื่อนรัก”

“ก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่ เจ้าก็มาหาปลาล่ากระต่ายมาทำอาหารให้ข้ากินอย่างที่ทำ ๆ อยู่นี่ จะให้ข้าอยู่ในป่าเป็นปีข้าก็อยู่ได้”

ธันยธรณ์เอนตัวเอาข้อศอกเท้ากับพื้นดินอย่างสบายอารมณ์ไม่วิตกกังวลอะไรเลย

“เจ้าไม่ต้องมาแก้ตัวหรอก เจ้าก็รู้ว่าในบุรินทราราชนี่ ไม่มีอะไรที่ข้าจะไม่รู้เหมือนกันนะ”

ในขณะที่องค์ชายขัตติยรัฐพูดสายตาของเขาก็มองเลยออกไปยังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ห่างจากกองไฟเท่าใดนัก
ธันยธรณ์มองตามไปแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้เมื่อเห็นชายร่างใหญ่นั่งพิงต้นไม้ดูแลม้าสองตัวอย่างสบาย ๆ แต่ก็มีทีท่าระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา
สังเกตได้ถึงสายตาที่ดุจดั่งเหยี่ยวที่คอยมองไปรอบ ๆ บริเวณและมือที่คอยแตะดาบคู่กายที่อยู่ที่เอวเสมอ ๆ

“ก็แน่ล่ะซิเจ้ามีองครักษ์ชั้นดีอย่างภีมะคอยเป็นหูเป็นตาให้น่ะซิ”

“เจ้าก็รู้ว่าภีมะเป็นทั้งพี่ทั้งเพื่อนของข้าตั้งแต่ข้าเล็ก ๆ แล้ว ท่านพ่อไม่ยอมปล่อยให้ข้าไปไหนโดยไม่มีเขา”

“พ่อเจ้าทำถูกแล้วล่ะ เจ้าจะเป็นผู้ครองนครคนต่อไปเพราะเจ้าเป็นลูกชายคนเดียว ส่วนข้ามีพี่ชายที่เก่งกล้าสามารถที่ท่านพ่อแสนจะภาคภูมิใจที่จะให้ครองจุฑามัณฑ์รัฐต่อแล้ว
ข้าถึงได้ออกมาผจญโลกกว้างแบบไม่มีใครสนใจแบบนี้ได้ไง”

น้ำเสียงน้อยใจท้ายประโยคถูกกลบเกลื่อนทันทีหลังจากที่พูดจบ แต่ขัตติยารัฐก็สามารถรับรู้ได้ทันทีถึงความน้อยใจของเพื่อน

“ยังไงข้าก็อยากไปท่องป่ากับเจ้ามากกว่าจะไปเรียนวิชาการบ้าบอในปราสาทนะ มา ๆ มากินกันก่อนกลิ่นมันหอมยั่วใจข้าเหลือเกินแล้ว”

“ภีมะมากินได้แล้ว”

ขัตติยรัฐหันไปเรียกชายร่างใหญ่ให้มาร่วมวง ก่อนจะยื่นปลาที่หอมฉุยส่งไปให้เพื่อนตัวหนึ่ง และอีกตัวหนึ่งส่งไปให้ภีมะองครักษ์ประจำกาย ซึ่งรับมาก่อนที่จะทรุดนั่งลงมา

“ข้าชอบจังเลยธันยธรณ์ เวลาที่เราอยู่ด้วยกันแบบนี้ ไม่ต้องไปนั่งปั้นหน้าอยู่ในปราสาท ข้าไม่เชื่อใจใครสักคน มีท่านพ่อท่านแม่ เจ้า แล้วก็ภีมะเท่านั้นที่ข้าคิดว่าข้าไว้ใจที่สุด”
จริง ๆ เจ้าก็รู้ว่าข้าอยากมาอยู่ฝึกใช้ชีวิตในป่าแบบเจ้าจะแย่อยู่แล้ว ติดแต่ท่านพ่อกับท่านแม่น่ะซิ เจ้าก็รู้ว่าพ่อแม่ข้าเป็นยังไง
 ถ้าพ่อแม่ข้าเป็นอย่างพ่อแม่เจ้าข้าคงจะมีความสุขมากกว่านี้”

“กร๊อบ”

ยังไม่ทันที่ธันยธรณ์ตอบอะไร เสียงเหมือนกิ่งไม้หักดังขึ้นในความเงียบ ด้วยสัญชาติญาณการคุ้มครองที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดีภีมะกระโดดลุกขึ้นเข้าขวางหน้าขัตติยรัฐทันที 
เช่นเดียวกับธันยธรณ์ที่ชักดาบประจำกายขึ้นมาเตรียมพร้อมเช่นกัน

“ใจเย็นภีมะ ข้าโกสิกะอาจารย์ของเจ้ายังไงล่ะ”

เสียงทุ้มที่ดังขึ้นมา พร้อมกับการปรากฏตัวของผู้มาใหม่ ทำให้ทุกคนในที่นั้นดูผ่อนคลายลงทันที

“ท่านอาจารย์ท่านมาได้ยังไงนี่”

ขัตติยรัฐดูจะได้สติก่อนคนอื่น เมื่อเห็นชายสูงวัยเดินเข้ามาช้า ๆ พร้อมกับไม้เท้าประจำกาย

“เจ้าไม่ใช่ลูกศิษย์ข้าเสียหน่อยรัชทายาทแห่งบุรินทราราช” ชายแก่ผมขาวท่าทางธรรมดา ๆ เอ่ยอย่างอารมณ์ดีแต่กลับทำให้องค์ชายหนุ่มที่ถูกเอ่ยถึงหงุดหงิดขึ้นมาทันใด

“ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไม ใคร ๆ ก็ได้เป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ แม้แต่ภีมะก็ยังเป็น ยกเว้นข้าคนเดียว”

“เรื่องนี้เจ้าต้องไปถามพ่อเจ้าแล้วนะขัตติยรัฐ”

เมื่อได้ยินคำตอบกลับทำให้ขัตติยรัฐฮึดฮัดมากยิ่งขึ้นแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าอาจารย์ เขาจะโวยวายเอาแต่ใจเหมือนที่อยู่ในปราสาทไม่ได้
นอกจากจะทำหน้าตาไม่พอใจเงียบ ๆ แม้แต่ภีมะที่รู้ฤทธิ์รัชทายาทหนุ่มเป็นอย่างดียังอดยิ้มกับกริยาท่าทางของนายไม่ได้
ภีมะเดินไปจัดที่นั่งให้กับชายชราผมขาวอย่างนอบน้อมแสดงให้เห็นถึงความเคารพยำเกรงอย่างสูง

“ขอบใจนะภีมะ”

เสียงขอบใจเบาๆ แต่แฝงด้วยพลังอำนาจความเด็ดขาดดังขึ้นจากปากชายชรา ภีมะก้มลงแสดงความเคารพอีกครั้งก่อนที่จะถอยกลับไปอยู่เบื้องหลังองค์ชายทั้งสอง

“เจ้าหนีออกมาอีกแล้วหรือ ขัตติยรัฐ”

ชราชราหันไปถามชายหนุ่มผมดำหน้าตาคมเข้มที่นั่งก้มหน้าหลบสายตาเหมือนเมื่อครั้งเป็นเด็กชายที่ทำความผิดแล้วถูกจับได้ทุกครั้งจากท่านอาจารย์โกสิกะ

“ข้าไม่ได้หนีท่านอาจารย์ ข้าแค่ออกมาเยี่ยมเยียนเพื่อนรักเท่านั้น”

“แต่เจ้าก็ไม่ได้บอกพ่อกับแม่ของเจ้าใช่ไหม”

ไม่มีคำตอบจากปากของขัตติยรัฐ ท่านโกสิกะอดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้ หนุ่มน้อยสองคนในอดีตแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าบัดนี้เติบใหญ่เป็นหนุ่มฉกรรณ์แล้ว
ชายหนุ่มสองคนที่มีภาระความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่รออยู่ข้างหน้าซึ่งเขามีหน้าที่ต้องบ่มเพาะให้ต้นกล้านี้เติบใหญ่เพื่อเป็นต้นไม้ที่เป็นร่มเงาให้ประชาราษฎร์ของแต่ละแคว้น
ช่างเป็นงานที่ยากเสียนี่กระไร

องค์ชายทั้งสองคนมีนิสัยที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ขัตติยรัฐเหมือนกองไฟที่ยังไม่สามารถควบคุมพลังอำนาจของตัวเองได้ ความเอาแต่ใจ
ความใจร้อนของตัวเองมักจะทำให้กองไฟกองเล็ก ๆ กลายเป็นไฟที่ประทุออกจากภูเขาไฟพร้อมกับลาวาที่พร้อมจะสาดสัดสรรพสิ่งที่ขวางหน้าให้พินาศลงเสมอ ๆ 
ส่วนธันยธรณ์เป็นเหมือนสายลมที่พัดโชยให้ผู้คนรอบข้างเย็นกลายสบายใจ มีความโอบอ้อมอารี จนบางครั้งก็เป็นเหตุให้ตัวเองต้องพบอันตรายเสียเอง
ดังนั้นเพื่อนรักทั้งสองจึงเหมือนเป็นส่วนที่คอยเติมสิ่งที่ขาดให้กันและกันเสมอมา

ความแน่นแฟ้นระหว่างบุรินทราราชและจุฑามัณฑ์รัฐมีมาตั้งแต่ครั้งบรรพชน เริ่มต้นด้วยการสมรสกันทางการเมืองเพื่อการเป็นพันธมิตรในด้านต่าง ๆ ในรุ่นต่อรุ่น
จนในที่สุดเมืองทั้งสองก็เปรียบเหมือนเมืองพี่เมืองน้องซึ่งกันและกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นองค์ชายต่างเมืองทั้งสองรักใคร่กันดุจญาติสนิท

ในดินแดนที่ใครต่อใครขนานนามว่าไตรภาคเป็นภูมิภาคที่แปลกแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บุรินทราราชเป็นเมืองหน้าด่านก่อนจะเดินทางไปยังอีกสองเมือง
และยังเป็นทางบกทางเดียวที่จะผ่านไปยังเมืองทั้งสอง เนื่องด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นแหลมยื่นออกไปในมหาสมุทร
ดังนั้นการเดินทางระหว่างบุรินทราราชไปยังจุฑามัณฑ์รัฐจะต้องผ่านนครที่ยิ่งใหญ่และร่ำรวยที่สุดคือปัฐพินทรนคร
แม้ว่าเมืองนี้จะถูกขนาบข้างไปด้วยเมืองหน้าด่านทางการค้าทางบก และเมืองท่ายิ่งใหญ่ที่ทำการค้ากับต่างเมืองทางทะเล
แต่ปัฐพินทรนครก็อุดมไปด้วยสินแร่ต่าง ๆ และที่สำคัญที่สุดสุดคือทองคำ ซึ่งไม่มีใครที่จะมองข้ามเมืองที่คล้ายปิดตายเมืองนี้ไปได้

“ท่านอาจารย์” ขัตติยรัฐเอ่ยปากขึ้นทำลายความเงียบ

“ข้าสงสัยเป็นอย่างยิ่งในเมื่อท่านกับท่านพ่อก็เป็นสหายกันมาก่อน แต่ทำไมท่านพ่อข้าถึงทำท่าเหมือนไม่อยากไม่ค่อยชอบท่านเท่าไหร่นัก”

ท่านโกสิกะหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะทอดตามองไปยังเงามืดเบื้องหน้า

“พ่อเจ้าไม่ใช่ไม่ชอบข้าหรอกขัตติยรัฐ แต่พ่อเจ้าน่ะหัวดื้อ ข้าว่าเขาหัวดื้อกว่าเจ้าอีกนะ”

คำกล่าวนี้ดูจะถูกใจขัตติยรัฐยิ่งนักเพราะเมื่อท่านโกสิกะกล่าวจบชายหนุ่มก็ระเบิดหัวเราะอย่างถูกใจดังลั่น ทำให้ทุกคนที่เหลืออยู่อดหัวเราะตามไม่ได้เมื่อนึกไปถึงผู้ที่กำลังถูกกล่าวถึง.

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ฝันให้ไกลไปให้ถึงดวงจันทร์ หากว่าเราไปไม่ถึงเราก็ยังอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว

Narina

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 11
    • ดูรายละเอียด
Re: จักรพรรดิดวงใจ บทที่ 1 ความกังวล
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2014, 11:04:55 PM »
บทที่ 1 ตามมาแล้วนะคะ ช่วงนี้ต้องขอโทษเพื่อน ๆ และเพื่อนร่วมห้องด้วยนะคะ ที่ยังไม่สามารถตามไปอ่านของเพื่อน ๆ ได้
ภารกิจยังรัดตัวแน่นหนาอยู่ แต่พยายามจะมาลงนิยายให้สม่ำเสมอค่ะ

ถ้าว่างเมื่อไหร่คงได้ตามไปเยี่ยมเยียนเพื่อนทุกคนแน่นอนค่ะ
ฝันให้ไกลไปให้ถึงดวงจันทร์ หากว่าเราไปไม่ถึงเราก็ยังอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว

Tethys

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: จักรพรรดิดวงใจ บทที่ 1 ความกังวล
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2014, 02:26:09 PM »
ว๊าวววว แอบฟังหนุ่มๆ นั่งคุยกัน...

อึมม์ ขัตติยรัฐจะใช่คนที่ช่วยเด็กสาวไว้เมื่อบทที่แล้วหรือเปล่าหนอ เห็นว่าหนีเข้าไปในเมือง

ตามอ่านต่อนะคะ

ทาริก

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 63
    • ดูรายละเอียด
Re: จักรพรรดิดวงใจ บทที่ 1 ความกังวล
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2014, 09:04:34 PM »
นินทาพ่อตัวเอง บาปไหมเนี่ยเจ้าชาย

บีเลิฟ

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 387
    • ดูรายละเอียด
Re: จักรพรรดิดวงใจ บทที่ 1 ความกังวล
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2014, 08:53:37 PM »
รออ่านบทต่อไปครับ ;D

Narina

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 11
    • ดูรายละเอียด
Re: จักรพรรดิดวงใจ บทที่ 1 ความกังวล
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 15, 2014, 03:34:54 AM »
@ คุณTethys ดีใจจังที่อ่านแล้วรู้ว่าเป็นคนไหนที่หนีเข้าเมือง ปัญหาในการเขียนของตัวเองคือ เป็นคนที่อธิบายอะไรไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ขนาดพูดคนยังฟังไม่เข้าใจ แล้วมาเขียนแบบนี้กลัวคนอ่านจะไม่เข้าใจหนักไปใหญ่

@ คุณทาริก จุ๊ ๆๆ อย่าไปบอกใครซิคะ องค์ชายอุตส่าห์หนีไปนินทาในป่าแล้ว คงบาปไม่มากหรอกมั๊ง

@ คุณบีเลิฟ  รออ่านบทต่อไปอีกนานนนนนนนค่ะ 55555
ฝันให้ไกลไปให้ถึงดวงจันทร์ หากว่าเราไปไม่ถึงเราก็ยังอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว

คุณพีทคุง

  • นักข่าว
  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 47
    • ดูรายละเอียด
    • คนเขียนฝัน พิธันดร
Re: จักรพรรดิดวงใจ บทที่ 1 ความกังวล
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: มีนาคม 02, 2014, 07:47:56 PM »

อ้าว ขัตติยรัฐเหรอฮะที่ไปช่วยเด็กสาว นายมะโรงจังนึกว่าธันยธรณ์ซะอีก