ผู้เขียน หัวข้อ: วันที่หัวใจไม่ไร้รัก บทที่ ๒  (อ่าน 1366 ครั้ง)

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 350
    • ดูรายละเอียด
วันที่หัวใจไม่ไร้รัก บทที่ ๒
« เมื่อ: กันยายน 11, 2016, 10:03:55 PM »
บทที่ ๒


รถสองแถวหกล้อสีเหลือง มีตัวอักษรสีน้ำเงินเขียนไว้ข้างรถว่า ‘บางนางลี้’ อันเป็นต้นทางและปลายทางของมัน ทุกวันจะมีรถสองแถวนี้วิ่งเข้าตัวเมืองเพื่อรับส่งผู้คน หากวันนี้พิเศษกว่าทุกวัน เพราะมีหญิงสาวผมซอยสั้น แต่งตัวแปลกแตกต่างจากชาวบ้านคนอื่นด้วยเสื้อชีฟองลายดอกไม้สีสันสดใส กางเกงยีนส์สีขาวขาสั้นโชว์เรียวขายาว รองเท้าส้นตึกสูงสี่นิ้วสีน้ำเงิน แว่นกันแดดแฟชั่นกรอบฟ้าเทาปิดบังไปเกือบครึ่งของใบหน้า เธอเหมือนสิ่งแปลกปลอมที่โดยสารมาพร้อมผู้โดยสารคนอื่น จึงตกเป็นเป้าสายตาสงสัยมาตลอดทาง

เมื่อรถสองแถวหยุดลงที่ท่ารถหน้าตลาดบางนางลี้ หญิงสาวที่แต่งกายเหมือนมาจากต่างดาวก็ก้าวลงจากรถสองแถว เดินลากกระเป๋าลายสก๊อตสีน้ำตาลแดง ก้าวเดินอย่างมั่นใจตรงเข้าไปในตลาด เธอไม่สนใจสายตาพ่อค้าแม่ขายและชาวตลาดที่พากันมองตามอย่างสงสัย ว่าเธอเป็นใคร มาจากไหน และกำลังจะไปไหน

“นังรี!!” 

เสียงของใครบางคนเรียกเธอไว้ก่อนที่จะเดินผ่านไป คนถูกเรียกชะงัก หันไปและส่งยิ้มให้ เธอยังไม่ทันพูดอะไร ร่างอวบของคนเรียกก็เดินออกจากแผงขายผักเข้ามาหา

“โอ๊ย ต๊าย นังรีจริงด้วย! สวยขึ้นจนจำเกือบไม่ได้นะแก นี่กลับมาจากกรุงเทพฯ เหรอ มาเยี่ยมเฮียบูรณ์ล่ะสิ”

ปริศนาทั้งหลายของหญิงสาวแปลกหน้าถูกไขให้คนทั้งตลาดได้กระจ่างโดยเสียงสิบแปดหลอดของ ‘เอี่ยมศรี’ เจ้าของแผงขายผักคนนี้นี่เอง   

“จ้า เอี่ยม สบายดีเหรอ” ธนารีย์ทักเพื่อนที่เคยกระโดดน้ำเล่นกันตั้งแต่ยังเยาว์

“ก็อย่างที่เห็นแหละ ลำบากขายผักเพราะเฮียบูรณ์ของแกไม่ยอมเอาฉันเป็นเมีย” ว่าพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ดูสิอดเป็นคุณนายอู่รถเลย”

ธนารีย์หัวเราะฝืดๆ เอี่ยมศรีตั้งแต่แรกสาวจนแต่งงานลูกสามแล้วก็ยังไม่เคยลืมรักแรกกับพี่ชายของเธอ แต่ที่ไม่ค่อยเข้าใจคือ มันน่าภาคภูมิใจจนต้องประกาศรักแท้ลั่นตลาดแบบนี้หรือ เธอรีบขอตัวและเดินก้าวยาวๆ ไปทางหลังตลาด ได้ยินเสียงตะโกนตามหลัง

“เดี๋ยวเย็นนี้จะแวะเอาผักไปให้นะ บอกเฮียด้วย คิดถึง”

ธนารีย์แกล้งทำไม่ได้ยิน รีบเดินหนี เพราะความเป็นคนเปิดเผยแบบไม่รู้จักกาลเทศะของเอี่ยมศรีนี่เองที่ทำให้ครอบครัวของ ‘ธนบูรณ์’ พี่ชายของเธอต้องร้าวฉาน

เดินทะลุออกหลังตลาดเป็นถนนลาดยางที่ผ่านการใช้งานมานานนมแต่ไม่ได้รับการปรับปรุง เต็มไปด้วยหลุมบ่อตลอดทาง เลี้ยวโค้งไปทางซ้ายมีบ้านไม้ทั้งแบบชั้นเดียวยกพื้นและสองชั้นครึ่งไม้ครึ่งปูนปลูกอยู่ห่างกัน กั้นอาณาเขตด้วยรั้วไม้ระแนงบ้าง รั้วสวนครัวพืชผักพื้นบ้านบ้าง หรือไม่ก็ไม่ต้องมีรั้ว รู้กันเองเพราะอยู่อาศัยแบบนี้มานานตั้งแต่สมัยปู่ย่าตาทวด ด้านขวามือเป็นที่รกร้าง สลับสวนผลไม้ของชาวบ้านบางนางลี้ มีส้มโอและชมพู่เป็นสามัญ

เดินไปร่วมครึ่งกิโลเมตร ธนารีย์ก็มาถึงบ้านไม้ยกพื้นสีเหลืองสด โดดเด่นท้าไอแดดท่ามกลางความหม่นมัวของสภาพแวดล้อม ต้นไม้ต้นหญ้าที่เคยเขียวขจีตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล บางต้นยืนต้นตายประชดความไม่ใส่ใจของผู้ปลูก ป้ายชื่อ ‘อู่โชคทวี’ เคยแขวนอยู่บนเสาสูง ตอนนี้ตั้งอยู่บนถังน้ำมันบุบบี้ใต้ต้นมะม่วงหน้าบ้าน ถัดจากตัวบ้านไปไม่กี่เมตรเป็นเพิงหลังคาปูกระเบื้องเก่าครึ เศษซากใบหูกวางจากต้นใหญ่ที่อยู่ข้างเพิงร่วงรกเต็มหลังคา ข้างต้นหูกวางเป็นที่พักพิงของยางรถเก่าและเครื่องยนต์ขนาดต่างๆ กองถมเป็นภูเขา แม่แรงตะเข้ตัวใหญ่นอนเหยียดยาวต้อนรับผู้มาเยือน

“เฮ้ย คีมล็อคข้าเมื่อไหร่จะได้วะ ไอ้สัน” เสียงหงุดหงิดดังมาจากชายที่มุดอยู่ใต้ท้องรถเก๋งสีเทาจอดล้ำเข้าไปในเพิง สภาพเก่าแก่ของรถไปกันได้ดีกับสภาพอู่รถที่ดูทรุดโทรม 

นอกจากเธอแล้ว ธนารีย์มองไม่เห็นใครในบริเวณนั้น เธอจึงวางกระเป๋าล้อลากไว้ เดินไปยังชั้นเหล็กสนิมเขรอะเอียงเป็นหอเอน เครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ซ่อมรถวางระเกะระกะอยู่บนชั้น เธอนึกถึงคำที่เคยบอกพี่ชายเอาไว้ตั้งแต่กลับมาเยี่ยมบ้านคราวที่แล้ว ‘ขนาดชั้นวางของยังซ่อมให้มันตั้งตรงไม่ได้ ลูกค้าที่ไหนเขาจะเชื่อใจให้เฮียซ่อมรถเขาเนี่ย’ ผ่านไปหลายปี กลับมาครั้งนี้ชั้นเดิมยังคงเอนอยู่ในองศาเดิม

“ไอ้สัน คีมโว้ย คีม” เสียงตะโกนเร่งเร้าขึ้นอีก ขณะหญิงสาวกำลังมองหาเครื่องมือที่เขาต้องการบนกองเครื่องมือที่วางทับกันมั่วไปหมด ถ้าจัดให้มันเป็นระเบียบคงไม่ต้องเสียเวลาหาแบบนี้

เสียงวิ่งตึกตักดังใกล้เข้ามา พร้อมร่างสูงโปร่งและเสียงแหบห้าวของหนุ่มวัยกระเตาะ “มาแล้วๆ คีมมาแล้ว” พอเขาเหลือบเห็นหญิงสาวแปลกหน้ายืนอยู่ข้างชั้นวางเครื่องมือก็ตกใจ “อุ้ย! ขอโทษครับ เอารถมาซ่อมเหรอพี่สาว พี่วิศมารับลูกค้าเร็ว”

ธนารีย์ส่งยิ้มให้หนุ่มน้อยหน้าตามอมแมมที่ยกมือไหว้เธออย่างพินอบพิเทาเพราะคิดว่าเธอเป็นลูกค้า ชายหนุ่มที่ชื่อ ‘วิศ’ เสือกตัวออกจากใต้ท้องรถ กระวีกระวาดลุกขึ้นยืน ยิ้มแฉ่ง แต่พอเห็นว่าลูกค้าที่ว่าเป็นใคร รอยยิ้มก็หุบลงทันใด

“แล้วรถพี่อยู่ไหนล่ะครับ หรือจะให้ไปลากมาก็ได้นะครับ” หนุ่มสันหันไปมองรอบๆ ไม่เห็นรถที่จะให้ซ่อม เขานึกไปล่วงหน้าแล้วว่าเธอคงเป็นนักท่องเที่ยว เพราะแต่งตัวเปรี้ยวจี๊ดใส่แว่นดำอย่างกับดาราที่เห็นในทีวี ไม่ใช่คนแถวนี้แน่ แต่ความกระตือรือร้นค่อยจางลงเมื่อเห็นพี่วิศของเขามองหน้าลูกค้าคนสวยค้าง แถมยังพูดเสียงเรียบผิดวิสัย

“กลับมาเมื่อไหร่” วิศ หรือ วิศรุตเอ่ยถาม

“ก็เพิ่งมาถึงนี่แหละ” เธอตอบ   

“เฮียบูรณ์อยู่ข้างบน” ชายหนุ่มพเยิดหน้าไปทางบ้าน

“ให้แกนอนไปเถอะ” ธนารีย์รู้ว่าพี่ชายจะต้องนอนกลางวันเป็นประจำ ยิ่งเวลาที่ไม่มีลูกค้ามาซ่อมรถแบบนี้ด้วย “เจ้าแก่เป็นอะไร” เธอหันไปถามชายหนุ่มผู้เป็นเพื่อนที่เธอ ‘เคย’ สนิท เจ้าแก่คือรถคันที่เขาเพิ่งมุดออกมา เขาซื้อซากรถยุโรปคันนี้มาถูกเหมือนได้เปล่า เปลี่ยนตรงนั้นแก้ตรงนี้ตามแต่ใจและใช้มันมาได้นานนับสิบปีจนถึงตอนนี้

“เปล่า ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ เลยเอามันมาตรวจเช็คไปเรื่อย”

หญิงสาวพยักหน้ารับรู้ หันไปถามเด็กหนุ่มที่ยืนเก้กังฟังสองหนุ่มสาวคุยกัน “เพิ่งมาใหม่เหรอเรา”

“เอ่อ...” สันไม่รู้จะตอบอย่างไร เขามาอยู่ที่อู่นี่ได้ปีกว่าแล้ว จะเรียกว่ามาใหม่ก็ไม่ถูก แต่ก็ตอบไปอย่างเกร็งเกรง “ครับ”

“พี่ชื่อรี เป็นน้องสาวเฮีย” ในเมื่ออีตาลูกพี่ยืนบื้อไม่พูดอะไร เธอจึงจัดการแนะนำตัวเอง

“อ๋อ น้องสาวเฮียที่ไปอยู่กรุงเทพฯ สวัสดีครับ” สันยกมือไหว้ ก้มหัวต่ำเสียจนตัวตั้งฉากกับขา ท่าทางทะเล้นของหนุ่มน้อยนี่คงทำให้เธอหายเบื่อไปได้

เธอหันไปมองชายหนุ่มที่ยังคงยืนหน้านิ่งเหมือนเดิม ที่ว่าจะชวนคุยตามประสาเพื่อนเก่าก็เลยเปลี่ยนใจ ขี้เกียจชวนเสือยิ้มยากให้แยกเขี้ยวอ้าปาก “ไปหาเฮียก่อนนะ ทำงานกันไปเถอะ” ว่าแล้วก็เดินไปลากกระเป๋าเดินไปตามทางสู่ตัวบ้าน

ได้ยินเสียงแว่วตามหลังมา เพราะคนที่นินทาเธอลับหลังเสียงไม่เบาเลย

“น้องเฮียโคตรสวยเลยเนอะพี่เนอะ”

“ทะลึ่งแล้วเอ็ง เอามานี่ ไปหล่อคีมมาหรือไงวะ หายไปเป็นชาติ”

ธนารีย์อมยิ้ม ทีกับคนอื่นน่ะพูดได้แจ้วๆ ทีกับเธอ ทำอย่างกับนางพิกุลทองกลับชาติมาเกิด

จะว่าไปเธอก็ชินกับท่าทีขี้เต๊ะของเขาแล้วล่ะ เพราะเป็นแบบนี้มาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กชายวิศรุต เขากับเธอเป็นเพื่อนบ้านกัน เกิดเดือนเดียวปีเดียวกัน เขาเกิดก่อนเธอแค่ห้าวัน แต่กลับชอบวางท่าว่าโตกว่าเธอสักห้าปี ตอนเด็กๆ เวลาเล่นด้วยกันเป็นกลุ่ม ไม่ว่าจะกระโดดเชือก บอลลูน กระต่ายขาเดียว ตี่จับ เขามักขี้โม้แสดงตัวว่าเป็นผู้ใหญ่กว่าใคร ทั้งๆ ที่อายุก็รุ่นราวคราวเดียวกันทั้งนั้น

แต่จะไม่ให้เขาแสดงท่าว่าเจ๋งกว่าใครก็ไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะเล่นอะไรกัน หรือกีฬาประเภทไหน เด็กชายวิศรุตก็ดันเล่นได้ดี เก่งกว่าเด็กคนไหน จนแม้แต่พวกที่โตกว่าก็ยังต้องยอมยกเขาเป็นลูกพี่

พอเข้าสู่วัยรุ่น เริ่มมีเด็กสาวมาแอบปลื้ม ไม่รู้ว่าใครเอาความคิดว่าสาวๆ ชอบหนุ่มเคร่งขรึมไปใส่สมองเขา ถึงได้ชอบทำหน้านิ่ง พูดเสียงเรียบเนิบ ทำตัวเป็นหนุ่มขรึมพูดน้อย ลบภาพเด็กชายขี้โม้จอมคุยไปหมด

แต่ไม่ว่าจะวัยไหน ท่าทีเขาก็ยังน่าหมั่นไส้ไม่เคยเปลี่ยน ดูเอาเถอะ ไม่เจอหน้ากันตั้งหลายปี แทนที่จะทักทายพูดคุยไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันบ้าง กลับทักสั้นๆ แค่ ‘กลับมาเมื่อไหร่’ ยิ้มให้สักนิดไม่มี แต่ก็อีกนั่นแหละ อาจจะเป็นเพราะเขาเป็นคนเงียบๆ แบบนี้ ถึงได้อยู่กับพี่ชายเธอมาได้ถึงทุกวันนี้ กลายเป็นน้องชายที่ธนบูรณ์รักใคร่มากกว่าน้องสาวแท้ๆ อย่างเธอเสียอีก

เธอเดินขึ้นบันไดเสียงเบา แม้ด้านนอกบ้านที่ใช้ประกอบกิจการอู่รถจะดูเก่าทรุดโทรมขนาดไหน แต่ภายในบ้านกลับสะอาดเรียบร้อย ถ้าเป็นคนอื่นคงแปลกใจแต่เธอไม่ แต่ไหนแต่ไรมา ธนบูรณ์ดูแลบ้านช่องให้สะอาดอยู่เสมอ เธอเคยเอาหนังสือออกมาอ่านแล้วไม่เก็บเข้าตู้ โดนบ่นไปสามวัน กินข้าวแล้วทิ้งจานไว้ข้ามคืน โดนปลุกแต่ไก่โห่มาล้างจานที่วางทิ้งไว้ พี่ชายเธอเป็นคนเจ้าระเบียบและเข้มงวดมาก แถมยังขี้บ่นอย่างกับป้าแก่เวลาใครทำอะไรไม่เข้าตา ไม่ถูกใจ

ธนบูรณ์นอนกรนสบายใจอยู่บนเสื่อที่ชานบ้าน ตรงนี้ลมพัดโกรก อากาศเย็นสบายเหมาะแก่การงีบหลับช่วงกลางวัน เธอเดินไปนั่งลงข้างๆ เขา มองดูอย่างขำๆ ผ้าขาวม้าปิดหน้าเผยิบขึ้นลงตามแรงลมหายใจ เขาสวมเสื้อกล้ามสีขาว นุ่งกางเกงผ้าแพรสีน้ำเงิน พุงหลามโผล่พ้นชายเสื้อ โป่งลมยุบพองตามจังหวะหายใจ รับกับเสียงกรน

พี่ชายเคยเล่าให้ฟังว่า พ่อแม่คิดว่าคงมีลูกโทนเป็นเขาคนเดียว แต่ผ่านไปสิบปีเธอหลงมาเกิดแบบไม่ทันให้ใครตั้งตัว หลังจากที่เธอเกิดกิจการอู่ซ่อมรถของพ่อก็เจริญรุ่งเรืองขึ้น เธอเป็นเครื่องรางนำโชคของพ่อ แต่สำหรับแม่ หลังจากคลอดเธอแม่ก็เริ่มมีอาการโรคหัวใจ พอเธออายุได้ห้าขวบหัวใจแม่ก็อ่อนแอจนหยุดทำงานในที่สุด พี่ชายของเธอคนนี้จึงต้องทำหน้าที่แม่คอยดูแลเธอและดูแลบ้าน แถมยังต้องรับความคาดหวังจากพ่อให้สืบต่อกิจการอู่รถของท่านด้วย

พอพ่อของเขาและเธอเสียชีวิตเพราะโรคมะเร็งตับ กิจการอู่ก็ซวนเซเพราะหมดเงินไปมากกับค่ารักษาพยาบาลพ่อ แต่เฮียบูรณ์ไม่ยอมแพ้ มุมานะทำงานหนักไม่เกี่ยงเงินน้อย จนในที่สุดอู่ก็กลับเข้าที่เข้าทาง กำลังเสริมหลักก็นายวิศรุตน้องชายนอกสายเลือดของเขา ส่วนกำลังใจสำคัญก็คือ ‘จิดาภา’ ภรรยาที่ไม่ได้ตบแต่งแต่หนีตามมาอยู่ด้วยกัน

คนเราพอเริ่มมีเงิน เรื่องผู้หญิงมาเกาะแกะติดพันก็ตามมาเป็นธรรมดา จะด้วยความระแวงหรือหมดรักกันแล้วก็ไม่รู้ พี่สะใภ้เธอหอบข้าวของหนีไปในคืนหนึ่ง ปกติเฮียบูรณ์เป็นคนขี้บ่นและโวยวายได้ทุกเรื่องยกเว้นเรื่องความทุกข์ความเหน็ดเหนื่อยของตัวเอง คนภายนอกจึงคิดว่าเขามีแต่ความสุข ไม่เคยต้องทุกข์ใจ แม้แต่ตัวเธอเองในวัยเยาว์ก็ยังคิดแบบนั้น เธอจึงกังวลใจมากเมื่อเห็นเขากลายเป็นอีกคนที่ไม่พูด ไม่บ่น นั่งบื้อราวกับวิญญาณออกจากร่างตามเมียรักไปแล้ว

ในเวลาแบบนั้นเธอผู้เป็นน้องสาวแท้ๆ ควรจะได้อยู่ดูแล แต่เธอต้องกลับไปเรียนที่กรุงเทพฯ จำต้องปล่อยให้เด็กหนุ่มเพื่อนข้างบ้านคอยอยู่เคียงข้างพี่ชาย นานนับเดือน กว่าพี่ชายของเธอจะทำใจได้และกลับมาเป็นเฮียบูรณ์ขี้บ่นคนเดิม กลับมากินได้นอนหลับ และอ้วนท้วนสมบูรณ์เหมือนอย่างตอนนี้

“ตือโป้ยก่าย!!” เสียงเรียกดังกรอกใส่หูคนกำลังหลับสบายจนเขากระเด้งตัวลุกขึ้นมองซ้ายขวาเลิกลั่ก

“ใครวะ ใคร”

สายตาคนตกใจตื่นมองเห็นใบหน้าขาวนวล ยิ้มระรื่น อยู่ไม่ห่าง สมองใช้เวลาไม่กี่วิก็ระลึกได้

“ไอ้รี ไอ้น้องรัก” พี่ชายโผเข้ากอดน้องสาวด้วยความคิดถึง “มาเมื่อไหร่เนี่ย เป็นไง เหนื่อยไหม ผอมไปนะดูสิมีแต่กระดูก”

“ใครจะอ้วนเป็นหมูเหมือนเฮียเล่า กินแล้วก็นอน” เธอตีท้องพุ้ยของพี่ชายเสียงดังเพี๊ยะ เขารีบแขม่วท้อง

“อ้วนที่ไหน หุ่นผู้ชายอบอุ่นโว้ย”

สองพี่น้องกอดกันหัวเราะร่าเริง ก่อนน้องสาวจะถามขึ้น “ว่าแต่ทำไม อู่เงียบจัง”

“เออ ช่วงนี้งานไม่ค่อยมี มันมีอู่เปิดใหม่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน เอ็งไม่เห็นเหรอ”

“อู่ใคร”

“อู่ของนายสุรพล”

ฟังชื่อแล้วธนารีย์ก็อดกังวลแทนไม่ได้ ถึงเธอไม่ได้อยู่บ้านตลอดเวลาแต่ชื่อนี้ก็ได้ยินเข้าหูมาบ่อยๆ ‘สุรพล’ ชื่อนี้คนในวงการธุรกิจของบางนางลี้รู้จักในฐานะที่เป็นเจ้าของสัมปทานเดินรถโดยสารจากบางนางลี้เข้าเมืองและอาคารพาณิชย์รอบตลาด แต่คนในวงการนักเลงรู้จักเจ้าพ่อสุรพลในฐานะเจ้าของบ่อนและธุรกิจมืดที่ขนาดนักการเมืองท้องถิ่นยังต้องเกรงใจ

“อู่ใหญ่เลยนี่ สมเป็นนายทุนใหญ่จริงๆ”

“ใช่ จัดโปรชุดใหญ่ด้วย ดึงลูกค้าข้าไปหมด เออ แกกลับมาก็ดี ไปบอกไอ้สุรพลมันเลิกทำอู่รถหน่อยสิ ไม่งั้นข้าไม่ยกน้องสาวให้นะ”

“เรื่องอะไร แล้วก็นี่ จะยกฉันให้ใคร ถามฉันก่อนไหม”

ธนบูรณ์หัวเราะ “เป็นเมียเจ้าพ่อ รวยจะตาย สบายไปทั้งชาติ”

ธนารีย์ส่ายหน้าอย่างระอาใจปนขำ เรื่องรักแบบปัปปี้เลิฟของเธอกับสุรพลนั้นจบไปนานแล้ว แต่พี่ชายก็ยังไม่ยอมเลิกล้อเสียที สมัยเรียนมัธยมต้น สุรพลเพื่อนร่วมห้องตามตื้อส่งดอกไม้ ของขวัญ ตุ๊กตา ทุกเทศกาล เขาเคยขอเธอเป็นแฟนจริง แต่ก็แบบเด็กๆ เท่านั้น พอเธอเข้ากรุงเทพฯ ก็เลยห่างหายกันไป แต่เพราะสุรพลยังครองตัวเป็นหนุ่มโสดเจ้าสำราญ พี่จึงชอบล้อว่าเขายังรอเธออยู่

“เป็นเมียเจ้าพ่อ ต้องนอนรอว่าเขาจะโดนยิงหัวเมื่อไหร่ ไม่เอาด้วยหรอก” น้องสาวว่า “แล้วคนงานอู่ย้ายไปอยู่อู่โน้นหมดเลยเหรอ เห็นเหลือแต่วิศกับเด็กชื่อสัน”

พี่ชายเบ้หน้า “ทำไงได้ ฝั่งโน้นเขาจ้างแพงกว่า แถมเราก็ไม่มีเงินจ้างเพราะไม่มีงาน อันที่จริงเจ้าวิศนี่ก็ยิ่งกว่าน้องแท้ๆ อีก มันไม่เคยทิ้งข้าเลยสักครั้งเดียว อย่างนี้เหมาะจะเป็นน้องเขยข้ามากกว่า” 

“ห่วงกิจการตัวเองเถอะเฮีย อย่ามายุ่งเรื่องคู่ฉันเลย” ธนารีย์ส่ายหน้า ก่อนเดินเลี่ยงเข้าห้องของตัวเองไปเก็บกระเป๋า มีอย่างที่ไหน กลับมายังไม่ถึงชั่วโมง พี่ชายหาว่าที่สามีให้ถึงสองคนแล้ว เขายังมีความคิดแบบคนหัวโบราณที่ว่าผู้หญิงไม่ต้องเรียนสูง หาสามี มีลูก ดูแลบ้านช่องก็พอ นั่นใช่เธอที่ไหน


******โปรดติดตามตอนต่อไป*********


ไอวินทร์

  • นักข่าว
  • Sr. Member
  • *
  • กระทู้: 291
    • ดูรายละเอียด
Re: วันที่หัวใจไม่ไร้รัก บทที่ ๒
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 12, 2016, 10:30:55 PM »
กรี๊ด ไรกันเนี่ย ห้องนี้ ก็บทที่ 2 แล้วววว   ::)
Licht und Schatten トーキョーグール-

lung_tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 384
    • ดูรายละเอียด
Re: วันที่หัวใจไม่ไร้รัก บทที่ ๒
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กันยายน 22, 2016, 07:44:19 PM »
รอติดตามตามติดจ้ะ  ;D

noneko

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 136
    • ดูรายละเอียด
Re: วันที่หัวใจไม่ไร้รัก บทที่ ๒
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กันยายน 30, 2016, 01:35:45 PM »
รอติดตามต่อนะคะ