ผู้เขียน หัวข้อ: คนเหนือญาณ บทที่ ๔  (อ่าน 131 ครั้ง)

ัีyuiangel21

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 20
    • ดูรายละเอียด
คนเหนือญาณ บทที่ ๔
« เมื่อ: ตุลาคม 26, 2016, 04:26:42 PM »
บทที่ ๔

        พาหนะซีดานร่วมสมัยสีบรอนซ์เงินของหนุ่มร่างสันทัด รูปหน้าและผิวกายบอกชาติพันธุ์หลังม่านไม้ไผ่ ผู้มักจะมีสีหน้าบวกคำพูดคำจาทีเล่นทีจริงเหมือนไม่ค่อยจะจริงจังกับสิ่งใด อันดูสวนทางกับตำแหน่งหน้าที่การงานที่เป็นถึง ‘โปรแกรมเมอร์’    
        “นานๆ ขับรถออกมาต่างจังหวัดแบบนี้ก็รู้สึกสะออนดีเหมือนกันนะ”
        “สะออนอะไรของนาย หือ?” ผู้โดยสารด้านหลังถามเสียงขึ้นจมูกนิดๆ
        “อ้าว สะออนก็แปลว่า ตื่นตาตื่นใจ ยังไงเล่า ข้าแถมให้อีกอย่างนะ ข้ารู้สึกออนซ้อน ออนซอนด้วยล่ะ ที่หนูฟ้าให้เกียรตินั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถ แทนที่จะเป็นสิงโตหินอย่างนาย นายวิน” ก้องพูดพลางแลไปทางด้านข้าง ก่อนจะมองกระจกหลัง ส่งสายตาล้อเลียนเพื่อนซี้ที่นั่งหน้าตูมๆ
        “ก้องอย่าล้อวินเลย ฟ้าอาสานั่งหน้าเอง วินจะได้นั่งสบายๆ ใจก็จะได้สบายๆ ตอนปฏิบัติธรรมไง” สุ้มเสียงใสๆ เอ่ย จนหนุ่มหน้าตูมแย้ง
        “โธ่ ฟ้า พวกเราก็กำลังจะไปปฏิบัติธรรมด้วยกัน ทำไมจะต้องให้วินนั่งสบายอยู่คนเดียวล่ะ”
        “ก็ในบรรดาเราสามคน วินคือเหตุผลหลักในการปฏิบัติธรรม ฟ้ากับก้องเป็นเพียงผู้ติดตามเท่านั้นล่ะนะ ฉะนั้น วิน สมควรจะได้รับความสบายทั้งกายและใจ”
        “นายวิน อย่ามากเรื่องให้มากนัก ทำตามที่หนูฟ้าว่า ดีแล้ว หัดเชื่อไว้แต่เนิ่นๆ” คำพูดนายก้อง ทำเอาคนฟังสะดุ้งโหยง ตาเขียวปั๊ด แต่คนพูดก็มิได้นำพา หัวเราะขึ้นเสียเฉยๆ จนคนข้างๆ งง
        “หนูฟ้า ไม่ต้องสนใจนายก้องหรอก พูดจาเรื่อยเจื้อยตลอดล่ะ มาคิดกันดีกว่า เที่ยงจะห้านาทีแล้ว จะกินอะไรกันดี พ้นโค้งหน้า ก็จะถึงหมู่บ้านเล็กๆ มีร้านก๋วยเตี๋ยวร้านข้าวอยู่สองสามร้าน กินอิ่มแล้วไปต่ออีกไม่ไกลก็ถึงวัดแล้วล่ะ” ชวินทร์ว่าพลางยกข้อมือดูเวลา..เวลาบนหน้าปัดมันสะกิดความรู้สึกของเขาเล็กๆ แต่พอได้ยินสุ้มเสียงใสๆ เขาก็ไม่ใส่ใจมันอีก
        “ฟ้าว่า กินอะไรง่ายๆ ดีกว่านะ พวกข้าวผัดหรือข้าวราดน่ะ”
        “อือ ก็ดีเหมือนกัน นายล่ะ ก้อง”
        “ฉันอยากจะกินพิซซ่าอะ รู้งี้ ซื้อติดรถมาด้วยก็ดี”
        “นายก้องภพ มาป่ามาเขามาปฏิบัติธรรม นายลดๆ กิเลสหน่อยเหอะ จะอยากอะไรแบบนั้นเล่า” 
        “อ้าว ก็คนมันเกิดอยาก แล้วฉันก็แค่มาปฏิบัติธรรม ไม่ได้มาบวชนี่หว่า ไม่เห็นจะต้องตัดกิเลสทุกสิ่งอย่างเลย” ก้องภพพูดกวนๆ หน้าก็ยียวน ครั้นเห็นคนข้างหลังทำสีหน้าอยากจะเคาะกะบาลตัวเอง เขาก็หัวเราะร่วนจนตาหยี พอลืมตา ก้องภพก็ร้องเสียงหลง
        “เฮ้ย!”
        “ว้าย!” 
        ก้อนเนื้อใต้ทรวงของชวินทร์เต้นตุบๆ ตาเบิกโพลง แต่แล้วก็พ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อคนขับสามารถบังคับรถได้ปกติ แล้วหันมาเอ่ยขำๆ พลางแลมองหมาจรตัวสีดำวิ่งหางจุกตูดเข้าไปในโพรงหญ้าข้างทาง
        “พุทโธ่ เจ้าเก้งเอ๋งโผล่ออกมาได้ ตกอกตกใจหมด ดีนะ ที่พ่อไม่เสย ไม่งั้นได้เก็บไปทำเก้งเอ๋งแดดเดียวแน่เชียว”
        “นายก้องยังมีหน้าจะพูดขำๆ อยู่ได้ หัวใจข้าหล่นไปอยู่ตาตุ่มแล้วนะเว้ย” คนนั่งตอนหลังตอกไปตรงๆ แต่เพื่อนซี้ก็ยังทำหน้าเป็นไม่เลิก กระทั่ง เสียงใสๆ โพล่งร้องเสียดังลั่น
        “ก้อง ระวัง!”

        ชวินทร์ได้ยินเสียงร้องแบบตกใจสุดขีดทั้งจากคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า คราวนี้มันไม่เหมือนเมื่อสักครู่ตอนที่เกือบจะชนเจ้าหมาที่วิ่งตัดหน้ารถ แต่สิ่งที่เห็นอยู่ด้านหน้านั้นทำให้เขาตกใจมากกว่า..รถบรรทุกหกล้อที่คาดว่าน่าจะบรรทุกสัมภาระหนักและเยอะ แหกโค้งพุ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว เส้นเสียงในลำคอของชวินทร์ราวกับหดหายไป ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอด ดวงตาเบิ่งกว้าง สติของเขาคล้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ที่กำลังประมวลผลคำสั่ง เพื่อหาความปลอดภัยมาไว้กับตน..ครั้นคิดได้..มือค่อนเรียวก็ควานหาเข็มขัดนิรภัยบนเบาะ แล้วถือไว้แน่น ทว่า มันจะทันการหรือไร..โอ้ละหนอ..นี่คือความประมาทของตัวเองโดยแท้ ทุกครั้งทุกคราวที่ต้องนั่งอยู่ตอนหลัง เขาไม่เคยคิดจะรัดเข็มขัดนิรภัยเลย..ไม่ถึงอึดใจ รถยนต์ของก้องภพก็หักหัว แล่นออกนอกเลน ชนเหล็กกั้นไหล่ทางดังโครมใหญ่ จากนั้นก็ไถลลงเนิน ซึ่งเป็นโพรงหญ้าและป่ารก ตัวถังครูดไปกับต้นไม้ขนาดเล็กขนาดน้อยเสียงดังอึงๆ
        แม้พาหนะซีดานจะชนต้นหมากรากไม้ไม่เว้นสักต้นที่อยู่ในรัศมีตกหล่น แต่ความเร็วการเคลื่อนไหวกลับไม่ลดลงเลย รถยังคงแล่นลงเนินเร็วจี๋อันคงจะเป็นไปตามกฎแรงโน้มถ่วงโลก..หล่น..ชน..ชน..หล่น..ไถล..ไถล..กระแทก! เสียงตัวถังกระทบกับวัตถุด้านนอกดังกึกก้องในหูของชวินทร์ ร่างกายของเขากระเด็นไปมาประหนึ่งลูกหินถูกดีดติดผนัง แล้วกระดอนไปกระทบกับผนังอีกด้าน  เป็นแบบนี้หลายต่อหลายตลบ กระทั่ง เสียงปังดังขึ้นจังๆ ก่อนประตูด้านหลังจะเปิดออก วินาทีนั้นเอง ชวินทร์รู้สึกว่าตัวเขากำลังถูกเหวี่ยงออกนอกรถ กระเด็นไปคนละทิศละทางกับเพื่อนทั้งสอง ซึ่งติดอยู่กับตัวรถ แล้วไปติดค้างอยู่ตรงต้นไม้ใหญ่
        รูปร่างบุรุษผู้มีความสูงราวๆ ร้อยแปดสิบกลิ้งหลุนๆ ลงเนินที่เต็มไปด้วยกิ่งไผ่ สติกับทักษะที่เขาเคยร่ำเรียนลูกเสือกับนักศึกษาวิชาทหาร เกี่ยวกับการป้องตัวเอง เพิ่งจะสำแดงผล เมื่อชายหนุ่มแสดงอาการเก็บคองอเขา ตัวเขาจึงมีรูปทรงค่อนๆ ไปทางกลมรี ทำให้กลิ้งและม้วนตัวไปข้างหน้าด้วยความเร็ว ผ่านกอไผ่ซึ่งกิ่งเล็กกิ่งน้อยบาดเสื้อผ้าเข้าไปถึงผิวกายจนเลือดซิบๆ แขนคงจะมีรอยแดงยาวๆ เสมือนถูกแมวข่วน แต่ส่วนใบหน้าค่าตาไม่มีริ้วรอยใดๆ เลย ขาก็เช่นกัน กางเกงยีนสีเข้มที่สวมใส่นั้นหนาพอที่กิ่งไผ่น้อยๆ ไม่อาจจะกรีดทะลุได้ อาจจะแค่ทำให้เกิดร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น
        การเคลื่อนตัวของชวินทร์เริ่มผ่อนลง เมื่อรายทางประปรายไปด้วยก้อนหินก้อนเล็กก้อนน้อย กระทั่ง ตัวกระแทกเข้ากับก้อนหินลูกใหญ่ จากนั้นก็เกิดแรงผลักประหลาดๆ รุนแรงจนทำให้เขากระดอนและถลาไปหากอไผ่ขนาดใหญ่ ซึ่งหลายปล้องถูกหักกับตัด เหลือเพียงปลายแหลมๆ และแล้ว ปลายตอแหลมคมเหล่านั้นก็กลายเป็นจุดสกัดให้เขาหยุดการเคลื่อนไหว

        เสียงที่เจ้าของรูปร่างสูงใหญ่ได้ยิน มันดังราวกับเสียงชมวกแทงลงบนตัวปลา ก่อนตัวทั้งตัวจะชาและเกร็งๆ เขาขยับตัวไม่ได้เลย เหมือนมีอะไรบางอย่างเสียบอยู่ที่จุดศูนย์กลางลำตัว เขารู้สึกเพียงของเหลวข้นๆ ค่อยๆ ทะลัก เมื่อเสื้อผ้าไม่อาจจะซึมซับไว้ได้ก็ปล่อยให้ของเหลวข้นๆ ไหลย้อย ส่งกลิ่นคาวจนเริ่มคละคลุ้งติดจมูก
        โอ้..ตอนนี้ชวินทร์รู้แล้วว่า..ปลายไม้ไผ่ปล้องขนาดพอๆ กับท่อพีวีซีเสียบเข้าที่กลางลำตัวของตัวเอง ชายหนุ่มพยายามขยับตัวอย่างหวังว่าปล้องแหลมๆ อาจจะเสียบเข้าไม่ลึก พอค่อยๆ ขยับก็จะสามารถดึงตัวให้หลุดออกได้ แต่ยิ่งเคลื่อนไหวหรือแค่ขยับแขนขยับขา เขาก็เจ็บแปลบหนักขึ้นๆ เลือดก็ยิ่งทะลักเยอะขึ้นๆ ถึงตรงนี้เขาก็รู้แน่ชัดแล้ว เขากำลังกลายเป็นลูกชิ้นปิ้งดีๆ นี่เอง ลูกชิ้นก้อนกลมๆ ที่เขาเคยช่วยแม่กับพี่แน่งน้อยเสียบ ซึ่งแม่บอกวิธีเสียบลูกชิ้นไว้ว่า ‘จับให้มั่น แล้วเสียบลงตรงจุดกึ่งกลาง ลูกชิ้นจะได้ไม่กลิ้งหรือหมุนไปทางไหน เวลาปิ้งก็จะสามารถจับหมุนได้ง่าย’ 
        ชายหนุ่มเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง เพราะเขามีสภาพเดียวกับลูกชิ้นปิ้งราดน้ำจิ้มข้นๆ เหมือนที่เขาชอบกินนักหนา ถึงกระนั้น ชวินทร์ก็พยายามนึกถึงคำสอนของพ่อกับแม่
        “สติๆๆๆๆ” เสียงโหยๆ งึมงำเสมือนกระตุ้นความรู้สึกของตัวเอง ไม่ให้วูบดับ
        “พ่อครับ แม่ครับ ผมจะครองสติไว้ให้ดีครับ” ชวินทร์พูดเสียงแผ่วเบา ทว่า มันกลับดังสุดเสียงสั่งในความรู้สึกของตัวเอง เขาจะต้องไม่ยอมแพ้กับความเจ็บปวด วันนี้เขาของลบเลือนคำสอนเสียบลูกชิ้นของแม่ เพราะเขาจะไม่ยอมเป็นลูกชิ้นปิ้งง่ายๆ แน่ เขาจะต้องครองสติไว้ เผื่อใครคนใดจะลงมาช่วย เขาคิดว่าจะต้องมีชาวบ้านมาช่วยแน่ๆ เพราะจุดนี้ไม่ห่างจากหมู่บ้านเท่าไรนัก แถมบนท้องถนนยังมีรถราวิ่งไปมาไม่ขาด
        “พ่อครับ แม่ครับ พี่พล นายนิน ผมจะต้องมีสติๆๆๆๆ”  เจ้าของริมฝีปากได้รูปบังคับตัวเองขยับๆ พูดไม่หยุด แม้จะขยับลำบากยากเย็นและรู้สึกเจ็บบริเวณลำตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม

        เสียงจานกระเบื้องที่แน่งน้อยทำตกดังเพล้ง กระตุกความรู้สึกคุณอัมราที่กำลังเตรียมทำอาหารกลางวันจนถึงกับใจสั่นมือสั่น
        “อุ้ย ขอโทษค่ะคุณ แน่งน้อยทำจานตกอีกแล้ว แต่ใบนี้เป็นแรกในรอบเดือนเลยนะคะ” แม่บ้านวัยทึนทึกบอก มือก็เก็บกวาดเศษกระเบื้องบนพื้นเหยงๆ
        ครั้นเห็นสีหน้าสีตาของผู้เป็นทั้งญาติผู้พี่และเจ้านาย แน่งน้อยก็คิ้วขมวด
        “คุณคะ จานกระเบื้องใบนี้ ของหวงของคุณเหรอคะ แน่งน้อยขอโทษจริงๆ นะคะ ยังไง คุณหักเงินเดือนของแน่งน้อยได้นะคะ” เสียงกลัวๆ กล่าวลนลานๆ แต่แล้วแน่งน้อยก็ตกใจ เมื่อคุณอัมราหน้าซีดเหมือนจะเป็นลม เธอรีบเข้าประคอง แล้วหายาดมมาให้ทันที
        “นั่งก่อนนะคะๆ นี่คะ ยาดม ดมเลยค่ะคุณ” แน่งน้องส่งยาดมให้พลางนวดเฟ้น
        “คุณดีขึ้นหรือยังคะ”
        คุณอัมราพยักหน้าน้อยๆ สูดลมหายใจที่ปนยาดมหอมอ่อนๆ เข้าไปอย่างเต็มแรง
        “จานใบนั้นของหวงของคุณใช่หรือเปล่าคะ” แน่งน้อยกล่าวทวนคำเดิม พร้อมกับมองตาคู่สนทนาไปด้วย ยิ่งมอง เธอก็ยิ่งงง เพราะนัยน์ตาของเจ้านายมีแต่ความหวาดกลัว ‘คุณอัมกลัวอะไร กลัวจานแตกเหรอ แปลกจัง’
        “แน่งน้อยพาฉันไปนั่งหน้าบ้านที แล้วก็ขึ้นไปหยิบโทรศัพท์มือถือมาให้ด้วยนะ”
        สุ้มเสียงที่เคยนุ่มนวลของคุณอัมราเปลี่ยนเป็นแหบพล่าจนแน่งน้อยไม่คุ้นหู แต่เธอก็ประคองเจ้านายและรีบไปทำตามที่สั่ง

        คุณอัมราหมุนเลขหมายของสามีทันทีที่แน่งน้อยเอาโทรศัพท์มาให้ ครู่เดียวเสียงจากปลายสายก็ดังขึ้นทันใด
        “มีอะไรหรือเปล่า คุณ”
        “คุณคะ คุณชนวิท” คุณอัมราเรียกสามีละล่ำละลักปนสะอื้นน้อยๆ
        “คุณเป็นอะไร หรือมีอะไรเกิดขึ้น” 
        “ตะกี้แน่งน้อยทำจานแตกค่ะ”
        “พุทโธ่ แค่นี้เอง แน่งน้อยทำจานแตกไม่รู้กี่ใบต่อกี่ใบแล้วนี่นา คุณยังไม่ชินอีกเหรอ หรือว่าจานใบนั้น เป็นใบของหวงของคุณ” ผู้เป็นสามีว่าปนเดา
        “จานใบนั้น ของหวงของฉันค่ะ ฉันไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไรมากมายหรอกนะคะ แต่ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าของรักของหวงที่สุดของฉันกำลังจะแตกสลายมากกว่า”
        “อะไรกันคุณ แค่จานใบเดียว ทำคุณรู้สึกขนาดนี้เลยเหรอ”
        “คุณคะ ฉันไม่ได้หมายถึงจานชามนะคะ แต่หมายถึงของรักของหวงที่สุดในชีวิต”
        คำพูดที่ใส่ทั้งอารมณ์และความรู้สึก คุณอัมรารู้ว่าปลายสายจะต้องสัมผัสได้ว่าเธอหมายถึงสิ่งใด
        “คุณหมายความว่า...” เสียงผู้เป็นสามีถามแผ่วๆ
        “คุณคะ ฉันกลัวค่ะ กลัวมันจะเป็นจริง”   
        “ใจเย็นๆ นะคุณ ตั้งสติไว้ เดี๋ยวผมจะโทร.เข้ามือถือดู คุณทำใจเย็นๆ รอก่อนนะ”
        คุณอัมราวางหูของสามีด้วยใจรอนๆ อย่างแปลกๆ ยิ่งทบทวนถึงสาเหตุที่ลูกชายคนรองต้องไปปฏิบัติธรรมก็ยิ่งทำให้เธอร้อนรุ่มใจ เธอหวังว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างทาง ‘ขออย่าให้มีอะไรเกิดขึ้นกับลูกเลยนะ วิน”

        ชนะพลมองใบหน้าของพ่อที่ดูไม่แจ่มใส หลังจากวางสาย แล้วก็หมุนอีกสาย พ่อก็ยิ่งลนๆ
        “พ่อครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ”
        คุณชนวิทกดปุ่มตัดสาย ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายคนโต ซึ่งแสดงสีหน้าและแววตาเป็นห่วง
        “ตะกี้แม่โทร.มา เล่าว่าแน่งน้อยทำจานกระเบื้องแตก”
        “ครับ แล้วมีอะไรมากกว่าเรื่องจานแตกหรือเปล่าครับ” ลูกชายคนโตจับความรู้สึกของพ่อได้ และเลยไปถึงจับความรู้สึกของแม่ได้เช่นกัน เพราะถ้าหากไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แม่จะไม่โทร.มาหาในเวลาทำงานของพ่อเด็ดขาด ถึงแม้จะเป็นเวลาอาหารกลางวันก็ตามที นี่แสดงว่าจะต้องมีเรื่องอะไรแน่นอน
        “แม่บอกว่า แม่รู้สึกไม่ดี เหมือนของรักของหวงกำลังจะแตกสลาย”
        แค่คุณชนวิทบอกเพียงเท่านั้น ชนะพลก็ใจหายวาบ
        “พ่อครับ หรือว่า นายวิน..”
        “นั่นล่ะ ที่พ่อกำลังกังวล พ่อโทร.ไปหาหลายทีแล้ว ไม่มีคนรับสายเลย พล ทำยังไงกันดีลูก”
        “ผมมีเบอร์นายก้องครับ เดี๋ยวผมโทร.เข้าเครื่องนายก้องดู” ว่าแล้ว ชนะพลก็วิ่งไปหยิบมือถือมากดทันทีทันใด
        เสียงเรียกสายดังติดกันรัวๆ ไม่มีคนรับสาย แต่ชนะพลก็ไม่ยอมละความพยายาม เขากดเลขหมายทั้งของน้องชายและเพื่อนน้องชายถี่ยิบ กว่ายี่สิบนาที โทรศัพท์เคลื่อนที่ของก้องภพก็มีเสียงตอบรับ
        “นายก้อง มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า” ชนะพลดีใจมากๆ รีบส่งเสียงกรอกผ่านกระบอก แต่เสียงจากปลายสายกลับทำให้เขาตัวชา จนคุณชนวิทสงสัย
        “พล เป็นอะไรลูก มีใครเป็นอะไร พลๆๆ”
        ชนะพลค่อยๆ ลดโทรศัพท์ลง แล้วใบหน้าที่ขาวอยู่แล้วก็ขาวซีดกว่าเดิมหันไปหาพ่อและเอ่ย
        “พ่อครับ นายวินเกิดอุบัติเหตุครับ”
        “ทะ ที่ไหน พล น้องอยู่ที่ไหน” สุ้มเสียงคุณชนวิทถามเหมือนแทบจะคาดคั้นลูกชายคนโต
        “ที่เส้นทางไปวัดบ้านป่าครับ อีกไม่ถึงสองโลจะถึงวัดครับ ตอนนี้หน่วยกู้ภัยกำลังช่วยนายก้องกับหนูฟ้า ส่วนนายวิน เขากำลังตามหาครับ เพราะนายวินกระเด็นออกนอกรถครับ” หัวใจของชนะพลวูบวาบๆ ปนหดหู่ เขารู้ว่าพ่อก็คงจะรู้สึกไม่ต่างกัน
        “โธ่ วิน ลูกนั่งรถไม่ได้รัดเข็มขัดนิรภัยแน่ๆ เลย” ผู้เป็นพ่อพึมพำสิ่งที่ทุกคนในครอบครัวต่างเคยคะยั้นคะยอให้ชวินทร์ทำ แต่แล้วความประมาทก็ทำให้เกิดเรื่องจนได้
        “พ่อครับ ผมแจ้งหน่วยกู้ภัย ผมจะติดต่อไปหาผ่านมือถือนายก้อง หรือไม่ ถ้ามีอะไรด่วน ให้เขาติดต่อมาได้เลย ตอนนี้ผมว่า เราเตรียมตัวเดินทางกันเถอะครับ เดี๋ยวผมจะโทร.ไปบอกให้แม่เตรียมตัว เราจะไปรับนะครับ” พูดจบ คุณชนวิทก็พยักหน้า แต่ยังไม่ทันที่ชนะพลจะหมุนเลขหมายของแม่ คุณอัมราก็เดินจ้ำเข้ามาหา จนชนะพลกับคุณชนวิทประหลาดใจ
        “แม่ครับ แม่มาได้ยังไงครับ”    
        “คุณมาได้ยังไง เรากำลังจะโทร.ไปบอก แล้วจะไปรับ”
        คุณอัมราหยุดฟังทั้งสามีและลูก ก่อนจะตอบว่า
        “ฉันทนรอไม่ไหวค่ะ ใจมันตงิดๆ เกิดเรื่องกับนายวินใช่ไหมคะคุณ” ผู้เป็นภรรยาถาม ใจก็เต้นตุบๆ กระทั่ง ลูกชายคนโตบอก
        “แม่ครับ นายวินเกิดอุบัติเหตุก่อนจะถึงวัดครับ”
        “โอ้ วิน”
        ชนะพลกับพ่อรีบเข้าประคองคุณอัมรา ซึ่งเข่าอ่อน
        “แม่ครับ ทำใจดีๆ ครับ ตอนนี้หน่วยกู้ภัยกำลังเข้าไปช่วย นายวินจะต้องปลอดภัย”
        “วิน ลูกจะต้องปลอดภัยนะ ลูก”
        “เรากำลังจะไปทางโน้น นายพลจะติดต่อกับหน่วยกู้ภัยผ่านมือถือก้องภพ อีกสักพักคงจะรู้ว่าส่งไปโรงพยาบาลไหน คุณจะไปด้วยกันไหวหรือเปล่า” ชนวิทถามภรรยาด้วยความเป็นห่วง
        “ไหวค่ะ ฉันไหว ยังไงๆ ฉันก็จะไปดูลูก ไปค่ะ ไป พล ไปดูน้องกันลูก ไปดูให้เห็นกับตาว่าน้องไม่เป็นอะไรมากหรือเปล่า” คุณอัมราหยัดตัวเองลุกขึ้นยืน
        “ครับ แม่ ไปดูกัน นายวินจะต้องปลอดภัย เดี๋ยวผมขับนะครับ” ชนะพลบอกและเป็นห่วงน้องชายคนรองมาก
        สามพ่อแม่ลูกขับออกจากอู่ด้วยใจที่ไม่เป็นปกติ แต่ทุกคนก็รู้ว่าจะต้องพยายามตั้งสติไว้..สติ..จะช่วยให้ผ่านทุกๆ เรื่องราวไปได้

        “สติๆๆ” ชวินทร์งึมงำคำๆ เดียวไม่ยอมหยุดปาก คำที่คล้ายกับกำลังเลือนๆ สมองของเขาเริ่มลอยๆ นัยน์ตาพร่า เขามองอะไรไม่ชัดเอาเสียเลย ภาพรอบๆ เต้นระยิบระยับ ร่างกายชาไปหมด แม้ปลายนิ้วที่มักจะกระฉับกระเฉงเคลื่อนไหวได้ตามที่เขาสั่งบนแป้นพิมพ์ บัดนี้ก็หนักหน่วงแทบจะยกไม่ขึ้นแล้ว แต่ทว่า ดูเหมือนประสาทหูจะส่วนเดียวยังใช้การได้ดี
        ชายหนุ่มได้ยินเสียงสวบสาบดังใกล้เข้ามาๆ กระทั่ง ใครคนหนึ่งร้องขึ้น
        “เฮ้ พวกเรา มีคนอยู่ทางนี้คนนึง”
        สิ้นคำ ฝีเท้าของคนหลายๆ คนก็กรูมาทางเขา จากนั้นก็พูดกันอึงมี่จนเขาฟังไม่ได้สรรพ และแล้ว ร่างกายของเขาก็ถูกหามขึ้นด้วยวิธีนั่งบนมือทั้งสี่ประสานกันเป็นแคร่ โดยเจ้าปล้องไม้ไผ่ยังเสียบคาอยู่ เลือดเริ่มแห้งกรัง แต่ก็ยังมีซึมๆ ออกมาอยู่บ้างเล็กน้อย
        เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยหามคนป่วยขึ้นเนินด้วยความทุลักทุเล มีเพื่อนๆ หน่วยกู้ภัยคนอื่นๆ คอยถางทางเรื่อยๆ เพื่อความสะดวก เขาได้ยินคนที่หามพูดกันว่า
        “ดีนะ ที่ตกลงไปไม่ลึกมากนัก แล้วก็ถูกเสียบแบบนี้ ไม่งั้น ถ้าตกลงไปลึกกว่านี้ มีหวัง ลำบากกันไปหมดแน่ ข้างล่างโน่น มีแต่ดงหมามุ่ย”
        พูดจบได้อึดใจใหญ่ๆ เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ของคนหามทั้งสองก็ดังขึ้น พร้อมกับค่อยๆ วางตัวเขาลงกับแคร่ผู้ป่วย
        แล้วก่อนที่แคร่ของเขาจะถูกยกขึ้นรถกู้ภัย ชวินทร์เหลือบเห็นเลื่อมภัสสรนอนอยู่บนแคร่ที่กำลังถูกยกขึ้นรถกู้ภัยคันแรก ตามด้วยก้องภพ เขาพยายามยกหัวมองเพื่อนๆ จนเจ้าหน้าที่ที่หามเปลพูดกับเขาเบาๆ ว่า
        “สองคนนั้นไม่เป็นอะไรมากหรอก แค่สลบไปเท่านั้นล่ะ”
        ได้ยินเท่านั้น ชายหนุ่มก็โล่งอกโล่งใจ ปล่อยให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยหามขึ้นรถอีกคัน ซึ่งเขาหวังว่ารถของหน่วยกู้ภัยทั้งสองคันคงจะพาพวกเขาทั้งสามไปส่งโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุดโรงเดียวกัน