ผู้เขียน หัวข้อ: คนเหนือญาณ บทที่ ๒  (อ่าน 332 ครั้ง)

ัีyuiangel21

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 21
    • ดูรายละเอียด
คนเหนือญาณ บทที่ ๒
« เมื่อ: กันยายน 23, 2016, 06:40:20 PM »
บทที่ ๒

             ผ่านไปร่วมเดือน ชีวิตของนักพัฒนาเกมหนุ่มก็ไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งการทำบุญและการดูแลกับพัฒนาเนื้องาน ซึ่งเจ้าตัวชื่นชอบมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย เขาจึงมุ่งมั่นสร้างสรรค์ความสนุกหรรษา ทำอย่างเต็มที่เต็มความสามารถทุกชิ้นที่รับผิดชอบ
เจ้าของรูปหน้าคมสัน เพ่งนัยน์ตาคมไปที่จอสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดยี่สิบเอ็ดนิ้วครึ่ง นิ้วมือค่อนข้างเรียวเป็นระวิงกับการเคาะแป้นพิมพ์ โดยไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างรวมถึงเสียงกระแหนะกระแหนเรื่องผลงานต่างๆ ที่แว่วมาจากโต๊ะทำงานฝั่งตรงกันข้าม จนเพื่อนสนิทออกอาการรำคาญ เมื่อเดินมาถึง เพื่อชวนไปทานกลางวัน
             “นายวิน นายไม่รำคาญเสียงแมงหวี่แมงวันแถวนี้บ้างหรือยังไง” ก้องภพทักดังๆ จงใจให้ฝั่งกระโน้นได้ยินถนัดๆ แต่เจ้าของโต๊ะกลับส่ายหัว แล้วพูดว่า
             “ไม่อะ ไม่มีเวลาจะสนใจ”
             “เออ ดีว่ะ สมาธินายแน่วแน่จริงๆ ขอซูฮกเลย เป็นข้า มีหวัง ได้เขวี้ยงของกันมั่งล่ะ”
             “อือ” ชวินทร์ยังสนใจงานตรงหน้าไม่วางมือวางตา
             “อ้าว เฮ้ย รามือได้แล้ว ถึงเวลาหาของอร่อยใส่ปากใส่ท้องแล้วนา” เพื่อนซี้ว่าพลางสะกิดบ่า ทว่า สุ้มเสียงเบาๆ ก็เอ่ยเพียง
             “หนูฟ้าล่ะ”
             “บ๊ะ นายวิน ข้ายืนอยู่นี่โทนโท่ ดอดถามหาหญิง มาก็เห็นแล้วสิวะ หรือนายจะกินข้าวไม่ลง ถ้าไม่เห็นหน้านวลน้อง หือ?” ก้องภพพูดแบสะกิดเป้า เล่นเอาเจ้าตัวเงยหน้า ทำตาเขียวปั๊ดใส่ ตามด้วยถ้อยคำแดกดันจนเพื่อนซี้หัวเราะ
             “ปากนายนี่ มันน่าเอาพระบาทยัดจริงๆ พับผ่าสิ”
             “ต้องแบบนี้สิ มันถึงจะสมกับเป็นเพื่อนซี้ ไปกันเหอะ ข้าให้หนูฟ้าลงไปสั่งอาหารโปรดรอแล้วเว้ย ไม่งั้นจะรอคิวนาน บ่ายนี้ ข้ามีงานด่วน เลยต้องรีบกินว่ะ” คนรูปหน้าตี๋บอกพลางยิ้มเผล่
             “อ่อ ก็ไม่บอกเสียตั้งแต่ทีแรก เล่นสำบัดสำนวนอยู่ได้ ป่ะ ไป” ชวินทร์เหน็บเพื่อนเข้าให้อีกหนึ่งดอก แล้วเก็บอุปกรณ์บนโต๊ะ  พอเรียบร้อยก็รีบแจ้นไปร้านอาหาร
             “เฮ้ย นายวิน ทีงี้รีบแจ้นเชียวนะ

              แสงแดดร้อนฉ่าฟ้าสว่างจ้าของเวลาอาหารกลางวัน แต่ชวินทร์กลับไม่รู้สึกรู้สา ยังคงมีความสุขกับอาหารอันแสนจะธรรมดาพลางเฮฮาล้นๆ จนก้องภพชักจะขัดหูขัดตา
             “นายวิน ตกลงนายกินข้าวหรือกินกัญชา” เสียงขึ้นจมูกถาม
             “ถามอะไรของนาย ก็นั่งกินข้าวอยู่ด้วยกัน ถามมาได้” น้ำเสียงไม่ยักจะฉุนพูดติดตลก
             “เออ ก็เห็นอยู่ล่ะ แต่อาการของนาย มันเหมือนคนเมากัญชานี่หว่า” ก้องภพตักข้าวเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ส่งเสียงอู้อี้ 
             “นั่นสิ ทำไมก้องพูดแบบนั้น ฟ้าไม่เห็นวินจะแปลกตรงไหน ก็ตลกๆ เหมือนเดิมนี่นา” เลื่อมภัสสรว่า
             “แหมๆ หนูฟ้า รู้สึกว่านายวินทำอะไรก็ดีไปหมดเลยน้า” เพื่อนซี้กลืนอาหาร แล้วว่ากึ่งกระเซ้า จนคนต้นเรื่องร้อนตัว รีบเบี่ยงประเด็น ก่อนจะถูกนายก้องแบไต๋ไปมากกว่านี้
             “เฮ้ย นายก้องพูดมากมากเรื่องอยู่ได้ รีบกินๆ  เข้าเหอะ ไหนบอกว่ามีงานเร่งไง” น้ำเสียงฉุนเล็กๆ โพล่งเบาๆ แล้วก็ขำคิกคัก เมื่อเห็นเพื่อนซี้ปึ๊กตักข้าวเข้าปากแบบยัดนุ่น

            ตลอดช่วงบ่ายจนถึงบ่ายแก่ๆ ชายหนุ่มขลุกอยู่กับงานชนิดที่เรียกว่าไม่มีพักยก แม้แต่เครื่องดื่มของโปรดก็ไม่ตกถึงท้อง น้ำเปล่าก็แทบไม่ได้จิบเลย นานๆ ทีถึงจะเงยหน้า แล้วหากไม่ถึงขีดสุดจริงๆ เขาก็จะไม่ลุกจากโต๊ะไปเข้าห้องน้ำเลยด้วย เหตุที่ชวินทร์เป็นแบบนี้ ก็เพราะถ้อยคำกระแหนะกระแหนเหล่านั้นนั่นล่ะ แม้เขาจะบอกก้องภพไปว่าไม่สนใจหรือไม่ใส่ใจ แต่ถ้อยคำต่างๆ มันก็เข้าหูบ่อยเหลือเกิน จนเขาต้องการพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นจริงเห็นจังว่าเขาทำงานโดยใช้ความสามารถของตัวเอง มิใช่ เป็นเพราะมีเพื่อนสนิทเป็นถึงโปรแกรมเมอร์มือฉกาจอย่าง ‘นายก้อง’ กับเลขานุการของกรรมการผู้จัดการเช่น ‘หนูฟ้า’ 
             ว่าแล้วเลขาฯ หน้าหวานก็ย่องเข้ามาทางด้านหลังพร้อมถ้วยกาแฟควันฉุย ยืนมองคนที่ทำหน้าดำคร่ำเครียด ราวกับอยู่ในสถานการณ์บีบคั้นก็ไม่ปาน ก่อนจะวางเครื่องดื่มลงบนโต๊ะและเอ่ยอย่างพอได้ยินแค่สองคน
             “วิน พักบ้างเถอะ ฟ้าเอากาแฟมาให้จ้ะ”
             ชวินทร์ละมือ หันไปยิ้มให้เจ้าของสุ้มเสียงใส ทว่า ช่างบาดหัวใจของเขาเหลือเกิน
             “ขอบใจนะ” เขากล่าวพลางจิบเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมง่ายๆ แค่กาแฟดำใส่น้ำตาลช้อนชาเดียวเท่านั้น
            “เป็นไง รสนี้ อร่อยถูกใจหรือเปล่า”
             “อือ ถูกใจสิ ถูกใจมากเลย” คำพูดเอ่ยอย่างที่เจ้าตัวคิด แถมอยากจะบอกด้วยซ้ำว่าเขาดีใจที่เธอจดจำรสชาติเครื่องดื่มของโปรดของเขาได้
             “ฟ้าจำได้ วินชอบดื่มกาแฟดำใส่น้ำตาลแค่ช้อนเดียว ตะกี้ฟ้าลองชิมดู ยี้! ขมมากเลยอะ วินดื่มเข้าไปได้ยังไง” หญิงสาวเจื้อยแจ้วเบาๆ พลางทำสีหน้าท่าทางประกอบ ซึ่งดูน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกินในความคิดของคนมอง
             “วินชินเสียแล้วล่ะ ดื่มแบบนี้แล้วรู้สึกกระปรี้กระเปร่าดีนะ”
             “กระปรี้กระเปร่าแบบขนลุกล่ะสิ”
             “พุทโธ่ ฟ้าลองดื่มบ่อยๆ สิ แล้วจะชินไปเอง”
             “โอย ไม่เอาด้วยหรอก ฟ้าติด กาแฟรสนุ่ม แบบหวานมันพอประมาณ มันเหมาะกับฟ้าดีแล้ว”     
             ชายหนุ่มยิ้มร่า พยักหน้าหงึกๆ ยกกาแฟซดอีกอึกใหญ่
              “เฮ้อ แบบนี้ค่อยมีเรี่ยวมีแรงลุยต่อหน่อย ขอบใจฟ้ามากที่แวะเอากาแฟมาให้ ”
              "ยินดีจ้ะ วินรู้ว่าดื่มกาแฟแล้วทำให้กระฉับกระเฉง ทำไมวินถึงไม่เบรกดื่มกาแฟล่ะ” ใบหน้าหวานละมุนเต็มไปด้วยคำถามปนเป็นห่วง
             “วินลืมน่ะ อยากจะให้งานเสร็จเร็วๆ”
             “แล้วใกล้จะเสร็จหรือยัง”
             “ก็ไม่เยอะแล้วล่ะ แต่คงจะเสร็จไม่ทันเวลาเลิกงาน ถ้าไงวินฝากบอกนายก้องด้วยว่าเลิกงานแล้วไม่ต้องรอ กลับไปก่อนได้เลย”
             “โอเคจ้า ฟ้าไปเคลียร์งานก่อนนะ”
             ดวงตาคมมีประกายวิบวับยามมองร่างบางระหงผู้เดินไปทางแผนกโปรแกรมเมอร์ จากนั้นเขาก็หันไปจ้องหน้าจอคอมพ์ ลงมือลุยงานต่อไป

             เจ้าของรูปหน้าคมพกใบหน้าอิดโรยไว้กับตัว นับตั้งแต่จัดการงานชิ้นน้องๆ ยักษ์เสร็จคร่าวๆ ยังไม่ได้ตรวจทานจนขับรถคู่กายฝ่าภาวะวิกฤติรถติดหนักถึงหนักมาก เนื่องจากท้องฟ้าร้องไห้ยกใหญ่ๆ แล้วหยุดสนิท เมื่อเขาถึงบ้านกสิณกุล
                  “วิน วันนี้งานเยอะเหรอ ลูก” คุณอัมราถามบุตรชายผู้เดินเข้าบ้านหัวลอยๆ ตัวเบาโหวงเหวงและทรุดนั่งที่โต๊ะอาหารเหมือนคนหมดเรี่ยวหมดแรง
             “ครับ แม่” ชวินทร์ตอบแผ่วๆ
             “ถ้างั้นกินข้าวกินปลา แล้วก็อาบน้ำนอนเสียนะ คืนนี้อากาศเย็นๆ น่าจะนอนหลับสบาย”
             “ครับ แม่” 
             ผู้เป็นแม่กุลีกุจอสั่งแน่งน้อยให้รีบจัดสำรับ แล้วจึงไปตระเตรียมงานของตนอยู่แถวนั้น ปล่อยเจ้าของสีหน้าโรยๆ ทานอาหารเงียบๆ ครู่หนึ่งก็รวบช้อนรวบส้อม ดื่มน้ำ
             “อ้าว อิ่มแล้วหรือ วิน ทานไม่ลงเหรอ ลูก หรือว่าอาหารไม่ถูกปาก”
             “อาหารอร่อยครับ แต่ผมรู้สึกตื้อๆ ครับ แม่”
             “วิน เครียดกับงานหรือเปล่าลูก” น้ำเสียงนุ่มนวลถามแบบที่รู้จักนิสัยคนที่เลี้ยงดูมาแต่อ้อนแต่ออก
             “นิดหน่อยครับ ผมอยากจะให้มันเสร็จเรียบร้อยเร็วๆ น่ะครับ”
             “เจ้านายเร่งมากเหรอ ลูก”
             “เปล่าครับ” ชวินทร์ว่าพลางหลุบสายตามองไปทางอื่น
             “วินกังวลกับเพื่อนร่วมงานมากใช่ไหม” แล้วแม่ก็เอ่ยคำถามอันตรงกับความรู้สึกของลูกชาย
             “วิน การทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นด้วยความรวดเร็ว นั้นดีแน่นอน แต่วินอย่าลืมนะ ลูก งานของวิน เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งสารที่เรียกว่า ความสุขและความสนุก ถ้าหากคนทำชิ้นงาน ไม่มีความสุข ไม่มีความสนุก วินคิดว่า งานชิ้นนั้นๆ มันสำเร็จอย่างเต็มที่บริบูรณ์แล้วหรือ ลูก”
ถ้อยคำของแม่สะกิดความรู้สึกของชวินทร์เหลือเกิน เขามักจะลืมบ่อยๆ ถึงแก่นของเนื้องาน แก่นที่ว่า..หากงานล้นไปด้วยความสุขและความสนุก..คนเล่นก็จะมีความสุขมีความสนุกสนานไปด้วย
                  พอคุณอัมราเห็นลูกชายนิ่งเหมือนคิดทบทวนสิ่งที่พูด เธอจึงกล่าวเสริมอีก
             “พ่อกับแม่เฝ้าสอนลูกๆ ให้อยู่กับความเป็นจริงของโลก เพื่อให้รู้และสามารถรับมือกับนานาปัญหา รวมถึงทุกๆ ความรู้สึกของมนุษย์ ไม่ว่าจะ รัก โลภ โกรธ หลง หรือแม้แต่ อิจฉาริษยา จงมีสติและมั่นคง อย่าโอนเอนไปกับลมปาก คำพูดของคนไม่สามารถจะทำอะไรเราได้ หากเราไม่เก็บมันใส่ตัวใส่ใจ อีกอย่างที่แม่จะขอย้ำ..เราไม่สามารถทำให้ถูกใจใครได้ทั้งหมด แต่จงทำในสิ่งที่ถูก..ถูกที่ ถูกเวลา และถูกต้อง”
              “ผมเข้าใจแล้วครับ แม่ ผมจะไม่คิดมากและไม่เครียด ผมจะทำงานของผมด้วยความสุขครับ” ชวินทร์เอ่ยน้ำเสียงหนักแน่น
             “ดีจ้ะ ถ้าอิ่มแล้วก็ไปอาบน้ำอาบท่า เข้านอนซะ พรุ่งนี้จะได้สดชื่น”
             “ขอบคุณครับ แม่” ชายหนุ่มเข้าไปหอมแก้มอิ่มๆ ของแม่ฟอดหนึ่ง ก่อนจะขึ้นห้องนอนส่วนตัว

             ค่ำคืนที่สายลมเย็นพัดพลิ้วจนใบไม้ใบหญ้าปลิวไหวไปมาประสมความเหนื่อยล้า ทำให้เจ้าของห้องนอนริมระเบียงชั้นบนหลับสนิท พักใหญ่ๆ ชวินทร์ก็รู้สึกตัวว่ากำลังเดินดุ่ยๆ อยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งบรรยากาศดำมืด เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นอับปนกลิ่นไหม้กับกลิ่นตุๆ อย่างติดจมูกไม่รู้หายและชวนสะอิดสะเอียน  เขาก้าวไปตามเปลวแสงระเรื่อๆ กระทั่ง เดินถึงห้องโถงขนาดใหญ่ที่ค่อนข้างสว่าง แต่ก็ไม่แจ่มกระจ่างจนเห็นทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายชัดเจน
             ชายหนุ่มยืนนิ่งๆ อยู่ตรงนั้นนานพอที่หูของเขาปรับสภาพและได้ยินเสียงอื้ออึงอันจับไม่ได้ว่าเป็นเสียงคนพูด เสียงคนร้องระงม หรือเสียงโอดครวญ เพราะมันผสมปนเปกันจนฟังไม่ได้สรรพ ครั้นพยายามเพ่งโสตประสาท เขากลับได้ยินสุ้มเสียงกับถ้อยคำคุ้นหู
             “จำไว้ มีอะไรเกิดขึ้น ให้หายใจเข้าสามเฮือก”
             จบประโยค ชวินทร์ก็สะดุ้งเบาๆ พร้อมๆ กับรู้สึกถึงกระแสเพลิงจากหนไหนไม่รู้พัดมาปะทะผิวกายจนเขาร้อนวูบวาบไปทั้งตัว ชายหนุ่มสะบัดหัวสะบัดหน้า เพื่อไล่ไอร้อน กว่าชั่วระยะ เขาก็ตกใจตื่น ลุกนั่ง ใจเต้นตุบๆ หายใจหอบถี่ เหงื่อท่วมหน้า
              “อ้าว ฝันหรอกรึ” เส้นเสียงเหนื่อยๆ สบถพลางเหลือบมองบนผนัง
             “เที่ยงคืนห้านาที อีกแล้วเหรอ” ชายหนุ่มพูดกับตัวเอง แม้ในใจออกจะสงสัยอยู่บ้าง แต่เขาก็พยายามคิดในทางที่ดีว่ามันคงจะเป็นเหตุบังเอิญ จากนั้นเขาก็ลุกบิดตัวไปมา เพราะรู้สึกปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว แล้วก็เดินไปเช็ดหน้าตากับรินน้ำเปล่าและดื่มอึกใหญ่ ก่อนจะเข้านอน โดยตั้งใจว่าวันรุ่งขึ้น เขาจะต้องตัดเรื่องกังวลต่างๆ ทิ้ง ทำงานด้วยความสุขและสนุกให้จงได้
             “ต้องตัดความกังวลต่างๆ ทิ้งไปให้หมด ไม่ว่าจะเรื่องความฝันหรือเรื่องคน ทำงานอย่างมีความสุขก็พอ”

             หลังจากตื่นนอน แล้วทำกิจวัตรต่างๆ เรียบร้อย ชวินทร์ก็ได้รับมอบหมายให้ไปส่งน้องชายที่มหาวิทยาลัย เนื่องจากคุณพ่อกับพี่พลมีเคสเรื่องรถของลูกค้าจะต้องไปดูโดยด่วน
             “วิน พี่ฝากนายนิน ไปกับนายด้วยนะ วันนี้” ชนะพลบอก ขณะตักอาหารเข้าปากเป็นคำสุดท้าย
             “สบายมากครับ พี่พล เดี๋ยวผมจะโยนนายนินกองไว้หน้ามหา’ลัยอย่างดีเลยครับ” น้องชายคนรองกล่าวติดตลก ทำเอาน้องชายคนสุดท้องเบ้หน้าใส่ แล้วว่า
            “นานทีปีหน ผมจะได้เกาะรถพี่วินไปเรียน แทนที่พี่จะอุ้มสมอย่างดีเยี่ยม พี่วินกลับจะเขวี้ยงจะทิ้งน้องชายซะนี่ ผมจะฟ้องแม่”
            “น้อยๆ หน่อย นายนิน แม่กับพ่อออกไปตั้งนานแล้ว ตอนนี้ก็เหลือแค่ฉันกับพี่พลเท่านั้น ยังไงๆ พี่พลก็ไม่เข้าข้างเด็กขี้ฟ้องอย่างนายหรอกน่า จริงไหมครับ พี่” คนที่ชอบแหย่น้องหันไปยิ้มให้พี่ชายคนโต
             “นายสองคนนี่ เย้าแหย่กันไม่เลิกสักที โตกันแล้วนะ ไม่เอาละ พี่ไปดูรถลูกค้าก่อนนะ เดี๋ยวพ่อไปถึงอู่ก่อนที่พี่จะไปถึงพร้อมรถ มันจะไม่ดี” พูดจบ ชนะพลก็ตบบ่าน้องชายทั้งสอง แล้วปรี่ออกไป
             ชวินทร์มองตามหลังพี่ชายคนโตผู้ที่ทั้งเขาและน้องชายรู้ดีว่าไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ แต่ชนะพลเป็นเด็กที่พ่อกับแม่เก็บมาเลี้ยงตั้งแต่อายุราวสามขวบ ซึ่งพ่อกับแม่พบเด็กน้อยยืนตากฝนร้องไห้โยเยอยู่ที่ป้ายรถเมล์หน้าปากซอย ตอนนั้นทั้งสองเพิ่งจะอยู่กินด้วยกัน เมื่อพาเข้าบ้านก็ตั้งชื่อให้ว่า ‘ชนะพล’ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่เด็กชาย หลังจากอุปการะเด็กชนะพล ไม่นานเขาก็ถือกำเนิดเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัว อีกหกปีต่อมา นายชนินทร์ก็ตามมาติดๆ ในที่สุดบ้านกสิณกุลก็กลายเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ด้วยสมาชิกรวมทั้งหมดห้าคนคือ พ่อ แม่ พี่ชายคนโต น้องชายคนรอง แล้วก็น้องชายคนเล็ก
             ความสมบูรณ์ของครอบครัวไม่สามารถจะขาดคนใดคนหนึ่งไปได้เลย พ่อกับแม่อบรมสั่งสอนให้พี่น้องรักใคร่กลมเกลียวต่อกันและกัน แล้วพี่พลก็สมกับพี่ชายคนโต ช่วยพ่อกับแม่ดูแลน้องทั้งสองตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ช่วยทั้งงานบ้านงานเรือนไปจนถึงกิจการของครอบครัว บางครั้งชวินทร์เองก็เคยคิดว่า หากกลับกันเขาเกิดมาเป็นพี่ชายคนโต เขาจะสามารถทำได้เหมือนกับพี่พลหรือไม่ มันเป็นภาระหน้าที่ที่ไม่เล็กเลยจริงๆ เพราะแบบนี้เขาถึงเคารพและนับถือพี่พลทั้งต่อหน้าและลับหลัง แม้แต่นายนิน เขาก็รู้ว่าน้องชายรักและเคารพพี่คนโตมากเช่นเดียวกัน   
             “ไป นายนิน กินอิ่มหรือยัง จะได้จรลีกันเสียที ประเดี๋ยวรถจะติด” ชายหนุ่มกระแทกเสียงกระทุ้งต่อมกระฉับกระเฉงของน้องชาย เพราะเห็นเคี้ยวเอื้องอยู่นานแล้ว
             “อิ่มแล้วคร้าบ พี่ชาย” ชนินทร์ดื่มน้ำ แล้วตอบเสียงยานคาง
                 จากนั้นหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ใบหน้าเข้มก็พากันปร๋อออกจากบ้าน ไปทำภาระหน้าที่ของแต่ละคนให้ดีที่สุดตามที่บุพการีสั่งสอน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 23, 2016, 06:51:34 PM โดย ัีyuiangel21 »

noneko

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 136
    • ดูรายละเอียด
Re: คนเหนือญาณ บทที่ ๒
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 30, 2016, 01:14:23 PM »
 ;D

ัีyuiangel21

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 21
    • ดูรายละเอียด
Re: คนเหนือญาณ บทที่ ๒
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ตุลาคม 24, 2016, 04:26:02 PM »
 ;D พยายามต่อค่ะ