ผู้เขียน หัวข้อ: กระท่อมธารพระจันทร์ บทที่ 1  (อ่าน 824 ครั้ง)

สิริเลขา

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 39
    • ดูรายละเอียด
กระท่อมธารพระจันทร์ บทที่ 1
« เมื่อ: กันยายน 07, 2016, 09:38:22 PM »
มีเรื่องที่อยู่ในโหลดองเยอะมาก แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจหยิบเรื่องนี้มาปัดฝุ่น เขียนทิ้ง ๆ ไว้ ตั้งแต่ปี 57 ผ่านมา 2 ปี ไอเดียเดิิมก็เลือน ๆ ไปเยอะเลย แต่ก็มีข้อดีคือมีไอเดียใหม่มาเติมเรื่องนี้ได้บ้าง ตั้งใจจะเอาให้จบในแรลลี่นี้ (หวังว่าจะทำได้)

บทที่ 1

ข้าวของบางส่วนถูกจัดลงในกระเป๋าไปบ้างแล้ว แต่พอฉันมองไปรอบ ๆ ตัวก็ต้องนิ่วหน้า ที่เหลืออีกกองพะเนินนี่ล่ะ จะเอาไปด้วยดีมั้ยหว่า
เฮ้อ...ฉันเกลียดการเปลี่ยนแปลง เกลียดที่สุด!
วันนี้เป็นวันลอยกระทง และฉันก็จะทึกทักเอาว่าวันนี้เป็นวันเกิดของฉัน ซึ่งจริง ๆ มันก็ไม่ผิดซะหน่อยที่ฉันจะคิดแบบนี้ ก็ฉันเกิดวันเพ็ญเดือนสิบสอง แม่เล่าให้ฟังว่าจริง ๆ แล้ววันที่หมอนัดทำคลอดฉันมันถัดไปอีกสองวัน แม่เลยทำเปรี้ยวไปลอยกระทงตั้งแต่หัวค่ำก่อน แต่ขณะที่กำลังอธิษฐานขอให้ฉันคลอดง่ายเกิดมาแข็งแรงสมบูรณ์อยู่นั้น ก็น้ำเดินปวดท้องขึ้นมาอย่างหนัก แม่บอกว่าเหมือนฉันจะรีบร้อนอยากมาดูพระจันทร์เต็มดวงด้วยยังไงยังงั้น ดีนะที่ไม่คลอดตอนอยู่ในรถ แต่พอไปถึงโรงพยาบาล เบ่งอยู่ไม่ถึงสามชั่วโมงฉันก็ออกมาอวดโฉมให้พ่อกับแม่น้ำตาไหลด้วยความปลาบปลื้มแล้ว คำอธิษฐานของแม่ได้ผลเกินคาดจริง ๆ
เพราะเกิดในคืนวันลอยกระทง แม่เลยอยากให้ชื่อของฉันมีคำที่สื่อถึงวันนี้ เลยเป็นที่มาของชื่อ อินทุวาริน...พระจันทร์และสายน้ำ
อ๊ะ...นี่ไงล่ะ หลักฐานยืนยันวันเกิดของฉัน อย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันรู้สึกดีได้บ้างเมื่ออ่านข้อมูลในสูติบัตรที่แม่อุตส่าห์เคลือบพลาสติกไว้อย่างดี
ชื่อตัว – ชื่อสกุล
ด.ญ. อินทุวาริน วิทยานนท์
เกิดเมื่อวันที่ 5 เดือน พฤศจิกายน เวลา 23.45 ตรงกับวัน พฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ปี เถาะ
แหม... ชีวิตนี้ฉันก็ไม่ค่อยจะมีเรื่องให้ภูมิใจในตัวเองมากเท่าไหร่หรอก แค่ขอปลื้มกับวันเกิดตัวเองซักหน่อย จะเป็นไรไป ฉันทึกทักเอาว่าตัวเองมีวันเกิดสองวัน คือวันที่ 5 และวันลอยกระทง (แต่ถ้าปีไหนที่วันลอยกระทงตรงกับวันที่ 5 ก็เซ็งนิดหน่อย เพราะหาเรื่องฉลองได้แค่วันเดียว)
รู้สึกแช่มชื่นขึ้นเล็กน้อย ก็ฉันมันเป็นพวกสุขนิยม อะไรที่พอจะทำให้จิตใจเบิกบานได้ฉันรับเอาไว้ในชีวิตหมดล่ะ แต่ถึงอย่างนั้นความทุกข์ที่เผชิญอยู่ตอนนี้ก็หนักหนาจนยากที่ความร่าเริงใด ๆ จะเบียดเข้ามาแทนที่ได้หมด
ไม่อยากจะเชื่อว่าชีวิตที่เดินทางผ่านเทศกาลวันลอยกระทงมาอย่างราบรื่นถึง 26 ครั้งของฉันกำลังสะดุดเข้ากับต้นไม้ใหญ่ที่ล้มตัวนอนขวางทางอย่างหน้าไม่อายเข้าให้แล้ว ช่างเป็นต้นไม้ที่ใจดำซะจริง ๆ มาขวางฉันทำไม
เจ้าต้นไม้ใหญ่นั่น ฉันก็อุปมาไปอย่างนั้นล่ะ (จะเขียนทั้งทีก็ต้องมีการเล่นโวหารภาพพจน์บ้างสิ) ไม่ใช่ต้นไม้จริง ๆ หรอก แต่เป็นคน--ชายแก่ (แก่คราวพ่อฉันเลยล่ะ) ชื่อเจ้าสัวธม นอกจากหน้าตาที่ดูดีเกินวัย 60 กับฐานะมหาเศรษฐีหมื่นล้านของเมืองไทยแล้ว ฉันก็ไม่เห็นว่าจะเป็นคนน่านิยมชมชอบตรงไหน
แต่ว่าไปแล้วฉันก็รู้สึกกระดากปากแฮะ เหมือนฉันเป็นพวกเกลียดตัวกินไข่เกลียดปลาไหลกินน้ำแกงยังไงยังงั้น เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ชอบหน้าเจ้าสัวธม แต่ธุรกิจของครอบครัวฉันซึ่งพี่ปวีณ์ พี่ชายคนเดียวของฉันบริหารอยู่ก็พึ่งพาอาศัยเจ้าสัวธมมาตลอด แต่มันก็เป็นเพราะเหตุนี้ล่ะนะ ที่พาชีวิตฉันมาเจอสภาวะที่เป็นอยู่ในตอนนี้
แม้จะรู้ดีว่าการพร่ำบ่นก่นด่าโชคชะตาไม่อาจะเปลี่ยนแปลงอนาคตที่ถูกกำหนดไว้นี้ได้ แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยระบายความอัดอั้นตันใจให้จางลงไปได้บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม กำแพงแห่งความทุกข์หนักอึ้งก็ยังสูงตระหง่านเกินกว่ามือจะยื่นขึ้นไปถึงยอดมันได้อยู่เหมือนเดิมนั่นล่ะ (ลองนึกภาพความสูง 165 เซนติเมตรของฉันและยื่นมือขึ้นไปจนสุด แต่ก็ยังห่างไกลจากขอบยอดของกำแพงปัญหาอยู่อีกหลายโยชน์ดูสิ น่าสมเพชสุด ๆ)
ใครจะไปคิดว่าเรื่องน้ำเน่าแบบนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเอง นี่มันยุคไหนกัน เค้าเลิกทาสกันไปตั้งแต่ปีมะโว้แล้วไม่ใช่หรือไง ทำไมยังมีเรื่องแม่ส่งลูกสาวไปถวายตัวให้ท่านเจ้าคุณที่มีนามว่าเจ้าสัวธม ปุณเดชาเพื่อใช้หนี้อยู่อีกด้วย (ตาแก่เจ้าเล่ห์ พี่ชายฉันให้ฉายาเจ้าสัวธมอย่างนี้)
ฉันร้องไห้กับเรื่องนี้จนเบื่อแล้วล่ะ แม้ว่าจะยังแอบมีน้ำตาซึมอยู่บ้างก็เถอะ แต่มาถึงตอนนี้แล้ว มีแต่ถูกหวยรางวัลที่หนึ่งเท่านั้นล่ะที่จะช่วยให้ฉันรอดจากเวรกรรมครั้งนี้ได้ แต่คนอับโชคอย่างฉันน่ะเหรอ ทำบุญกับกองสลากทุกงวด ไม่เคยใกล้เคียงสักรางวัล เพิ่งฝันสลายไปเมื่อไม่กี่วันนี่เอง เหลืออีกตั้งหลายวันกว่าจะถึงงวดต่อไป ถึงจะฟลุ้คถูกรางวัลขึ้นมาจริง ๆ ก็คงไม่ทันตามกำหนดที่เจ้าสัวธมสั่งมาหรอก เพราะฉันต้องไปถวายตัววันพรุ่งนี้แล้ว
แน่ล่ะ ฉันไม่ได้เต็มใจที่จะพาตัวเองไปบูชายัญสักนิด แต่หน้าอมทุกข์เหมือนคนหมดอาลัยตายอยากของพี่ปวีณ์มันคอยหลอนจนฉันคิดว่า ถ้าฉันพลอยทำหน้าเหมือนกำลังจะถูกส่งเชือดเข้าอีกคน พี่ชายฉันคงหมดกำลังที่จะแบกรับความรู้สึกผิดเข้าสักวันแน่ ๆ ดังนั้น ฉันจึงทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุดในโลก...การเสแสร้ง ฉันยิ้มให้พี่ชาย (ไม่ได้ร่าเริงเบิกบานนักหรอก นั่นจะยิ่งทำให้ดูไม่น่าเชื่อถือเข้าไปใหญ่) บอกด้วยท่าทางราวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยว่า
“อย่างน้อยไม่ต้องห่วงว่าวารินจะขึ้นคาน ไปอยู่กับเจ้าสัวธมก็ดีเหมือนกัน ไม่ต้องนั่งทำบัญชีงก ๆ ให้เหนื่อยเหมือนอยู่กับพี่วีอีกแล้ว สบายจะตาย นี่พี่ทำหน้าเศร้าเพราะเสียดายที่ไม่มีใครช่วยงานใช่มั้ย ขอโทษนะคะพี่ชาย วารินเบื่อทำงานละ ไปอยู่กับเจ้าสัวธมจะได้มีเงินเยอะ ๆ แล้วจะช็อปปิ้งลั้นลาให้ฉ่ำอุราไปเลยดีกว่า”
พี่ปวีณ์ส่ายหน้าเหมือนระอาใจกับการเล่นไม่เข้าเรื่องของฉัน แต่ช่างเถอะ อะไรที่จะทำให้บรรยากาศไม่อมทุกข์เกินไปฉันทำได้หมดล่ะ ถึงข้างในใจของฉันมันจะแห้งแล้งเหมือนต้นไม้ที่ใกล้จะตายก็ตาม
ส่วนแม่ของฉันน่ะเหรอ อืม...จะบอกว่าท่านไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนก็ไม่ถูก แต่พฤติกรรมก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าโศกเศร้าเสียใจในชะตากรรมของลูกสาวเอาซะเลย ก็ในขณะที่พี่ชายของฉันคัดค้านการส่งตัวฉันไปขัดดอกอย่างเต็มที่ แม่กลับเผด็จการออกคำสั่งที่ฉันจำใจต้องทำตามอย่างไม่มีทางเลี่ยง
“แม่น่ะแก่แล้ว แกอยากเห็นแม่ลำบาก ทำงานงก ๆ หาเงินมาใช้หนี้หรือไง ไหนจะเจ้าตัวเล็กสองตัวนั่นอีก แกไม่สงสารหลานรึยัยวาริน”
นี่ล่ะคำพูดของแม่ฉัน เจ้าตัวเล็กสองตัวที่ว่านั่นก็คือเปเป้กับป๊อปปิ้น ลูกชายวัย 7 ขวบและลูกสาววัย 4ขวบของพี่ปวีณ์
“พี่ชายเรามีบุญคุณกับแม่มากนะวาริน ความจริงตาปวีณ์จะไม่ดูแลแม่กับแกก็ได้ แต่เขาก็เห็นแก่พ่อของแก อุตส่าห์ทำงานเหนื่อยอยู่คนเดียวเลี้ยงทั้งลูกเลี้ยงทั้งแม่และส่งเสียแกจนเรียนจบ พอพี่เขาเดือดร้อนเราจะดูดายได้หรือ”
ไม่ต้องแปลกใจที่แม่ฉันจะพูดอย่างนี้ เพราะแม่ของฉันไม่ใช่แม่ของพี่ชายฉัน หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ฉันกับพี่ปวีณ์เป็นลูกพ่อเดียวกันแต่คนละแม่นั่นละ แม่ของพี่ปวีณ์เสียไปนานแล้ว และพ่อก็มาแต่งงานใหม่กับแม่ฉัน ก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขมาตลอดจนกระทั่งพ่อล้มป่วยและจากไปเมื่อตอนฉันอายุสิบหก พี่ปวีณ์ซึ่งเพิ่งเริ่มรับช่วงกิจการรับเหมาก่อสร้างของครอบครัวได้ไม่นานก็ต้องรับภาระหนัก แถมเมียที่แต่งงานกันได้ไม่กี่ปีก็หนีไปกับชู้ ทิ้งเจ้าเปเป้กับป๊อปปิ้นไว้ให้พี่ชายฉันรับผิดชอบคนเดียว
ฉันรับรู้ถึงความลำบากของพี่ปวีณ์มาตลอด และก็มุ่งมั่นที่จะช่วยงานครอบครัวอย่างเต็มที่ แต่ไอ้ความคิดที่ว่าจะเอาตัวไปขัดดอกเพื่อกอบกู้สถานะบริษัทไม่เคยอยู่ในหัวเลย ให้ตายสิ ทำไมถึงได้เกิดเรื่องบ้า ๆแบบนี้กับฉันได้นะ
ฉันไม่อยากให้พี่ชายฉันเป็นทุกข์มากไปกว่าที่เป็นอยู่ และรู้ว่าแม่เองก็คงไม่สบายใจอยู่ลึก ๆ (ค่อนข้างลึกเลยล่ะ คุณนายอินทิราแม่ของฉันน่ะซ่อนความรู้สึกเก่งจะตาย เผลอ ๆ อาจจะลืมไปเลยก็ได้ว่าจริง ๆ แล้วตัวเองรู้สึกยังไงกันแน่) ดังนั้นสิ่งที่ฉันแสดงออกต่อหน้าทุกคนก็คือแสร้งทำเป็นว่าทำใจได้ ยอมรับชะตากรรม แต่เมื่ออยู่คนเดียว ฉันหลอกตัวเองไม่ได้หรอกว่าฉันไม่เป็นไร เพราะจริง ๆ แล้วฉันเป็น...เป็นมากด้วย เพียงแค่คิดว่าจะต้องไปเป็นผู้หญิงของเจ้าสัวธม ท้องไส้ก็ปั่นป่วนจนต้องขย้อนออกมา นี่จริง ๆ นะ ฉันอ้วกเลยล่ะเมื่อคิดเรื่องนี้ขึ้นมาทีไร และมันก็ทำให้ฉันแทบจะหมดแรง จึงพยายามสั่งตัวเองให้เลิกคิดซะ ในเมื่อมันถูกกำหนดไว้อย่างนี้ ก็คงหวังพึ่งแค่ปาฏิหาริย์เท่านั้นล่ะที่จะช่วยให้ฉันหลุดพ้นไปได้
“อย่าใช้คำว่าหยิ่ง เพราะจริง ๆ แล้วแกโง่”
เสียงยัยพิชญ์สินี เพื่อนสนิทของฉันดังแว่วมาในความคิดอีกครั้ง เพื่อนคนนี้ได้ฉายาว่าแม่แก่ เพราะคอยเป็นห่วงเป็นใย เจ้ากี้เจ้าการทุกเรื่องในชีวิตของเพื่อนทุกคนในกลุ่มยิ่งกว่าแม่แท้ ๆ ของพวกเราเองเสียอีก
และเพราะความเจ้ากี้เจ้าการของยัยนี่ล่ะ ที่ทำให้ตะกอนขุ่นข้นในใจฉันฟุ้งขึ้นมาอีก ทั้ง ๆ ที่พยายามจะไม่คิดแล้ว แต่เมื่อมีอะไรไปสะกิด มันก็หยุดไม่ได้ เหมือนกับที่ฉันหลอกตัวเองไม่ได้ว่าฉันไม่เป็นอะไรนั่นล่ะ
“ไปบอกเธียร เขาไม่ยอมให้แกไปเป็นอะไรที่ทำให้แกต้องอ้วกแตกอยู่อย่างนี้แน่”
ก็นี่ยังไงล่ะ เหตุผลที่ฉันไม่ค่อยอยากจะบอกยัยสินีเรื่องเจ้าสัวธม ไม่ใช่เพราะอายหรอก แต่เพราะรู้ว่ามันจะนำฉันไปสู่บทสนทนาที่ฉันไม่อยากไปถึงต่างหาก ยัยนี่รู้ใจฉันดีอยู่แล้วว่าฉันไม่อยากพูดถึงเขา แต่กลับทรยศความเชื่อใจฉันด้วยการทะลุขึ้นมากลางปล้องเอาซะเลย ไม่มีการอารัมภบทด้วยหลังจากที่ฉันอัพเดตสเตตัสตัวเองให้ฟัง
ฉันไม่ได้หยิ่งนะ แต่...เธียรนี่นะ? ไม่มีทาง!
ดังนั้นฉันจึงเฉย ทำเป็นว่าไม่ได้ยินคำแนะนำอันมีค่านั้น แต่แม่แก่ของฉันมันยอมเบรกซะที่ไหน
“ไหนแกเคยบอกว่าไม่โกรธกันไง ทำไมฉันพูดถึงเธียรแล้วต้องเงียบด้วย นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ นะยัยวาริน ฉันเชื่อว่าแค่แกเอ่ยปาก เธียรเขาไม่มีทางปฏิเสธแกแน่”
ฉันถอนใจอย่างระอา รู้ล่ะว่ายัยสินีหวังดี แต่เชื่อว่าเพื่อนคงยังไม่เข้าใจความรู้สึกของฉันหรอก
“ฉันก็คิดว่าเขาคงไม่ปฏิเสธหรอก แต่ไม่อยากรบกวน”
“นี่...ช่วยหยิ่งให้ถูกเวล่ำเวลาหน่อย แกจะยอมไปเป็นเมียน้อยเจ้าสัวธมทั้ง ๆ ที่มีทางที่ดีกว่าเปิดกว้างรออยู่ตรงหน้าจริง ๆ น่ะหรือ”
“ไม่มีหรอกทางเปิดกว้างที่แกพูดน่ะ”
“มีสิ ก็ฉันกำลังบอกแกอยู่นี่ไง มันจะตายหรือไงถ้าไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนน่ะ”
“ไม่ตาย แต่ไม่อยากทำ” ฉันกระแทกเสียงสูงเข้าบ้าง ยัยสินีเลยเงียบ แต่สีหน้ายังบ่งบอกชัดเจนว่าไม่ยอมแพ้แน่
“พอเถอะสินี แค่นี้ยัยวารินมันก็เครียดมากอยู่แล้ว แกจะชวนทะเลาะทำไมอีก” เสียงขรึมของยัยมัทนา เพื่อนอีกคนซึ่งมาร่วมรับฟังปัญหาชีวิตของฉันในวันนี้แทรกขึ้นมา
“ฉันไม่ได้ชวนทะเลาะ แต่ช่วยหาทางออกอยู่นี่ไง แต่มันกลับโง่ หยิ่งไม่เข้าเรื่อง”
ถ้าเป็นคนอื่นฉันคงกระชากผม จับตบซ้ายตบขวาให้หน้าหันไปสี่ห้าตลบแล้วโทษฐานพูดจาไม่เข้าหู แต่นี่เป็นยัยพิชญ์สินี แม่แก่ที่เคารพรักของเพื่อน ๆ และฉันรู้ว่าทุกอย่างที่ยัยนี่พูดมาตั้งอยู่บนพื้นฐานความหวังดีเป็นห่วงเป็นใยต่อฉันจากใจจริง ฉันเลยเก็บไม้เก็บมือไว้ที่เดิม
“ขอเงินเพื่อนสิบบาท มันต่างจากขอเงินเพื่อนสิบล้านมากนะ พิชญ์สินี” ฉันสงบสติอารมณ์ พูดด้วยน้ำเสียงที่มักจะใช้ยามเมื่อต้องออกไปพรีเซ้นต์งานหน้าชั้นเรียน
“ก็ไม่ได้ให้แกไปขอ แต่ให้ไปยืม” เพื่อนรักฉันเลยแย้งกลับมาด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังอภิปรายในห้องประชุมเข้าบ้าง
“ยืม?”
ฉันมั่นใจว่าสีหน้าที่แสดงออกไปนั้น ยัยพิชญ์สินีต้องคิดว่ามันคงเพิ่งบอกว่าพรุ่งนี้โลกจะแตกแน่
“เงินต้นสิบล้าน ถ้ารวมดอกจะเท่าไหร่ ชาตินี้ทั้งชาติฉันยังไม่รู้จะมีปัญญาหาได้ถึงครึ่งหรือเปล่า แกลองเสนอมาซิว่าจะให้ฉันเอาอะไรไปใช้คืน”
เงียบกันไปสักพัก ยัยมัทนาจึงพยักหน้าหงึกหงักราวกับเพิ่งรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่ฉันประกาศเมื่อครู่
“ฉันว่าฉันเข้าใจยัยวารินว่ะสินี แกไม่เข้าใจมันอย่างที่ฉันเข้าใจเหรอ”
คราวนี้ยัยแม่แก่ของฉันเกิดอาการใบ้รับประทานเข้าให้ แต่สักพักมันก็กลับมาฮึดฮัดราวกับเหตุผลที่ฉันบอกไปเมื่อครู่มันเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ฉันไม่น่าเก็บเอามาคิดเลยยังไงยังงั้น แถมยังส่งค้อนปะหลับปะเหลือกให้ยัยมัทนาที่ยืนทำท่าราวกับเป็นพหูสูตเรื่องการเข้าใจจิตใจมนุษย์อยู่ข้าง ๆ อีกด้วย แต่ก็ยังดีที่ยอมเลิกพูดประเด็นนี้ซะที ยัยมัทนาก็เลยต้องไปโอ๋ยัยสินีแทนฉันซะนี่ ตกลงใครกันแน่ที่กำลังมีปัญหา แต่ถึงอย่างนั้นยัยพหูสูตมันก็ยังอุตส่าห์หันมาปลอบฉันด้วยคำพูดที่ไม่ค่อยรื่นหูเอาซะเลย
“สมัยนี้คนเค้าฮิตมีสามีแก่ แกก็คิดซะว่าอินเทรนด์ละกัน ดูอย่างยัยจีรวรรณสิ ผัวมันน่ะอายุมากกว่าพ่อมันเองซะอีก”
ถ้ายัยมัทนามันจะจบแค่คำว่าอินเทรนด์ ไม่ยกตัวอย่างประกอบฉันจะซาบซึ้งมาก แต่ในเมื่อพูดชื่อคู่อรินัมเบอร์วันของฉันขึ้นมา ก็ช่วยไม่ได้ที่จะได้รับสายตาพิฆาตจากทั้งฉันและยัยพิชญ์สินีไปโดยปริยาย
“คิดได้ไงให้ดูยัยนิมโฟเป็นตัวอย่าง ถอนคำพูดเลยยัยมัท”
นิมโฟ คือฉายาที่เพื่อนผู้หญิงในกลุ่มฉันเรียกยัยจีรวรรณ มันมาจากชื่อเต็ม ๆ คือ นิมโฟมาเนีย หรือโรคขาดผู้ชายไม่ได้ แรงไหมล่ะพวกฉัน แต่ทั้งนี้ก็เป็นเพราะพฤติกรรมล่าแต้มที่ยัยจีรวรรณมันอวดอ้างสรรพคุณออกมาเองหรอกนะ พวกเพื่อน ๆ ถึงได้มีมติเป็นเอกฉันท์ตั้งฉายานี้ให้ แต่เราไม่เคยไปพูดกันนอกกลุ่มให้ใครได้ยินหรอก ถึงจะเกลียดขี้หน้ากันแค่ไหน แต่ก็รู้ขอบเขตดี ขืนไปพูดสุ่มสี่สุ่มห้าจะซวยโดนฟ้องฐานหมิ่นประมาทได้น่ะสิ และพวกเราก็ไม่มีใครใช้คำนี้กับยัยจีรวรรณกันพร่ำเพรื่อหรอก ยิ่งยัยพิชญ์สินียิ่งน้อยครั้งที่จะหลุดปากออกมา แต่วันนี้ถึงขนาดเรียกศัตรูหมายเลขหนึ่งว่า ‘นิมโฟ’ ล่ะก็ แปลว่าแม่แก่ของฉันยั้วะจัดแล้วล่ะ
“เออ ๆ ลืมคิดไปว่ะ โทษทีนะเพื่อน”
ฉันอาจจะรังเกียจพฤติกรรมล่าผู้ชายของยัยจีรวรรณก็จริง แต่น่าแปลกที่ฉันดันเกิดความเห็นใจที่ยัยนี่ยอมเป็นเมียน้อยนักธุรกิจต่างชาติซึ่งแก่คราวพ่อ อย่างยัยจีรวรรณไม่น่าจะยอมหยุดแค่การเป็นน้อยของใครในเมื่อยัยนี่รักอิสระและมีความสุขกับการเฟลิตไปทั่วอย่างนั้น บางทียัยจีรวรรณคงมีเหตุผลจำเป็นที่ต้องยอมสละความสุขในชีวิตบางอย่างเพื่อแลกกับอะไรที่สำคัญกว่าก็ได้
ก็คงเหมือนกับฉันในตอนนี้...

ฉันกลับไปเก็บข้าวของอีกครั้ง พยายามนึกหาเรื่องที่พอจะทำให้จิตใจร่าเริงได้บ้าง มันก็พอจะมีอยู่หรอก แต่มันน้อยเกินไปสำหรับสถานการณ์อย่างนี้ รู้อย่างนี้ฉันเก็บออมเรื่องดี ๆ ไว้ในความทรงจำให้เยอะ ๆ ก็ดีหรอก เวลาหดหู่จะได้เอาออกมาใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายไม่ต้องขัดสนอย่างตอนนี้ เฮ้อ...
ใครก็ได้ช่วยบอกทีว่านี่มันเป็นฝันร้ายเท่านั้น
ฉันทำใจไม่ได้ ต่อให้แสร้งทำเป็นเข้มแข็งต่อหน้าคนอื่น ๆ แต่ความจริงก็คือฉันยังไม่พร้อม และไม่คิดว่าจะมีวันพร้อมสำหรับสิ่งที่จะต้องเผชิญ แค่คิดก็สะอิดสะเอียน ขยะแขยงจนอยากกลั้นใจตายให้มันรู้แล้วรู้รอดไป
ร่างกายของฉัน ความสาวของฉันกำลังจะถูกสังเวยให้ชายแก่คราวพ่อคนหนึ่งอย่างนั้นจริง ๆ หรือ!
นี่ฉันจะลืมความรู้สึกแย่ ๆ บ้างสักนาทีไม่ได้เลยหรือไง ทำไมมันยากอย่างนี้นะ
กล่องไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้าใบเล็กที่วางอยู่ตรงหัวเตียงส่งกระแสจิตเรียกร้องฉันอีกครั้ง หลังจากที่ฉันพยายามปฏิเสธความปรารถนาของมันนับครั้งไม่ถ้วน ไม่สิ ไม่ใช่ความปรารถนาของกล่องไม้หรอก เป็นของฉันเองต่างหาก ฉันตั้งใจว่าจะไม่เอามันไปด้วย จะลืมมันซะ ชีวิตของฉันต่อจากนี้คงจะมีแต่คำว่าเป็นไปไม่ได้เสียแล้วสำหรับเจ้าของกล่องไม้ใบนี้...
แต่ทำไมเสียงเขาถึงยังติดแน่นอยู่ในความทรงจำฉันนักนะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 07, 2016, 09:39:54 PM โดย สิริเลขา »

noneko

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 136
    • ดูรายละเอียด
Re: กระท่อมธารพระจันทร์ บทที่ 1
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 11, 2016, 01:43:59 PM »
มาส่งกำลังใจค่ะ

บีเลิฟ

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 387
    • ดูรายละเอียด
Re: กระท่อมธารพระจันทร์ บทที่ 1
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กันยายน 11, 2016, 08:32:49 PM »
ส่งกำลังใจครับ

ม่านราตรี

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 31
    • ดูรายละเอียด
Re: กระท่อมธารพระจันทร์ บทที่ 1
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กันยายน 12, 2016, 09:25:12 AM »
ชอบชื่อเรื่องจังเลยค่ะ
เอาให้จบนะคะ
เป็นกำลังใจค่ะ
^--^

ไอวินทร์

  • นักข่าว
  • Full Member
  • *
  • กระทู้: 240
    • ดูรายละเอียด
Re: กระท่อมธารพระจันทร์ บทที่ 1
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กันยายน 12, 2016, 10:35:23 PM »
แวะมาดูโหลดอง ;D  มาๆ เขียนจบไปด้วยกันค่ะ ไม่เหงา
Licht und Schatten トーキョーグール-

ัีyuiangel21

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 21
    • ดูรายละเอียด
Re: กระท่อมธารพระจันทร์ บทที่ 1
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: กันยายน 13, 2016, 12:56:48 PM »
ชอบชื่อเรือง อีกเสียงค่ะ เชียร์ๆๆๆๆๆ นะคะ ^_^

lung_tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 384
    • ดูรายละเอียด
Re: กระท่อมธารพระจันทร์ บทที่ 1
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: กันยายน 22, 2016, 08:39:59 PM »
ชื่อเรื่องน่ารักมากค่ะ (ถ้าช่วยเว้นบรรทัดระหว่างย่อหน้าจะอ่านสบายตาขึ้นค่ะ)

สิริเลขา

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 39
    • ดูรายละเอียด
Re: กระท่อมธารพระจันทร์ บทที่ 1
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: กันยายน 24, 2016, 08:27:49 PM »
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาให้กำลังใจนะคะ
ตอบคุณ lung_tom เรื่องเว้นบรรทัด แหะ ๆ คือก็อยากทำอย่างนั้นอยู่หรอกค่ะ ถ้าพอมีเวลา แต่เนื่องจากเขียนใน ms word ซึ่งจัดหน้าไว้โอเคแล้ว แต่พอ  copy มาวางในบอร์ดนี้ค่าจัดหน้าที่ตั้งไว้มันไม่ยอมมา พยายามจัดหน้าในบอร์ดนี้แล้ว แต่ยังงง ๆ กับเครื่องไม้เครืองมือค่ะ ไม่รู้ว่ามันทำได้แบบที่จัดหน้าใน ms word หรือเปล่า ครั้นจะต้องมานั่งเคาะ นั่ง enter บรรทัดใหม่ก็ชักไม่สนุกค่ะ ก็เลยเอาแบบนี้ไปก่อนละกันเนอะ ^__^