ผู้เขียน หัวข้อ: ป้อมสกุลถังซีรีส์:สาวน้อยเจ้าเล่ห์ 1.  (อ่าน 58 ครั้ง)

ไอวินทร์

  • นักข่าว
  • Full Member
  • *
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
ป้อมสกุลถังซีรีส์:สาวน้อยเจ้าเล่ห์ 1.
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2017, 09:56:44 PM »
ป้อมสกุลถังซีรีส์:สาวน้อยเจ้าเล่ห์

丰富
fēngfù เฟิ่งฟู
ความมั่นคั่ง : ชื่อเมือง

บทที่ 1 ของเก่า ดูคำผิดเล็กน้อย รู้สึกว่า สำนวน
และประโยคหลายอันเลยยังขัดหูอยู่บ้าง ฮ่าๆ อ่านต้องขัดตา
ขออภัยด้วยค่ะ



-1-

เมืองเฟิ่งฟูอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองหลวงห่างออกไปประมาณพันลี้ (500 km.) มีตระกูลใหญ่ที่ครอบครองพื้นที่แห่งนี้หลักๆ อยู่ด้วยกันสี่ตระกูล ตระกูลไช่กับตระกูลถังได้ทำการหมั้นหมายบุตรธิดาด้วยกันตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อเสริมอำนาจบารมีขยายอิทธิพลของตนเองออกไป แต่ดูเหมือนจะมีคนผู้หนึ่งไม่ค่อยชอบใจความคิดดังกล่าว ดังนั้นจึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

เมืองเฟิ่งฟูเป็นเมืองที่มีคหบดีอาศัยอยู่ไม่น้อยเพราะมีกิจการการค้าอยู่มากมาย เศรษฐกิจเติบโตค่อนข้างดี สิ่งที่ขาดแคลนกลับเป็นผู้มีฝีมือหรือผู้มีวรยุทธ ดังนั้นในการเลือกคู่ให้ลูกสาวของพวกเขาต่างนิยมจัดเวทีประลองเลือกคู่ขึ้นมาเพื่อให้เหล่าชายหนุ่มได้เข้ามาแสดงฝีมือ และในวันนี้ก็มีเวทีประลองเลือกคู่ของคุณหนูใหญ่ของเศรษฐีมีชื่อเสียงคนหนึ่งในเมือง ทำให้บริเวณลานหน้าประตูคฤหาสน์คับคั่งไปดูผู้คน ทั้งที่มาชมและพ่อค้าแม่ค้าตั้งแผงขายอาหาร

การประลองดำเนินไปตั้งแต่ตอนสาย โดยทุกคนมีสิทธิลงชื่อเข้าร่วมไม่เกินเที่ยงวัน มีเวทีย่อยสองเวที เวทีใหญ่สำหรับตัดสินหนึ่งเวที หากชนะผู้อื่นห้าคนจะได้เข้ารอบไปสู้ในรอบถัดไป จากนั้นต่อสู้จนหาผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ก็จะได้แต่งงานกับคุณหนูลูกสาวของเศรษฐี

"เจ้าขึ้นไปไม่ได้นะ" ถังสือหลิวดึงชายเสื้อของเด็กหนุ่มอีกคนเอาไว้

"ทำไมจะไม่ได้ ว่าที่เจ้าสาวหน้าตางดงามกว่าเจ้าเป็นไหนๆ"

"เจ้า!"
ด้วยวัยเพียงสิบห้าปีของนางไม่อาจเทียบสาวงามที่นั่งอยู่ด้านข้างเวทีได้ ทำให้สาวน้อยได้แต่ยืนเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความแค้นเคืองใจ แต่ยังคงปักหลักจับเสื้ออีกฝ่ายไม่ขยับไปไหน

"ถอยไป! อย่ามาขวางข้า" เขาเพียงต้องการขึ้นไปเล่นสนุก ไม่ได้คิดจริงจัง แต่ยิ่งเห็นนางดูโมโหมาก ใบหน้าช่างน่าขบขับนัก เขากลับรู้สึกสนุก

เขาพูดจาเร่งให้นางรามืออีกสองสามประโยค นางถึงได้ยอมจำนนเดินสะบัดหน้าหนี หายไปท่ามกลางฝูงชน ใครใช้ให้นางตามมา เขาไม่เต็มใจสักหน่อยและไม่เต็มใจจะแต่งงานกับนางเป็นอย่างยิ่ง เขาอายุมากกว่านางตั้งสองปีและไม่ชอบเด็กผู้หญิงน่ารำคาญผู้นี้

การต่อสู้ไม่อาจใช้อาวุธใดๆ ได้ เป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่า เขาผ่านด่านแรกไปอย่างง่ายได้ ตระกูลไช่ของเขาแม้ไม่ถนัดการต่อสู้จำพวกหมัดมวย แต่ผลลัพธ์ที่ได้นับว่าไม่อัปลักษณ์นัก เขากำลังเตรียมตัวเพื่อจะได้สู้กับเจ้าหนุ่มหน้าตายผู้หนึ่ง สวมชุดสีเขียวเข้มถือพัดในมือโบกไปมา ดูท่าท่างเป็นคุณชายที่สำรวมและสุภาพจนน่าหมั่นไส้ ก่อนหน้านี้เขาได้เห็นฝีมือมาบ้างแล้ว เอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ (15นาที)

"คู่ต่อไปเริ่มได้ คุณชายทั้งสองท่านที่ได้แผ่นกระดาษเขียนว่า 'มีลูกหลานเต็มบ้าน' ขอเชิญขึ้นเวทีขอรับ" เสียงประกาศจากด้านหน้าเวที เขาสาวเท้าไปโดยไม่สนใจเจ้าหนุ่มผู้นั้นอีก

ต่างฝ่ายต่างโค้งคำนับกันอย่างมีมารยาทตามธรรมเนียม

ฝั่งตรงข้ามเอ่ยขึ้น "ขอคุณชายโปรดชี้แนะด้วย"

"ย่อมได้ ข้าคงไม่ออมมือหรอก"
ทำเป็นเคร่งธรรมเนียนดีนัก ดูสิถ้าเจ้าลงไปนอนกองที่พื้นยังจะกล้าเอ่ยประโยคขอบคุณข้าหรือไม่

"เชิญลงมือ"

คนตรงหน้าหุบพัดเก็บด้วยท่าทางเคลื่อนไหวไม่รีบร้อน ยิ่งมองเขาก็ยิ่งขัดลูกนัยถ์ตา
ไม่ใช่ว่าเจ้าอยากไปนั่งจิบช้าที่ภัตรคารหรอกหรือ ถ้าเช่นนั้นบิดาจะส่งเสริมให้เจ้าเอง

เขาพุ่งเข้าไปหาออกหมัดก่อน ตามด้วยฝ่าเท้าหมายจะถีบไปที่ใบหน้าที่คล้ายยิ้มของคนผู้นี้ แต่ถูกปัดขาออกไป จากนั้นเขาก็โดนสวนกลับด้วยการถีบมาที่ท้องเช่นกัน ดีว่าเขากระโดดถอยหลังได้ทัน ถึงอย่างนั้นก็ยังโดนกระแทกถึงหนึ่งในสามส่วน ไม่ใช่ว่าเจ้านี่คิดจะเอาคืนเขา แต่ทำตัวมีคุณธรรม ไม่เห็นจะได้ความ แถมเสียงเชียร์จากด้านล่างเวทีก็ดูจะเอนเอียงไปทางอีกฝั่ง นี่มันอะไรกัน เขาไช่จินเซ่อ เคยได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งในสิบของชายหนุ่มผู้มีอนาคตของเมืองเฟิ่งฟู แน่นอนว่าหน้าตาและฐานะย่อมเพียบพร้อม อีกทั้งฝีมือก็ไม่ด้อย

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาต้องให้คนผู้นี้ได้รับความอับอายจากความพ่ายแพ้เสียบ้าง เปลี่ยนเป็นเน้นโจมตีเป็นหลัก จนเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม (หนึ่งชั่วโมง) เจ้านี้ไม่มีทีท่าหอบเหนื่อยผิดกับเขาที่เริ่มอ่อนแรงเป็นอย่างมาก แล้วแบบนี้เขาจะเอาชนะเจ้าคนผู้นี้ได้อย่างไร ขณะที่ยืนหยุดพักการต่อสู้ จู่ๆ ฝ่ายตรงข้ามก็เอ่ยประโยคหนึ่งขึ้นมา

"โปรดยั้งมือก่อนคุณชาย...ข้าขอยอมแพ้"

"เจ้าจะเล่นตลกอันใด" แม้ไม่อยากยอมรับ แต่เจ้าหนุ่มผู้นี้มีฝีมือเหนือกว่าเขาเห็นๆ

"ข้าข้อมือเคล็ด ดังนั้นจึงเป็นฝ่ายขอยอมแพ้" 
คนเบื้องหน้าค้อมศีรษะยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี เป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือ เขาไม่ใคร่จะเข้าใจ แต่เอาเถอะความแข็งแกร่งบางทีก็ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

"ข้ายินดีที่ได้ประลองฝีมือกับท่าน" เขายกสองมือขึ้นมาแสดงการคารวะ

"ข้าก็ยินดีที่ท่านจะได้แต่งสาวงามเข้าบ้าน ยินดีด้วยคุณชาย" ฉับพลับนั้นเขาเกิดอาการงุนงง เขายังต้องปะมือกับผู้อื่นอีกตั้งหลายคน ไฉนคนผู้นี้ถึงได้กล่าวราวกับเขาเป็นผู้ชนะ ไม่ เขาไม่ได้ต้องการผู้ชนะสักหน่อย มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น

"ผู้ชนะในรอบนี้ คือ คุณชายที่สวมชุดสีฟ้าอ่อน แต่เนื่องจากผู้เข้าแข่งขันอื่นๆ มีเหตุไม่สามารถแข่งขันกันต่อไปได้ ดังนั้น ผู้ที่จะได้แต่งงานกับคุณหนูของเรา จึงเป็นท่าน ไม่ทราบว่าท่านมีชื่อเสียงเรียงนามอะไร ข้าจะได้ไปเรียนนายท่านเพื่อจัดงานวิวาห์ในเย็นนี้"

เสียงฮือฮาจากผู้ชมด้านล่าง อืออึงไปด้วยความประหลาดใจ คล้ายไม่ค่อยเห็นชอบกับผลการแข่งขันในวันนี้ พวกเจ้าไม่เห็นด้วย แล้วนึกว่าข้าเห็นด้วยหรือไงถึงเขาจะไม่อยากแต่งงานกับถังสือหลิว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอยากจะแต่งงานกับหญิงอื่นในตอนนี้

"ช้าก่อนทุกท่าน ข้าว่ามีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล ผู้แข่งขันอื่นจะมาพร้อมใจกันไม่สามารถแข่งขันกันต่อ แล้วถอนตัวพร้อมเพรียงกันตั้งหลายคนได้อย่างไร พวกท่านต้องตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยความเป็นธรรม มิฉะนั้นการประลองเลือกคู่ในครั้งนี้จะถือว่าไร้ศักดิ์ศรีและความสง่างามที่สุด" เขาลอบปาดเหงื่อในใจ เหตุการณ์กลับตาลปัตรเช่นนี้ได้อย่างไร

"มันก็จริงที่คุณชายผู้นี้ได้กล่าวไป หากไม่ตรวจสอบให้ดีคุณหนูอาจต้องพลอยเสียชื่อเสียงไปด้วย โปรดพิจารณาด้วย พวกท่านมีความเห็นอย่างไรกันบ้าง"
ชายหนุ่มที่ขอยอมแพ้เขายังไม่ได้ลงจากเวที เริ่มพูดจามีเหตุผลน่าเชื่อฟังมากขึ้น แถมหันไปหาเสียงสนับจากผู้คนด้านล่างเวทีให้อีก

ดูเหมือนบรรดาผู้คนจะเริ่มถกเถียงเรื่องนี้กันอย่างเป็นประเด็นร้อน ผ่านไปไม่นานมีสาวใช้คนหนึ่งเดินขึ้นมากระซิบบอกอะไรบางอย่างกับชายที่ดูแลการประกวด เขาทำสีหน้าลำบากใจครู่หนึ่ง แล้วก็หันมาหาเขา

"ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ตอนนี้ข้าได้ข้อสรุปจากคุณหนูของข้าแล้ว นางบอกว่าไม่รังเกียจที่ท่านเป็นผู้ชนะ นั้นแสดงว่ามีวาสนาที่มีต่อกัน ถ้าหากท่านไม่ขัดข้องก็สามารถแต่งงานกับนางในวันนี้เลย"

หากตอบว่าเขาขัดข้องก็จะดูเหมือนคนใจแคบแล้งน้ำใจ หญิงสาวผู้หนึ่งยังไม่คิดเล็กคิดน้อย ใจกว้างยอมรับเรื่องที่พลิกพลันได้อย่างง่ายดาย

"ทุกท่านโปรดใจเย็นก่อน คุณชายท่านนี้คงจะได้รับการสั่งสอนมาจากวงศ์ตระกูลมาเป็นอย่างดี หากได้รับลาภลอยโดยไม่ลงแรงเช่นนี้คงจะทำให้รู้สึกลำบากใจไม่น้อย ยิ่งทำให้ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของเขาสั่นสะเทือน"
ดีพูดได้ดี เขาพยักหน้าเห็นด้วย เจ้าหนุ่มนี้ ต่อไปเขาจะนับเป็นสหายเลยทีเดียว

ประโยคต่อมาทำให้ใครบางคนเปลี่ยนความคิด

"แต่บางทีโชคชะตาก็ทำให้เราพบเจอเรื่องมงคลนับเป็นพรหมลิขิตโดยแท้ ดังนั้นข้าคงไม่อาจกล่าวอะไรได้ คงต้องให้คุณชายท่านนี้เป็นผู้ตัดสินใจเอง" จบคำพูดทำให้เขานิ่งงัน เจ้าสารเลวผู้นี้ เดิมทำทีเป็นผู้หวังดีแต่ไหงดันมาโยนเผือกร้อนให้ผู้อื่นเช่นนี้ บรรดาผู้คนด้านล่างเวทีต่างเงียบเสียงหันมาจ้องมองเขาเป็นตาเดียวเพื่อรอคำตอบ

"แค่กๆ เอ่อ ข้าคิดว่า มันเป็นการไม่ยุติธรรมที่จะฉกฉวยโอกาส เอ่อ อันดีงามไปจากยอดฝีมือผู้อื่น ตอบอย่างละอายใจข้าคิดว่าฝีมือยังด้อยนัก ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้ชนะในวันนี้ เอ่อ ดังนั้น ควรจึงควรให้มีการประลองใหม่อีกครั้ง" ข่มใจพูดจนจบประโยคก็พลันรู้สึกโล่งอกขึ้นมา มีหลายเสียงเริ่มถกเถียงกันขึ้น

"ไม่ใช่ว่าเจ้าอยากแต่งงานกับแม่นางท่านนี้หรอกหรือ ถึงได้เข้าร่วมประลอง" เสียงผู้หญิงตะโกนขึ้นมาท่ามกลางผู้คน เขารู้สึกคุ้นหูยิ่งนัก แต่ไม่อาจหาต้นเสียงเจอ

เสียงจากผู้ชมดังกระหึ่มขึ้นมาอีกรอบ หลายเสียงเห็นด้วยกับที่หญิงสาวกล่าว

'หากไม่ต้องการเลือกคู่ ก็ไม่ควรทำตัวไร้ยางอายโดยการหลอกลวงผู้อื่น'

'หรือเจ้าหนุ่มนี่ คิดเพียงเล่นสนุกเท่านั้น'

'ได้แต่งงานกับสาวงามเช่นนี้ยังจะเรื่องมากอีก'

'หรือเขาต้องการมาขัดขวางคู่รักของเขาไม่ให้แต่งงานกับหญิงสาว'

เดี๋ยวๆ ก่อนสิ ทำไมหัวข้อถึงได้เปลี่ยนไปเช่นนั้น ข้าเป็นชายชาตรีคนหนึ่งนะ ก่อนที่เขาจะทันได้กล่าวประโยคใด เสียงหวานใสก็เอ่ยขึ้นมา

"ทุกท่าน งานประลองยุทธเลือกคู่ของข้าในวันนี้คงต้องยุติลงก่อน ทำให้ทุกท่านอุตส่าห์ตั้งใจมาอวยพรในวันมงคลของข้าต้องเสียเวลาเช่นนี้ ข้าน้อยต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง" กล่าวจบคุณหนูพร้อมกับสาวใช้ก็เดินมุ่งหน้าเข้าสู่คฤหาสน์ด้านใน

เสียงก่นดาสาปแช่งเขาก็เริ่มหนาหูขึ้น เขาไม่รู้จะตอบอย่างไร

"ข้าคงต้องขอตัวก่อน ข้ามีธุระ สำหรับวันนี้ขอบคุณทุกท่านที่เป็นกำลังใจให้กับข้า รักษาตัวด้วยทุกท่าน ลาก่อน" ประสานมืออำลาแล้วเผ่นแผ่วลงจากเวทีโดยไม่กล้ามองหน้าผู้ใด

มีเสียงโห่ขับไล่ตามหลัง ชายหนุ่มผู้โง่งมทอดทิ้งว่าที่เจ้าสาวได้ลงคอ

ผู้คนเริ่มทะยอยกับกลับบ้านเพราะเรื่องสนุกหมดไปแล้ว บ้างก็โกรธเกรี้ยวชายหนุ่มที่ไม่ยอมแต่งงานกับสาวงามทำให้อดได้รับของแจกเนื่องในงานมงคล

สามเดือนต่อมา
คฤหาสน์ตระกูลไช่

ศาลาริมสระบัวมีชายหนุ่มร่างสูงผู้หนึ่ง และดรุณีอีกหนึ่งนางยืนเคียงคู่กัน ท่ามกลางบรรยากาศอันสุนทรีย์เช่นนี้ กลับไม่ได้ทำให้ทั้งสองอยากใช้ประโยคงดงามพัฒนาความสัมพันธ์ต่อกันได้

"ที่นี้งดงามจนข้าหลงลืมตน"

"เฮอะ! เจ้าก็เคยมาเยือนที่นี้ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ถังสือหลิวเจ้ามีสิ่งใดอยู่ในใจกันแน่" ชายหนุ่มหันกลับมามานั่งที่ม้าหินภายในศาลา จัดแจงรินน้ำชาแล้วยกขึ้นจิบ

หญิงสาวเดินตามมายืนข้างโต๊ะหิน "แล้วเจ้าเล่า ไช่จินเซ่อมีสิ่งใดอยู่ในใจกันแน่ เมื่อครานั้นเหตุใจเจ้าถึงขึ้นไปประลองที่เวทีเลือกคู่"

"ก็ไม่มีอะไรมาก แล้วข้าจำเป็นต้องตอบคำถามนี้หรือไร มีอันใดเกี่ยวกับเจ้ากัน"

"ย่อมเกี่ยวกับข้า เจ้าต้องการแต่งงานกับข้าหรือแต่งกับคุณหนูนางนั้น" ถามเสียงสูงขึ้นอีกนิดบ่งบอกถึงอารมณ์ผู้พูด

"เจ้าเป็นกุลสตรีแบบใดกัน ถึงได้กล่าวคำถามไร้ยางอายเช่นนี้" เว้นระยะไปนิด แสร้งทำเป็นจิบชาต่อ แล้วตอบคำถามโดยไม่มองหน้าอีกฝ่าย

"ข้าไม่อยากแต่ง" จากนั้นก็เสไปชมทิวทัศน์ต่ออย่างรื่นเริงใจ

"ได้ ข้าตกลง"
เมื่อคำตอบเป็นไปอย่างที่นางคาดการณ์เอาไว้แล้ว จึงได้เอ่ยปากรับคำไปเช่นนั้น แม้ในใจจะมีความรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งอยู่บ้าง แต่นางก็พอจะรับรู้ความรู้สึกในใจของเจ้าคนโง่เง่าผู้นี้มาก่อน ถึงได้คิดว่าถึงเวลาทำเรื่องนี้ให้ถูกต้องเสียที นางก็เสียเวลามาเนิ่นนานแล้ว

"เจ้าตกลงอะไร ข้าไม่เข้าใจ"

"ตกลงทำตามความปรารถนาของเจ้าอย่างไรเล่า คุณชายไช่จินเซ่อ ในเมื่อเจ้าตอบอย่างมั่นใจเช่นนั้น ข้าก็คงไม่กล้าขัดขวาง"

"นี่เจ้าจะ..." ชายหนุ่มรู้สึกคาดไม่ถึง ความจริงเขาก็ไม่เชิงรังเกียจนางแต่ก็ไม่ได้รักใคร่ชอบพอจนอยากตบแต่งนางมาเป็นภรรยาก็เท่านั้น

"อีกห้าวันข้าจะส่งของหมั้นคืน แน่นอนว่าเรื่องยกเลิกการหมั้นในครั้งนี้ถังสือหลิวคนนี้จะเป็นคนรับผิดชอบเอง"
 ไช่จินเซ่อมองอีกฝ่ายเชิดหน้าแล้วหันหลังเดินจากไปอย่างสง่าผ่าเผย นี่นางคิดว่านางเก่งกล้าสามารถถึงเพียงนั้น หากนางทำได้จริงเขาจะคุกเข่าแล้วเรียกนางว่า 'ท่านแม่'

"เดินระวังด้วย ข้าไม่ส่งล่ะ" คำพูดของเด็กหญิงผู้หนึ่งจะนับเป็นอะไรได้ เขาหันกลับไปชื่นชมบัวงามในสระต่อ


แล้วจดหมายฉบับหนึ่งก็ทำให้ไช่จินเซ่อถูกขังในศาลบรรพชนของตระกูลถึงสามวัน แต่เมื่อได้ผลลัพท์เป็นที่พอใจ เขาก็จะถือว่าครั้งนี้เป็นการเสียสละตนเพื่อทำการใหญ่ แม้ภายในจิตใจจะแค้นเคืองถังสือหลิวอยู่บ้าง


'ท่านลุงท่านป้า ข้าถังสือหลิวรู้สึกละอายแก่ใจเป็นอันมากที่ไม่ได้มาเยือนตระกูลไช่ด้วยตนเอง เพื่อเรียนให้พวกท่านทราบเรื่องการถอนหมั้นระหว่างข้ากับพี่จินเซ่อ เมื่อสามเดือนก่อนเขาได้ขึ้นไปประลองเวทีเลือกคู่ และได้รับชัยชนะอีกด้วย ข้ารู้สึกขี้ขลาดเกินกว่าจะถามว่าเหตุใดเขาถึงได้กระทำการเช่นนั้น แต่ในที่สุดหัวใจของข้าก็ทนต่อไปอีกไม่ไหว เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าจึงได้มาสอบถามพี่จินเซ่อถึงเรื่องการแต่งงานว่าเขายังต้องการแต่งงานกับข้าอยู่หรือไม่ คำตอบที่ได้รับ ทำให้ข้าปวดใจเป็นอันมาก

พี่จินเซ่อไม่ต้องการแต่งงานกับข้า เขาบอกว่าคุณหนูผู้นั้นงดงามและเพียบพร้อมกว่าข้าเป็นไหนๆ แล้วข้าจะทำเช่นไรได้ ข้าไม่อาจไปบังคับฝืนใจผู้อื่นที่มีคนหมายปองแล้ว ดังนั้นข้าจึงขอคืนของหมั้นทั้งหมดแก่พี่จินเซ่อและตระกูลไช่ เพื่อท่านลุงท่านป้าจะได้ยกเลิกการหมั้นแล้วไปสนับสนุนพี่จินเซ่อกับนางผู้เป็นที่รักแทนข้า
ทั้งนี้ ท่านพ่อกับท่านแม่ได้ทราบความเป็นไปและเหตุผลทั้่งหมดแล้ว พวกท่านรู้สึกเห็นใจพี่จินเซ่อมากกว่าข้าเสียอีก
                                       โปรดให้อภัยความอ่อนแอและขี้ขลาดของข้าด้วย'

                                                               'ถังสือหลิว'

หลังจากสองผู้เฒ่าได้อ่านจดหมายขอยกเลิกการหมั้นหมายก็รู้สึกสงสารถังสือหลิวเป็นอย่างมาก เด็กสาวอายุเพียงสิบห้าปีกลับรู้จักใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่น ป่านนี้คงจะแอบนอนร้องไห้จนตาบวมแล้วอย่างแน่นอน ลูกชายของเขาแม้จะอายุมากกว่านางตั้งสองปีกลับทำตัวไม่ได้ความเสียเอง ดังนั้นจึงสั่งลงโทษลูกชายให้สำนึกเสียบ้าง ส่วนเรื่องการถอนหมั้นคงต้องหารือกับตระกูลถังอีกที

ในขณะเดียวกัน สาวน้อยผู้อาภัพที่ว่ากำลังรับประทานขนมอยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งอย่างไร้ทุกข์โศกใดๆ

(好吃 hǎochīแปลว่า อร่อย, 饱了เป่าเลอ bǎo le อิ่ม โรงเตี๊ยมชื่อ เป่าเลอหัวชี่ อิ่มอร่อย ฮ่าๆ)

โรงเตี๊ยมเป่าเลอหัวชี่คงไม่ต้องบ่งบอกว่าให้ความสำคัญกับเรื่องใด อาหารกินแล้วต้องอิ่มท้อง นอกจากนั้นยังต้องอร่อย โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีถึงสามชั้นด้วยกัน ชั้นบนสุดเป็นชั้นพิเศษสำหรับผู้มีอันจะกินกระเป๋าหนัก หรือบรรดาผู้มียศฐาบรรดาศักดิ์ที่ต้องการความสงบห่างไกลจากแขกคนอื่น ชั้นสองแบ่งเป็นห้าห้องย่อยไว้รองรับลูกค้าพิเศษกว่าชั้นล่างเล็กน้อย เพราะจ่ายเพิ่มเพียงค่าห้อง อาหารก็ไม่แตกต่างกัน เว้นแต่จะสั่งล่วงหน้าเอาไว้

"แม่นางถัง เจ้าคิดว่าการยกเลิกการหมั้นหมายจากเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างเจ้าจะสำเร็จลุล่วงได้ง่ายดายอย่างนั้นหรือ" ว่าพลางเคาะปลายพัดไปที่ศีษระของเด็กสาว

"พี่ฉู่!"

"สำเร็จหรือไม่ข้าไม่สนหรอก แต่เจ้าลูกเต่านั้นต้องโดนสั่งสอนเสียบ้าง แค่คุกเข่าสำนึกผิดแค่นั้นไม่ตายหรอก"

"เจ้าก็ระวังว่าต่อไปจะถึงคราวของเจ้าบ้าง"

"พี่ใหญ่ท่านอย่าพูดจาน่ากลัวอย่างนั้นสิ มาๆ ข้าสั่งขนมให้ท่านอีกจาน เอาขนมดอกกุ้ยดีหรือไม่" พี่ใหญ่ผู้นี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ คุณชายที่ได้ขึ้นประลองเวทีเลือกคู่แล้วประกาศยอมแพ้อย่างเต็มอกเต็มใจ

"น้องสาวอย่างเจ้าข้าขอคืนได้หรือไม่ ทำอย่างที่เจ้าไปคืนของหมั้นอย่างไรเล่า"

"ที่แท้ท่านต้องการจะแต่งกับข้าแทนไช่จินเซ่อ ได้ๆ ข้ายินดี" น้องสาวหน้าตาทะเล้นหยิบขนมเข้าปากราวกับคำพูดก่อนหน้านี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

"เหลวไหล เจ้าต้องการให้ข้าอายุสั้นอย่างนั้นหรือ หนก่อนที่เจ้าไปก่อเรื่องที่เวทีประลองยุทธเลือกคู่ ข้ายังไม่ได้สะสางเลยนะ"

"ข้าทำอะไร พี่ใหญ่ท่านก็กล่าวเกินไป"

"ผู้เข้าแข่งขันบ้างก็เสื้อผ้าขาดขณะต่อสู้ บ้างก็บาดเจ็บกะทันหัน บ้างก็เกิดอาการนอนหลับปลุกไม่ตื่น ความวุ่นวายเบื้องหลังเวที ถ้าไม่ใช่ฝีมือเจ้าแล้วจะเป็นใคร"

"ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเป็นฝีมือข้า อย่าใส่ความคนดี" หญิงสาวผู้แอบอ้างตนว่าเป็นคนดีกำลังรีบร้อนซดน้ำชาจนแทบสำลัก

"ผู้ใดจะได้ประโยชน์ หากว่าไช่จินเซ่อไปแต่งงานกับผู้อื่น"

"แน่นอนว่าเป็นเขาสิ คุณหนูผู้นั้นงดงามล้ำเลิศ เก่งหมาก พิณ วาดภาพ เขียนอักษร การเรือนครบครันแถมเปี่ยมด้วยคุณธรรม"

"เจ้าเห็นว่าข้าตาบอดหรือไรถังสือหลิว" ยกพัดเคาะศีรษะน้องสาวนอกไส้ไปอีกหน

"พี่ใหญ่ๆ ท่านก็เพลามือลงบ้างได้หรือไม่ ท่านจะทำให้หัวข้ามีซาลาเปาเพิ่มขึ้นอีกกี่ลูกกัน เอาล่ะๆ ข้าตอบแล้ว ย่อมเป็นข้าที่ได้ประโยชน์ ดูสิข้าอุตส่าห์ชวนท่านมาเลี้ยงฉลองเสียหน่อย แต่ท่านกลับจ้องจะเทศนาข้า ทำดีไม่ได้ดีจริงๆ" ท้ายประโยคอดบ่นพึมพำไม่ได้

"เจ้าบ่นอะไร ถ้างั้นก็สั่งอาหารมากิน ข้าไม่ชอบขนมหวาน เจ้าต้องลงทุนหากต้องการเลี้ยงฉลองให้แก่พี่ชายใหญ่อิ่มหน่ำสำราญ"

“ข้าน้อยเข้าใจแล้ว จะรีบดำเนินการอย่างเร่งด่วน เสี่ยวเอ้อข้าจะสั่งอาหาร มาที่นี้เร็วเข้า” หันไปยิ้มประจบพี่ชายใหญ่ซึ่งกำลังโมโหหิวแล้วสอบถามรายการอาหารที่ต้องการสั่งอย่างเอาใจ

กับข้าวสี่ห้าอย่างนำมาส่งที่โต๊ะอย่างรวดเร็วสมกับเป็นโรงเตี๊ยมมีชื่อ

ชายหนุ่มคลี่พัดโบกเบาๆ แล้วกวาดตาดูจานอาหารบนโต๊ะ “อาหารเพียงเท่านี้หรือ ที่เจ้าเรียกว่าเป็นการเลี้ยงฉลอง
“พี่ชายผู้เปี่ยมคุณธรรม ผู้มีมีเมตตาค้ำจุนโลก ท่านก็เห็นแก่ถุงเงินใบน้อยของข้าด้วยเถิด เท่านี้ก็เกือบครึ่งหนึ่งของเบี้ยรายเดือนของข้าแล้ว หลังจากนั้นท่านจะใจดำปล่อยให้น้องสาวที่แสนอ่อนหวานผู้นี้อดอยากหรืออย่างไร”

“เจ้าอาศัยอยู่บ้าน ยังจะต้องใช้เงินซื้ออาหารประทังชีพ เจ้าอย่าพูดจาขบขันจะดีกว่า หรือต้องการให้ข้าออกโรง ไปเจรจาเรื่องเงินค่าใช้จ่ายที่้บ้านเจ้า"

"ไปฟ้องมากกว่า" พูดเสียงในลำคอ ก้มหน้าคีบอาหาร แล้วเงยหน้าขึ้น "ไม่ต้องลำบากพี่ชายใหญ่ถึงเพียงนั้นหรอก แค่ท่านมานั่งรวมโต๊ะ ข้าก็มีวาสนาแล้ว" ยกยอปอปั้นไปอีกหน่อย แล้วคีบอาหารใส่จานเป็นการปิดท้าย

"ฮึ! รู้ตัวก็ดีแล้ว ไม่ใช่ว่าหลังวันเกิดของเจ้า เจ้าจะฝากพยาธิในท้องไว้กับถุงเงินของข้าหรอกหรือ ไหนดูสิ"
ชายหนุ่มยกนิ้วขึ้นมานับ "เป็นระยะเวลาเกือบสองเดือน ถ้าข้าไปค้าขายก็คงจะขาดทุนที่เจ้านี่แหละที่เป็นภาระในการเดินทาง หรือข้าควรจะเปลี่ยนใจดี แล้วนี่พ่อแม่เจ้าตกลงอนุญาตให้เจ้าไปกับข้าได้แน่นอนหรือ"
เพียงแค่ต้องการเหย้าแหย่ให้ใครบางคนเกิดอาการร้อนรนขึ้นมาบ้างก็เท่านั้น เพราะอย่างไรเขาก็ต้องไปขออนุญาตที่ป้อมสกุลถังของนางอยู่แล้ว แล้วไหนจะพี่ชายใหญ่ตัวจริงของนางอีกล่ะ แต่เหมือนจะได้ข่าวว่าออกเดินทางไปข้างนอกยังไม่กลับ ไม่อย่างนั้นคงจะปฏิเสธไม่ให้น้องสาวไปกับเขาอย่างเด็ดขาด

"พี่ชายผู้ประเสิรฐท่านไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนใจหรอก รับรองว่าให้ข้าไปด้วยมีประโยชน์แน่นอน"

"แล้วข้าจะคอยดู แล้วเสี่ยวชุ่ยล่ะ นางไม่ใช่ว่าจะร้องตามเจ้าไปอีกคนหรอกหรือ"

"ไม่ต้องห่วง เดี๋ยววันเดินทาง ข้าจะจับนางมัดไว้กับเตียง หากยังไม่พอ ข้าจะกรอกยาให้นางหลับไปสักสามวัน" หญิงสาวไม่มีทีทางเสียใจต่อการกระทำที่วางแผนไว้สักนิด คีบอาหารเข้าปากอย่างชื่นอุรา

"นับว่าเจ้าทุ่มเทในการเตรียมการเดินทางครั้งนี้ แล้วข้าเป็นใคร คงมิบังอาจขัดขวางเจ้าอย่างแน่นอน" คุณชายฉู่? ว่าประชดแล้วกินอาหารต่อ ดูเหมือนคำกล่าวนี้จะไม่สามารถสร้างความเจ็บปวดให้นางได้

"ท่านกล่าวได้ถูกต้อง" ถังสือหลิวพยักหน้ารับอย่างเต็มใจ

"จริงสิ ข้ามีคำถามสำคัญอีกข้อหนึ่ง แล้วคู่หมั้นเจ้าจะไม่ว่าอย่างไรที่เจ้าจะเดินทางไปกับข้าอย่างนั้นหรือ"

ได้เห็นใบหน้าที่เปลี่ยนจากยิ้มแย้มเป็นบึ้งตึงอย่างฉับพลัน ทำให้ชายหนุ่มสะกดรอยยิ้มเอาไว้

"ข้ากับไช่จินเซ่อไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกันแล้ว"

"เจ้าแน่ใจว่า ทั้งครอบครัวเจ้าและครอบครัวของเจ้าหมอนั้นได้ประกาศยกเลิกการหมั้นอย่างเป็นทางการแล้ว ข้าแค่ไม่อยากจะมีปัญหาในภายหลัง เอาเถอะๆ รีบกินอาหารกันก่อน เรื่องอื่นเจ้าค่อยไปขบคิดแล้วกัน"

หญิงสาวมองหน้าอีกฝ่าย พลางนึกตำหนิในใจ แล้วท่านจะเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม ท่านพี่ฉู่! พาลทำเอาข้าเกือบกินอาหารไม่ลง หนี้แค้นหนนี้ข้าจะจดจำเอาไว้ในใจอย่างแน่นอน




-------


จบตอน 1 นะคะ ดูเหมือนจะยาวใช้ได้แล้ว พี่ฉู่ก็ยังไม่ได้ตั้งชื่อแกสักที
(ป้อมสกุลถัง เปลียนมาเป็นน้องสาวพระเอก ป้อมสกุลถัง:พยัคฆ์หมอบแห่งปฐพี)
เชียร์ จงเปลี่ยนเป็น ภาษาโบราณ
ประเด็นร้อน  = หัวข้อ ??
(บรรยายโรงเตี๊ยม 好吃 hǎochīแปลว่า อร่อย, 饱了เป่าเลอ bǎo le อิ่ม โรงเตี๊ยมชื่อ เป่าเลอหัวชี่ อิ่มอร่อย ฮ่าๆ อาหารขึ้นชื่อ ขอไปคิดก่อน มีทั้งอาหารคาวหวาน สุรา)
ดอกกุ้ย นิยมมาทำ ขนม หรือ เอาไปหมักเหล้า ใส่ในหมายเหตุเพิ่มด้วย
เด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม    สำนวนไทย เปลี่ยนๆๆ
สาวใช้ชื่อเสี่ยวชุ่ย ในตอนหนึ่ง ท่านเปาฯ ยืมชื่อมาก่อน ฮ่าๆ

พี่ฉู่ ยังไม่ได้ตั้งชื่อ ฮ่าๆ ดึกแล้ว ไม่ควรแต่ง ฉากอาหารการกิน  พอก่อนๆๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2016, 03:28:02 PM โดย ไอวินทร์ »  นี่ก็ก็อบมาหมดเลย ฮ่าๆๆ
Licht und Schatten トーキョーグール-

ฮาบีบี้

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 39
    • ดูรายละเอียด
Re: ป้อมสกุลถังซีรีส์:สาวน้อยเจ้าเล่ห์ 1.
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2017, 10:47:38 PM »
แวบมาอ่านของพี่ไอ อิ อิ สู้น้าคร๊าฟฟฟฟฟฟ

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 260
    • ดูรายละเอียด
Re: ป้อมสกุลถังซีรีส์:สาวน้อยเจ้าเล่ห์ 1.
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2017, 11:17:56 PM »
คุณไอเขียนเป็นนิยายสอนภาษาจีนเลย เจ๋งดีนะ  ;D

มิกกี้เมาท์

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 9
    • ดูรายละเอียด
Re: ป้อมสกุลถังซีรีส์:สาวน้อยเจ้าเล่ห์ 1.
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2017, 08:43:59 PM »
 ;D ท่านชาย

moolar

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 19
    • ดูรายละเอียด
Re: ป้อมสกุลถังซีรีส์:สาวน้อยเจ้าเล่ห์ 1.
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2017, 05:06:59 PM »


รอบทต่อไปคะพี่ไอ

ให้ไวๆ เด๋วล่าร์แซงหน้านะเออ
:P :P