ผู้เขียน หัวข้อ: ... ชื่อเรื่องยังคิดไม่ออกจ้า ตอน ๑ ...  (อ่าน 49 ครั้ง)

Monpitcha

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 13
    • ดูรายละเอียด
... ชื่อเรื่องยังคิดไม่ออกจ้า ตอน ๑ ...
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2017, 07:31:51 PM »




“คุณย่าขา หนูพุกใกล้ถึงแล้วนะค้า”
เจ้าของเสียงเจื้อยแจ้วเริ่มพูดทันทีเมื่อคนทางนั้นกดรับสาย เธอเป็นเด็กสาววัยสิบห้าปี ผมสั้นเพียงติ่งหู หน้าตาน่ารัก ปากนิดจมูกหน่อย ผิวขาวผ่องจนหลายคนชอบล้อว่าหากยืนอยู่กลางแดดคงมีคนตาบอดเพราะแสงสะท้อนเข้าตา ทุกสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นหนูพุกหรือพิริกาดีเกือบทุกอย่าง ยกเว้น... คนขับรถที่เป็นคนสนิทของพี่ชายของเด็กสาวขยับตัวเล็กน้อย มือที่ทำงานหนักจนหยาบกร้านก็คลายออกจากการจับพวงมาลัยก่อนจะกำไว้กระชับอีกครั้ง เขามองน้องเจ้านายทางกระจกมองหลังแล้วลอบถอนใจยาว นึกสงสารตัวเองที่ดันได้เข้าเมืองวันนี้แทนที่จะเป็นวันอื่น หน้าที่มารับคนข้างหลังจึงตกเป็นของเขาท่ามกลางความยินดีปรีดาจากคนงานอื่นในไร่
“น้านอตขับรถดีมากเลยค่ะคุณย่า ตรงไหนเป็นหลุมน้านอตก็หลบหรือหากหลบไปได้ก็จะลดความเร็วจนแทบไม่รู้สึกว่ารถกำลังเหยียบหลุมเลยค่ะ...เฮือก...นี่คุณย่าขา เมื่อวันก่อนเพื่อนพุกที่ไม่ค่อยสนิทกันถามว่าชื่อพิริกามาจากไหน ใครตั้งให้ พุกเลยตอบไปว่าคุณย่าตั้งให้ คุณย่าชื่อเพกา เพื่อนเลยถามอีกว่า...เฮือก...ชื่อเพกาแปลว่าอะไร ชื่อแปลกดี หนูพุกเลยบอกไปว่าคุณแม่ของคุณย่าชอบกินเพกาตอนที่ท้องมาก คุณย่าเลยได้ชื่อว่าเพกา แล้วหนูพุก...เฮือก...ก็เอารูปเพกาให้เพื่อนดู ทุกคนเลยรู้ว่าเพกาเรียกอีกชื่อคือลิ้นฟ้า หนูพุกเลยบอก...เฮือก...ย่างไฟอ่อนๆ แล้วเอามาจิ้มน้ำพริกกินอร่อยมากด้วย เพื่อนๆ เลยบอกว่าจะลองไปหาซื้อมาปิ้งแล้วกินดู คุณย่าเพกาขา ต่อไปเราไม่ต้องโทร. คุยกันแล้วน้า หนูพุกดีใจจังเลย เดี๋ยว...เฮือก...หนูพุกจะไปเป็นเพื่อนคุณย่าแทนพี่นาเวลาคุณย่าจะไปตัดเสื้อกับพี่ศิ แล้วคุณย่าก็จะไม่เหงา...เฮือก...เวลาคุณปู่ต้องไปธุระแล้วคุณย่าไม่ได้ไปด้วย อ๊าย! คุณย่าขาหนูพุกเห็นต้นแคที่คุณย่ามาปลูกไว้กับคุณปู่ด้วยค่า ต้นสูงมากเลย น้านอตคะ ขับช้าอีกนิดนะคะ ขอหนูพุกดูต้นแคชัดๆ หน่อยค่ะ คุณย่าขา...”
คนที่พร้อมจะจอดตลอดเวลาตั้งแต่เห็นกิริยากรีดร้องราวเห็นไฟไหม้ป่ามากกว่าจะเห็นต้นไม้รีบแอบถอนใจเฮือกใหญ่ จากนั้นค่อยพารถที่ขับช้าเพราะใกล้ถึงทางเข้าไร่อยู่แล้วนำไปจอดเกือบติดต้นไม้ที่อีกฝ่ายอยากดูใกล้ๆ เขาดับเครื่องโดยไม่รอให้อีกฝ่ายบอกแล้วหันไปขยับปากบอกให้คนที่เจื้อยแจ้วกับย่าไม่หยุดได้รู้ถึงจุดประสงค์ของเขา
“ลงไปดูใกล้ๆ เลยครับ”
เขาไม่ต้องบอกซ้ำเพราะเจ้าตัวเปิดลงไปแทบทันทีก่อนจะปิดประตูให้แล้วเดินพลางกระโดดไปพลางตรงไปยังต้นแคโดยที่ปากก็พูดกับย่าไม่หยุด
เมื่อได้อยู่คนเดียวโดยปราศจากเสียงรบกวนคนขับถึงกับเอาหัวโขกพวงมาลัยกับความโชคร้ายที่เจอมาตลอดสี่ชั่วโมงเมื่อต้องอยู่บนรถคันเดียวกับเด็กสาว พูดเก่ง พูดไม่หยุด พูดจนหายใจแทบไม่ทันนี่แหละคือเธอ
พี่ชายของพิริกาเคยบอกน้องหลายครั้งแล้วว่าเวลาพูดให้หยุดหายใจเมื่อจบประโยคแต่น้องก็ไม่เคยทำได้ การพูดแบบไม่แบ่งวรรคตอนและหายใจแทบไม่ทันจึงมีให้เห็นให้ได้ยินตลอด ที่เขาบอกให้เธอลงจากรถก็เพื่อความสงบหูของตัวเอง แม้จะเพียงนาทีเดียวก็ยอม
คนขับรถดวงซวยมองน้องเจ้านายที่พูดคุยกับย่าด้วยใบหน้ามีความสุขไปพร้อมเดินวนรอบต้นไม้อย่างคาดหวังว่าเธอจะหมุนรอบต้นไม้ไปสักพันรอบ แต่ความเงียบสงบที่เขาใฝ่หาหมดลงเมื่อเวลาผ่านไปห้านาที พิริกาวางสายจากย่าแล้ว ดังนั้นเมื่อกลับมาขึ้นรถ...
“น้านอตรู้ไหมคะถ้าถูกนักกีฬาตบบอลใส่หน้าเราจะเป็นยังไง”
เขาขยับจะเปิดปากตอบแต่ไม่ทันคนที่นั่งด้านหลัง
“เตรียมเข้าห้องไอซียูไม่ก็จองศาลาได้เลยค่ะ อย่าลืมนะคะว่านักกีฬาแรงจะเยอะกว่าคนทั่วไป ยิ่งนักกีฬาทีมชาติด้วยแล้ว น้าอย่าหวังว่าจะเจ็บแบบผิวๆ แล้วน้ารู้ไหมคะว่าถ้าเจอคนพูดว่าไม่มีทางเราต้องตอบยังไง”
คราวนี้เขาปิดปากอย่างเดียว รู้อยู่แล้วว่าคนข้างหลังไม่ต้องการคำตอบ แค่ได้พูดให้คนอื่นฟังเท่านั้นพอ มือที่จับพวงมาลัยกำแล้วคลายอยู่ตลอด ตาก็มองทางพร้อมเหยียบคันเร่งเพื่อหวังให้ถึงหน้าบ้านที่เด็กสาวต้องพักอยู่ตลอดจนกว่าจะเปิดเทอมโดยเร็ว
“ตอบไปว่าถ้าคุณไม่มีทางก็ไปขอทางกับกรมทางหลวงไม่ก็กรมโยธา แล้วต้องพูดเร็วๆ ด้วยนะคะน้านอต มันจะได้อารมณ์เหมือนที่หนูพุกพูดกับน้าเร็วๆ แบบนี้ไงคะ เออ แล้วน้ารู้ไหมคะ...เฮือก...”
เขาปล่อยให้เธอพูดไม่หยุดต่อไป พยายามไม่สนใจเสียงนกเสียงกาเหมือนที่ทำมาตลอดสี่ชั่วโมงแต่ทำไมเขาเกิดอาการเหลือจะทนแล้วก็ไม่รู้ ยิ่งใกล้ถึงเขายิ่งใกล้จะบ้าเต็มทน ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเขาก็เหยียบเบรกเต็มที่จนเสียงดังเรียกความสนใจจากคนที่มารอรับเด็กสาวอยู่แล้ว คนขับเปิดประตูรถแล้วลงไปเปิดให้เด็กสาวที่ยังไม่หยุดพูด ตอนนี้เธอเปลี่ยนมาพูดเรื่องดินฟ้าอากาศก่อนจะหยุดแล้ว...
“คุณย่าค้า!! พี่ภัช!! หนูพุกคิดถึง มีเรื่องจะเล่าให้ฟังเยอะแยะเลย เนี่ยค่ะ ตอนนั่งรถมา...”
คนที่ยังยืนใกล้เพราะต้องเปิดประตูให้ผละห่างจากเจ้าของเสียงตะโกนดังสะท้านภูเขาในทันทีพร้อมๆ กับเธอวิ่งเข้าหาอ้อมแขนผู้เป็นย่า ส่วนพี่ชายก็ยืนอยู่ข้างๆ
เจ้านายมองลูกน้องที่อายุมากกว่าเขาอย่างเห็นใจในชะตากรรมที่เจอมาเกือบห้าชั่วโมงแต่ไม่เอ่ยอะไร ส่วนลูกน้องก็ยืนนิ่งเพราะหูอื้อกะทันหันก่อนมองสบตาเพื่อนร่วมงานสามคนที่เดินเข้ามาใกล้เพื่อช่วยกันขนสัมภาระพิริกาขึ้นบ้าน
ทั้งสามกลั้นหัวเราะกันจนหน้าดำหน้าแดงเพราะรู้ว่าลูกพี่ต้องเจอกับอะไรบ้าง ที่รู้เพราะทุกคนเจอฝีปากเด็กสาวกันมาหมดแล้วนั่นเอง
“ผมบอกพี่แล้วว่าให้เอาที่อุดหูไปด้วย ใส่เอาไว้ตลอดทางที่นั่งมากับคุณหนู” หนึ่งในสามพูดอย่างอดไม่ไหวก่อนจะหัวเราะกันทั้งสามเมื่อทางสะดวกเพราะเจ้านายเดินขึ้นบ้านไปแล้ว
“ไม่ต้องไปเรียกซดเหล้านะ ขอพักหูจนถึงเช้า”
นอตบอกเพื่อนด้วยเสียงที่ดังกว่าปกติเล็กน้อยเพราะยังหูอื้ออยู่ เขาโบกมือลาเพื่อนแล้วเดินจากไป...รู้ว่าเพื่อนแกล้งพูดเรื่องที่อุดหูเพราะหากทำจริงจะอันตรายต่อการขับรถมาก ต่อไปเขาคงไม่กล้าเข้าใกล้บ้านใหญ่ ตราบใดที่พิริกายังอยู่ที่นี่ หวังว่าอศิภัชจะขังน้องให้อยู่แต่ในบ้านได้นะ อย่าให้ไปเดินในไร่เลย เขาไม่อยากลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าคนงานแล้วไปหางานที่อื่นทำ
เทวดาฟ้าดินช่วยเขาทีเถอะ

อศิภัชยกขาพาดที่วางแขนของโซฟาแล้วหลับตาฟังน้องเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้โดยไม่ห้ามปรามให้หยุดพูด เขาเข้าใจน้องว่าช่วงที่ห่างจากคนคุ้นเคยจะเหงามาก พอได้กลับมาอยู่ถิ่นเคยนอนจึงระบายความรู้สึกเก็บกดให้คนรอบข้างฟัง วันนี้เขาติดธุระจริงๆ ไม่งั้นคงไปรับพิริกาเองไม่ปล่อยให้น้านอตไปเผชิญชะตากรรมอันแสนโหดร้าย แม้หัวหน้าคนงานที่เขามั่นใจว่าอดทนใจเย็นกับทุกสถานการณ์แต่พอเห็นหน้าเมื่อครู่ก็รู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะสติแตกแล้ว
พิริกาน่าสงสารยิ่งนักที่ไม่มีใครอยากอยู่ใกล้ ชายหนุ่มนอนฟังย่าหลานคุยกันแล้วเกิดนึกถึงใครบางคนจึงหยิบโทรศัพท์ที่วางบนโต๊ะข้างตัวมากดเบอร์ที่จำได้ขึ้นใจ เขาฟังเสียงรอสายอยู่เกือบนาทีก็รู้ได้ว่าคนทางนั้นตั้งใจไม่รับสายของเขา...จะหนีได้นานแค่ไหนกันเชียว หนึ่งปีที่ผ่านมาเขาถือว่าให้เวลามากแล้ว ดังนั้นช่วงเวลาต่อจากนี้เขาต้องได้เป็นที่หนึ่งในใจเธอแทนคนที่จากไปคนนั้น
“พี่ภัชโทร. หาพี่ศิเหรอคะ เธอไม่รับแน่เลย พี่ทำหน้าแบบนี้ ถ้างั้นเราไปหากันดีไหมคะ เอาผ้าที่หนูพุกซื้อมาไปให้พี่ศิตัดให้ เตรียมไว้เวลาไปวัดหรือไปงานแต่งคนงาน...เฮือก...คุณย่าเอาผ้าไปให้พี่ศิตัดเยอะไหมคะ กี่ชุด ปีหน้าจะเสร็จไหม หากผ้าเหลือน้อยแล้วก็หื้อไปเพิ่มนะคะ พี่ภัชจะได้มีข้ออ้างไปหาพี่ศิ...เฮือก...พี่ศิจะได้ไม่กล้าออกปากไล่ เพราะเราเป็นลูกค้าขาใหญ่”
จบประโยคก็หยิบแก้วน้ำมายกดื่มหลายอึก เมื่อวางแก้วแล้วก็เปิดปากจะพูดต่อแต่เสียงแหบห้วนของผู้เป็นปู่ดังให้ได้ยินเสียก่อน
“ไง นกแก้วมาแล้วเรอะ”
“คุณปู่เมฆ!”
‘นกแก้ว’ กระโดดยืนในทันทีแล้ววิ่งเข้าไปหาปู่ที่อายุเพียงสี่สิบห้าปีแต่กลายเป็นปู่ นั่นเพราะปู่เมฆาเป็นน้องของปู่แท้ๆ ของอศิภัชกับพิริกานั่นเอง
เมฆาเป็นลูกหลงที่อายุห่างจากพี่ชายสามสิบแปดปี ดังนั้นเวลาคนอื่นมาเห็นทั้งสองเรียกเมฆากับเพกาว่าปู่ย่าจึงพากันมองแปลกๆ
“หยุด” เมฆายกมือห้ามหลานสาวที่กำลังจะเข้ามากอดไม่ให้ส่งเสียง “ปู่อยากฟังเสียงย่า หนูพุกค่อยคุยตอนกินข้าวแล้วกันนะ”
“แหม ปู่อะ” เด็กสาวหยุดเท้าหยุดมือที่จะพุ่งเข้าหาปู่ในทันที แล้วหันควับไปหาย่าที่อายุเพียงสี่สิบ นั่งลงกอดร่างขาวบางไว้แน่น “อย่ามากอดย่าหนูพุกนะ ห้ามแตะ ห้ามต้อง”
เมฆายิ้มพลางส่ายศีรษะไปมากับอาการงอนของหลานสาว เขานั่งลงข้างหลานแล้วยกมือกอดบ่าภรรยาคู่ชีวิต เท่านั้นเด็กสาวก็ยิ้มแป้นเพราะเหมือนว่าถูกปู่กอดด้วยนั่นเอง
“ไปอาบน้ำไหมพุก อากาศร้อนอยู่นะ”
ปู่มองหลานที่แต่งตัวในชุดเสื้อแขนยาวสีเข้มกับกางเกงยีน ดูสุภาพเรียบร้อยอย่างพอใจ
พิริกาถูกสอนมาแต่จำความได้ว่าหากไม่ใช่ในห้องนอนแล้วไซร้ ห้ามแต่งตัวเปิดเผยจนเกินงามเด็ดขาด เจ้าตัวก็เชื่อฟังเพราะเป็นเรื่องของความปลอดภัย ขนาดในห้องส่วนตัวชุดนอนของเด็กสาวยังเป็นขาสั้นเสมอเข่ากับเสื้อแขนสั้น เจ้าตัวบอกว่าหากเกิดไฟไหม้จะได้หนีออกมาเลย หากนอนด้วยชุดโป๊ๆ แล้ววิ่งหนีไฟไหม้ สภาพคงดูไม่ดี
“ไม่เอาค่ะ พี่ภัชว่าจะพาไปหาพี่ศิ เอาผ้าที่หนูพุกซื้อมาไปให้พี่ศิตัดให้”
“พูดตอนไหน” พี่ชายถามยิ้มๆ มองน้องค้อนแบบเด็กๆ ที่ไม่มีจริตมายาเหมือนสาวที่ผ่านโลกมามากกว่า
“ก็ตอนนี้ล่ะค่ะ ไปเถอะ ถ้าช้าเดี๋ยวพี่ศิลืมหน้าไม่รู้ด้วย ย่าบอกว่าพี่ภัชไม่เห็นหน้าพี่ศิมาสิบวันแล้ว อีกอย่างนะคะ...ปู่! ปู่จะพาย่าไปไหน” พิริกาเปลี่ยนเรื่องทันทีเมื่อเห็นจากหางตาว่าปู่ดึงมือย่าให้ลุก
“ไปนั่งรถกอล์ฟดูบรรยากาศในไร่สิ ตรงไหนไม่ดีจะได้บอกพี่เราให้แก้ไข” พูดจบก็โอบเอวภรรยาพาเดินห่างทันที “จะไปหาว่าที่พี่สะใภ้ก็ไปได้แล้ว กว่าจะกลับเดี๋ยวค่ำเกิน”
“ปู่เมฆอะ อย่างนี้ทุกที ชอบไปกับย่าแล้วทิ้งหลาน คนอะไรรักเมียตั้งแต่หนุ่มจนแก่” เด็กสาวพึมพำด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เพราะเธอโตมากับภาพนี้
“ยังไม่แก่โว้ย ไอ้หลานบ้า” เมฆาส่งเสียงดังมาให้ได้ยิน
“พี่เมฆ เรียกหลานว่าไอ้ได้ยังไง ไม่ดีเลย หลานเป็นผู้หญิงนะคะ” เพกาส่งเสียงต่อว่าไม่จริงจังดังมาเบาๆ ก่อนจะได้ยินเสียงเครื่องยนต์ทำงานดังอยู่หน้าบ้านแล้วเสียงก็เงียบหายไป
“เดี๋ยวจะตามไปเป็นมารคอหอย คอยดูนะปู่” เธอบ่นไม่จริงจังแล้วหันมามองพี่ชายก็เห็นอีกฝ่ายลุกยืนเตรียมพร้อมไว้แล้ว เธอจึงตรงไปคล้องแขนแข็งแรงนั่นแล้วพากันตรงไปยังรถกระบะคันเก่ง “จีบพี่ศิให้ได้นะพี่ภัช พี่ศิใจเย็นกับหนูพุก ไม่รำคาญเวลาหนูพุกพูดมาก พูดไปเรื่อย พูดไม่หยุด...”
อศิภัชฟังน้องพูดไปเรื่อยจากเรื่องโน้นไปเรื่องนี้โดยที่เขาไม่ห้ามปราม เขาไม่ใช่คนใจเย็นเพียงแต่พิริกาเป็นน้อง เขาจึงทนได้เท่านั้นเอง

รถกระบะเครื่องแรงวิ่งออกจากไร่เมฆาเพื่อไปยังบ้านของศิศิราที่อยู่ในตัวอำเภอ หญิงสาวอาศัยอยู่กับมารดาเพียงสองคน ส่วนบิดาก็เสียชีวิตเพราะร่างกายไม่แข็งแรงไปได้สามปีแล้ว อศิภัชรู้จักหญิงสาวมาเกือบสี่ปีแล้วจากการตามย่าไปรับเสื้อที่สั่งตัดแต่เพิ่งมาสนใจจริงจังได้สองปีหลัง
ทีแรกเขาคิดจะตัดใจเพราะหญิงสาวมีคนรักอยู่เคียงข้างแต่เมื่อปีก่อนคนรักของเธอจากไป เขาจึงปล่อยเวลาให้เธอทำใจหนึ่งปี จากนั้นเขาก็ขยันโผล่หน้าไปให้เห็นเพื่อให้เธอได้รู้ว่ากำลังมีคนสนใจอยากได้เธอมาร่วมชีวิต
แต่...ทุกอย่างต้องมีแต่เสมอ เมื่อหญิงสาวรู้ว่าเขาสนใจ...เธอกลับพยายามถอยห่างเพราะกลัวถูกมองว่าตกถังข้าวสาร
เขาล่ะขำจนอยากบอกว่าเขาไม่มีหรอกถังข้าวสาร หากจะมีก็มีเพียงรถขนพืชผลทางการเกษตรราวสิบห้าคันเท่านั้น ส่วนคนที่มีถังข้าวสารตัวจริงต้องเป็นเพื่อนเขาที่ปลูกข้าวและมีโรงสีขนาดใหญ่เป็นของตัวเองซึ่งอยู่จังหวัดเคียงข้าง
ศิศิรามองรถคุ้นตามาจอดอยู่หน้าบ้านแล้วเกิดความรู้สึกอยากขึ้นข้างบนในทันที แต่เมื่อทำไม่ได้จึงต้องวางมือจากการเย็บปกเสื้อเพื่อจะได้ไปต้อนรับแขกยังหน้าบ้าน ก่อนที่แขกจะเข้ามาในบ้าน เธอยิ้มเพียงนิดเดียวเมื่อคิดว่าต้องเจอเขาเพียงคนเดียวแต่เมื่อเห็นว่ามีอีกคนที่พอคุ้นหน้าจึงเปิดยิ้มมากขึ้นจนเห็นไรฟันขาวสวย
“หนูพุก มาเมื่อไหร่คะ” เธอไหว้เขาแต่ไม่ทักทายเลือกจะพูดกับน้องสาวพลางรับไหว้จากฝ่ายนั้น
“สวัสดีค่ะพี่ศิ หนูพุกเพิ่งมาถึงค่ะ นั่งยังไม่ทันหายเย็นย่าก็บอกให้มาดูว่าเสื้อที่สั่งตัดไว้เสร็จหรือยัง แล้วหนูพุกยังเอาผ้ามาให้พี่ศิ...เฮือก...ด้วยนะคะ อยู่ในรถ รอเดี๋ยวนะคะ”
หญิงสาวมองอาการรีบพูดเหมือนกลัวถูกแย่งพูดจนหายใจจะไม่ทันของเด็กสาวแล้วได้แต่ลุ้นแทนว่าเมื่อไหร่ความช่างพูดจะลดลง เธอไม่ได้รังเกียจที่จะรับฟัง เพียงแต่เป็นห่วง...กลัวจะพูดจนหายใจไม่ทันแล้วต้องเข้าโรงพยาบาลล่ะเรื่องใหญ่แน่นอน
เธอมองตามร่างอวบๆ ตามประสาเด็กชอบกินมากกว่าจะชอบอดจนไม่รู้ว่าคนตัวสูงใหญ่มายืนอยู่ข้างๆ แล้ว กว่าจะรู้ก็ตอนที่หลังมือเขาแตะยังหลังมือเธอนั่นเอง ศิศิรารีบขยับตัวห่างเพื่อไม่ให้สายตาคนอื่นที่คอยเมียงมองจับผิดได้เห็น เธอใจสั่นทุกครั้งเวลาเขาเข้าใกล้ จะบอกว่าเธอไม่รู้สึกอะไรกับเขาเลยก็ไม่ใช่ เพียงแต่ไม่ได้รักเท่านั้นเอง
“อ้าว! แฟนมารับไปกินข้าวอีกแล้วเหรอ ดีจัง ไม่ต้องเสียเงินซื้อข้าวกิน”
น้ำเสียงเหมือนจะแปลกใจแล้วเปลี่ยนเป็นดีใจปนประชดประชันนั้นทำให้ศิศิรารีบขยับห่างจากอศิภัชมากขึ้น เธอหันไปมองสาวงามที่ครองมงกุฎนางงามจังหวัดเมื่อสามปีก่อนด้วยใบหน้าระอา
“มีธุระอะไรเหรอหญิง”
ศิศิราถามเสียงเบาอย่างอ่อนอกอ่อนใจที่อีกฝ่ายตามรังควานเธอไม่หยุดเพียงเพราะเธอได้รักกับชายที่อีกฝ่ายพึงใจ บ้านของหญิงหรือนรากรอยู่ตรงข้ามกันนี่เอง ถนนเส้นนี้รถไม่เยอะแถมมีเพียงสองเลนทำให้อีกฝ่ายอยากเดินมาหาตอนไหนก็ได้ เหมือนตอนนี้ที่พอเห็นว่ารถอศิภัชมาจอดก็เดินข้ามมาทันที ดีอยู่บ้างที่นรากรไม่ทำตาทำปากเหมือนตัวอิจฉาในละครเวลามาพูดประชดประชัน อดีตสาวงามอายุน้อยกว่าเธอหนึ่งปีแต่ทั้งสองก็ไม่มีใครเรียกพี่เรียกน้อง
“เปล่า” คนตั้งใจมาแขวะตอบเสียงสูงพร้อมยกไหล่ ดวงตาก็มองชายตัวสูงผิวสีแทนอย่างโมโหที่อีกฝ่ายมาหลงเสน่ห์มารหัวใจที่เป็นเพียงช่างตัดเสื้อโนเนม “ก็แค่เป็นห่วง กลัวคนอื่นมองว่าเธอให้ท่าผู้ชาย”
อศิภัชที่ยืนฟังขยับปากจะพูดแก้ให้หญิงสาวข้างกายแต่เสียงของน้องสาวก็ดังขึ้นก่อน
“พี่ศิ นี่ไงคะ ผ้าที่หนูพุกขนมาให้พี่ตัดชุดให้ อ้าว! ใครเนี่ย สวัสดีค่ะพี่ พี่มาตัดเสื้อเหรอคะ พี่ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ พี่ศิตัดเสื้อดีมาก ย่าของหนูพุกเป็นลูก...เฮือก...ค้ามาหลายปีแล้ว คุณหญิงคุณนายหลายคนก็มาให้พี่ศิตัดชุดให้ พี่จะตัดชุดแนวไหนคะ ชุดทำงานหรือชุดไทย เดี๋ยวพี่เข้าไปในบ้านไป...เฮือก...วัดตัวก่อนนะคะ เดี๋ยวหนูพุกวัดขนาดตัวให้ หนูพุกจะขอให้พี่ศิสอน เดี๋ยวพี่...”
“โอ๊ย! เป็นบ้าอะไรพูดไม่หยุด กลัวใครจะแย่งพูดรึไงฮะ” นรากรตะโกนเสียงดังอย่างเหลืออด เกิดมาไม่เคยเห็นคนพูดมากขนาดนี้
“ก็...” เด็กสาวหน้าเสียเล็กน้อยก่อนยกผ้าให้พี่ชายถือแล้วยกมือไหว้คนตรงหน้า “ขอโทษค่ะ หนูพุกลืมตัว ลืมไปว่าหากไม่ใช่คนคุ้นเคยก็ห้ามพูดมากเด็ดขาด”
‘อีบ้า’ นรากรทำปากมุบมิบแต่ชายหญิงทั้งสองที่มองอยู่ก่อนแล้วก็อ่านปากได้ อศิภัชหน้าตึงทันทีเมื่อน้องถูกด่าแบบนี้ ศิศิราก็เช่นกันแต่ในฐานะเจ้าของบ้านจะให้แขกมีเรื่องกันก็ไม่ได้
“หนูพุกเข้าบ้านกันค่ะ” เธอเข้าไปกอดคนที่ก้มหน้าสำนึกผิดพร้อมพยักหน้าเรียกเขาเข้าบ้านด้วย ส่วนแขกอีกคนก็ทำเป็นไม่สนใจ ไม่เรียกไว้เมื่ออีกฝ่ายหันหลังจะข้ามถนนกลับบ้าน
“พี่ศิ หนูพุกขอโทษ คุณคนสวยตะกี้เป็นลูกค้าพี่เหรอคะ อย่างนี้หนูพุกก็ทำให้พี่เสียลูกค้าแน่ เดี๋ยวหนูพุกไปเรียกเธอกลับมาดีไหมคะ เดี๋ยวหนูพุกจ่ายค่าตัดให้เอง พี่ศิจะได้ไม่เสียลูกค้า”
ทั้งพี่ชายและช่างตัดเสื้อประจำตัวคุณย่ารีบดึงแขนเด็กสาวช่างพูดไว้คนละด้านก่อนที่เธอจะลุกยืน
“หญิงไม่ได้เป็นลูกค้าพี่หรอกค่ะ เธอแค่มาดูว่าใครมาบ้านพี่เท่านั้นเอง บ้านหญิงอยู่ตรงข้ามนี่ไงคะ” ศิศิราชี้ไปยังบ้านตรงข้าม พลางยิ้มปลอบใจคนที่กำลังใจเสีย รอยยิ้มควรจะอยู่บนหน้าพิริกามากกว่าความเศร้าเป็นไหนๆ
“หนูพุกไม่เคยเห็นหน้าเลย สงสัยแต่ก่อนเวลาหนูพุกมากับย่าจะไม่ตรงกับตอนพี่หญิงอยู่บ้าน เธอเป็นเพื่อนพี่ศิเหรอคะ” พิริกาถามเสียงอ่อย ยังเสียใจไม่หายที่ทำให้คนข้างตัวว่าที่พี่สะใภ้ไม่ชอบหน้า
“ไม่ใช่จ้ะ หญิงแค่ไม่ชอบขี้หน้าพี่เท่านั้นเอง” เธอบอกแค่นั้นและเดินไปรินน้ำมาให้ทั้งสอง
“ไม่ชอบขี้หน้า” เด็กสาวขมวดคิ้วมุ่นพลางมองตามหลังสาวสวยที่อาจสวยน้อยกว่าคนชื่อหญิงไปแค่นิดเดียว “พี่ศิไปทำอะไรให้พี่หญิงไม่ชอบขี้หน้าเหรอคะ พี่ออกจะนิสัยดี”
“ก็...” คนต้องตอบวางแก้วน้ำให้ทั้งสองแล้วนั่งลงข้างร่างขาวอวบจนเหมือนมีประกายวิ้งอยู่ตลอดเวลา “แค่เรื่องไม่เป็นเรื่องน่ะค่ะ หนูพุกจะให้พี่ตัดชุดแบบไหนบ้างคะ ไหนขอดูผ้าหน่อย”
ศิศิราหาทางเปลี่ยนเรื่องและก็ได้ผล เด็กสาวขยับมารื้อผ้าออกวางจนยุ่งไปหมด ปากก็บอกในสิ่งที่ต้องการอย่างนู้นอย่างนี้ หญิงสาวรวบผมสั้นประบ่าไปมัดไว้เหลือแค่ผมด้านหน้าที่ตัดเป็นผมม้าแล้วค่อยหยิบสมุดปากกาที่วางใกล้ๆ มาจดความต้องการลงไป จากนั้นก็ไปหยิบสายวัดมาวัดตัวเด็กสาว
อศิภัชมองสองสาวด้วยแววตาอบอุ่น เขาพอรู้ว่าทำไมนรากรถึงไม่ชอบศิศิราแต่เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว คนต้นเรื่องก็ไม่อยู่ดังนั้นนรากรควรเลิกนิสัยชอบประชดชอบแขวะเพื่อนบ้านได้แล้ว แต่ก็นั่นล่ะ...ผู้หญิงคือเพศที่เข้าใจยาก เคยมีคนบอกไว้ว่าหากผู้ชายบอกว่าตัวเขาเข้าใจผู้หญิง นั่นแปลว่าเขาไม่เข้าใจเลยต่างหาก และเขาก็ไม่อยากเข้าใจนรากรด้วย





   สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ผู้น่าร้ากกกก ทู้กกกก คน   มลณ์เอาบทแรกที่เพิ่งด้นสดจบหมาดๆ มาลงแล้วจ้า
   นิยายเรื่องนี้พล็อตหลวมโพรก ความคิดที่มีก็แค่...พระเอกรักนางเอกและอยากแต่งงานด้วยให้ได้
   ปัญหาที่มลณ์เจอตามมาคือ... แล้วฉันจะเขียนยังไงให้นางเอกยอมแต่งงานด้วยล่ะ
   ... งานแถ และ ด้น ต้องมา ...
  แถ...ยังไงจะถึง ๑๒๐ หน้าเนี่ย
  ด้น...ยังไงจะได้หนังสือเนี่ย
      ......... ไฟต์ ติ้งงงงง ......

buddy

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 244
    • ดูรายละเอียด
Re: ... ชื่อเรื่องยังคิดไม่ออกจ้า ตอน ๑ ...
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2017, 11:28:43 PM »
แอบสงสัยว่า เฮือก นี่เป็นเสียงของอะไรอ่ะคะ  ;D

moolar

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 19
    • ดูรายละเอียด
Re: ... ชื่อเรื่องยังคิดไม่ออกจ้า ตอน ๑ ...
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2017, 04:54:59 PM »
หนูพุกนี่ช่างพูดจริงนะคะ น่ารักเชียว

ติดตรง เฮือก...เฮือก ของหนูพุกนี่ค่ะ

อ่านแรก เข้าใจว่า เพราะขับรถเร็ว หนูพูกเจื้อยแจ้วไปหวาดเสียวความเร็วรถไปหรือเปล่า
อ่านต่อไปอีก เอ...หรือหนูพุกพูดมากหายใจไม่ทัน เลยต้อง เฮือก เอาอากาศเข้าปอด

คุณมลณ์นำไปก่อนเลยค่ะ เด๋วล่าร์จะรีบเข็นตาม