ผู้เขียน หัวข้อ: สาธิมา บทที่ 6  (อ่าน 266 ครั้ง)

PEA555

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 49
    • ดูรายละเอียด
สาธิมา บทที่ 6
« เมื่อ: เมษายน 26, 2016, 09:41:33 PM »
บทที่ ๖
เคยมีบางคนกล่าวเอาไว้ว่า ความรักนั้นเปรียบเหมือนผีเสื้อ บางครั้งเราตามหาแต่ก็ไม่พบเจอมัน แต่บางทีมันกลับมาหาเราโดยไม่ทันรู้ตัว เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันในตอนนั้น

“เจ็บตรงไหนรึเปล่า” เสียงนุ้มทุ้มถามฉันด้วยความเป็นห่วง

ตอนนี้ฉันไม่รู้เลยว่าความรู้สึกเจ็บกับความรู้สึกเขินอาย สิ่งไหนมีความรุนแรงกว่ากัน ฉันเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาและนั่นมันทำให้ฉันต้องหลบสายตาคมกล้าของพี่ช้างเพราะเกรงว่าเขาจะรู้สิ่งที่อยู่ในใจของฉัน

“ไม่เจ็บค่ะ” ฉันตอบเขาด้วยเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

“ไม่เจ็บได้ยังไง เลือดออกแล้วเห็นไหม” เขาดุฉันเบาๆ

ก่อนที่ฉันจะพูดอะไร พี่ช้างก็ยกร่างเล็กๆของฉันขึ้นมาจากพื้นและอุ้มเข้ามาที่บ้านริมธารเพื่อทำการปฐมพยาบาล เขาบอกให้ฉันรออยู่ที่บ้านริมธารก่อนจะหายไปเพื่อหาอุปกรณ์สำหรับปฐมพยาบาล ฉันไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกในตอนนั้นอย่างไร มันสับสนปนเปกันไปหมด ทั้งความรู้สึกกระดากอาย วาบหวิว ความรู้สึกอบอุ่นและประทับใจ ในตอนนั้นฉันได้บอกกับตัวเองแล้วว่า เราเกิดมาเพื่อผู้ชายคนนี้

“อยากได้ดิกชันนารีเหรอ” เสียงทุ้มนุ่ม เรียกสติของฉันกลับคืนมา เขาทำแผลเสร็จตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้เพราะมัวแต่หลับตา

“ค่ะ” ฉันเงยหน้าและสบตากับเขา

“ได้ยินว่าเราไม่ได้เรียนหนังสือแล้วนี่นา จะเอาดิกชันนารีไปทำอะไรล่ะ”

ฉันมองหน้าเขาเพื่ออยากจะแน่ใจว่าสิ่งที่จะพูดออกไปจะไม่ทำให้ตัวเองต้องเดือดร้อน “ฉัน...”

พี่ช้างส่ายหน้า เขารับรู้ถึงความรู้สึกอึดอัดใจของฉัน แสดงว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนอ่อนโยนและใส่ใจกับความรู้สึกของคนอื่น “ว่าไง...ตกลงจะเอาไปทำอะไร” เขาร้องบอกด้วยใบหน้ายิ้มๆ ฉันแน่ใจแล้วว่าคำตอบที่จะพูดออกไปจะไม่นำความเดือดร้อนมาให้

“ฉันชอบอ่านหนังสือภาษาอังกฤษในห้องสมุดค่ะ แต่ก็แปลไม่ค่อยออก”
 
คิ้วหนาของพี่ช้างขมวดเข้าหากัน เขามองหน้าฉันเหมือนจะไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “เราอ่านหนังสืออะไร” ท้ายที่สุดเขาก็ต้องการพิสูจน์โดยการตั้งคำถาม

“นิยายค่ะ เรื่องเลิฟสตอรี่” ฉันตอบคำถามของเขา

“เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรล่ะ” พี่ช้างยังอยากรู้เรื่องราวในหนังสือ

“เป็นเรื่องของคู่รักที่รักกันมาก แต่พระเอกรวยและนางเอกจนค่ะ” ฉันตอบได้อย่างฉะฉาน อันที่จริงเรื่องราวในหนังสือก็คล้ายกับเรื่องราวในชีวิตของฉัน เพียงแต่ว่าจุดจบมันต่างกัน

“ถ้าอย่างนั้นดิกชินนารีเล่มนี้พี่ให้” พี่ช้างส่งดิกชันนารีเล่มเล็กให้กับฉันพร้อมๆกับรอยยิ้มที่อบอุ่น

“ขอบคุณค่ะ” ฉันกล่าวกับเขาเบาๆ
 
“ถ้าอยากได้อะไรก็บอกนะ”

“ค่ะ” ฉันตอบเขาเบาๆ และเกิดความรู้สึกตื้นตันใจ และรับรู้ว่าตนเองตกหลุมรักผู้ชายคนนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น ตอนนั้นฉันไม่ได้คิดหรอกว่าความรักจะมีอุปสรรคแค่ไหน ขอแค่ได้รักเขาฉันก็พอใจแล้ว

รถเช่าชะลอและชิดซ้ายเข้าจอดริมทางเท้าฝั่งตรงข้ามกับโรงแรม ฉันจ่ายเงินค่าโดยสารและลงจากรถเดินเข้าไปในโรงแรม ความรู้สึกหิวก่อตัวขึ้นมาเพราะเวลานี้เป็นปาเข้าไปบ่ายสองกว่าๆแล้ว ฉันตัดสินใจสั่งอาหารที่โรงแรมและตั้งใจว่าจะนั่งคิดทบทวนถึงสิ่งที่จะทำต่อไป
เพราะอะไรพี่ช้างถึงทำกับฉันอย่างนี้ ทำไมถึงแกล้งทำเป็นไม่รู้จัก ทั้งที่เมื่อก่อนเขาเคยบอกรักฉัน อะไรทำให้เขาเปลี่ยนไป หลายๆเหตุผลประเดประดังเข้ามาในสมองจนเวียนหัว ฉันค่อยๆหลับตาลงและบอกกับตัวเองว่า “ต้องใช้สติ” สิ่งที่เกิดทุกอย่างมันมีเหตุมีผลของมันเสมอ อย่าเพิ่งไปโกรธหรือน้อยใจ อารมณ์จะทำให้ประสิทธิภาพในการคิดของเราด้อยลง ฉันพยายามคิดทุกอย่างให้ออกมาเป็นเหตุเป็นผล ให้สมกับที่ตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยฉันสอบได้คะแนสูงสุดวิชาตรรกศาสตร์ ดังนั้นฉันจะต้องนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดในชีวิตจริง

เมื่อสามารถสงบสติอารมณ์ลง ฉันก็คิดได้ว่าสิ่งแรกที่จะต้องทำคือหาโอกาสอยู่กับเขาตามลำพัง ถามเขาตรงๆว่าทำไมถึงแกล้งทำเป็นจำไม่ได้ บางทีเขาอาจจะมีเหตุผลของเขาก็ได้ และที่สำคัญ จะต้องหาวิธีบอกเขาให้ได้ว่า...ฉันจริงจังกับความรักครั้งนั้นและรอเขามาตลอดสิบปี เขาจะรับผิดชอบอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนั้น

ก่อนอื่นต้องทบทวนก่อนว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันมีความเป็นมาอย่างไร ความสัมพันธ์อันลึกซึ้งเกิดขึ้นได้อย่างไร ฉันหลับตาจินตนาการถึงบ้านริมลำธารหลังนั้น งานเลี้ยงที่จัดขึ้นที่บ้านริมลำธารเพื่อต้อนรับเพื่อนของคุณพ่อพี่ช้าง ฉันจำไม่ได้แล้วว่ามีใครมาร่วมงานบ้าง รู้แต่ว่าเป็นก๊วนข้าราชการ งานนี้มีการเลี้ยงอาหารและสุราอย่างไม่อั้น เรียกว่ากินกันตั้งแต่เย็นยันเช้า ฉันเห็นว่าพี่ช้างก็เข้าไปร่วมดื่มกับกลุ่มของผู้ติดตามเพื่อนพ่อ พ่อของพี่ช้างและเพื่อนข้าราชการจะไม่ค่อยดื่มหนักเท่าไร หนักไปทางพูดคุยกันมากกว่า โดยพาะคุยกันถึงเรื่องในอดีต เหมือนเป็นการย้อนรำลึกความหลังของเพื่อนร่วมรุ่น ส่วนกลุ่มผู้ติดตามจะเน้นเรื่องการดื่มมากกว่า พี่ช้างก็นั่งดื่มในกลุ่มนี้ ฉันสังเกตุเห็นว่าเขาจะถูกคนในกลุ่มคะยั้นคะยอให้ดื่มอยู่คนเดียว ยิ่งพี่ช้างเป็นคนผิวขาว พอดื่มเข้าไปก็มีอาการหน้าแดงและนั่งไม่ตรง ตอนที่ฉันจะเข้านอนกลุ่มนี้ก็ยังไม่เลิกดื่มเลย ฉันไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมพวกผู้ชายถึงชอบกินเหล้า ทั้งรสขมและก็กินแล้วเมา ไม่เห็นมีอะไรดีสักอย่าง
 
เช้าวันรุ่งขึ้น แม่มาปลุกฉันตั้งแต่ตีห้าและบอกว่าตนเองจะต้องติดตามคณะอาคันตุกะเข้าไปในป่าล่าสัตว์ แม่บอกให้ฉันเตรียมตัวเก็บของเพราะมีคนรู้จักมาเตือนว่าพ่อกำลังเดินทางมาที่กาญจนบุรี ตอนนั้นฉันไม่เข้าใจนะว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้แม่ต้องคอยหนีพ่อ แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าเป็นเพราะพฤติกรรมของพ่อ ที่เป็นนักเลงหัวไม้ไม่ยอมทำงานทำการ เอาแต่กินเหล้าและคอยไถเงินจากแม่ ถ้าหากแม่ไม่ให้พ่อก็จะทำร้ายร่างกาย

สิ่งที่แม่ทำได้ในตอนนั้นคือพาฉันหนีไปให้ไกลจากพ่อให้มากที่สุด เพื่อความปลอดภัยของแม่และเพื่อป้องกันไม่ให้พ่อแย่งตัวฉันไปเป็นเครื่องต่อรอง

“ให้เก็บของทั้งหมดเลยเหรอแม่” ฉันถามไปแบบงงๆ เมื่อคืนทำงานจนดึกเลยยังง่วงๆอยู่

“ใช่จ๊ะ เก็บให้หมด แม่ไม่รู้ว่ามันรู้รึยังว่าเราอยู่ที่นี่” คำว่า “มัน” นั้นแม่หมายความถึงพ่อ ความรู้สึกของแม่ที่มีต่อพ่อคือโกรธเกลียดและหวาดกลัว

“แล้ว...แม่จะกลับมากี่โมง” ฉันพยายามจะทำตามที่แม่บอก ฉันเชื่อแม่ทุกอย่างเพราะไม่อยากเห็นภาพที่พ่อทำร้ายแม่อีก

“ไม่รู้เหมือนกัน น่าจะเป็นตอนเย็นๆพรุ่งนี้” แม่บอกฉันด้วยสีหน้ากังวล ก่อนที่จะออกเดินทางไปกับคณะล่าสัตว์

ฉันล้มตัวลงนอนต่อจนเจ็ดนาฬิกา แม่บ้านจึงมาเรียกกินข้าวและไปช่วยแกเก็บกวาดทำความสะอาดบ้านริมลำธาร เนื่องจากแม่กับพี่แหววได้ออกเดินทางไปกับคณะล่าสัตว์ซึ่งประกอบไปด้วยคุณพ่อของพี่ช้างและกลุ่มเพื่อนที่มาตั้งแต่เมื่อวาน ฉันเริ่มเก็บขยะทิ้งลงในถังและเก็บถ้วยจานชามมารวมไว้เพื่อจะล้างทำความสะอาด
 
“แม่นวล” เสียงเรียกของคุณนายทองคำทำให้ฉันกับคุณแม่บ้านเงยหน้าขึ้นจากงานที่กำลังทำอยู่

“ค่ะคุณนาย” ป้านวลขานรับเจ้านาย

“ฉันฝากบ้านหน่อยนะ จะเข้ากรุงเทพฯกับคุณอุไร พอดีมีญาติมาจากเมืองนอก”คุณนายทองคำแจกแจงธุระของตนเองว่าจะไม่อยู่บ้านเพราะจะเดินทางไปกับน้องสาว

“ค่ะคุณนาย พวกคุณหนูๆไปกันหมดเลยรึเปล่าคะ” ป้านวลถามรายละเอียด ฉันนั่งฟังอยู่ด้วยนึกดีใจว่าวันนี้ไม่ต้องคอยรับใช้ครอบครัวน้องสาวคุณนายทองคำคงมีเวลาเก็บของตามที่แม่สั่ง

“เหลือแต่พ่อช้างนะ หายเมารึยังก็ไม่รู้” คุณนายทองคำกล่าวก่อนที่จะเดินกลับออกไปจากบ้านริมลำธาร ฉันพลอยรับรู้ว่าพี่ช้างไม่ได้กลับกรุงเทพฯกับแม่และไม่ได้ไปล่าสัตว์กับพ่อ

วันนั้นฉันนั่งล้างถ้วยชามที่บ้านริมลำธาร ส่วนคุณแม่บ้านก็รับหน้าที่เป็นคนเก็บกวาดและจัดข้าวของในห้องให้อยู่ในสภาพเดิม พอแกทำเสร็จก็บอกฉันว่าจะไปที่ห้องครัวของบ้านใหญ่ ถ้าล้างถ้วยชามเสร็จให้ตามไปช่วยงานในครัวด้วย ฉันรับคำและรีบทำงานที่ได้รับมอบหมายก่อนจะตามไปสมทบกับคุณแม่บ้าน
 
ตอนที่ไปถึงฉันก็ได้กลิ่นอาหารลอยมาทำให้เกิดความรู้สึกหิวขึ้นมาทันที มองดูนาฬิกาก็พบว่าเป็นเวลาสิบเอ็ดนาฬิกาสามสิบนาทีแล้ว เมื่อเดินเข้าไปใกล้ก็เห็นว่าคุณแม่บ้านเพิ่งทำข้าวต้มหมูเพิ่งเสร็จ แกตักใส่ชามกระเบื้องและจัดวางบนถาดก่อนจะหันมาบอกฉัน
 
“ช่วยยกไปให้คุณช้างบนห้องนอนนะ หยิบยาแก้ปวดไปสองเม็ดด้วย” คุณแม่บ้านบอกพลางเทน้ำลงในแก้ว

“ให้ฉันไปคนเดียวจะดีเหรอป้า” ฉันหันไปถามแก ถึงแม้จะรู้สึกดีกับเขาแต่ฉันก็พอจะรู้ว่าอะไรควร ไม่ควร

“ใครว่าล่ะ ป้าไปด้วยแต่ยกของไม่ไหว” คุณแม่บ้านอธิบายให้ฉันเข้าใจ เราสองคนเดินขึ้นไปที่ห้องของพี่ช้างบนชั้นสอง เมื่อเข้าไปในห้องพบว่าเจ้าของห้องยังนอนหลับเป็นตาย เขานอนอยู่ในชุดกางเกงขาสั้นตัวเดียวทำให้ฉันรู้สึกประหม่ากับภาพที่เห็น ถึงแม้ว่าเขายังหลับอยู่ คุณแม่บ้านเข้าไปเขย่าตัวพี่ช้างแต่เขาก็ไม่ตื่นนางจึงบอกให้ฉันลงไปหาผ้าขนหนูชุบน้ำเพื่อเช็ดตัวให้เขา

ฉันวางถาดอาหารไว้บนโต๊ะหนังสือก่อนที่จะเดินลงไปที่ห้องครัวเพื่อหาสิ่งที่คุณแม่บ้านบอก ฉันรองน้ำใส่กะละมังและนำผ้าขนหนูขึ้นไปให้คุณแม่บ้าน นางเริ่มต้นด้วยการเช็ดหน้าเพื่อให้เขาหายง่วง พี่ช้างลืมตาและพยุงตัวลุกขึ้น แต่ทันใดนั้นเองเขาก็อาเจียนรดใส่ตัวคุณแม่บ้าน นางร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ กลิ่นอาหารผสมกลิ่นเหล้าที่พี่ช้างอาเจียนออกมาทำให้ฉันต้องเบือนหน้าหนี ส่วนคุณแม่บ้านไม่ต้องพูดถึง นางรีบบอกให้ฉันมาเช็ดตัวพี่ช้างแทนก่อนที่ตนเองจะลงไปชั้นล่างเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า

ฉันใช้ผ้าอีกผืนเช็ดทำความสะอาดพื้นก่อนจะค่อยๆเช็ดหน้าพี่ช้าง ตอนนี้เขาเอนหลังนอนลงไปและบอกกับฉันว่าถ้าหากนั่งแบบเดิมเขาอาจจะอ๊วกออกมาอีก ฉันพยักหน้าและค่อยๆบรรจงเช็ดทำความสะอาดที่ใบหน้าอันแสนหล่อเหลาของเขาจนเสร็จ ฉันกำลังจะลุกไปยกอาหารแต่พี่ช้างก็บอกกับฉันว่า “เช็ดตัวให้ด้วยสิ รู้สึกเหมือนจะเป็นไข้”

ฉันวางอุปกรณ์ลงและค่อยๆบรรจงเช็ดตัวเขาเริ่มจากไหล่ซ้ายของเขา และไล่ลงมาที่แขน เขานอนลืมตามองฉันตลอดเวลาจนฉันรู้สึกร้อนๆหนาวๆอย่างบอกไม่ถูก

“กลัวพี่เหรอ”

ฉันเงยหน้ามองเขาพร้อมๆกับที่เลิกคิ้วเพื่อตั้งคำถามว่าทำไมเขาคิดว่าฉันกลัว “ทำไมเช็ดเบาจัง หรือว่ารังเกียจกลิ่นเหล้า” เขากล่าวใบหน้าอมยิ้ม

“ฉันกลัวคุณอ๊วกออกมาค่ะ ไม่อยากโดนเหมือนป้านวล” ฉันพูดยิ้มๆ

พี่ช้างแกล้งหัวเราะเบาๆแก้เขินและปล่อยให้ฉันเช็ดตัวต่อไป ฉันเปลี่ยนไปเช็ดที่ไหล่ขวาของเขาเริ่มจากที่หัวไหล่และไล่ลงมาที่แขน ฉันสังเกตุเห็นแผลเล็กที่ชายโครงของเขาจึงถามเขาว่าไปโดนอะไรมา

“ไม่รู้เหมือนกัน เราทำแผลให้พี่หน่อย กล่องยาอยู่ในห้องรับแขกน่ะ” เขาขอร้อง

ฉันรีบลงมาที่ห้องรับแขกเพื่อหยิบกล่องยา ก่อนจะกลับมาทำแผลให้เขา ฉันพยายามบังคับตัวเองไม่ให้มีอาการมือสั่นเพราะความรู้สึกเขินอายที่ต้องถูกเนื้อต้องตัวเขา ตลอดเวลาที่ทำแผลให้พี่ช้าง ฉันรู้สึกว่าเขาจ้องมองฉันตลอดเวลา ถ้าหากเงยหน้าเมื่อไรจะต้องสบตากับเขาเสมอ และยามที่สบตากันมันก็เหมือนกับมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆไหลผ่านตัวฉัน เกิดความรู้สึกวูบวาบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ฉันติดพลาสเตอร์ยาเป็นสิ่งสุดท้ายสำหรับการทำแผลก่อนจะเงยหน้าสบตาคมกล้าของพี่ช้าง เขาเอื้อมมือมาแตะมือของฉันเบาๆพร้อมกับเอ่ยว่า “ขอบใจมากนะ”

“ค่ะ” ฉันตอบรับเบาๆและเดินไปยกถาดข้าวต้มจากตะหนังสือเพื่อนำมาให้เขารับประทาน พอเดินมาถึงฉันก็รู้สึกเก้ๆกังๆเพราะเดาไม่ออกว่าเขาจะทำอย่างไร “ให้วางไว้ตรงไหนคะ” ฉันหันไปถามชายหนุ่มที่นอนเปลือยท่อนบนอยู่บนเตียง

“ป้อนพี่หน่อย ให้กินเองสงสัยจะอ๊วกออกมาอีก” เขาขอร้องพร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอน ฉันเหลียวมองหาคุณแม่บ้าน แต่ไม่รู้ว่าป่านนี้ป้านวลเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จหรือยัง

“ช่วยหน่อยนะ พี่ไม่ไหวจริงๆ” พี่ช้างพูดขึ้นมาอีก

ฉันมองหน้าเขาก่อนที่จะตัดสินใจประคองให้เขาเอนหลังบนเตียงก่อนจะบรรจงป้อนข้าวต้มทีละคำ ฉันรู้สึกว่าตัวเองทำตัวไม่ถูกเลย ยามที่เขากลืนข้าวต้มลงคอดวงตาของพี่ช้างก็มองที่มาที่ฉันพร้อมๆกับส่งตาหวานให้ เหมือนกับว่าเราสองคนเป็นคนรักกัน ฉันบอกอย่างไม่อายว่าตัวเองรู้สึกเขิน รู้สึกวาบหวิวแต่ก็มีความสุขที่ได้ปรนนิบัติเขา

ฉันนำถ้วยชามลงมาล้างทำความสะอาดและคว่ำไว้บนถาด ตัวเองก็กินข้าวต้มที่เหลืออยู่พร้อมๆกับคุณแม่บ้านเป็นอาหารกลางวัน ป้านวลกับฉันกลับไปที่บ้านริมลำธารเพื่อเก็บกวาดอีกครั้ง พองานเสร็จฉันก็ปลีกตัวกลับมาที่ห้องและเริ่มต้นเก็บข้าวของลงกระเป๋า ของใช้ของฉันกับแม่มีอยู่ไม่มากนักพอที่จะบรรจุลงในกระเป๋าเดินทางสองใบ ฉันไม่ลืมหยิบดิกชันนารีที่พี่ช้างให้ไว้ใส่ลงในกระเป๋า ฉันจำความรู้สึกตอนนั้นได้อย่างชัดเจน ความรู้สึกที่ว่า ถ้าหากว่าฉันจะต้องออกจากบ้านคุณนายทองคำพร้อมกับแม่ ฉันคงจะไม่ได้เจอกับพี่ช้างอีกแล้ว มันช่างสับสนและวุ่นวายใจเหลือเกิน

ตอนเย็นคุณแม่บ้านทำโจ๊กไก่เป็นอาหารเย็นให้พี่ช้าง แกแอบหุงข้าวและตำน้ำพริกไว้ด้วย คาดว่าคงจะขาดอาหารรสจัดไม่ได้ ฉันกับป้านวลยกโจ๊กไก่ขึ้นมาที่ห้องคุณช้างและพบว่าเจ้าของห้องยังคงนอนซมอยู่บนที่นอน พี่ช้างคงจะหนาวถึงได้สวมเสื้อยืดนอนและเปิดแค่พัดลมเบาๆ ป้านวลเอามืออังหน้าผากอย่างกล้าๆกลัวๆด้วยเกรงๆพิษสงอ๊วกของชายหนุ่ม ก่อนจะบอกกับฉันว่าคุณช้างไข้ขึ้นต้องเช็ดตัวอีกครั้ง และก็แน่นอนว่าคนที่ทำหน้าที่นั้นต้องเป็นฉัน คุณช้างบอกว่าขอทานอาหารก่อนเพราะรู้สึกหิว คงเพราะมื้อกลางวันมีแค่ข้าวต้มหมูชามเดียว ยังดีหน่อยที่เขาสามารถตักโจ๊กเองได้ไม่ต้องไหว็วานให้ฉันป้อนอีก ไม่อย่างนั้นคงอายคุณแม่บ้านแน่

หลังจากที่ทานอาหารเย็นเสร็จป้านวลก็บอกให้ฉันขึ้นไปเช็ดตัวคุณช้างเพราะแกต้องออกไปทำธุระข้างนอก แม่เคยบอกว่าแกไปเล่นไพ่ที่บ้านเพื่อน ฉันรีบค้านเพราะไม่อยากขึ้นไปคนเดียว เพราะเกรงว่ามันจะไม่เหมาะ “ตอนกลางวันก็เช็ดตัวไปทีหนึ่งแล้ว ยังไม่ชินอีกรึไง” ป้านวลย้อนฉัน

“แต่ว่า...” ฉันพยายามหาเหตุผลที่จะปฏิเสธ

“ไปเถอะ ป้าต้องแวะไปซื้ออาหารแห้งด้วยเดี๋ยวร้านปิดพอดี” นางบอกแบบขอไปที

เมื่อไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ฉันจึงตักน้ำใส่กะละมังและเตรียมผ้าเช็ดตัวก่อนเดินขึ้นไปที่ห้องนอนของคุณช้าง เมื่อไปถึงฉันก็รู้สึกเบาใจนิดหนึ่งเพราะตอนนี้ชายหนุ่มนอนหลับไหลอยู่บนที่นอนด้วยความอ่อนเพลีย ขณะที่ฉันลังเลใจว่าจะกลับลงไปหรือปลุกเขาขึ้นมาเช็ดตัวดี พี่ช้างก็ลืมตาขึ้นมาและบอกกับฉันว่า “แจ๋วช่วยหยิบขอยาแก้ไข้ให้หน่อย”

ฉันถือวิสาสะเอามืออังที่หน้าผากของเขาและพบว่าอุณหภูมิร่างกายของเขาค่อนข้างสูง จึงรีบลงไปหยิบยาแก้ไข้และรินน้ำเปล่าขึ้นมาให้เขา เขากินยาเสร็จก็ส่งแก้วคืนให้ฉันและถอดเสื้อยืดที่สวมอยู่ออกไป ฉันสลัดความขวยอายทิ้งและคิดว่าควรจะเช็ดตัวให้เขาเพื่อให้พี่ช้างสร่างไข้

ฉันพยายามตั้งสติและเริ่มเช็ดจากหัวไหล่ด้านซ้ายของเขาและไล่ลงมาที่แขนก่อนที่จะเปลี่ยนไปเป็นด้านขวา จากนั้นก็เป็นส่วนลำตัวและเลยลงไปยังน่องและขา ฉันพยายามทำงานด้วยความเร่งรีบเพื่อที่จะได้เสร็จเร็วๆ เขาดูสดชื่นขึ้นทันตาหลังจากที่เช็ดตัวเสร็จ

“ขอบใจมากนะ” เขาพูดขึ้นมาขณะที่ฉันกำลังเก็บของที่ใช้เช็ดตัวเพื่อจะนำลงไปข้างล่าง ฉันยิ้มและตอบเขาไปว่า “ไม่เป็นไรค่ะ”

“ฝากบอกป้านวลหน่อย พี่อยากได้นมอุ่นๆสักถ้วย” พี่ช้างบอกกับฉัน

“เอ่อ...ป้านวลไม่อยู่ค่ะ ออกไปธุระ”

“ถ้าอย่างนั้นแจ๋วอุ่นนมมาให้หน่อย” ฉันรับคำเบาๆก่อนที่จะเก็บของและลงไปอุ่นนมสดตามที่พี่ช้างต้องการ

ฉันยกนมสดอุ่นๆมาให้พี่ช้างบนห้อง น่าแปลกใจที่เขายังไม่สวมเสื้อยืดแต่ปล่อยให้ท่อนบนของร่างกายเปลือยเปล่า เขารับนมแก้วนั้นไปดื่มและบอกให้ฉันรอเก็บแก้วลงไปด้วย ฉันแอบถอนหายใจที่ภาระกิจในวันนี้กำลังจะจบภายในไม่กี่นาทีข้างหน้า อีกสักครู่ฉันคงได้นอนพักผ่อนบ้าง

เขายื่นมือส่งแก้วนมเปล่ามาให้และฉันก็ยื่นมือไปรับเอาไว้ แต่พี่ช้างกลับปล่อยมือจากแก้วและจับมือของฉันแทน ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขาเพื่อปรามและบอกให้เขาปล่อยมือฉัน แต่พี่ช้างกลับยิ้มและทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

“ปล่อยฉันเถอะค่ะ”

“พี่ไม่ปล่อย...” พี่ช้างพูดพร้อมๆกับยิ้มล้อเลียน

ฉันดึงมือและแก้วเปล่ากลับด้วยความแรงจนแก้วนมหลุดมือหล่นไปบนพื้น ฉันกำลังจะหันหลังเพื่อออกจากห้องนอนของเขาแต่พี่ช้างก็ใช้มือซ้ายดึงมือแนกลับมา ฉันพยายามสลัดแขนเพื่อให้พ้นจากการเกาะกุมของเขาแต่แล้วก็รู้สึกว่ามือขวาของเขาเอื้อมมาช้อนที่เอวคอดของฉัน

ฉันพยายามดิ้นแต่ดูเหมือนว่าตัวเองจะตกอยู่ในอ้อมกอดของเขาเสียแล้ว ตอนนั้นฉันคิดว่าจะต้องใช้สติปัญญาเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขันนี้ให้ได้จึงเงยหน้าบอกกับเขาด้วยน้ำเสียงที่น่าสงสาร “พี่ช้าง...ปล่อยฉันเถอะค่ะ” แทนที่เขาจะปล่อยหรือตอบอะไรกลับมา พี่ช้างกลับบดริมฝีปากลงมาที่ปากบางๆของฉันแทน...

PEA555

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 49
    • ดูรายละเอียด
Re: สาธิมา บทที่ 6
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2016, 12:40:51 PM »
จบไม่ทันแรลลี่ แต่ไฟในการเขียนนิยายเริ่มติดแล้วครับ ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยอ่านช่วยแนะนำครับ