ผู้เขียน หัวข้อ: คนเหนือญาณ บทที่ ๓  (อ่าน 592 ครั้ง)

ัีyuiangel21

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 21
    • ดูรายละเอียด
คนเหนือญาณ บทที่ ๓
« เมื่อ: ตุลาคม 26, 2016, 03:42:49 PM »
บทที่ ๓

      ล่วงเข้าอีกหนึ่งเดือน แต่กิจวัตรของนายชวินทร์ก็เหมือนเดิมแถมเพิ่มกิจกรรมพิเศษ ในวันธรรมสวนะ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 วันอาสาฬหบูชา วันที่พระพุทธองค์ได้แสดงธรรมเทศนาหรือหลักธรรมที่ทรงตรัสรู้เป็นครั้งแรก
      ณ วัดแถวบ้าน อารามขนาดกลางที่เหล่าญาติโยมในละแวกนั้นมักจะมาร่วมกันทำบุญ อย่างวันนี้ก็มีผู้คนมากมายบน  วิหารหลวง อันมีลักษณะก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้องสีแดงสด ประกอบด้วยช่อฟ้า ใบระกาและหางหงส์ หน้าบันตกแต่งลวดลายไทยสวยงามเคลือบสีทองผสมกระเบื้องหรือกระจกสี ผนังภายในวิหารเต็มไปด้วยรูปภาพพระพุทธประวัติ โถงวิหารด้านในสุดเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ปางสมาธิขนาดใหญ่ แม้จะเป็นวัดไม่ใหญ่นัก แต่ก็มีความพรั่งพร้อมและวิจิตรงดงาม รวมถึงสร้างความสงบแก่จิตใจได้ไม่น้อยเลย
      ครอบครัวกสิณกุลพร้อมหน้าพร้อมตากันที่กลางวิหาร เพื่อรอทำบุญถวายสังฆทาน ครั้นพระภิกษุสะดวกแล้ว ห้าพ่อแม่ลูกก็เข้าไปถวายสังฆทานชุดใหญ่ กราบบูชาพระรัตนตรัย  จากนั้นจึงกล่าวอาราธนาศีลและรีบศีลจากพระภิกษุ ก่อนจะว่านะโม 3 จบ เพื่อเป็นการเคารพนบน้อมต่อองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ตามด้วยกล่าวคำถวายไทยธรรม ประเคนเครื่องไทยธรรม พระภิกษุถวายอนุโมทนาเป็นภาษาบาลี โดยผู้ถวายก็กรวดน้ำแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลพร้อมกันไปด้วย
เสร็จพิธีกรรมการถวายสังฆทาน สมาชิกบ้านกสิณกุลก็ลงจากวิหาร แล้วไปให้อาหารสัตว์ในวัด ซึ่งคนที่ดีอกดีใจจนออกนอกหน้าเห็นจะเป็นนายชนินทร์ เพราะชอบวิ่งเล่นโลดโผนกับเจ้าตูบทุกครั้งที่มาวัด
      “แม่ดูสิครับ นายนินยิ้มหน้าบานเขียว” ชวินทร์บอกแม่ ซึ่งอมยิ้มและว่า
      “ก็น้องชอบเล่นกับหมานี่ ปล่อยน้องไปเหอะ ลูก”
      “ผมไม่ได้ขวางหูขวางตานะครับ แม่ แค่ผมอยากจะรู้ว่า ทำไมบ้านเราไม่เลี้ยงลูกหมาสักตัว นายนินจะได้มีเพื่อนเล่น”
คุณอัมราถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะกล่าว    
     “แม่ก็เคยคิดจะเลี้ยงหมาไว้สักตัว แต่ครอบครัวเราเป็นครอบครัวทำงาน ไม่ค่อยจะมีเวลาว่างนัก หากคิดจะเลี้ยงหมา เราจะต้องแน่ใจว่า เราจะสามารถดูแล ให้ข้าว ให้น้ำ ให้ความสุข เวลาเจ็บป่วยก็ต้องพาไปรักษาพยาบาล ที่สำคัญควรมีเวลาเล่นกับเขา”
ชวินทร์ฟังแม่เงียบๆ อย่างเข้าใจและเห็นมาตลอดว่าครอบครัวกสิณกุลเข้าข่ายทำงานหาเช้ากินค่ำจนเรียกว่าทำหนักทำหลายอย่างมานานแล้ว กว่าจะเบาบางลงไปบ้างเหมือนทุกวันนี้ แต่ก็ยังไม่สามารถวางมือได้ทั้งหมด ทว่า ตอนนี้ครอบครัวของเขาก็มีผู้ช่วยแล้วคนหนึ่ง เขาจึงพยายามคิดหาทางออก เพราะอยากจะให้ครอบครัวมีชีวิตชีวามากกว่าเดิม
     “แม่ครับ เรามีพี่แน่งน้อยมาช่วยงานบ้านแล้ว ผมว่า...” ชายหนุ่มถามด้วยความสงสัย แต่ แม่กลับเอ่ยสวนสิ่งที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลย
     “วิน รู้ไหม แน่งน้อยมีโรคประจำตัวนะ “
     “โรคประจำตัว อะไรครับ แพ้ขนหมาเหรอครับ”
     “ไม่ได้แพ้ขนหมา แต่ แพ้หมา”
     “แพ้หมา?” ชวินทร์แผดเสียงเบาๆ หน้าเหวอ เพราะไม่คิดว่าแม่บ้านวัยทึนทึกผู้มีศักดิ์เป็นญาติห่างๆ จะมีโรคประจำค่อนข้างแปลกประหลาด
     “ใช่จ้ะ แน่งน้อย แพ้หมาถึงขั้นรุนแรง แล้วก็พลอยแพ้แมวไปด้วย”
     “อะ อะไรนะครับ แพ้หมาแพ้แมว ผมเพิ่งจะเคยได้ยินนี่ล่ะ มันเป็นยังไงเหรอครับ ไอ้โรคนี้”
     “ก็เข้าใกล้หมาแมวไม่ได้ หรือหมาแมวเข้าใกล้ก็ไม่ได้ จะตัวสั่น ใจสั่น หายใจไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก ถ้าเป็นหนักก็ถึงกับช็อกหมดสติเลยล่ะ” คุณอัมราชี้แจงอาการโรคกลัวสุนัข หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า โรคไซโนโฟเบีย
     “โอ้ววว” น้ำเสียงทุ้มครางพลางกลืนน้ำลายช้าๆ เขาเข้าใจเดี๋ยวนี้เอง ทำไมพี่แน่งน้อยถึงไม่ยอมมาทำบุญที่วัดกับครอบครัว คงจะเป็นเพราะ ที่วัดมีหมาแมวหลายตัว แล้วครอบครัวเขาก็ชอบให้อาหารหมาแมวเหล่านั้นด้วย
     “นายนิน รู้เรื่องนี้หรือเปล่าครับ แม่”
     “น้องรู้สิ ตอนอายุสิบสอง น้องเคยขออนุญาตจะเลี้ยงลูกหมา แม่ก็บอกเหตุผลที่เราเลี้ยงหมาไม่ได้ แต่เรื่องนี้ แม่ไม่เคยพูดกับลูก เพราะลูกไม่เคยถามเลยนี่จ้ะ”
     “ครับ ตอนนี้ผมรู้แล้ว ไม่เป็นไรครับ เรามาเลี้ยงหมาแมวที่วัดแบบนี้ก็ดีเหมือนกันครับ นายนินดูมีความสุข หมาแมวพวกนั้นก็ดูมีความสุขดีครับ”
     “ใช่จ้ะ ไปช่วยน้องกันนะ”
ชายหนุ่มเดินเกาะแขนแม่ไปหาน้องชาย ซึ่งใกล้ๆ ตรงนั้น พี่ชายกับพ่อก็กำลังช่วยกันให้อาหารหมาแมว เขาจึงเข้าไปช่วยและหยอกเล่นกับสัตว์เหล่านั้น วันนี้เขารู้สึกดีและมีความสุขมากกว่าทุกๆ ครั้ง เพราะเขารู้เหตุผลต่างๆ นและทำใจมากขึ้น เมื่อแบ่งความรักความสุขโดยการอุปการะตรงๆ ไม่ได้ เราก็สามารถแบ่งปันได้หลายหนทางหลายวิธี อย่างน้อยๆ ก็ดีกว่านิ่งดูดายไม่ทำอะไร แล้วปล่อยให้มันผ่านเลยไปเปล่าๆ ปลี้ๆ
   
      ห้องนอนติดริมระเบียงหน้าบ้าน ตั้งอยู่ในทิศทางที่สามารถสัมผัสความร่มรื่นและความปลอดโปร่ง รวมถึงมองเห็นความเป็นไปกับแขกไปใครมาได้ง่าย อันตรงกับอุปนิสัยของเจ้าของห้องผู้เอ่ยปากขอพ่อกับแม่แยกห้องนอนกับพี่ชายและน้องชาย เมื่อย่างเข้าสู่วัยศึกษาเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยปีแรก เนื่องจากเขาต้องการห้องนอนเป็นสัดเป็นส่วนโปร่งสบาย เพราะวิชาเอกที่ลงเรียนจะต้องใช้สมาธิบวกกับเวลาส่วนตัวค่อนข้างสูง ซึ่งพ่อกับแม่และพี่น้องทุกคนเข้าใจจึงถือโอกาสดีที่จะแยกห้องนอนส่วนตัวให้สามหนุ่ม โดยห้องพี่พลอยู่ติดกับห้องนอนใหญ่ของพ่อกับแม่ ส่วนห้องนายนินอยู่ถัดจากห้องของเขา เท่านี้ทุกอย่างก็ลงตัว นับแต่นั้น เขาก็นอนหลับ ทำงาน และขลุกได้ทั้งวันในห้องนี้
      คืนวันเพ็ญแบบนี้ บรรยากาศเย็นสบายภายใต้แสงจันทร์นวล ต้นหมากรากไม้ที่ถูกตัดแต่งเป็นระเบียบเรียบร้อย สะบัดไหวไปมาเบาๆ เคล้ากลิ่นใบไม้ใบหญ้าอ่อนๆ โชยมาถึงห้องนอน ซึ่งเจ้าของห้องหลับสนิท เพราะหลังกลับจากวัด เขาก็ช่วยแม่ น้องชายและแน่งน้อยทำงานบ้านหลายสิ่งหลายอย่าง  ทั้งเก็บกวาดบ้านเรือน ห้องนอน ตัดต้นไม้ ย้ายกระถางดอกไม้ ถางหญ้า อันเป็นกิจกรรมที่นานๆ ถ้าหยุดกันพร้อมหน้าก็จะทำร่วมกันสักครั้ง แม้วันนี้ พ่อกับพี่พลจะไม่ได้อยู่ทำร่วมกัน เนื่องจากที่อู่มีงานจะต้องเคลียร์ให้ลูกค้าด่วน แต่สมาชิกเท่าที่มีอยู่ก็สามารถจัดการได้อย่างเสร็จสรรพ แล้วก็ช่วยให้นอนหลับเป็นตายเหมือนตอนนี้
      แต่กระนั้น อาการสนิทนิทราที่ไม่น่าจะมีภาพใดๆ ในหัว ทว่า สมองของชวินทร์กลับว่างเปล่าได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ครั้นเข็มนาฬิกาตีบอกโมงยามอันนั้น..ภาพ กลิ่น และความรู้สึกเหมือนเดิมก็ปรากฏขึ้นในห้วงความฝัน..
      เปลวเพลิงแสงวาวโรจน์ แดงโร่ แผดความร้อนแรงเหลือคณานับ ให้ความรู้สึกประหนึ่งกำลังยืนอยู่ท่ามกลางภูเขาไฟกับลาวาเดือด ทำเอาเหงื่อแตกพลั่กๆ ลมปราณแทบจะดับสูญ   
      พลัน! จมูกสันโด่งได้รูปก็เริ่มมีอาการแสบๆ เพราะได้กลิ่นรุนแรงเตะจมูกเข้าอย่างจัง กลิ่นที่ไม่ใช่แค่เน่าเหม็นเหมือนหนูตาย แต่กลิ่นคล้ายกับเนื้อสดๆ ถูกเผาไหม้หรือกำลังถูกไฟลน มันทั้งตลบอบอวลกับหนักหน่วงทุกครั้งที่หายใจเข้า ช่างชวนสะอิดสะเอียนจนเกือบจะสำรอก
      พร้อมกันนั้น ความรู้สึกส่วนลึกก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว กลัวชนิดที่ไม่สามารถจะครองสติได้ ขุมขนทั่วร่างลุกชันตลอดเวลา ท้ายทอยเกร็งเหมือนจะขยับไม่ได้ แล้วโสตประสาทก็ค่อยๆ จับกระแสเสียงบางอย่างได้..โอ้ววว..สุ้มเสียงอันเดิม ประโยคแบบเดิม..อีกแล้วหรือ
      “ถึงวาระแล้วสินะ จำไว้ เกิดอะไรขึ้น ให้หายใจเข้าสามเฮือก” เสียงนั้นเลือนไป เมื่อกล่าวจบ เหลือเพียงความเงียบ เงียบงัน เงียบเชียบ เงียบกริบจนชวินทร์ได้ยินเสียงก้อนเนื้อที่หน้าอกเต้นตุบๆ อย่างแรงและดังเหลือเกิน ราวกับขยับอยู่อย่างไร้ซี่โครงหรือผิวหนังห่อหุ้มอยู่
      ชายหนุ่มทนไม่ไหวอีกแล้วกับสิ่งที่เกิดขึ้น ความกระเสือกระสนจะหลุดพ้นก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ กระทั่ง..
      “เฮ้อออ” ลมหายใจพ่นออกจากริมฝีปากยาวๆ ก่อนเจ้าตัวจะเอ่ยละล่ำละลักเบาๆ 
      “ฝัน เหมือนเดิมเลย” พอรู้สึกตัวคุมสติได้ เขาก็เหลือบดูนาฬิกาบนฝาผนังพลางตกใจ
      “เฮ้ย เที่ยงคืนห้านาที มันอะไรกันเนี่ย”     
      นัยน์ตาคมไม่ยอมละจากหน้าปัดนาฬิกา สมองเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่คำตอบ ชวินทร์จะต้องหาคำตอบให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วเขาก็คิดได้ว่าจะต้องปรึกษาคนในครอบครัว เพราะเหตุแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องปกติแน่ๆ
      ชายหนุ่มรวบรวมสติ ไหว้พระสวดมนต์ ก่อนจะล้มตัวนอน พร้อมๆ กับเริ่มนับลูกแกะไปเรื่อยๆ ตัวแล้วตัวเล่า กระทั่ง สมองปิด

      ชั้นล่างของบ้าน เวลาเช้าตรู่ แน่งน้อยกำลังเตรียมอาหารเช้าอยู่ในครัว จู่ๆ หนุ่มหล่อรายหนึ่งของบ้านก็เข้ามา เอ่ยเสียงเนือยๆ
      “พี่แน่งน้อย ผมขอกาแฟเข้มๆ แค่ผงกาแฟผสมน้ำร้อนเท่านั้นนะครับ”
      “อ้าว เมื่อคืนก็เข้านอนไวนี่นา ทำไมเช้านี้ถึงจะซดดำปี๋แบบนั้นล่ะจ้ะ” สาววัยทึนทึกออกเสียงงงๆ
      “เอ่อ นอนไว แต่พอดึกๆ ผมนอนไม่หลับครับ”
      “อ่อ ได้ๆ แล้ววินจะเอาอาหารเช้าด้วยหรือเปล่า วันนี้พี่ทำโจ๊กหมู สักหน่อยดีไหม จะได้อุ่นท้อง” แม่บ้านใหญ่กึ่งถามกึ่งเชิญชวน ซึ่งคู่สนทนาก็เห็นว่าดี
      “ก็ดีครับ”
      แน่งน้อยยิ้ม แล้วกุลีกุจอชงกาแฟ จากนั้นก็เร่งมือทำอาหารเช้า สักพักก็เรียบร้อย พร้อมเสิร์ฟ
      เจ้าของใบหน้าโรยๆ ดื่มกาแฟอึกใหญ่ๆ หวังจะเพิ่มความกระชุ่มกระชวยให้ร่างกาย แล้วจึงลงมือตักโจ๊กหมูเข้าปาก
      “วิน วันนี้ลงมาก่อนใครเพื่อนเลยนะ ลูก” คุณชนวิททักบุตรชายพลางหันไปพยักหน้าให้แน่งน้อยเสิร์ฟอาหารและมองหน้าคนที่นั่งตรงกันข้าม
      “เป็นอะไรหรือเปล่าวิน ดูไม่สดชื่นเลยนะ”
      “แม่ละครับ” ลูกชายคนรองยังไม่ตอบคำถาม แต่ถามหามารดา ซึ่งพ่อบอกว่า
      “อีกสักกะเดี๋ยว แม่ก็ลงมาแล้วล่ะ กำลังเช็กงานอยู่น่ะ”
      ชวินทร์ชักใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเปิดปากกับพ่อ
      “พ่อครับ คนเรามีโอกาสจะฝันเดิมๆ เรื่องเดิมๆ ได้หรือเปล่าครับ”
      “ได้สิ มันเป็นเรื่องปกติธรรมดา หากเราหมกมุ่นอยู่กับเรื่องนั้นๆ เราก็จะฝันเห็นแต่เรื่องนั้น พ่อยังเคยฝันเหมือนเดิมออกบ่อย”
      “พ่อฝันเรื่องอะไรครับ”
      “ก็ฝันว่า พ่อถูกลูกค้าทวงถามเรื่องรถที่ซ่อมน่ะสิ ซ่อมไม่เสร็จสักที พ่อฝันซ้ำๆ หลายครั้งเหมือนกันนะ” นายช่างใหญ่พูดไปยิ้มไป
      “หมายความว่า พ่อฝันแบบเดิมทุกครั้งเลยเหรอครับ”
      “เอ ก็ไม่เหมือนเดิมทุกครั้งนะ แต่จะฝันเห็นรถคันเดิม ซ่อมตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้าง แก้นั่นแก้นี่ แล้วก็เสร็จเรียบร้อย”
      ผู้เป็นลูกชายหน้าสลดจนพ่อแปลกใจจึงถามตรงๆ
      “วินฝันแบบเดิมๆ เหรอ ลูก”
      ชายหนุ่มพยักหน้า
      “ฝันเกี่ยวกับอะไร”
      คุณชนวิทถาม แล้วสังเกตสีหน้าคนตรงกันข้าม ซึ่งดูขาดความมั่นใจ ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่อุปนิสัยเลย
      “วิน มีอะไรก็บอกพ่อมาเลยลูก พ่อจะช่วยวินทุกอย่าง”
      สุ้มเสียงของพ่อทำให้ความมั่นใจของชวินทร์มีเพิ่มขึ้น เขาไม่ใช่ไม่กล้าพูดเรื่องความฝัน แต่เขาแค่ติดใจสงสัย มันเกิดอะไรขึ้นเท่านั้น
      “ผมฝันเรื่องเดิมๆ ได้ยินเสียงเดิมๆ ข้อความเดิมๆ แล้วก็..ตื่นขึ้นเวลาเดิม ครับ” น้ำเสียงของชายหนุ่มกล่าวเนิบๆ ทว่าชัดเจน จนผู้เป็นพ่อขนลุกเกรียวอย่างไร้สาเหตุ
      “วินฝันเรื่องอะไรบ้าง”
      “ผมฝันเห็น..ความมืด..เปลวไฟ..กลิ่นเหม็นสาบ..ความกลัว ได้ยินเสียงพูดว่า..ถึงวาระแล้วสิ จำไว้ เกิดอะไรขึ้น ให้หายใจเข้าสามเฮือก” กล่าวจบ ชายหนุ่มก็เหงื่อแตก ขนลุกชันไปทั้งตัว ทำเอาคุณชนวิทหน้าถอดสี 
      “คุณพ่อกับลูกชาย คุยอะไรกันอยู่คะ” คุณอัมราทักทาย แล้วนั่งลงพลางสงสัย เมื่อเห็นสีหน้าของทั้งคู่
      “มีอะไรหรือเปล่าคะ คุณ”
      ผู้เป็นพ่อถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเล่าเรื่องราว
      “วิน แม่ว่ามันน่าจะเป็นลางบอกเหตุอะไรสักอย่างนะลูก” เจ้าของน้ำเสียงนุ่มนวลกล่าวแบบกลัวๆ
      “ลางบอกเหตุอะไรครับ”
      “แม่ก็ไม่รู้หรอกลูก แต่มันต้องไม่ใช่ความฝันปกติแน่ๆ”
      “คุณ ผมว่าให้นายวินไปวัดบ้านป่าละกันนะ” สามีคุณอัมราบอก
      “ก็ดีเหมือนกัน ไปปฏิบัติธรรมที่วัดบ้านป่า จะได้ผ่อนหนักให้เป็นเบานะลูกนะ”
      “เอิ่ม ครับ ถึงออฟฟิศแล้วผมจะขอลากิจสามวัน งั้นผมออกไปเลยนะครับ”
      ชวินทร์ยกกาแฟหมดแก้ว แล้วออกไปทันที โดยไม่ทันจะได้พูดคุยกับพี่ชายและน้องชายที่ลงมาช้ากว่าปกติ ซึ่งพ่อกับแม่ก็ไม่ทักท้วงใดๆ เพราะเข้าใจความรู้สึกร้อนใจของเขา

      ตั้งแต่ถึงที่ทำงาน ชายหนุ่มก็ยื่นใบลากิจ แต่ก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติ เป็นเพราะช่วงเวลานี้มีจำนวนงานเข้ามาเยอะมาก เขาจึงต้องรอการอนุมัติ ซึ่งก็ทำให้เกิดความกังวลจนเพื่อนสนิทมีความกังวลร่วม ขณะทานอาหารที่ร้านอาหารใต้ตึกของสำนักงาน   
      “วิน ฟ้าขอโทษด้วยนะ ที่ช่วยเสนอใบลาให้ไม่ได้ เจ้านายงานเยอะมากๆ ประชุมติดๆ กันเลย” สุ้มเสียงที่เคยใสออกเศร้าๆ
      “ไม่เป็นไรหรอก วินเข้าใจ ตอนนี้ทุกแผนกก็งานเยอะกันทั้งนั้น วินเองก็มีงานล้นมือเหมือนกัน”
      “แผนกข้าก็ตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตเลยว่ะ แล้วนายจะรอให้ใบลาอนุมัติได้ไหมวะ เรื่องของนายมันต้องไปโดยด่วนหรือเปล่าอะ” ก้องภพทำสีหน้าเซ็งๆ พูดบ้าง
      “ข้าโทร.ไปบอกพ่อกับแม่แล้วล่ะ เห็นว่ายังไงๆ ก็ต้องรอ แล้วคอยสังเกตเรื่องรอบๆ ตัวดู”
      “ข้าแปลกใจว่ะ ทำไมถึงฝันแบบนั้น ไม่ยักจะฝันเห็นเลขเด็ดๆ บ้าง” นายก้องพูดติดตลกๆ แต่เพื่อนสองคนไม่ยักจะขำด้วย โดยเฉพาะผู้ที่เคยสดใสร่าเริง วันนี้ดูหงอยไปถนัดตา
      “โธ่ ก้อง พูดอะไรแบบนั้นน่ะ ดูสิ วินไม่ขำด้วยเลย เรื่องแบบนี้ ไม่เชื่ออย่าลบลู่นะ” เลื่อมภัสสรกึ่งว่ากึ่งปราม จนก้องภพรีบขอโทษขอโพย
      “ขอโทษๆ นะ นายวิน เอางี้ ฉันขอไถ่โทษ โดยการยื่นใบลา แล้วระบุขอวันอนุมัติวันเดียวกับนาย ฉันจะไปปฏิบัติธรรมที่วัดบ้านป่าด้วย”
      “งั้นฟ้าก็จะไปด้วยจ้ะ”
      “เอางั้นเหรอ” ชวินทร์ไม่อยากจะให้เพื่อนวุ่นวาย เลยคิดจะห้าม แต่นายก้องก็สวนขึ้นมาทันทีว่า
      “งั้นสิ พวกเรามันเลือดสุพรรณนี่นา ไปไหนไปกัน เลือดสุพรรณเอ๋ย”   
      “ตกลง ไปไหนไปกัน” ชายหนุ่มเพิ่งจะยิ้มออกครั้งแรกของวัน ทันทีที่เพื่อนๆ ของเขาแข็งขันจะไปปฏิบัติธรรมด้วยกันพร้อมกัน

      เกือบสามอาทิตย์ ที่ ชวินทร์พยายามตั้งใจทำงานและเฝ้ารอคำสั่งอนุมัติใบลากิจสามวัน และแล้ว เขาก็ได้รับใบลากิจพร้อมลายเซ็นผู้บริหารในช่องอนุมัติ
      “ฟ้าๆๆ โอย วินดีใจจริงๆ” สุ้มเสียงดีใจเอ่ยพร้อมใบหน้ายิ้มแป้น
      “ฟ้าดีใจด้วย เจ้านายอนุมัติวันลาให้ต้นเดือนหน้า วันลาของฟ้ากับก้องก็อนุมัติในวันเดียวกัน เราจะได้ไปด้วยกันนะวินนะ” เลื่อมภัสสรพูดด้วยความดีใจล้นพ้น
     “งี้ นายก้องก็คงจะดีใจแย่สินะ”
      “จะเหลือเหรอ ป่าวประกาศบอกคนในแผนกเลยด้วยล่ะ ทำยังกับจะไปเที่ยวชายทะเล” หญิงสาวยิ้มขำๆ นึกถึงท่าทางของก้องภพเมื่อสักครู่
      ชวินทร์เองก็พลอยขำไปด้วย แบบนี้ทำให้เขามีกำลังใจจะสะสางงานและเตรียมเนื้อเตรียมตัว
      “วินจะตั้งหน้าตั้งตาเคลียร์งาน แล้วก็จะเตรียมตัวเดินทาง”
      “ฟ้าก็เหมือนกัน เรื่องข้าวของ เตรียมไปให้พร้อมนะ เย็นนี้ ฟ้าจะไปเดินห้างฯ สักหน่อย ซื้องของใช้ส่วนตัวจุกจิกของผู้หญิงน่ะ”
      “จ้ะ เย็นนี้ วินคงจะกลับช้าอีกตามเคย แต่เดี๋ยว วินจะโทร.ไปบอกแม่ เผื่อแม่จะให้พี่แน่งน้อยช่วยเตรียมข้าวของให้”
      ความกังวลใจเรื่องใบลากิจหายเป็นปลิดทิ้ง ตอนนี้ชวินทร์ตั้งใจจะเคลียร์งานให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินทาง ซึ่งเขาทั้งดีใจและปลื้มใจที่เพื่อนสนิทจะไปด้วยกัน ทว่า เซ้นส์ของเขากลับไม่สะกิดสักนิดเลยว่าเขาจะได้พบได้เจอสิ่งใดบ้างในวันนั้น!