ผู้เขียน หัวข้อ: อ่านรัก...ด้วยหัวใจ (3)  (อ่าน 90 ครั้ง)

หนึ่งลิปดา

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 26
    • ดูรายละเอียด
อ่านรัก...ด้วยหัวใจ (3)
« เมื่อ: ตุลาคม 07, 2016, 04:19:04 PM »

 My Love Reading Story … อ่านรักด้วยหัวใจ  ๓

ยายเจิด

แกได้อ่านหนังสือของนายนั่นแล้วยัง รู้นะว่าฉันหมายถึงเล่มไหน แกเอ้ย ฉันเซ็งชะมัด เพราะเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ฉันไปกินอาหารญี่ปุ่นกับน้ารัฐแล้วก็คุณปานวาดแฟนน้ารัฐด้วย แกรู้ไหมฉันเจอใคร นายแสนเมืองนั่นแหละ แล้วอะไรมันจะมาบังเอิญเหมือนนวนิยายที่ฉันอ่านขนาดนี้ เมื่อจริงๆ นายแสนนั่น เป็นลูกพี่ลูกน้องของคุณปานวาด สนิทสนมกันมากด้วย

ก็เพราะคุณปานวาดรู้ว่าฉันชอบอ่านนวนิยายไง คุณเธอเลยโทรชวนน้องชายมากินด้วย แนะนำให้ฉันรู้จักนักเขียน โธ่เอ๊ย ฉันชอบอ่านก็จริง แต่ฉันไม่ใช่คนเห่ออยากรู้จักนักเขียนนะ  โดยเฉพาะนายคนนี้ แกคงวาดภาพออกใช่ไหมล่ะว่า ไอ้ที่ฉันชอบกินนั่น มันชักจะกินไม่ลงเสียแล้ว

“อ่านนวนิยายมากๆ ไม่คิดอยากเขียนบ้างเหรอ”

นายนั่นถามฉัน

“ไม่ แค่ชอบอ่าน”

“คงเพราะสบายกว่า”

ฉันเกลียดสายตายิ้มๆ ของนายนี่เป็นที่สุดเลย เวลามองฉัน ยังดีนะที่น้ารัฐ ก็ชวนคุยด้วย

“เขียนหนังสือแต่ละเล่ม ใช้เวลานานไหม”

“ก็แล้วแต่เรื่องครับ  ถ้าเรื่องไหนต้องหาข้อมูลที่ผมไม่รู้ ไม่ถนัด ก็อาจจะนานหน่อย”

“เขียนแนวไหน”

“ผมเขียนสืบสวนครับ แต่มาณญ่าคงไม่อ่าน เพราะคงชอบเรื่องรักโรแมนติกมากกว่า ยังไม่คิดจะเปลี่ยนแนวเลยใช่ไหม”

ฉันไม่อยากจะตอบหรอก แต่มันอดไม่ได้

“ทำไมจะต้องเปลี่ยน ในเมื่อฉันชอบ ฉันก็ทำอย่างที่ชอบสิ”

“ไม่คิดว่ามันจำเจ ซ้ำซากบ้างเหรอ อ่านแต่หนังสือพรรค์นั้น”

หนังสือพรรค์นั้น โห ฉันนี่เลือดขึ้นหน้า ฉุนกึกเลย  นายนี่เป็นนักเขียนได้ยังไง ไม่เพียงดูถูกคนอ่านอย่างฉัน มันแสดงไปถึงดูถูกคนเขียนแนวนี้ด้วยนะ แกว่าไหม

“นวนิยายรัก ไม่มีซ้ำซากจำเจหรอก อ่านเมื่อไหร่ ก็มีอะไรใหม่ๆ ให้ค้นหา ให้มุมมองที่เปลี่ยนไปด้วย ตามอารมณ์ประสบการณ์ของเรา แต่สืบสวนนั่นน่ะ หยิบมาอ่านซ้ำเมื่อไหร่ มันก็แห้งเหมือนเดิม ไม่มีทางที่จะคิดอะไรใหม่ๆ ได้ รู้ตัวคนร้ายก็จบ เขียนง่ายจะตาย”

“ถ้าคิดว่าง่าย ทำไมไม่ลองมาเขียนบ้างล่ะ”

หนอย มาท้าคนอย่างฉัน คงเถียงฉันไม่ออกแล้วสิ

“ฉันไม่เขียนหรอกอย่างนี้ จะเป็นนักเขียน ก็ต้องเขียนในสิ่งที่ตัวเองชอบสิ ไอ้ที่นายเขียนอยู่น่ะ แค่หลอกล่อ ให้คนอ่านเขวสงสัย แล้วก็เฉลยออกมา มันเป็นแพตเทิร์นง่ายๆ ดังนั้นไปไกลๆ เลย ไม่อยู่ในความสนใจของฉันหรอก”

“มาณญ่า”

น้ารัฐ เรียกฉันเหมือนจะเตือน

“ไม่เป็นไรครับ ตอนเรียนด้วยกัน เขาก็ชอบกระแนะกระแหนผมอย่างนี้ล่ะ”

“อ้าว เคยเรียนด้วยกันเหรอ”

คุณปานวาดพูดออกมาอย่างแปลกใจ แต่น้ารัฐแค่มองหน้าฉันเฉยๆ แล้วคุณปานวาดก็พูดออกมาว่า

“หลังๆ มา พี่เองไม่ค่อยได้อ่านนวนิยายนักหรอก จะอ่านก็แต่เล่มที่แสนเมืองเขียน เขาก็เขียนดีนะ มีครบรส ไม่ได้มีแต่สืบสวนอย่างที่มาณญ่าคิด มันออกแนวซัสเพนด้วย”

ฉันไม่พูดอะไร เพราะไม่ชอบให้ใครมาเสนอแนะให้ฉันอ่านหนังสืออะไร เล่มไหน โดยเฉพาะหนังสือที่ฉันไม่ชอบ บางทีฉันก็อดคิดไม่ได้นะว่า  มันไปหนักหัวใครตรงไหน ที่ฉันจะเลือกอ่านอย่างนี้ แต่นั่นแหละ ฉันก็ไม่ได้พูดออกไปหรอก จะพูด ก็พูดกับแกคนเดียวเท่านั้น ก็แกเป็นเพื่อนฉัน แกเข้าใจฉันมาตลอด ในเรื่องรสนิยมการอ่าน แต่ความเงียบของฉัน ไม่ได้ทำให้นายนั่นหยุดเลย  เพราะตอนกินเสร็จจะแยกย้ายกันแล้ว เขายังมาพูดกับฉันว่า

“ถ้าคิดว่า สืบสวนมันง่าย มันมีรูปแบบสำเร็จรูปของมันอยู่ ทำไมเธอไม่ลองเขียนออกมาสักเรื่อง และแม้กระทั่งจะเขียนอย่างที่ตัวเองชอบอ่านก็ได้ จะได้เข้าใจคนเขียน จะได้ไม่พูดออกมาง่ายๆ แบบนี้”

“เออ แล้วจะเขียนให้ดู”

ฉันก็หลุดปากเพราะความหมั่นไส้นะ ความจริงฉันก็ไม่เคยคิดว่าการเขียนมันจะง่ายๆ หรอก แต่ก็อย่างว่า ฉันรังเกียจวิธีคิดของนายแสนเมืองที่มีต่อฉันไง ฉันเลยพูดออกไปแบบนั้น  แกก็รู้นี่ว่า ฉันเป็นคนที่นับถือ ชื่นชมคนที่เขียนหนังสือออกมาเป็นเล่มๆ ได้ แม้บางเรื่องฉันจะไม่ชอบก็ตาม แต่ยกเว้นนายคนนั้น ฉันมีอคติ ฉันยอมรับด้วยเหตุผลที่ว่า นายคนนี้เป็นนักเขียนที่มีอัตตาสูงมาก ดูถูกคนอ่านด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ฉัน!
 แกคอยดูนะ ฉันจะเขียนนวนิยายสักเล่ม เอาสืบสวนนี่ล่ะ เขียนเสร็จจะเอาไปเคาะหัวนายนั่น ให้หายดูถูกคนเลย...
มาณญ่า


มาณญ่าพับกระดาษสีน้ำตาลตุ่นๆ มันไม่ใช่กระดาษเขียนจดหมาย มันเป็นสมุดบันทึกที่เธอซื้อมา แล้วก็เห็นว่ากระดาษมันสวยดี มันออกแนววินเทจ ขอบกระดาษมีลวดลายเป็นกรอบเหมือนกระดาษไหม้ แถมยังมีเส้นแตกลายงาเล็กน้อย ตรงมุมด้านซ้ายเป็นช่อดอกกุหลาบ เธอถูกใจจึงซื้อมา และฉีกออกเป็นกระดาษเขียนจดหมาย จะได้ไม่ต้องเผาริมกระดาษเหมือนทุกครั้ง โดยเฉพาะวันนี้ แอร์ห้องของเธอมันเสีย ไม่เย็นมาสองสามวันแล้ว และเธอไม่ได้บอกน้าชาย เพราะช่วงนี้เหมือนเขาจะยุ่งเรื่องงานมาก กลับก็ดึก ไปก็เช้า เธอจึงทนร้อนเอา

เรื่องในบ้านอย่างนี้ ก็ใช่ว่าเธอจะจัดการเองไม่ได้ แต่ก็เพราะทุกครั้งน้าชายเป็นคนจัดการ ทางที่ดีเธอก็ควรจะให้เขาจัดการดีกว่า เพราะจะมีช่างประจำที่ไว้ใจได้มาดูแล

เธอเอาจดหมายใส่ซอง เขียนชื่อที่อยู่เจิดจันทร์เสร็จ ก็ถือลงมาข้างล่าง พรุ่งนี้เธอตั้งใจจะตื่นสาย จึงคิดจะเอาไปฝากให้น้าชายคืนนี้เลย

เธอเดินตรงไปที่ห้องทำงานของน้าชาย พอเคาะประตูเปิดเข้าไป ก็เห็นน้ารัฐภูมิก็เงยหน้าจากงานที่ทำอยู่

“มีอะไร”

“จะฝากส่งจดหมายค่ะ”

เธอพูดแล้ววางลงบนโต๊ะ รัฐภูมิชำเลืองมองแล้วก็ถามว่า

“แล้วหนังสือ”

“ไม่มีค่ะรอบนี้ ยัยเจิดไม่ได้สั่งอะไร”

รัฐภูมิพยักหน้า ก่อนจะเปิดลิ้นชัก หยิบจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมายื่นให้

“นี่ จดหมายเรา มันติดอยู่กับของน้า”

มาณญ่ายิ้มเมื่อเห็นเป็นลายมือเจิดจันทร์ มันไม่แปลกหรอกที่จะไปปนกับจดหมายเอกสารต่างๆ ของน้าชาย  เพราะ ที่บ้านไม่ค่อยจะมีคนอยู่ เธอจึงให้เจิดจันทร์ส่งจดหมายไปที่นั่น  เธอรับจดหมายแล้วจะเดินออกไป แล้วก็คิดขึ้นได้ เมื่อหันมาพูดว่า

“น้าภูมิ แอร์ห้องญ่าไม่เย็น”

“เอะ ก็เพิ่งล้างไปไม่ใช่เหรอ”

“หลายเดือนแล้ว นี่มันก็ไม่เย็นมาสามสี่วันแล้ว”

“พรุ่งนี้น้าไม่อยู่ไปต่างจังหวัดสามสี่วัน ไว้กลับมาจะจัดการให้ ถ้าร้อนมากนักจะไปนอนห้องน้าก่อนก็ได้”

“แล้วจดหมาย”

“เดี๋ยวจะแวะส่งให้ ไปนอนเถอะ”

มาณญ่า เดินออกมา พอกลับเข้าไปถึงห้องแล้วจึงนึกได้ว่า มะรืนนี้เธอก็มีนัดไปเที่ยวทะเลกับเพื่อนเหมือนกัน แล้วใครจะเฝ้าบ้านกันละทีนี้ หรือจะโทรไปยกเลิก

เธอเดินไปนั่งที่โต๊ะเปิดจดหมายของเจิดจันทร์อ่าน ไม่ยาวมาก แต่ก็ทำให้เธอยิ้ม เจิดจันทร์จะมากรุงเทพฯ ดีเลย เธอจะให้เจิดจันทร์เฝ้าบ้านให้เสียเลย แล้วรอยยิ้มของเธอก็กลายเป็นบึ้งเมื่อไล่อ่านมาจนถึงข้อความที่ว่า

เห็นคุณแสนเมืองบอกว่า เธอจะเขียนนวนิยายแข่งกับเขาเหรอ เป็นไปได้ยังไง แต่ไม่ว่ายังไงฉันก็ขอเชียร์ และรับเป็นที่ปรึกษานะ ^--^

นายแสนเมืองนั่น ติดต่อกับเจิดจันทร์ด้วยเหรอ  ตั้งแต่เมื่อไหร่ สนิทกันมากแค่ไหน...แปลกที่เธอมีความรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง นายนั่นจะแย่งเจิดจันทร์ เพื่อนของเธออย่างนั้นหรือ?

[/font][/size]