ผู้เขียน หัวข้อ: พิมพ์รักประทับทราย บทที่ 3  (อ่าน 946 ครั้ง)

ตามฝัน

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
พิมพ์รักประทับทราย บทที่ 3
« เมื่อ: กันยายน 15, 2016, 03:43:23 PM »
บทที่ 3

ดูท่าช่วงนี้ชีวิตเขากำลังมีเคราะห์ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ มิอย่างนั้นเจ้าชายพระองค์เล็กแห่งอัคห์ราสมีหรือจะต้องตกมาเป็นผู้ต้องหาในเช้าวันนี้ ทั้งองค์กษัตริย์บีร์อา พระชายาดีล่า ท่านฟาริก คุณโมนา รุสลัน พร้อมด้วยยัยน้องพิมพ์ทรายนั้นพร้อมใจกันมองเขาเสมือนเป็นผู้ก่อการร้าย ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ก็แค่ปีนเข้าห้องไปจัดการตัวต้นเหตุที่ทำให้เขาถูกดุ แล้วทำไมทุกคนต้องทำกับเขากันอย่างนี้ด้วย ดีนะที่ไม่มีใครรู้เห็นเรื่องนี้นอกจากคามินที่ตามไปดูต้นทางให้เมื่อคืน และตอนนี้ก็กำลังยืนอยู่ด้านหลังของเขา เพราะโดนข้อหาสมรู้ร่วมคิดไปด้วย
   
ตอนนี้ฮัทเซนชักไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองโชคดีหรือโชคร้าย ที่รอดน้ำมือสองพ่อลูกราชองครักษ์แห่งบ้านเกรน คานันตั้งแต่เมื่อคืน แล้วมาเจอสถานการณ์น่าอึดอัดในตอนนี้แทน  เฮ้อ เป็นเพราะฉากเด็ดคนดังตอนที่เขากำลังทับร่างแม่เด็กสาวที่แสนจะน่ารักของทุกคนนั่นแหละ ทุกอย่างถึงได้เลวร้ายอย่างนี้

เมื่อคืนพอเขาลุกจากจากท่านั้นได้ และหันไปสบตาท่านฟาริก ทำไมจะไม่รู้ว่าองครักษ์คนสนิทของพระบิดาโกรธแค่ไหน แถมเจ้ารุสลันยังทำท่าอยากจะกระทืบเขา ถ้าไม่ติดว่ามีตำแหน่งเจ้าชายนำหน้า ป่านนี้คงโดนสองพ่อลูกราชองครักษ์มิใช่น้อย ส่วนพิมพ์ทรายพอหลุดจากเขาได้ก็รีบวิ่งไปหาคุณโมนา ทำท่าเหมือนกลัวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเสียเหลือเกิน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าที่ทุกคนจะเข้ามา ยัยตัวแสบแทบจะหักคอเขาด้วยซ้ำ

ทำไมนะความจริงข้อนี้กลับไม่มีใครเห็น แต่กลับเชื่อเสียงเจื้อยแจ้วคู่อริของเขาที่รีบบอกกับทุกคนว่า

“เจ้าชายจะตีพิมพ์อีกแล้วค่ะ โดนองค์กษัตริย์กับพระชายาเอ็ดมา ก็เลยจะมาตีพิมพ์”

ก็ยังดีที่ยัยตัวแสบบอกกับทุกคนแบบนั้น เพราะถ้าบอกว่าเขาจะปล้ำเธอ รับรองทุกคนต้องเชื่อแน่ ด้วยภาพที่เห็นสื่อได้ไม่ผิดเพี้ยน ส่วนท่านฟาริกต้องใช้ความอดทนอย่างสูงที่จะพูดกับเขาเพียงคำเดียวว่า

“เชิญเสด็จกลับพระเจ้าค่ะ”

 เจ้าของบ้านกัดฟันพูดขนาดนั้นเขาก็รีบถอยก่อนสิ กำลังจะออกจากห้องจากทางที่เข้ามาแล้วเชียว ทว่าเสียงท่านฟาริกก็สั่งเย็นยะเยือกเชียวว่า

“เชิญเสด็จกลับทางประตู นั่นมันหน้าต่างห้องนอนลูกสาวกระหม่อม”

ตอนนั้นเขาถึงกับทำสีหน้าไม่ถูก พูดได้เพียงคำว่า “เราขอโทษ” และกำลังจะออกจากบ้านหลังนั้นด้วยความสำนึกผิดแล้วเชียว ถ้าไม่เหลือบไปเห็นสีหน้าเหมือนผู้ชนะของยัยตัวแสบเข้า นี่เขาจะทำอะไรเธอไม่ได้จริงๆ เหรอ แล้วดูตอนนี้สิ ยัยน้องพิมพ์ทรายของทุกคนทำสีหน้าหงอยเป็นหมาเหงานั่งอยู่ใกล้ๆ เสด็จแม่ของเขาได้ยังไง อยากจะเข้าไปกระชากเธอออกมานัก ออกไปจากอัคห์ราสได้เลยยิ่งดี ตั้งแต่เจอหน้ากัน ชีวิตเขามีแต่เรื่อง

แล้วดูตอนนี้สิ ผู้มีอำนาจสูงสุดในอัคห์ราสก็เสียงดังขึ้นมาเพื่อตัดสินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน

“เจ้าทำอย่างนี้ได้ยังไงฮัทเซน” องค์กษัตริย์บีร์อาตรัสอย่างเกรี้ยวกราด ตั้งแต่รู้เรื่องที่ฟาริกโทรมาเล่าตั้งแต่เมื่อคืน พระองค์ก็อยากจะไปเล่นงานเจ้าลูกชายทันที แล้วดูเจ้าตัวดีสำนึกที่ไหน ยังมีหน้ามาแย้งอีกว่า
   
“เสด็จพ่อ ลูกยังไม่ได้ทำอะไร” ฮัทเซนปฏิเสธเสียงแข็ง งานนี้เขายังไม่ผิด ยังไงก็ไม่มีทางยอมรับหรอก ทว่าตัวปัญหาก็หาเรื่องมาให้เขาอีกจนได้ ดูยัยน้องพิมพ์ทรายพูดเข้า
   
“เจ้าชายก็แค่โกรธพิมพ์เพคะ ที่เป็นต้นเหตุทำให้โดนทั้งสองพระองค์ดุ ก็เลยตามไปว่าพิมพ์ถึงบ้านเท่านั้นเอง”   ฮัทเซนอยากหาอะไรมาอุดปากคนพูดมาก เพราะคำพูดของเธอทำให้เขาโดนองค์กษัตริย์เอ็ดเข้าอีกจนได้

“เจ้านี่เอาใหญ่แล้วนะฮัทเซน พ่อดุเจ้าก็อยากให้เจ้าได้คิด แล้วเจ้าทำอะไรลงไป”
   
“อย่าเอ็ดเจ้าชายเลยเพคะ เจ้าชายแค่ไม่ทันคิด” พิมพ์ทรายแก้ตัวให้

แต่สำหรับฮัทเซนเหมือนโดนหญิงสาวด่ามากกว่าที่จะช่วย และดูท่าทุกคนในห้องนี้จะพากันสงสารเธอโดยเฉพาะพระชายาดีล่าที่รีบเอ่ยปลอบ และดูเหมือนสิ่งที่เธอพูดออกมานั้นดีซะเต็มประดา
   
“โธ่ หนูพิมพ์ พี่เขาใจร้ายกับหนูขนาดนี้แล้วยังจะปกป้องเขาอีก” พระชายาดีล่าทรงปลอบเด็กสาวอย่างเอ็นดู และแน่ล่ะ สายตาดุของพระนางก็ตวัดไปมองหน้าเจ้าลูกชายที่ทำร้ายเด็กสาวที่น่ารักได้ลงคอ และพระสวาทมีก็ทรงความยุติธรรมเสมอเมื่อยกหน้าที่การติดสินใจให้กับฝ่ายถูกกระทำด้วยการประกาศว่า
   
“ท่านฟาริก ท่านจะจัดการอย่างไร ไม่ต้องเกรงใจเราหรอก ลูกเราทำผิดเราอนุญาตให้ท่านลงโทษได้ตามที่เห็นสมควร” ลูกชายของพระองค์ทำเรื่องไม่สมควร ก็ควรให้ฟาริกเป็นผู้ลงโทษโอรสร้ายกาจของพระองค์ด้วยตนเอง หากแต่ฝ่ายนั้นกลับปฏิเสธ
   
“กระหม่อมไม่ติดใจอะไรพระเจ้าค่ะ ครั้งนี้ก็ถือว่าให้แล้วกันไป ขอแค่อย่าทำอย่างนี้อีกก็พอ ลูกกระหม่อมเป็นผู้หญิง ใครรู้เห็นเข้าจะไม่ดี” ฟาริกยอมรับว่าเมื่อคืนเขาโกรธเจ้าชายหนุ่มมาก แต่พิมพ์ทรายยืนยันว่าไม่มีอะไรเกินเลยจริงๆ เจ้าชายไม่ได้ตั้งใจล่วงเกิน แต่สิ่งที่เห็นเป็นอุบัติเหตุ และเจ้าชายฮัทเซนยังอุตส่าห์เอามือมารองศีรษะลูกสาวไม่ให้กระแทกกับพื้น ความโกรธในใจของผู้เป็นพ่อจึงลดลงไปได้มาก
   
ฮัทเซนถึงกับโล่งใจเมื่อโทษของตนกำลังได้รับการอภัย แล้วองค์กษัตริย์ก็ไม่ได้คิดจะทำอะไรกับเขาอีก เพียงแต่ตรัสว่า

“เราขอบใจท่านมากฟาริกที่อุตส่าห์ปราณีเจ้าลูกชายของเรา ฮัทเซนขอบคุณท่านฟาริกเสียสิ”

“ขอบคุณครับท่านฟาริก เรื่องเมื่อคืนเราขอโทษที่ทำเรื่องไม่สมควรในบ้านท่าน” การที่ได้เห็นองครักษ์อาวุโสพยักหน้ารับคำขอโทษของเขานับว่าเป็นเรื่องที่ดี ทุกอย่างน่าจะจบลง ทว่า

คนเป็นแม่อย่างพระชายาดีล่าไม่สามารถปล่อยให้ลูกชายท่านประพฤติตนเช่นนี้แล้วลอยนวลได้ต่อไป โดยเฉพาะมาทำกับหนูพิมพ์ทรายที่น่ารักของพระนาง เจ้าลูกตัวแสบสมควรได้รับโทษ ฐานใช้กำลังรุนแรงกับเพศที่อ่อนแอเสียบ้าง มิเช่นนั้นจะติดนิสัยข่มเหงสตรีไปทำกับใครต่อใคร ดังนั้น ท่านจึงตรัสกับทุกคนที่อยู่ภายในห้องรับรองให้ได้ยินโดยทั่วกันว่า

“ท่านฟาริกไม่ลงโทษฮัทเซนก็ไม่เป็นไร เราขอบใจท่านมากที่ยังเมตตาลูกชายเรา ทั้งๆ ที่ทำผิด แต่สำหรับเราซึ่งเป็นแม่ เราจะปล่อยเจ้าลูกร้ายกาจลอยนวลไม่ได้ อย่างน้อยฮัทเซนต้องรู้ว่าการเป็นเพศที่แข็งแกร่งนั้นควรจะดูแลเพศที่อ่อนแอกว่าอย่างไร” พระนางหันไปทางพระโอรสองค์เล็ก “ฮัทเซน ต่อไปนี้เจ้ามีหน้าที่คอยดูแลหนูพิมพ์ทราย ให้เสมือนน้องสาวแท้ๆ ของเจ้า ห้ามให้น้องมีรอยแม้แต่แมวข่วน และถ้าแม่รู้ว่าเจ้าทำอะไรให้น้องไม่สบายใจขึ้นมาอีก เจ้าโดนแม่เล่นงานแน่ฮัทเซน”

“เสด็จแม่!” สั่งประหารเขาไปเลยเสียดีกว่า 

   
เจ้าชายหนุ่มได้แต่หงุดหงิดตั้งแต่ได้รับคำสั่งให้เป็นองครักษ์พิเศษดูแลยัยน้องพิมพ์ทรายจนเขาอยากจะหนีกลับฐานทะเลทรายให้รู้แล้วรู้รอด แต่รู้ดีว่าถ้าทำอย่างนั้นมีหวังพระมารดาที่โดนมนต์ดำยัยตัวแสบต้องโกรธเขายกใหญ่ แล้วถ้าพระชายาดีล่าโกรธก็เหมือนไฟไหม้วังหลวงดีๆ นี่เอง

พระมารดาของเขาปกติเป็นคนใจเย็น ใจดี โอบอ้อมอารีต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ แต่ถ้าว่าเมื่อไหร่ที่พระชายาดีล่าโกรธ รับรองเดือดร้อนทั้งวังหลวง ขนาดพระบิดาผู้มีอำนาจสูงสุดในอัคห์ราสยังไม่กล้าหือ แล้วเขาเป็นแค่ลูกชายตัวน้อยๆ จะกล้าขัดคำสั่งได้อย่างไร

แล้วคนอย่างเจ้าชายฮัทเซน ปาชา อัลชาริฟ จะต้องดูแลผู้หญิงร้ายกาจนี่นะ ให้ตายเถอะ เขาควรจะทำอย่างไรดีเนี่ย ยัยนั่นแสบไม่ใช่เล่น
   
“เสด็จพี่ซารัส ช่วยข้าด้วย” ฮัทเซนเปิดห้องทรงงานขององค์รัชทายาทที่เพิ่งกลับมาถึงเมื่อตอนสายวันนี้หลังจากเสด็จเยี่ยมประชาชนในเขตตอนใต้ของประเทศด้วยความร้อนใจ
   
เจ้าชายซารัสที่ก้มอ่านเอกสารบนโต๊ะ จำต้องเงยพระพักตร์ขึ้นมาสบตากับน้องชายร่วมสายเลือดที่ทำหน้ายุ่งเดินเข้ามานั่งตรงหน้าพระองค์

“ว่าไงฮัทเซน ทำหน้ายุ่งมาเชียว ได้รับหน้าที่พิทักษ์ลูกสาวท่านฟาริกแค่นี้ดีเท่าไหร่แล้ว ดีกว่าโดนยิงตายตั้งแต่เมื่อคืน นึกยังไงถึงได้ปีนเข้าห้องลูกสาวเขา” เจ้าชายซารัสรู้เรื่องที่ฮัทเซนทำจากรุสลันที่โทรไปฟ้องตั้งแต่เกิดเรื่อง และผลการไต่สวนรวมถึงบทลงโทษรุสลันก็เข้ามารายงานตั้งแต่เขามาถึง ซึ่งดูท่าคงงานนี้จะไม่เป็นที่ยินดีสำหรับคนถูกทำโทษซะเท่าไหร่ เจ้าตัวถึงได้ส่งเสียงโอดครวญทันที
   
“โธ่เสด็จพี่ ข้าอยากปีนที่ไหนกันเล่า จะเข้าไปเล่นงานยัยตัวแสบนั่นต่างหาก”
   
“แต่โดนเล่นงานกลับ” เจ้าชายซารัสได้แต่หัวเราะแล้วก็ส่ายหน้า ปกติเจ้าน้องชายของพระองค์นั้นเก่งทุกเรื่อง แต่มาตกม้าตายกับเรื่องง่ายๆ อย่างนี้นี่นะ
   
“เสด็จพี่หัวเราะอะไร”   

เจ้าชายซารัสได้แต่ถอนหายใจทั้งที่ใบหน้ายังเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม “เจ้าจะอะไรกันนักกันหนากับผู้หญิงเพียงคนเดียว พิมพ์ทรายออกจะน่ารัก อ่อนหวาน น้องก็ดูเป็นคนพูดง่าย อาจจะดื้อบ้าง แต่ก็นิสัยเด็กๆ”
   
ฮัทเซนได้แต่มองคนตรงหน้าอย่างเคืองๆ ว่าแล้วไหมล่ะ ในที่สุดองค์รัชทายาทแห่งอัคห์ราสก็หลงภาพลวงตาที่ยัยนั่นสร้างไว้จนได้ ก็ดูจากที่พูดถึงยัยนั่นสิ คำก็น้อง สองคำก็น้อง
   
“เสด็จพี่ก็เป็นอีกคนที่หลงภาพมายา ที่ยัยตัวแสบสร้างสินะ”
   
“เจ้าคิดมากไปรึเปล่า ภาพมายาอะไรกัน พี่เคยเห็นพิมพ์ทรายตอนตามท่านฟาริกมาเข้าเฝ้าเสด็จพ่อเสด็จแม่ตั้งแต่ก่อนที่พี่จะไปเยี่ยมชาวบ้านเสียอีก น้องก็ดูน่ารักดี มีแต่เจ้านั่นแหละที่มีปัญหา แล้วเวลาเรียกผู้หญิงนะ ให้สุภาพหน่อยฮัทเซน เดี๋ยวเสด็จแม่มาได้ยินเจ้าจะเดือดร้อน”
   
“ใช่สิ ข้าอยู่แต่ทะเลทราย หัวเดียวกระเทียมลีบ ไม่มีใครเข้าข้าง คอยดูนะ ข้าจะฉีกหน้ากากยัยน้องพิมพ์ทรายให้ทุกคนเห็นเลยว่าร้ายกาจขนาดไหน คอยดูก็แล้วกัน”
    
“เอาเวลาไปดูแลน้องให้ดีๆ เถอะฮัทเซน นั่นพี่ชายนางมาแล้ว” เจ้าชายซารัสเอ่ยเตือนเมื่อรุสลันเดินเข้ามา แล้วพระองค์ก็ได้เห็นท่าทางฮัทเซนยามเป็นเด็กเดินหน้าง้ำใส่ทั้งพระองค์และราชองครักษ์ออกไป อยากรู้แล้วสิว่าเจ้าน้องชายจะทำอย่างไรเมื่อมีน้องสาวมาให้ดูแล

   
มือน้อยคอยคลิกเมาส์เลื่อนดูข้อมูลทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ทีละบรรทัดอย่างตั้งใจ เพราะถ้าสิ่งที่เธอกลัวและกังวลขึ้นมาเป็นความจริง ศูนย์อพยพชาวลีฮาร์ที่หน่วยอาสาสมัครนานาชาติกำลังเดินทางไป จะเป็นเป้าหมายต่อไปของกบฏลีฮาร์    พิมพ์ทรายจะไม่รู้สึกยุ่งยากใจเลย ถ้าเธอไม่เกิดไปเห็นข่าวการเกิดกบฏภายในรัฐลีฮาร์เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน  ตอนนั้นหญิงสาวคิดแค่ว่านั่นเป็นเพียงเรื่องภายในประเทศที่เกิดขึ้นเหมือนหลายๆ ประเทศที่ความเห็นด้านการเมืองการปกครองไม่ตรงกัน

หากแต่แผนปฏิบัติการที่กลุ่มกบฏดำเนินการอยู่นั้น กลับทำให้เธอคิดถึงเพื่อนร่วมสถาบันอุดมศึกษาชาวลีฮาร์ที่เรียนด้วยกันที่ประเทศไทย และรู้จักในฐานะเพื่อนสนิทกลุ่มเดียวกัน จนเรียนจบไปปีกว่า ต่างคนก็แยกย้ายกันทำงาน และพิมพ์ทรายก็ไม่เคยเจอเพื่อนชาวลีฮาร์อีกเลย จนหน่วยอาสาสมัครนานาชาติที่เธอทำงานอยู่สนใจเกี่ยวกับผู้อพยพชาวลีฮาร์ และนั่นทำให้เธอต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศนี้มากขึ้น
   
และภาพข่าวที่เห็นการปฏิบัติงานของกลุ่มกบฏลีฮาร์ในครั้งนี้ ทำให้เธอสงสัยอะไรขึ้นมา เมื่อนึกไปถึงเรื่องเมื่อสามปีก่อน
   
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
   
เสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้น หญิงสาวเงยหน้าจากจอคอมพิวเตอร์แล้วเปิดหน้าเพลงสากลขึ้นมาค้างที่หน้าจอไว้พร้อมๆ กับอนุญาตให้คนที่เคาะประตูห้องเข้ามาได้
   
“เชิญค่ะ”

ผู้ที่เปิดเข้ามาคือคุณป้าโมนาที่ส่งยิ้มหวานมาแต่ไกล คุณป้าเดินเข้ามายืนใกล้เธอ ท่านเหลือบมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดค้างอยู่ ก็เห็นเป็นเพลงที่นักร้องสาวชาวตะวันตกแต่งตัววาบหวิวกำลังเต้นสุดเหวี่ยงกับบรรดาเหล่าชายหนุ่มที่ล้อมหน้าล้อมหลัง พิมพ์ทรายเห็นท่านคิ้วขมวดมุ่น เธอรู้ว่าคุณป้าไม่ชอบกับภาพที่เห็น ผู้หญิงในสายตาของท่านจะต้องเรียบร้อย อ่อนหวาน แต่ทันคน หญิงสาวจึงใช้สองมือสวมกอดท่านไว้อย่างเอาใจ
   
“ทำอะไรอยู่จ๊ะ” โมนาถามเจ้าของมือน้อยที่กอดท่านเสียงหวาน สองมือลูบผมเด็กสาวอย่างอ่อนโยน
   
“ดูอะไรเรื่อยเปื่อยค่ะ คุณป้าจะใช้อะไรพิมพ์รึเปล่าคะ”
   
“ตายจริง ทำไมพูอย่างนั้นล่ะลูก ป้าจะใช้หนูได้ยังไง”
   
“ใช้ได้ค่ะ ก็พิมพ์เป็นลูกสาวคุณป้า คุณป้าก็ต้องใช้ได้สิคะ” หญิงสาวเขยิบเก้าอี้ที่นั่งอยู่แล้วรั้งคุณป้าให้นั่งลงข้างๆ
   
“น่ารักจริงเลยลูกสาวป้า ถ้าอย่างงั้นหนูไปแต่งตัวสวยๆ นะลูกนะ เดี๋ยวเราออกไปข้างนอกกัน แล้วเลยไปทานอาหารเย็นข้างนอกกันเลย ป้าโทรไปจองโต๊ะเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวท่านฟาริกกับรุสลันจะตามไป”

หญิงสาวมองหน้าคุณป้าถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง ให้แต่งตัวสวยนี่คงไม่ได้ไปเที่ยวเฉยๆ แน่ “จะไปไหนเหรอคะ พิมพ์ไม่มีชุดสวยหรอกค่ะ”
   
“ไม่ต้องห่วงเรื่องชุดเลยลูก ป้าให้ทางร้านเขาส่งมาให้หนูแล้ว อีกสักครู่ก็คงมาถึง วันนี้ป้าจะควงลูกสาวคนเล็กไปอวดเพื่อนๆ ซะหน่อย ป้ามีประชุมเรื่องงานการกุศลที่สมาคม พอเสร็จงานแล้วเราก็จะไปทานมื้อเย็นกันนะคะ”
   
“ค่ะ” ทั้งๆ ที่ไม่อยากไปแม้แต่น้อย ไม่ได้อยากแต่งตัวสวยๆ ไปอวดใครเลยจริงๆ แต่พอเห็นท่าทางดีใจของคุณป้าโมนา พิมพ์ทรายก็ปฏิเสธไม่ลง เอานะ ไปยืนเป็นหุ่นโชว์คงไม่เป็นไร เธออยู่ที่นี่ไม่นานหรอก ถือว่าทำให้คนที่รักเธอมีความสุขก็แล้วกัน
   
   
โมนาใช้เวลาแต่งตัวให้พิมพ์ทรายไม่นาน ผลงานนางฟ้าเดินดินก็ปรากฏให้เห็น หลังจากที่จับลูกสาวแต่งหน้าแต่งตัวด้วยเดรสสีชมพูสายเดี่ยวยาวเท่าเข่า โดยมีเสื้อคลุมลายลูกไม้สวมทับอย่างน่ารัก ผมยาวสลวยของพิมพ์ทรายถูกจับเกล้ารัดครึ่งศีรษะและปล่อยลงสยายแผ่เต็มกลางหลังแลดูอ่อนหวานดังเช่นใบหน้าที่ตกแต่งด้วยเครื่องสำอางอย่างบางเบา เพียงเท่านี้ลูกสาวที่น่ารักของท่านก็สวยมากแล้ว

และจากผลงานชิ้นนี้ทำให้สายตาหลายคู่จับจ้องพิมพ์ทรายตั้งแต่เธอเดินเข้ามาในสมาคมที่โมนาเป็นสมาชิก

พิมพ์ทรายต้องคอยส่งยิ้มหวานให้กับบรรดาเพื่อนๆ ของคุณป้าที่เข้ามาทัก และผู้สูงวัยทั้งหลายพาลูกหลานมาแนะนำให้รู้จักกันและกัน ต่างอวดสรรพคุณกันยกใหญ่ว่าลูกตัวเองดีอย่างนั้น หลานตัวเองเก่งอย่างนี้ พิมพ์ทรายอยากจะลงความเห็นว่า สิ่งที่พวกท่านทั้งหลายกำลังทำกันอยู่ เป็นการข่มกันซึ่งๆ หน้านี่แหละ หญิงที่มีสายเลือดไทยจึงได้แต่ยืนยิ้มฟังเหล่าสตรีอัคห์ราสทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ยกตนข่มท่านเหมือนดูละครน้ำเน่า แต่ยังมีผู้นิยมชมกันอย่างแผ่หลาย และยังเอามาแสดงกันในชีวิตจริงเหมือนคนในสมาคมตอนนี้ 

หญิงสาวรู้สึกโชคดีที่คุณป้าโมนาไม่ได้เป็นเช่นนั้น ท่านยืนฟังเพื่อนๆ ยกเรื่องนั้น เรื่องนี้คุยอวดกันโดยมีเธอยืนอยู่ข้างๆ ถ้าใครถามเกี่ยวกับเธอ เธอก็ตอบ หรือไม่คุณป้าก็เป็นคนตอบแทน ชีวิตเธอไม่ได้หรูหรา หรือเลิศเลออะไรจนต้องพูดถึงให้มากมาย เรียนตั้งแต่ประถมจนจบปริญญาตรีก็เรียนที่ประเทศไทย ไม่ได้เหาะไปเรียนที่ตะวันตกเหมือนคนอื่นๆ ที่ยืนคุยกันถึงประเทศนั้นประเทศนี้ เวลาที่เธอเดินทางไปต่างประเทศส่วนใหญ่กับทีมอาสาสมัครนานาชาติ ก็เป็นสถานที่กันดารทั้งนั้น จะเอาอะไรมาพูดอวดเขาล่ะ หญิงสาวจึงได้แต่ยืนฟังและคอยเดินเสิร์ฟน้ำเสิร์ฟของทานเล่นให้คุณป้าโมนา และเพื่อนๆ ของท่าน คอยดูแลคุณป้าจนเพื่อนๆ ท่านหลายคนรู้สึกอิจฉาที่ลูกสาวของท่านฟาริกคอยเอาอกเอาใจโมนาเสมือนเป็นแม่แท้ๆ ของเธอ

แต่พอพิมพ์ทรายถูกดึงให้ไปรวมกับกลุ่มกับพวกรุ่นราวคราวเดียวกัน มันทำให้เธอรู้ว่าบรรดาชายหนุ่มในฝันของสาวๆ ที่นี่ พี่ชายเธอติดอันดับอยู่ด้วย มีทั้งองค์รัชทายาท ลูกชายรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และอีกคนที่เธอคิดว่าถูกจัดอันดับให้อยู่ได้อย่างไร ก็คือ เจ้าชายฮัทเซน ปาชา อัลชาริฟ คู่ปรับตัวฉกาจของเธอ นี่แสดงผู้หญิงพวกนี้คงไม่เคยเห็นเจ้าชายองค์เล็กแห่งอัคห์ราสในด้านมืดอย่างที่เธอเห็นแน่ๆ ไม่อย่างนั้นตกอันดับไปนานแล้ว

และเสียงเซ็งแซ่เมื่อเกือบประมาณหนึ่งชั่วโมงก็สงบลงเมื่อประธานการประชุมซึ่งเป็นภรรยาของรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเดินทางมาถึง ท่านประธานเดินพูดคุยกับเหล่าสมาชิกเพียงชั่วครู่ และเปิดประชุมในทันทีเมื่อถึงกำหนดการ

พิมพ์ทรายไม่ได้ทำให้โมนาขายหน้าเลยแม้แต่น้อย เมื่อประธานการประชุมเปิดโอกาสให้บรรดาลูกๆ ของสมาชิกที่ท่านเห็นว่าเป็นเด็กรุ่นใหม่ได้เสนอความเห็นในการทำงานด้านสังคมที่ทางสมาคมดำเนินการอยู่ และมันเป็นงานที่สมาชิกอาสาสมัครนานาชาติอย่างเธอถนัดเสียด้วยสิ

สาวสายเลือดไทยได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ เธอนำเสนอโครงการและวิธีการทำงาน รวมถึงหาแนวทางแก้ไขข้อผิดพลาดของโครงการที่ทางสมาคมดำเนินการไปแล้วได้อย่างดีเยี่ยม จนทุกคนในห้องประชุมชื่นชมในตัวหญิงสาวที่ไม่ได้มีเพียงแค่ความสวยอย่างเดียว แต่พิมพ์ทรายเกรน คานัน มีมันสมองในระดับดีเลิศจนทุกคนยอมรับ

กว่าการประชุมจะเสร็จเรียบร้อยก็เกือบเย็น ระหว่างทางที่เดินมาขึ้นรถเพื่อไปร้านอาหารที่จองไว้ พิมพ์ทรายรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมองเธอมาจากที่ใดที่หนึ่ง แต่เมื่อมองหากลับไม่เจอ มีเพียงสายตาแวววาวจากลูกชายของท่านประธานที่ประชุม หนึ่งหนุ่มในฝันของสาวๆ อัคห์ราสที่กำลังเปิดประตูรถให้มารดามองมาทางเธอเท่านั้น

หากแต่สายตาแบบนั้นของชายหนุ่มที่กำลังมองเธอตอนนี้ พิมพ์ทรายไม่สนหรอก เธอกำลังสนใจสายตาที่ยังหาตัวตนไม่เจอต่างหาก

noneko

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 136
    • ดูรายละเอียด
Re: พิมพ์รักประทับทราย บทที่ 3
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 30, 2016, 12:55:40 PM »
มีเคราะห์จริงๆด้วยเจ้าชาย 555