ผู้เขียน หัวข้อ: กระท่อมธารพระจันทร์ บทที่ 2  (อ่าน 678 ครั้ง)

สิริเลขา

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 39
    • ดูรายละเอียด
กระท่อมธารพระจันทร์ บทที่ 2
« เมื่อ: กันยายน 24, 2016, 09:54:42 AM »
บทที่ 2
   
แหงนหน้ามองฟ้าเช้านี้ ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าสด ไม่มีเมฆสักก้อน พระอาทิตย์เลยได้ทีสาดแสงลงเต็มที่ แต่เพราะช่วงนี้อากาศหนาว แดดจ้าเช้านี้เลยทำให้รู้สึกอุ่นกำลังดีมากกว่าจะแสบร้อนระคายผิว และเมื่อมองลงไปเบื้องล่าง แควขนาดย่อมซึ่งแตกสายมาจากแม่น้ำใหญ่ก็ปรากฏแก่สายตา น้ำใสแจ๋วจนแทบจะมองเห็นปลาว่ายเวียนไปวนมาอยู่ในนั้นเลยล่ะ (อันนี้ฉันเวอร์ไปหน่อย เพราะจริง ๆ แล้วมองจากตรงนี้ไม่เห็นหรอก แต่ถ้าไปนั่งอยู่ริมตลิ่งล่ะก็ไม่แน่) ฉันยิ้มให้กับนกสองตัวที่บินมาเกาะส่งเสียงคุยกันจุ๊กจิ๊กอยู่ตรงหน้าต่าง รู้สึกสบายใจอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะรู้สึกได้ในสภาวะอย่างนี้
คืนก่อนที่จะถูกส่งตัวมาที่นี่ คนเผด็จการ เจ้าอารมณ์ และไร้เหตุผลที่สุดในโลกเท่าที่ฉันเคยรู้จักยังตามมาวนเวียนข่มขู่กระทั่งในความฝันของฉัน เธียรประกาศอย่างไม่ยอมแพ้ว่า เขาจะไม่มีวันยอมให้ฉันไปเป็นเมียน้อยเจ้าสัวธมเด็ดขาด แต่ในฝันฉันปากเก่ง ท้าไปว่าก็ให้เขามาคุกเข่าขอร้องฉันสิ แล้วฉันจะยอมเป็นผู้หญิงของเขาคนเดียวตลอดชีวิต โอ๊ย...ดีนะที่เป็นแค่ความฝัน และสาบานเลยว่าสิ่งที่ฉันฝันน่ะ มันเป็นผลมาจากความเครียด ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกเหมือนที่ซิกมันด์ ฟรอยด์กล่าวไว้แน่ ๆ และเธียรคงโกรธเกลียดจนไม่คิดจะแยแสฉันอีกหรอก ก็โดนตบไปเต็มแรงขนาดนั้น และนั่น...อาจจะเป็นตอนอวสานของเรื่องระหว่างฉันกับเธียรไปแล้วก็เป็นได้
ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามนั้น ในเมื่อ...มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้ยิ่งมองไม่เห็นทาง
คนของเจ้าสัวธมขับรถมารับฉันถึงที่พักช่วงสาย ก่อนจะมุ่งหน้าออกไปยังนอกเมือง ป้ายข้างทางบอกว่าลุงคนขับกำลังมุ่งหน้าสู่เขาใหญ่ ฉันแปลกใจเพราะคิดว่าจะถูกส่งตัวไปยังคฤหาสน์ของเจ้าสัวธมซึ่งตั้งอยู่แถวอโศก แต่แล้วก็ยักไหล่ให้กับความคิดนั้น ฉันไม่ได้หวังว่าจะได้เชิดหน้าชูคอเป็นคุณนายของบ้านอีกคนหรอก จะให้ฉันไปซ่อนตัวอยู่ในป่าในดงที่ไหนก็ช่างเถอะ คงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้อีกแล้วล่ะ
เมื่อถึงจุดหมาย บ้านทรงกระท่อมสีขาวที่ปรากฏต่อสายตาก็ทำให้ฉันตะลึงจ้องมองอย่างไม่เชื่อสายตาอยู่ครู่ใหญ่
ฉันเคยเห็นบ้านหลังนี้...ที่ไหนสักที่มาก่อนแน่ ๆ สาบานได้
ไม่ใช่บ้านจริง ๆ หรอกที่เคยเห็นน่ะ แต่มันเป็นภาพวาดสีน้ำ...หรืออะไรสักอย่างที่คล้าย ๆอย่างนี้ ที่ไหนนะ ฉันเคยเจอภาพบ้านหลังนี้ที่ไหนมาก่อนนะ?
ยังนึกไม่ออกตอนนี้ แต่ช่างเถอะ เพราะตอนนี้ฉันหลงเสน่ห์บ้านหลังนี้เป็นที่เรียบร้อย อย่างน้อยก็ยังมีเรื่องดีๆเข้ามาในวันแย่ ๆของชีวิตบ้างล่ะน่ะ
บ้านขาวสองชั้นสไตล์อิงลิชคอททิจขนาดกะทัดรัด ดูอบอุ่น น่ารักเหมือนบ้านในฝันของฉันเลย ต้นตีนตุ๊กแกเลื้อยปกคลุมหลังคาและผนังบ้านบางส่วน หน้าต่างสีฟ้าเปิดอ้าปล่อยให้สายลมพัดล้อเล่นกับผ้าม่านสีขาวอย่างร่าเริงราวกับกำลังประกาศตัวว่ายินดีต้อนรับสมาชิกใหม่
มีผู้หญิงดูมีอายุคนหนึ่งยืนรอต้อนรับอยู่แล้ว แกแนะนำตัวเองพร้อมรอยยิ้มอย่างเป็นมิตรว่าชื่อป้าเยื้อน เป็นคนดูแลบ้านหลังนี้ และพาฉันเข้าไปยังห้องพักพร้อมกับสาธยายตำแหน่งแห่งที่ของข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านต่าง ๆ
ถ้าข้างนอกที่ฉันเห็นปลุกความฝันในวัยเด็กที่หลับใหลมาแสนนานของฉันให้ตื่นขึ้นได้ล่ะก็ ข้างในบ้านก็สะกดให้ฉันนิ่งเพื่อซึมซับความอบอุ่นอ่อนหวานกับภาพที่ได้เห็น
โซฟาเบาะผ้าสีขาวลายดอกเล็ก ๆ สีฟ้าแดง มีหมอนอิงลายเข้าชุดจัดวางอยู่อย่างเป็นระเบียบ ผนังห้องสีฟ้าอ่อนมีภาพวาดที่คุ้นตาที่ฉันมารู้จักชื่อเจ้าของผลงานเอาเมื่อตอนเข้ามหาวิทยาลัยว่ามันคือภาพทุ่งดอกป๊อปปี้ของศิลปินชื่อดังผู้ล่วงลับ Claude Monet และเมื่อเดินไปตรงหน้าต่าง มองออกไปก็เห็นเนินสีเขียวสบายตาตัดกับท้องฟ้าสีแดงส้มของช่วงบ่ายแก่ ๆ เมฆขาวก้อนเล็ก ๆ กำลังเคลื่อนตัวอย่างอ้อยอิ่งผ่านดวงอาทิตย์ซึ่งสงบนิ่งอยู่ตรงมุม 30 องศากับพื้นดิน
ฉันไม่ใช่พวกเห็นแก่เงินหรือสิ่งของล่อตาล่อใจหรอกนะ แต่แหม...เล่นเตรียมบ้านในฝันไว้ต้อนรับซะขนาดนี้ ฉันก็ใจป้ำพอที่จะเพิ่มคะแนนนิยมให้เจ้าสัวธมอีกคะแนนเลยเอ้า!
ก็ในเมื่อมันเลี่ยงการทำหน้าที่เป็นผู้หญิงของเจ้าสัวธมไม่ได้แล้ว ฉันก็ต้องทำใจให้ยอมรับสภาพให้ได้สิ แล้วถ้าแค่ความเบิกบานใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ฉันยังสร้างให้ตัวเองไม่ได้ จะหวังให้ใครมาสร้างให้ล่ะ
มีความสุขกับสิ่งที่มีและเป็นอยู่ นี่ล่ะปรัชญาการดำเนินชีวิตของฉัน
การเดินทางไม่ทำให้ฉันเหนื่อยเท่าไหร่ พอจบการปฐมนิเทศจากป้าเยื้อนแล้วฉันก็เลยเดินสำรวจตรงระเบียงหลังบ้านที่ยื่นต่อเข้าไปในแม่น้ำ วิวสวย บรรยากาศดีมากเลยล่ะ  ฉันสังเกตเห็นเรือลำเล็ก ๆ ลำหนึ่งผูกติดอยู่กับท่าน้ำตรงปลายสุดของระเบียงด้วย ตอนนี้ฉันยังพายไม่เป็นหรอก แต่สาบานว่าฉันต้องได้พายเรือเล่นในธารน้ำสีเขียวมรกตนี้เล่นในอนาคตอันใกล้นี้ให้ได้
ฉันเก็บความสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่มีสัญญาณใด ๆ จากเจ้าสัวธมมาถึงฉันบ้าง แต่ก็ดีแล้วล่ะ เขาอาจจะแก่จนหลง ๆ ลืม ๆ ไปว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งถูกส่งตัวมาที่นี่เพื่อรับใช้เขาแล้วก็ได้ ในเมื่อเจ้าหนี้ไม่มาใช้สิทธิ์ ฉันก็จะทำเฉย ไม่รู้ไม่ชี้และเริงร่าอยู่กับกระท่อมหลังน้อยของฉัน
อ๊ะ...อย่าหาว่าฉันโมเมนะ ก็... แหม ตอนนี้มีแค่ฉันคนเดียวที่อยู่ที่นี่นี่นา ฉันก็ถือว่ามันอยู่ภายใต้การครอบครองดูแลของฉันน่ะสิ
เสียงเคาะประตูสองสามครั้งทำให้ฉันต้องละความสนใจฉันจากภาพวิวเบื้องหน้า พอหันไปก็เจอป้าเยื้อนส่งยิ้มมาจากตรงประตูนั่นล่ะ
“อาหารเช้าพร้อมแล้วค่ะ คุณวารินจะให้ตั้งโต๊ะที่ไหนดีคะ”
ที่ไหนดีล่ะ ทานคนเดียวเหงาแย่เลย เมื่อวานตอนเย็นก็ทีหนึ่งแล้ว ปกติมื้อเช้ากับมื้อเย็นบ้านฉันจะอยู่กันเกือบพร้อมหน้า แต่ต่อไปนี้ก็คงไม่มีอะไรเหมือนเดิมได้อีกแล้ว บ้าจริง! ทำไมน้ำตามันเหมือนจะล้น ๆ ออกมาล่ะเนี่ย มันเลยเวลาที่จะมาเศร้าโศกกับเรื่องพวกนี้แล้วนะอินทุวาริน
“ถ้าไม่รบกวนจนเกินไป ขอเป็นตรงระเบียงริมน้ำนั่นได้มั้ยคะ”
ฉันตอบอย่างนอบน้อม ถึงป้าเยื้อนจะแสดงตัวว่าเป็นแม่บ้านที่มีหน้าที่ทำตามคำสั่งฉันก็เถอะ แต่ฉันไม่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้านายใคร ที่มาอยู่นี่ก็เพราะต้องมาชดใช้หนี้ คงไม่ต่างจากที่ป้าเยื้อนทำงานกินเงินเดือนจากเจ้าสัวธมเท่าไหร่หรอก
คำขอของฉันได้รับการตอบสนองจากป้าเยื้อนเป็นอย่างดี ตอนแรกฉันทานอย่างเร่งรีบ มันเคยตัวน่ะ เพราะเมื่ออยู่บ้านต้องรีบทานรีบเสร็จจะได้ไปทำงาน แต่พอนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ฉันไม่มีโอกาสทำแบบนั้นแล้ว และวันนี้ก็ไม่มีแผนการใด ๆ ในหัวซะด้วย เลยลดความเร่งลง นั่งละเลียดชมน้ำชมฟ้าไปเรื่อย ๆ
ตอนป้าเยื้อนมาเก็บภาชนะ มีหญิงสาวน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับฉันคนหนึ่งตามมาด้วย ป้าเยื้อนแนะนำว่าชื่อพิมพ์นลินหรือนิ่ม เป็นหลานสาวของแกเอง นิ่มท่าทางเป็นมิตร ฉันเลยรู้สึกดีขึ้นมาอีกหน่อย อย่างน้อยก็น่าจะเป็นเพื่อนกันได้ พอถามไถ่ก็ได้ความว่านิ่มทำงานอยู่ที่ไร่องุ่น ฉันเก็บอาการอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่ไหว นิ่มเลยชวนฉันไปเที่ยวชมที่ไร่มันซะเลย
“พอเรียนจบนิ่มก็เตะฝุ่นอยู่สักพัก ไปสมัครงานเขาก็ต้องการแต่คนที่มีประสบการณ์ทั้งนั้น  ก็ถ้าไม่รับแล้วเมื่อไหร่เด็กจบใหม่อย่างนิ่มจะมีประสบการณ์ซะทีล่ะคุณวารินว่ามั้ย พอท่านเจ้าสัวรู้เรื่องเลยเมตตาให้มาทำงานที่นี่ นิ่มเองก็เพิ่งมาอยู่ได้ไม่ถึงปีหรอกค่ะ”
น้ำเสียงและแววตาที่นิ่มพูดถึงท่านเจ้าสัวบ่งบอกว่าเคารพนับถือเป็นอย่างมาก ฉันเลยไม่รู้จะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ การปฏิบัติของเจ้าสัวธมที่มีต่อลูกหลานคนในปกครองย่อมแตกต่างจากสิ่งที่เขาปฏิบัติต่อลูกหนี้
“ช่วงนี้ที่ไร่ยุ่งกับเรื่องโรงแรมที่กำลังจะเปิดตัวเดือนหน้านี้แล้ว พนักงานบางส่วนเลยถูกเกณฑ์ไปช่วยงานทางนั้นก่อน คุณวารินเห็นทางด้านนู้นมั้ยคะ” ฉันหันไปตามทิศที่นิ่มชี้ให้ดู ก็เห็นอาคารสีควันบุหรี่รูปทรงคล้าย ๆ ปราสาทของทางยุโรปสมัยเก่าซึ่งฉันเห็นตั้งแต่มาคนขับรถพามาถึงในวันแรกแล้ว “นั่นล่ะค่ะโรงแรม”
“แล้วนิ่มมาพาฉันทัวร์ชมไร่อย่างนี้จะเป็นอะไรรึเปล่า” ฉันถามด้วยความเกรงใจ
“อย่ากังวลเลยค่ะ ผู้จัดการไฟเขียวให้นิ่มมาดูแลคุณวารินเอง” นิ่มยิ้มชอบใจก่อนจะขยายความเพิ่ม
 “งานนิ่มเป็นงานพวกเอกสาร ไม่ค่อยยากนักหรอกค่ะ แต่ก็วุ่นวายและต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบ ไอ้เจ้าคุณสมบัติข้อหลังนี่ล่ะค่ะที่ทำเอานิ่มอยากจะลาออกวันละร้อยรอบ แต่ก็เกรงใจท่านเจ้าสัว พอนิ่มรู้ว่าจะมีแขกของท่านมาพัก ก็เลยรีบเสนอตัวขอดูแลเอง ไม่อย่างนั้นนิ่มต้องถูกเกณฑ์ไปช่วยงานที่โรงแรมอีกคน เคยไปช่วยอยู่สองสามครั้ง เละทุกครั้ง โดนมิสเตอร์โหด...เอ่อ...คุณอธิคมผู้จัดการไร่น่ะค่ะดุตลอดเลย คุณวารินอย่าไปบอกใครนะคะว่านิ่มหาข้ออ้างไม่ไปช่วยงานโรงแรมน่ะ ไม่อย่างนั้นนิ่มแย่แน่”
ฉันยิ้มพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน แหม ไอ้เรื่องแบบนี้ไม่ใช่นิ่มคนเดียวหรอกที่เป็น ฉันก็ใช่ย่อยซะที่ไหน แต่จะอวดไปก็ใช่ที่ เอาเป็นว่านิสัยฉันกับนิ่มน่าจะคบกันได้อยู่นะ
นิ่มพาฉันเดินชมต้นองุ่นในไร่ กำลังออกผลดกน่าทานเชียวล่ะ และแน่นอนว่าฉันไม่ปฏิเสธที่จะลิ้มรสของมัน หวานฉ่ำชื่นใจจริง ๆ แต่นิ่มบอกว่าองุ่นพวกนี้จะเอาไปทำไวน์ ส่วนที่เอาลูกไปขายและแปรรูปนั้นจะอยู่อีกโซน ฉันก็อยากไปดูอยู่หรอกนะ แต่เกรงใจคนนำเที่ยว เอาไว้วันหลังดีกว่า ถึงนิ่มจะบอกว่ายินดีแต่ฉันก็ไม่กล้ายึดตัวเพื่อนใหม่ของฉันไว้ทั้งวันหรอก
ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเจ้าสัวธมทำไร่องุ่นด้วย แต่ก็นะ คนระดับนั้นคงมีธุรกิจในมือมากมาย ฉันเป็นใครถึงจะไปรู้เรื่องกับเขาทั้งหมดได้กันเล่า
ว่าแต่ที่นี่มีอนุคนอื่น ๆ ของเจ้าสัวอยู่ก่อนแล้วหรือเปล่านะ ฉันจะเจอสงครามแบบผู้หญิงหรือเปล่า เฮ้อ...ถึงฉันจะไม่ได้อยากแก่งแย่งชิงความรักใคร่จากเจ้าสัวธม ยิ่งเขาไม่เห็นหัวฉันได้เลยยิ่งดี แต่ฉันก็ไม่อยากมีปัญหากับใครนี่นา ฉันอยากอยู่อย่างสงบ ๆ น่ะ แต่ป้าเยื้อนกับนิ่มก็ดูเป็นมิตรดีอยู่ แถมนิ่มยังบอกอีกว่าผู้จัดการไร่สนับสนุนให้มาต้อนรับฉันอีก ก็น่าจะแปลว่าฉันอยู่ได้ไม่มีปัญหา อย่างน้อยก็คงไม่โดนบรรดาเมีย ๆ ของเจ้าสัวธมกลั่นแกล้งเหมือนในนิยายหรอกมั้ง

ฉันกลับมาถึงบ้านตอนทุ่มกว่า ๆ แม้อากาศจะหนาวแต่ก็รู้สึกเหนียวเนื้อตัวจนต้องรีบอาบน้ำสระผม มันมีกลิ่นเนื้อกับกระเทียมติดอยู่น่ะ ก็เพราะเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมาฉันไปฝากปากฝากท้องกับป้าเยื้อนที่บ้าน แทนการนั่งเหงากับมื้อเย็นอยู่ลำพังเหมือนทุกวัน ความที่เริ่มสนิทกับนิ่มมากขึ้น ทำให้ฉันกระดากใจน้อยลงไปเยอะ ป้าเยื้อนกับลุงสิงห์ผู้เป็นสามีต้อนรับขับสู้ฉันเป็นอย่างดี แต่ฉันก็ไม่ได้ไปกินเฉย ๆ นะ ก็ช่วยหยิบนู่นจับนี่ไม่น้อยเหมือนกัน นิ่มยังออกปากเลยว่าอยากให้ฉันมาทานด้วยทุกวันด้วยซ้ำ เพราะฉันเป็นลูกมือที่ยอดเยี่ยมของป้าเยื้อนมากกว่าเธอเป็นไหน ๆ เรื่องทำอาหารกับนิ่มไม่ถูกกันเลยว่างั้นเหอะ
ฉันยิ้มไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ ไม่ใช่ว่าไม่อยากไปหรือไม่อยากเป็นลูกมือป้าเยื้อนหรอกนะ แต่จะให้ไปรบกวนทุกวันเห็นจะไม่ไหว เกรงใจลุงสิงห์น่ะ ปกติอยู่บ้านก็คงปล่อยตัวตามสบาย แต่พอมีฉันเป็นแขกก็คงต้องจัดเสื้อผ้าหน้าผมต้อนรับซะหน่อย ที่ฉันรู้เพราะนิ่มแซวว่าแกแต่งหล่อต้อนรับฉันน่ะ ฉันอยากจะบอกว่าไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรก็ได้ แต่มันคงแปลกพิลึกที่แขกจะไปบอกให้เจ้าของบ้านทำตัวตามสบาย เลยคิดว่าวันหลังชวนนิ่มมานั่งดินเนอร์ใต้แสงจันทร์ตรงระเบียงริมน้ำเป็นเพื่อนฉันดีกว่า
ที่บอกว่าดินเนอร์ตรงระเบียงริมน้ำก็เพราะฉันชอบมุมนี้เป็นพิเศษน่ะ ตอนเช้าก็จะมายืนมองพระอาทิตย์ค่อย ๆ สาดแสงทีละนิดจากทิวเขาด้านทิศตะวันออก พอตกเย็นก็นั่งดื่มด่ำกับธารน้ำที่สะท้อนแสงแดดสุดท้ายของวันเป็นสีทองวิบวับ ถ้าวันไหนข้างขึ้นยิ่งวิเศษ เพราะหลังจากดวงอาทิตย์เข้านอนแต่หัววันแล้ว พระจันทร์ก็แตะมือรับช่วงทำหน้าที่ทอแสงนวลยวนตา
อาบน้ำเสร็จตอนเกือบสองทุ่ม ฉันยังไม่รู้สึกง่วง ก็เลยสวมหมวกไหมพรมกับผ้าคลุมไหล่ลงมาตรงระเบียงริมน้ำ แสงจันทร์ส่องสว่างจนกลบดวงดาวน้อยใหญ่ไม่ให้เปล่งรัศมีออกมาได้เลยล่ะ
ขณะที่ฉันยืนอยู่ตรงบันไดที่ทอดลงไปสู่ระเบียงริมน้ำ ภาพความทรงจำอันแสนสุขในอดีตก็ฉายวาบเข้ามา มันชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ทั้ง ๆ ที่ความจริงมันผ่านมานานแล้วเหลือเกิน

“ฉันว่าเธอเมาแล้วล่ะ พอได้แล้ว”
มือหนึ่งคว้าแก้วไปจากมือฉันอย่างเอาแต่ใจ ก็มานั่งตั้งวงรินกินเหล้าเคล้าแสงจันทร์ไม่ใช่เหรอ จะมาห้ามกันทำไมล่ะตาบ้า แล้วคนอื่นๆหายไปไหนกันหมดล่ะเนี่ย
“หืม? เมา? ใครเมา ถ้าฉันเมาจริง ๆ  จะไม่เห็นนายทำหน้าดุ ๆ อย่างนี้หรอก”
ฉันเห็นเขาขมวดคิ้วเหมือนขัดใจ เลยหัวเราะคิก แกล้งพูดไปว่า
“เพราะถ้าฉันเมาจริง ๆ ฉันจำอะไรไม่ได้หรอก แต่นี่ฉันยังรู้ตัวอยู่เลยนะว่านั่งอยู่กับ...นายเป็นใครนะ?”
คราวนี้เธียรหน้าบึ้งกว่าเดิมซะอีก แต่ฉันก็ยังนึกสนุกไม่เลิก
“รู้แล้ว นายคือหัวหน้าเธียรคนเก่ง นักเรียนดีเด่นสามปีซ้อน และ...อันนี้เจ๋งสุด”
ฉันหยุดรอดูท่าทีเขา และก็อมยิ้มเมื่อเขาทำท่าเหมือนกำลังตั้งใจฟัง แต่เธียรก็ยังเป็นเธียร ต่อให้อยากรู้แทบตายแต่ก็ยังทำหยิ่ง ปากหนักไม่พูดไม่ถามตามสไตล์เขานั่นล่ะ
“เพื่อนที่ฉันรักที่สุด”
ฉันว่าฉันคงเมาอย่างที่เธียรว่าจริง ๆ นั่นล่ะ ไม่งั้นคงไม่กล้าพูดแบบนั้นออกไปแน่ รู้สึกภูมิใจกับชัยชนะเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้เห็นท่าทางตะลึงคาดไม่ถึงของเธียรของเธียรอยู่หรอก แต่แล้วทำไมแววตาเขามันเป็นประกายวิบวับอย่างนั้นล่ะ
แน่ะ...ยังจะอมยิ้มแบบมีเลศนัยอีกด้วย ไม่ปลอดภัยแฮะ แกล้งเมาไม่รู้เรื่องไปเลยดีกว่า
“เฮ้ ไปไหนกันหมดเนี่ย ยัยสินีอยู่ไหน แม่แก่จ๋า ขอเหล้าหน่อย หัวหน้าเธียรขี้เหนียวยึดไว้กินคนเดียวหมดเลย”
สักพักเสียงพิชญ์สินีแม่แก่ของฉันก็ตอบกลับมา
“เมาแล้วก็ไปนอนวาริน อยากตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าไม่ใช่เหรอ ถ้ายังทำเป็นซ่าอยู่อย่างนี้อีกเดี๋ยวก็ลุกไม่ไหวหรอก”
ยัยแม่แก่และเพื่อนคนอื่น ๆ นั่งล้อมวงอยู่ในบ้าน คงจะเล่นไพ่กันอยู่ ทำไมไม่ชวนกันเลย เรื่องเสียงโชคนี่ฉันปลื้มกว่าดื่มเหล้าซะอีก ปล่อยให้ฉันนั่งตากน้ำค้างกลางแสงจันทร์อยู่กับเธียรสองคนได้ยังไง ไม่รู้เหรอว่ามันอันตราย (ต่อเธียร) มากเลยน่ะ
“เมาที่ไหน ถ้าฉันเมาฉันต้องจำไม่ได้สิว่าแกเป็นแม่แก่ของฉัน เป็นเพื่อนที่ฉันรักที่สุด”
หางตาฉันเห็นเธียรเม้มปากทำหน้าเหมือนผิดหวังกับอะไรบางอย่าง จะอะไรก็ช่าง แค่แววตาไม่น่าไว้วางใจของเขามันหายไปก็เป็นพอ เฮ้อ...ค่อยยังชั่วหน่อย หาทางลงได้สวย เก่งมากอินทุวาริน
“ฉันไปเสี่ยงโชคบ้างดีกว่า”
ไม่รอฟังว่าเขาจะตอบอะไรหรือเปล่า ฉันลุกขึ้นทันที แต่ดันเซจะล้มหัวคะมำ ดีที่เธียรมาคว้าเอวไว้ได้ทัน
“ฉันว่าเธอไปนอนดีกว่า แค่จะลุกยืนยังโซซัดโซเซขนาดนี้ คิดว่าจะเล่นไพ่รู้เรื่องเหรอ ฉันขี้เกียจคอยบวกเลขช่วยเธอนะ”
เขาไม่ฟังความเห็นฉันด้วยซ้ำตอนที่บังคับฉันขึ้นไปนอนชั้นบน ตอนแรกฉันก็โวยวายอยู่หรอก แต่พอหัวถึงหมอนแล้วก็รู้สึกสบายตัว ไม่รู้จะดื้อไปนั่งหลังขดหลังแข็งกับพวกเพื่อน ๆในวงไพ่ต่อให้เมื่อยเปล่า ๆ ทำไม เธียรพูดถูก เวลาปกติฉันยังนับเลขผิด ๆ ถูก ๆ ไปเล่นตอนนี้มีหวังโดนเจ้ามือรับประทานแหงแซะ
มีเพื่อนผู้หญิงอีกคนนอนอยู่เตียงข้าง ๆ ใครหว่า? อ้อ...ยัยมัทนาเพื่อนรักอีกคนของฉันนี่เอง ยัยนี่หลับลึกแฮะ เสียงตึงตังขนาดนี้ยังไม่รู้สึกตัวอีก ช่าง...ตอนนี้ฉันชักเริ่มสะลืมสะลือ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคอมพิวเตอร์ที่ถูกชัทดาวน์ มันไม่ได้ดับพรึบ แต่ค่อย ๆ ปิดทีละโปรแกรม สติจึงไม่ครบถ้วนนักตอนที่เธียรห่มผ้าให้ รู้ว่าเขานั่งข้าง ๆ พำพำอะไรสักอย่าง
ฉันหลับไปก่อนหรือหลังที่เขาจะกลับออกไปก็ไม่รู้ แต่มั่นใจว่าสัมผัสแผ่วเบาเหมือนขนนกที่คลอเคลียอยู่ตรงขมับน่ะ ฉันไม่ได้คิดไปเองแน่ ว่าแต่มันคืออะไรกัน?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 24, 2016, 09:57:14 AM โดย สิริเลขา »

noneko

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 136
    • ดูรายละเอียด
Re: กระท่อมธารพระจันทร์ บทที่ 2
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 30, 2016, 01:22:51 PM »
 :D