ผู้เขียน หัวข้อ: เล่ห์รัก ลวงหัวใจ ตอนที่ 2  (อ่าน 884 ครั้ง)

ทาริก

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 63
    • ดูรายละเอียด
เล่ห์รัก ลวงหัวใจ ตอนที่ 2
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2014, 10:27:46 PM »
บรรยากาศยามบ่ายในร้านไก่ทอดภายในเซ็นทรัลปิ่นเกล้าดูเรื่อยๆ ที่ว่าเรื่อยๆ ก็คือมีลูกค้าอยู่เต็มร้าน ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์หรือวันนักขัตฤกษ์ใดๆ แม้แต่วันปกติเช่นวันนี้ ช่วงเวลาบ่ายร้านไก่ทอดก็เต็มไปด้วยลูกค้า
สรุปก็คือคนไทยนิยมอาหารชนิดนี้และสามารถเข้ามาอุดหนุนได้เสมอโดยไม่ต้องสนเรื่องเวลาอาหารของตนเอง

“แล้วทำไมแกไม่ถามนังนั่นเองวะ?” เพื่อนสนิทของเขาตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงขุ่นหลังจากที่เขาเล่าเรื่องทั้งหมดให้เธอฟังจนจบ

วนัสนิ่วหน้า เขาไม่ชอบเลยที่วินดาใช้สรรพนามแบบนี้ แม้จะรู้สึกมานานแล้วว่าเพื่อนสนิทของเขาไม่เคยชอบวิตรีเลยก็ตาม

“เรียกแบบนั้นอีกแล้ว ตรีไม่ใช่นั่งนั่นนะโว้ย”

 “เออ..” วินดาทำหน้าขัดใจ “แล้วทำไมแกไม่ถามนังตรีเองให้รู้เรื่องไปเลยล่ะวะ”

ไม่นังนั่นก็นังตรี วนัสถอนหายใจ “ฉันไม่กล้า”

“อ้าว ทำไมล่ะ?”

เสียงของวินดาดังจนลูกค้าร้านไก่ทอดโต๊ะข้างๆ หันมามอง เขาไม่ชอบเลยกับการมานั่งคุยเรื่องสำคัญในร้านแบบนี้ โต๊ะนั่งมันอยู่ใกล้กันเกินไป ไม่มีทางที่คุยอะไรกันไปจะไม่มีคนอื่นได้ยิน บางที ถ้อยคำโฆษณาน่าจะติดอยู่หน้าร้านบ้างก็คงดีว่า
 
‘ไก่ทอด.....ความลับที่คุณสัมผัสได้’

“ฉันไม่กล้า”

“งั้นฉันถามให้เอาไหม?”

วนัสโบกมือ “ไม่ต้องเลย”

วินดาพิจารณาใบเสร็จในมือ “ไอ้ที่เขียนว่า ศัลยกรรมตกแต่งทางนารีเวช มันอาจจะแปลว่ามะเร็งระยะสุดท้ายก็ได้นะ”

เขานิ่วหน้า “ตรีไม่เคยเป็นโรคเว้ย ไม่อย่างนั้นจะตรวจร่างกายตอนเข้าทำงานผ่านได้ยังไง”

“แล้วทำไมแกไม่กล้าถามแม่นั่นไปตรงๆ เลย”

ระหว่างแม่นั่นกับนังนั่น คำไหนฟังดูจงเกลียดจงชังมากกว่ากันนะ “ฉันไม่อยากให้ตรีโกรธ ถ้าเธออยากให้ฉันรู้ เธอก็ต้องบอกฉันไปแล้วสิ นี่ที่เธอไม่บอกฉันเพราะเธอไม่อยากให้ฉันรู้”

“งั้นแกก็ไม่ต้องอยากรู้สิ ในเมื่อเขาไม่อยากให้รู้”

เป็นข้อเสนอที่ง่ายๆ มาก ทำไมเขาคิดแบบวินดาไม่ได้นะ วนัสส่ายศีรษะ “ฉันอยากรู้น่ะสิ นี่แหละปัญหา”

“แกจะอยากรู้ไปทำไม” วินดาถามขณะแทะไก่ทอดชิ้นสุดท้ายใจจานของตัวเอง มืออีกข้างของเธอลามมายังไก่ในจานของเขาด้วย วนัสปล่อยเพื่อนสาวตามสบาย เขาไม่ชอบอาหารแบบนี้เท่าไหร่นัก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผู้หญิงที่ส่วนใหญ่กลัวอ้วนแต่กลับชอบของทอดแบบนี้นักหนา

“เป็นแกจะอยากรู้ไหม ว่าแฟนป่วยเป็นโรคอะไรอยู่”

วินดาส่ายหน้า “ไม่อยากรู้หรอก ถ้าอย่างที่แกคิดว่าในใบเสร็จจ่ายเงินไปขนาดนี้ก็แปลว่าเป็นโรคร้ายแรงแล้วล่ะก็ แกคิดว่าคนป่วยเป็นโรคร้ายแรงขนาดจ่ายตั้งห้าแสน จะไม่มีอาการให้เห็นเลยเหรอวะ”

“อาจจะหายไปแล้วก็ได้”

“ไม่มีทางหรอก โรคอะไรจะหายขาดชะงัดได้ขนาดนั้น ฉันมองไปมุมอื่นมากกว่า”

“มุมอะไร?”

“แกดูชื่อโรคสิ ศัลกรรมตกแต่งทางนารีเวชรึ” วินดายื่นใบเสร็จคืนให้เขา “โรงพยาบาลปิ่นเจริญ ที่นี่เก่งในเรื่องศัลยกรรมมากกว่า ฉันว่าสุดที่รักของแกไปทำศัลกรรมมาแหงแซะ ไม่งั้นไม่สวยผิดมนุษย์มนาขนาดนั้นหรอก แกสังเกตดีๆ สิ”

วนัสอึ้งไป “ไม่มีทางหรอก เพราะความสวยนี่แหละทำให้ฉันเคยถามตรีแล้วเรื่องนี้ เธอยืนยัน กล้าสาบานด้วยซ้ำว่าสวย
ด้วยธรรมชาติ ไม่เคยผ่านมีดหมอเลย”

วินดาเบะปาก “ผู้หญิงที่ไหนมันจะกล้าบอกกันวะ รอแกมีลูกกันเดี๋ยวก็รู้ ถ้าลูกออกมาขี้เหร่ก็แปลว่าแม่มันเคยขี้เหร่มาก่อนนั่นแหละ ไม่ต้องสงสัยเลย”

“อาจจะขี้เหร่เหมือนฉันก็ได้” วนัสเถียง

วินดาจ้องหน้าเขา “แกไม่ได้ขี้เหร่หรอก ดูดีด้วยซ้ำ”

เขาย่นคิ้ว “ชมฉันแปลกๆ”

สีหน้าของวินดาเปลี่ยนไปวูบหนึ่ง “ฉันพูดเล่นโว้ย เออ ขี้เหร่เพราะแกนั่นแหละ”

“ฉันควรทำไงดี”

“อยากรู้ก็สืบเอาสิ”

เขาทำท่าครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ก็อยากทำแบบนั้นนะ แต่ฉันไม่มีเวลา แกก็รู้ว่างานฉันเยอะขนาดไหน”

“คงไม่ได้หมายความว่าให้ฉันสืบให้หรอกนะ?”

วนัสยิ้ม


เธอเลยต้องมานั่งแกร่วอยู่นี่

ให้ตายสิ...

วินดาระบายลมหายใจพรูออกมา ท่ามกลางความวุ่นวายในศูนย์อาหารภายในศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กับราดหน้าที่เย็นชืดในจานตรงหน้า ชาเขียวที่พร่องไปครึ่งขวด กับความเบื่อๆ เซ็งๆ คนเดียวที่โต๊ะอาหารใกล้ทางเดิน ทั้งๆ ที่โต๊ะอื่นเบียดเสียดกันแทบจะทุกโต๊ะ มีคนที่ไม่รู้จักกันมาขอร่วมโต๊ะด้วยในหลายๆ จุด แต่กับโต๊ะเธอ มีวินดานั่งอยู่คนเดียว

คงเพราะใบหน้าบอกบุญไม่รับหรือแสดงอารมณ์ได้ชัดเจนว่าเบื่อโลกใบนี้จนแทบอยากจะระเบิดทิ้งไปให้รู้แล้วรู้รอดก็ได้ ถึงไม่มีใครกล้าแหยมมาขอนั่งร่วมโต๊ะกับเธอ

เธอไม่น่ารับปากไอ้วนัสเลย วินดารู้สึกเซ็งตัวเองที่สุด หญิงสาวรุ้สึกอึดอัดทุกครั้งเวลาที่หมอนั่นชวนเธอพูดคุยถึงเรื่องของวิตรี ดูท่าเขาจะรู้ดีอยู่เหมือนกันกับท่าทีแสดงออกของเธอที่แสนจะชัดเจนว่าเธอไม่ชอบวิตรี วนัสเองพักหลังๆ ก็พยายามเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงแฟนตัวเองต่อหน้าเธอ ยกเว้นเวลาที่มีปัญหา เพราะหมอนั่นไม่มีใครซึ่งเขาจะกล้าพอที่จะระบายเรื่องราวใดๆ ที่เป็นเรื่องส่วนตัวได้เหมือนกับพูดกับวินดา วนัสไม่เคยมีเพื่อนสนิท อาจจะมีบ้าง เพื่อนที่ทำงานของเขาที่ชื่อชัย แต่ก็ดูเหมือนวนัสก็ยังไม่เคยคุยเรื่องส่วนตัวกับชัยเลยสักครั้ง

คิดถึงตรงนี้ ถ้าแข่งกันระหว่างเธอกับชัย วนัสคงไว้ใจเธอมากกว่า เธอชนะ แล้วไงล่ะ สุดท้ายเธอคือคนที่หมอนั่นมาระบายได้ทุกเรื่องเวลาที่เขามีปัญหา เวลาที่เดือดเนื้อร้อนใจ พอวินดาช่วยขบคิดหาทางคลี่คลายให้ หมอนั่นก็กลับไปมีความสุขเหมือนเดิม แต่ไม่ใช่กับเธอ

แต่กับแม่นั่น...

เธอพยายามสลัดความคิดเรื่องนี้ออกจากหัว แต่ให้ตายเถอะ เรื่องราวเหล่านี้ก็เหมือนรังแคบนหนังศีรษะที่ต่อให้เธอจะเปลี่ยนยาสระผมเป็นยี่ห้ออะไร สุดท้ายรังแคก็กลับมาเสมอ เหมือนทาสอันซื่อสัตย์ที่ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไรก็จะไม่มีทางทิ้งเธอไปได้ เหมือนตุ๊กตาล้มลุกที่ยิ่งผลักเท่าไหร่ก็เด้งกลับมาเช่นเดิม สุดท้าย วินดาก็จำเป็นต้องยอมรับกับตัวเองด้วยความขมขื่น

ใช่ เธอแอบชอบวนัส

ไม่สิ...หลงรักเลยด้วยซ้ำ เธอหลงรักหมอนั่น มีหลายครั้งที่เห็นเพื่อนบางคน หรือในหนังวัยรุ่นส่วนใหญ่รวมไปถึงนิยายรักโรแมนติกจะเต็มไปด้วยพล็อตแบบนี้ เพราะความใกล้ชิดจึงทำให้หญิงสาวนางหนึ่งหลงรักเพื่อนสนิทของตัวเอง แต่ให้สวรรค์ลงโทษเถอะ ในหนังส่วนมากถึงมากที่สุด นางเอกมักลงเอยกับเพื่อนชายที่ตนเองแอบรัก เหตุผลก็เพราะว่า แฟนที่มีอยู่แล้วของพระเอกเกิดมีอันต้องจากกันไปเสียก่อน บางเรื่องก็เพราะนางไปมีแฟนใหม่ บางเรื่องพระเอกก็ทบทวนตัวเองแล้วก็บรรลุถึงแก่นแท้ของหัวใจได้ว่า เขาไม่ได้รักแฟนคนนั้น(ที่ปกติจะสวยและเอ็กซ์กว่านางเอกมากมายเสมอ)แต่เขารักผู้หญิงหน้าจืดๆ ห้าวๆ เหมือนตอไม้เรียบๆ ดังเช่นนางเอก

วินดาถอนหายใจ เคสเรื่องราวของเธอไม่ได้เฉียดในนิยายเลย ความจริงก็คือ วิตรีสวยกว่า อ่อนหวานกว่า มีงานการมั่นคงและเงินเดือนเยอะกว่า ที่สำคัญ แม่นั่นแสดงออกอย่างหมดเปลือกว่ารักวนัสมากกว่า

ส่วนเธอเล่า? วินดาอยากจะหากระจกสักบานมาส่องดูตัวเองในตอนนี้ จากนั้นก็ขว้างทิ้ง

เธอมีอะไร นอกจากใบหน้าเรียบเฉย กิริยากระโดกกระเดก เป็นคนซุ่มซ่าม เผอเรอ ไม่มีความรับผิดชอบ เป็นหญิงสาวอายุยี่สิบหกที่ตกงาน เป็นคนที่พูดจากระโชกโฮกฮาก ใช้สรรพนามว่าแกกับฉันเวลาพูดกับวนัส

ไม่ต้องบอกเด็กสามขวบก็รู้ว่าควรจะเลือกใคร นอกเสียจากว่าเด็กคนนั้นอยากจะลองของแปลกหรือประชดชีวิตเล่นๆ
สายตาหลายคู่หันมามองเธอหรือ ไม่หรอก วินดาพยายามกวาดสายตาไปรอบๆ ไม่มีใครสนใจเธอ ต่างคนต่างมากับเพื่อน บ้างก็มาคนเดียว บ้างมาเป็นกลุ่ม กับคนรักก็มี ผู้คนเยอะและแออัดมากราวกับว่าใครๆ ก็มาที่นี่ ช่วงวันที่ 15 ถึง 25 เป็นช่วงเวลาสำหรับงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ทีแรกวินดาไม่คิดว่าคนจะเยอะขนาดนี้ ไหนใครบอกว่าคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยแปดบรรทัดต่อคนต่อปี แล้วไอ้พวกที่หอบหิ้วกันมาพะรุงพะรังนี่มันซื้อไปรองชั้นวางทีวีหรือไง?

“ที่นั่งตรงนี้ว่างไหมครับ?”

คำถามนั้นทำให้เธอสะดุ้ง วินดาเงยหน้ามอง เห็นชายหนุ่มรูปร่างดี ผิวขาว ใบหน้าเรียวดวงตาหรี่แต่คิ้วเข้มสวมเสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนยืนถือจานข้าวราดแกงค้ำหัวเธออยู่ วินดาหันซ้ายหันขวาเหมือนพยายามยามสื่อว่าโต๊ะอื่นว่างไม่ไปนั่งล่ะคะอะไรแบบนั้น แต่สายตาที่มองมาก็ไม่ได้รู้สึกเกรงอกเกรงใจอะไร เหมือนจะส่งคำตอบมาว่า คุณลองกวาดสายตาไปรอบๆ ซิ ว่าโต๊ะอื่นๆ มันมีว่างบ้างไหม

วินดาไม่รู้จะทำอย่างไร ใจก็อยากจะคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปคนเดียว แต่ก็ปฏิเสธอย่างคนแล้งน้ำใจไม่ได้ จึงแค่พยักหน้า
หนุ่มหล่อหน้าเหมือนดาราเกาหลีใช้มือข้างที่ว่างเสยผมหนึ่งครั้งก่อนจะทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามเธอ เขาชำเลืองมองจานราดหน้าอันจืดชืดของวินดาแวบหนึ่งพร้อมด้วยรอยยิ้มที่กระตุกมุมปาก จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารของตัวเอง หลังจากนั้นเธอก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังอึดอัดเหมือนคนที่เริ่มหายใจไม่ออก เธอมองซ้ายมองขวาอีกครั้งเหมือนจะขยับขยายตัวเองออกไปเพื่อนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยคนเดียว แต่ก็ไม่มีโต๊ะไหนว่างเลย จึงตัดสินใจว่าไหนๆ ก็มาถึงงานสัปดาห์หนังสือแล้ว น่าจะเข้าไปเดินในงานสักหน่อย อันที่จริงวินดาก็เหมือนคนอื่นๆ ที่ต้องหอบหนังสือกลับบ้านด้วยน้ำหนักไม่ต่ำกว่าสิบกิโลกรัมและพร่องเงินไม่ต่ำกว่าสามพันทุกครั้ง แต่ครั้งนี้เหมือนเธอต้องการจะมาให้สมกับที่อยากมาก่อนหน้า แต่ไม่ได้มีกะจิตกะใจที่จะไปเดินเลือกเดินหาซื้อหนังสือกลับบ้านเลย

เป็นเพราะในหัวมีแต่เรื่องของหมอนั่นแท้ๆ สงสัยอะไรในตัวแฟนตัวเองทำไมไม่ถามเอาตรงๆ เลยนะ ทำไมต้องมาขอให้เธอช่วยสืบให้ ถ้าเป็นวินดาน่ะหรือ เธอโทรไปถามแม่นั่นตั้งแต่ใบเสร็จหล่นปุลงมาตรงหน้าแล้วล่ะ

ทันทีที่หญิงสาวกำลังขยับตัวลุก ชายหนุ่มแปลกหน้าก็คว้าข้อมือเธอไว้หมับ ด้วยสัญชาตญาณ เธอกระชากมือกลับอัตโนมัติ แต่หมอนั่นไม่ยอมปล่อย เขารั้งเธอให้นั่งลง เอ่ยเสียงร่าเริงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า

“รีบไปไหนล่ะคุณ นั่งลงเป็นเพื่อนกันก่อนสิ”

เอาแล้วไง!

“ปล่อยนะ มายุ่งอะไรกับฉัน” เธอพูดเสียงเข้ม แต่ก็ไม่ดังนัก กลัวคนอื่นจะได้ยินมากกว่าที่จะกลัวว่าหมอนี่เป็นคนร้าย หรือต่อให้หมอนี่เป็นพวกมิจฉาชีพจริง ต่อหน้าคนเยอะขนาดนี้คงไม่โง่พอที่จะลงมือทำอะไรเธอหรอก กระนั้นพอข้อมือโดนฉุดอยู่ก็อดใจเต้นแรงไม่ได้

“อ้าว รุจคะ ไหนว่าไม่มาไง”

เสียงใสดังขึ้นด้านหลัง วินดาหันไปดูก็เห็นหญิงสาวนางหนึ่งในชุดเดรสสีชมพู ในมือถือกระเป๋าหลุยส์ที่ท่าทางน่าจะเป็นของแท้ ส่วนมืออีกข้างทิ้งแนบลำตัวแต่แอบหยิกชายกระโปรงตัวเองเหมือนกิริยาของคนที่กำลังรอคำตอบสำคัญอยู่
ชายหนุ่มยิ้ม “ทีแรกก็ว่าจะไม่มาหรอก แต่จู่ๆ เกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา”

“แล้วรุจมากับใครคะนี่” ปลายประโยคคนถามหันมาทางเธอ วินดาพยายามส่ายหน้าเพื่อที่จะปฏิเสธว่าเธอไม่ได้เป็นอะไรกับผู้ชายที่อยู่ตรงหน้า เพราะดูท่าหญิงสาวเสียงใสคนนี้จะเข้าใจว่าเขากับเธอมาด้วยกัน แต่ไม่ทันเสียแล้ว เพราะหมอนั่นดันตอบไปว่า

“อ๋อ...ผมมากับแฟนครับ ทีแรกก็ว่าจะไม่มาแล้วล่ะ พอดีแฟนผมเขารบเร้าจะมาดูหนังสือนิยายน่ะครับ ก็เลยต้องเปลี่ยนใจ”

ปรอทพุ่งขึ้นสูงปรี้ด ให้ตายเถอะ เจอกันไม่ถึงห้านาทีหมอนี่ล้ำเส้นมาขนาดนี้เลยหรือ มันเกินไปแล้ว วินดาขยับปากจะด่าผู้ชายฉวยโอกาสคนนี้แต่เสียงใสดันแทรกขึ้นมาด้วยอาการสั่นเครือเสียก่อน

“ทีแท้รุจมีแฟนแล้วหรอกหรือคะ ทำไมแพมไม่เห็นรู้เรื่องเลย”

เขายิ้มแล้วก็หัวเราะแหะๆ อย่างน่าหมั่นไส้ “พอดีไม่ทันได้บอกน่ะครับ เราเพิ่งคบกันได้ไม่นาน”

เฮ้ยๆ  พอแล้ว วินดาไม่ทนอีกต่อไปแล้ว เธอสะบัดมือที่ถูกหมอนั่นจับไว้ออก แต่พอจะเปิดปาก หญิงสาวเสียงใสคนนั้นก็เดินจากไปแล้ว ท่าทางซึมๆ ดูออกเลยว่าแอบไปร้องไห้แน่ เป็นเพราะมุกของชายแปลกหน้าที่อยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้

“ทำไมคุณทำแบบนี้วะ!” ต้องติดห้าวนิดหนึ่ง เดี๋ยวผู้ชายจะไม่กลัวหญิงสาวร่างกายบอบบางแบบเธอ

“ผมทำอะไร?” เขาก้มลงกินข้าวหน้าตาเฉย ไอ้คนไม่มีจิตสำนึก

“ที่แอบอ้างว่าเป็นแฟนฉัน”

“อ้าว...ทำไม่ได้หรอกหรือ?” ไอ้คนไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“ก็ไม่ได้น่ะสิ มีใครมาทำแบบนี้กับคุณจะยอมไหมล่ะ?”

เขายักไหล่ เงยหน้าขึ้นมาจากจานข้าว “ก็ได้อยู่นะ ผมเป็นคนไม่เรื่องมาก”

ตบสักผัวะท่าจะดี แต่วินดาเป็นนางเอก นางเอกละครไทยต้องสงบเสงี่ยมเข้าไว้ เธอพยายามสะกดลมหายใจ ถือเสียว่าสาวเสียงใสเป็นใครก็ไม่รู้ ไม่รู้จักเธอหรอก แล้วไอ้หมอนี่ก็เป็นคนบ้า คนบ้าทำอะไรไม่ค่อยผิด เธออโหสิให้ก็แล้วกัน วินดาทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ พออารมณ์เริ่มดีขึ้นและคลายความโมโหลงเธอก็ยิ้มบางๆ แล้วก็ลุกขึ้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงของแม่พระผู้ใจบุญอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

“ฉันไปดีกว่า เมื่อกี้ยกโทษให้ อย่าไปทำแบบนี้กับคนอื่นเข้าล่ะ เดี๋ยวจะโดนตบเอา”

เขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง จ้องมองเธอด้วยสายตางงๆ เหมือนเพิ่งได้ยินวินดาเอ่ยปากขอยืมเงิน “ไม่เป็นไร ผมก็ไม่ได้ติดใจอะไร ขอบคุณนะ ลาก่อน”

แล้วเขาก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ วินดากำหมัดแน่น หมอนี่กวน...เอ่อ...กวนประสาทก็แล้วกัน ภาษาไทยวันละคำขอเสนอคำว่า กวนประสาท หมอนี่กวนประสาทเกินไปแล้ว หญิงสาวกัดฟันกรอด รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เย็นลงแม้แต่น้อย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 13, 2014, 10:11:54 PM โดย ทาริก »

Tethys

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล่ห์รัก ลวงหัวใจ ตอนที่ 2
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2014, 04:04:41 PM »
เอ๊าาาาา มุกง่ายนะ ผู้ชายแบบนี้น่าเอาถาดอาหารฟาดซะเลย  แถมกินข้าวหน้าตาเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เฮ้ออออ

บีเลิฟ

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 387
    • ดูรายละเอียด
Re: เล่ห์รัก ลวงหัวใจ ตอนที่ 2
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2014, 08:49:28 PM »
มาอ้างว่าเป็นแฟน เฉยเลย ซะงั้น ;D