ผู้เขียน หัวข้อ: จอมใจเจ้าชีวัน บทที่ ๒  (อ่าน 72 ครั้ง)

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 277
    • ดูรายละเอียด
จอมใจเจ้าชีวัน บทที่ ๒
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2017, 10:55:47 PM »
บทที่ ๒

   กำแพงปูนสีตะกั่วตั้งตระหง่านเป็นแนวโค้งยาว ล้อมรอบด้วยคูน้ำลึกกว้างห้าวาเศษ สูงขึ้นไปเหนือกำแพง ปืนใหญ่สามกระบอกตั้งเรียงหันปลายปืนไปทางทิศใต้ ราชสีห์ทองคำผงาดอยู่บนผืนผ้าสีแดงเลือดนก ธงสัญลักษณ์แห่ง ‘สิตา’ ปักเด่นสง่าอยู่กลางหลังคาทรงโค้ง โบกสะบัดพัดพลิ้วไปตามแรงลม พื้นที่ถัดจากคูออกมาเป็นทุ่งโล่ง ไม่มีสิ่งปลูกสร้างหรือแม้แต่ต้นไม้ให้ร่มเงา ทหารยามในเครื่องแบบสีแดงสดยืนนิ่งประจำอยู่ไม่ห่างกระบอกปืนใหญ่ สายตามองระแวดระวังไปทั่วบริเวณ
 
   ป้อมชายแดนสิตา-ปาลแห่งนี้ ไม่ได้ใช้งานในราชการสงครามมานานหลายทศวรรษ หลังสองเมืองทำสนธิสัญญาไม่รุกรานซึ่งกันและกัน แต่ก็ได้รับการบำรุงรักษาอย่างดีสำหรับกิจการอื่นของ ‘สิงคาล’ ราชาแห่งสิตา รถม้าคันสุดท้ายในขบวนเสด็จกำลังก้าวย่องเนิบช้าไปบนสะพานที่ทอดข้ามคูล้อมป้อม ไม่นานก็หายผ่านเข้าประตูไปในที่สุด

   ภายในป้อมนอกจากทหารที่รักษาการณ์อยู่บนเชิงเทิน ก็มีเพียงราชองครักษ์คนสนิทของราชาสิงคาลเท่านั้นที่ตามเสด็จ และคอยเฝ้าอยู่หน้าประตูอาคารสีขาวหลังคาโดมแดง ที่ตั้งโดดเด่นอยู่กลางลานกว้าง เยื้องไปด้านหลังสักสี่ห้าร้อยเมตร เป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยอิฐสีเทาใช้สำหรับเป็นโรงครัวและที่พักของเหล่าราชบริพาร

   หญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งนวลเนียน ซอยเท้าถี่พาร่างอวบอิ่มเข้าไปในโรงครัว ไม่ได้สนใจเสียงเอะอะโวยวายของแม่ครัวและลูกมือที่กำลังช่วยกันจัดเตรียมอาหารกันยกใหญ่ กระทะและหม้อใบใหญ่บนเตาบอกถึงปริมาณอาหารมากมายราวกับจะเลี้ยงคนเป็นกองทัพ นางมุ่งหน้าตรงไปหาหญิงวัยกลางคนที่กำลังวุ่นวายออกคำสั่งคนงานให้จัดการสำรับที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาดึงความสนใจของหญิงกลางคนให้หันมองผู้มาเยือน “เสด็จถึงแล้วรึ แม่จัน”

   สาวร่างอวบอวดยิ้มฟันขาวพยักหน้า หอบหายใจจนหน้าอกโอฬารกระเพื่อมเกือบล้นออกมานอกเสื้อคอปาด “เจ้าค่ะ คุณท้าว ฉันยกพระสุธารสขึ้นถวายเลยนะเจ้าคะ” เสียงตอบนั้นสดใสร่าเริงราวนกน้อย นานเหลือเกินที่ ‘พระองค์ท่าน’ ไม่ได้เสด็จป้อมชายแดน ข่าวการมาจึงทำให้นางแช่มชื่นเป็นพิเศษ เหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจหญิงที่ว้าเหว่มานาน แต่คำตอบของผู้ที่นางเรียก ‘คุณท้าว’ กลับเหมือนน้ำร้อนสาดกลับมา

   “ไม่ต้องหรอก วันนี้จะให้แม่วีณาจัดการ” คุณท้าวพูด พลางเดินไปตรวจดูถาดพระสุธารสจัดเครื่องต่างๆ ไว้ครบถ้วนดีหรือยัง โดยมิได้สนใจสีหน้าที่เปลี่ยนไปในทันทีของคนรับสาร

   “แต่วีณามาอยู่ใหม่ เกิดทำอะไรให้ขัดเคืองพระราชหฤทัยจะพลอยลำบากกันไปหมดนะเจ้าคะ” เหลือบมองร่างอรชรที่นั่งทำหน้านิ่ง คอยดูคุณท้าวอยู่ใกล้ๆ แล้วก็ให้หงุดหงิดใจหนักขึ้นไปอีก ใบหน้าสวยเย็น แม้จะวางหน้าเรียบเฉย แต่ก็คงจะดึงดูดใจพระองค์ท่านไม่ใช่น้อย รูปร่างบางแต่อกเอวสมส่วนรับกันกลมกลึง ผิวพรรณก็เต่งตึงอิ่มเอิบเหลือเกิน คุณท้าวก็ดูราวจะสนับสนุนนางจนออกนอกหน้า คงกะจะให้ถวายตัวกระมัง ยิ่งมอง ลมเพชรหึงริษยาก็ยิ่งพัดกระหน่ำรุนแรง

   “หล่อนคิดว่ามีเพียงตนเท่านั้นรึ ที่รู้พระทัยพระองค์ท่าน!” คุณท้าวหันมาขึ้นเสียงใส่อย่างไว้อำนาจ

   “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกเจ้าค่ะ แต่วีณายังไม่เคย อย่างไรเสียก็ให้ตามฉันขึ้นไปก่อน แล้วคราวหลังค่อยไปเอง ไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ” แม้จะโกรธแสนโกรธ ทั้งหึงทั้งหวงตัวท่าน แต่ในเวลานี้จะทำอะไรได้นอกจากยอมอ่อนเสียงให้คุณท้าวคนสำคัญคนนี้

   “หุบปากหล่อนไปเลย ถ้ามีอะไร ฉันจะรับผิดชอบเอง” คุณท้าวตัดรำคาญด้วยการหันไปพยักพเยิดหญิงสาวที่นั่งเงียบอยู่ใกล้ๆ “ไป แม่วีณา ไปได้แล้ว จำที่ฉันสั่งสอนไว้ให้ดี”

   เมื่อต่อรองไม่ได้ และไม่เห็นทางจะห้ามความประสงค์ของคุณท้าว นางจันก็ทำได้เพียงกระแทกเสียง“ตามใจ” สะบัดหน้าเดินหนีไป คิดปลอบตัวเองในใจว่า หากในเรื่องลีลาแล้ว สาวน้อยอ้อนแอ้นนั่นคงไม่มีทางเทียบชั้นนางได้หรอก สุดท้ายก็จะทรง ‘เรียกหา’ อยู่ดี

   วีณาเดินยกสำรับขึ้นไปถึงห้องบรรทม เมื่อนายทวารเปิดประตูให้เข้าไป หญิงสาวรีบรุดตรงไปยังพระสุพรรณภาชน์ จัดวางถาดพระสุธารสและเครื่องเสวยต่างๆ อย่างระมัดระวังตามที่ได้รับการสอนสั่งมาจากคุณท้าวรำไพ ใจจดจ่ออยู่แต่กับถาดทองคำในมือ ทั้งตื่นเต้นทั้งกลัวว่าจะทำพลาดตกหกเลอะ มีหวังคงได้คอขาดเป็นแน่ ยังไม่ทันเรียบร้อยดี ร่างบางก็ถูกรวบกอดจากด้านหลังอย่างรวดเร็ว

   “ว้าย!!” ถ้วยโถกระทบกันเสียงดังเคร้ง หญิงสาวดิ้นรนด้วยความตกใจ แต่พอเห็นหน้าผู้ลักกอดนางชัดเจนก็รีบทรุดกายหมอบกราบกรานแนบพื้น

เจ้าสิงคาลคุกเข่าข้างหนึ่งยันพื้นไว้ เชยใบหน้างามขึ้นมอง หญิงสาวยังหลบตาไม่กล้ามองตอบ

   “อ้าว คนใหม่รึนี่ เรานึกว่านังจัน” สายพระเนตรลวนลามไปทั่วผิวหน้าผิวเนื้อที่ดูผุดผาดของสาววัยกำดัด

   “คุณท้าวรำไพ...ให้หม่อมฉันนำพระสุธารสมาจัดถวายแทนพี่จันเพคะ” เสียงสั่นๆ กระตุ้นให้ชายตื่นตัวขึ้นทันที ลูบไล้พระหัตถ์แผ่วเบาไปตามเรียวแขนนวลเนียนราวท่อนเทียน คุณท้าวนี่ช่างรู้ใจ ขยันหาสาวงามมาปรนนิบัติ หัตถ์แข็งแรงประคองนางขึ้นยืน หญิงสาวห่อไหล่ ก้มหน้างุดหลบสายตาคมวาวด้วยแรงปรารถนา สะดุ้งสุดตัวเมื่อใบหน้าเข้มค่อยซุกไซ้ไปตามซอกคอ ดอมดมกลิ่นหอมจากเรือนกายสาว

   “อย่า อย่าเพคะ” เสียงห้ามสั่นรัวด้วยความตกใจ มือน้อยๆ ผลักอกกว้างที่หาได้ขยับเขยื้อนไม่ สัมผัสจากมืออุ่นจัดจนร้อนลูบเลื่อนไปตามเนื้อตัว ยิ่งหวาดหวั่นเมื่อโดนรวบรัดพรมจูบไปทั่วทั้งคอทั้งไหล่รุนแรงขึ้นอย่างหื่นกระหาย หญิงสาวเริ่มดิ้นรนหนัก ด้วยแท้จริงไม่ได้สมัครใจจะ ‘ถวายตัว’

   “จะไม่เสวยเสียก่อนหรือเพคะ” เสียงเย็นเยียบของผู้ที่เพิ่งเข้ามาเป็นประจักษ์พยาน สามารถหยุดอาการรุกไล่คึกคะนองของกษัตริย์หนุ่มได้ทันใด ทรงผละออกจากนางกำนัล รี่ไปหาต้นเสียง โอบเอวบางเข้าหาจนแนบชิด

   “ก็ทรงปล่อยให้หม่อมฉันรอนาน หม่อมฉันเลยต้องหาอะไรทำฆ่าเวลาเสียหน่อย” พลางจุมพิตไซ้ปรางเนียนเป็นการต้อนรับนางผู้มาเยือน ปล่อยให้ ‘ของฆ่าเวลา’ ทรุดหมอบอยู่กับพื้นตัวสั่นเทา

พระนางสร้อยรัศมีเบี่ยงวรกายออกจากอ้อมกรแกร่ง ก้าวเนิบสง่างามเข้าหาร่างที่หมอบแทบพื้น เชยใบหน้าสวยขึ้นมอง แววฉงนฉาบขึ้นบนดวงเนตรหรี่เพ่ง ก่อนรอยแย้มพระโอษฐ์จะค่อยๆ แย้มบาง

   “เจ้าชื่ออะไร” ตรัสถามเสียงอ่อนหวาน

   “หม่อมฉัน ชะ...ชื่อ...วีณา เพคะ” ใจเต้นรัวด้วยทั้งประหม่าทั้งกลัวโทษทัณฑ์

   สตรีสูงศักดิ์ทวนชื่อที่ได้ยินแผ่วเบา พระกิริยาเหมือนกำลังใช้ความคิด แค่เพียงชั่วขณะเดียวก็ทรงหันกลับไปหากษัตริย์หนุ่ม

   “หม่อมฉันขอพระราชทานนางคนนี้ได้ไหมเพคะ” พระนางตรัสถามเจ้าสิงคาลที่ทรงยืนสง่าอยู่ไม่ห่าง คนถูกถามแสดงท่าทางออกชัดเจนทันทีว่าไม่เต็มใจนัก เพราะยังไม่ได้เชยชมอย่างที่ตั้งใจ สร้อยรัศมีเยื้องย่างเข้าหาอย่างยั่วยวน เรียวนิ้วลูบไล้ไปตามกล้ามแข็งแกร่งบนแผงพระอุระ

   “เถอะนะ ส่วนเรื่องอื่น...หม่อมฉันจะจัดการให้เอง”

   “พระองค์จะทรงต้องการนางไปทำไม” ถามออกไปอย่างเคืองพระทัย

   “หม่อมฉัน...ก็แค่...” เหลือบสายพระเนตรมองนางกำนัลที่ยังก้มงุดอยู่ที่พื้น “ก็แค่รู้สึกถูกชะตาน่ะเพคะ ทรงยกให้หม่อมฉันเถอะนะ”

จุมพิตแผ่วเบาอ้อยอิ่งเชิญชวน ไม่ว่าชายหน้าไหนก็ต้องโอนอ่อน สร้อยรัศมีทรงรู้วิธีเย้ายวนให้อยากจะระเบิดอารมณ์ใส่พระนางเสียเหลือเกิน ตามใจ อยากได้อะไรก็เอาไป เสร็จแล้วจะได้ทำอย่างอื่นต่อ “แล้วแต่พระประสงค์ละกัน”

เมื่อได้คำตอบที่พอพระทัย พระนางสร้อยรัศมีก็ผละออกไปหานางที่หมอบพื้นอยู่อีกครั้ง ปล่อยให้องค์เจ้าสิงคาลทอดพระเนตรตามอย่างไม่สบพระอารมณ์ จนต้องเลี่ยงไปกระแทกตัวประทับลงบนพระแท่น ขัดอะไรขัดได้ แต่ขัดอารมณ์ชายเช่นนี้ หงุดหงิดเหลือประมาณ

   “เจ้าไปได้แล้ว เตรียมเก็บข้าวของด้วย เราจะเดินทางเช้าตรู่พรุ่งนี้” วีณาหมอบกราบก่อนคลานเลี่ยงออกไปโดยเร็วอย่างโล่งอก พระนางสร้อยรัศมีทอดพระเนตรตามหลัง ความคิดมากมายผุดขึ้นในสมอง นอกจากจะกำจัดนางกำนัลหน้าใหม่ให้ห่างจากเจ้าสิงคาลแล้ว ยังน่าจะใช้ประโยชน์จากใบหน้าสวยนั่นได้ ใบหน้าที่...คล้ายใครคนหนึ่งมากเหลือเกิน

   เสียงแก้วกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรง บ่งบอกอารมณ์ของคนวางได้ดี ปลุกพระนางจากภวังค์ความคิด สร้อยรัศมีแย้มพระสรวลนิดๆ ที่มุมโอษฐ์ นวยนาดไปประทับตรงพระพักตร์ร่างสง่างามบนแท่นบรรทม ผ้าแพรคลุมไหล่เบาบางค่อยๆ เลื่อนหลุด เปิดเผยเนื้อเนียนเปล่งปลั่งที่เจ้าสิงคาลหลงใหล แม้จะเคยเห็นเคยสัมผัสแต่ก็รู้สึกเหมือนอดพระทัยไม่ได้ทุกครั้งที่ได้เห็นได้สัมผัสอีกครา คงมีเพียงอารมณ์เร่าร้อนของแม่หม้ายอย่างสร้อยรัศมีเท่านั้นกระมังถึงจะเติมเต็ม ‘ความต้องการ’ ของราชาแห่งสิตาได้อย่างเต็มที่ ไฟสวาทจุดติดขึ้นอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องการเชื้อเพลิง

   เจ้าสิงคาลทรงระลึกถึงการพบกันครั้งแรก ขณะนั้นพระนางสร้อยรัศมียังทรงอยู่ในฐานะพระขนิษฐาแห่งองค์ราชินีเขมรัฐ ดวงพักตร์งามสง่าตราตรึงใจ ดวงเนตรเรียวหวานวาวงามล้ำกว่าสตรีนางใดที่พระองค์เคยรู้จัก พระโอษฐ์แย้มยิ้มเย็นประดับอยู่บนพระพักตร์ตลอดเวลา จนยากที่ใครจะคาดเดาพระอารมณ์หรือพระดำริภายใต้รอยแย้มพระสรวลนั้นได้ พระนางเหมือนปริศนาที่ไม่มีใครอาจหาญกล้าไขให้กระจ่าง องค์เองเพิ่งจะแตกเนื้อหนุ่มในยามนั้น ตามเสด็จพระราชบิดาไปร่วมงานฉลองบัลลังก์ ‘ศศิลักขณา’ ราชินีแห่งเขมรัฐ ความรักจู่โจมเข้าเกาะกุมพระทัยตั้งแต่เพียงแรกพบพักตร์ จนแม้พระนางกลายไปเป็นรานีแห่งวชิรหัตถ์ราชาแล้ว ความรักก็ยังคงมั่น พระองค์ทรงรู้ว่าพระนางก็รู้สึกไม่ต่างกัน

   เมื่อได้พบกันอีกครั้งในงานถวายพระเพลิงองค์ราชินีศศิลักขณา ที่สิ้นพระชนม์ชีพไปก่อนเวลาอันควร แค่เพียงได้พบพักตร์สนทนากันไม่กี่คำ ความรักที่เก็บงำมานานก็ราวกับจะปะทุระเบิดออกมาจากพระอุระให้จงได้ สัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างกันจึงก่อเกิดขึ้นอย่างลับๆ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนหวานนุ่มนวล คุ้มค่ากับการรอคอยเสียเหลือเกิน

   สร้อยรัศมีเปรียบดังรสหวานหอมแห่งน้ำทิพย์ติดชิวหามิวางวาย เมื่อได้สมรักแล้วก็มิอาจหักพระทัยได้ กระวนกระวายคลุ้มคลั่งราวคนบ้า ปรารถนาจะประหัตประหารวชิรหัตถ์ให้ดับดิ้นแล้วรับพระนางมากกกอดแนบข้าง ยิ่งทรงคิดว่าวชิรหัตถ์มีสิทธิเต็มที่ที่จะดื่มด่ำรสรักจากพระนาง พระองค์ยิ่งแทบจะทนมีชีวิตต่อไปไม่ไหว เหล่าสนมนางกำนัลที่ห้อมล้อมมิอาจทำให้พระทัยรุ่มร้อนด้วยกามตัณหาเบาบางลงได้ จะหารสพิศวาสใดเทียมเท่าสร้อยรัศมีมิมีอีกแล้ว เสน่หาที่ตราตรึงไม่เคยคลาคลายกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเหนี่ยวนำไปสู่การ ‘ลักลอบ’ พบกันอีกครั้ง และอีกครั้ง และอีกครั้ง...

   จวบจนบัดนี้ องค์สิงคาลเริ่มรู้สึกชื่นชอบการได้พบกันเยี่ยงนี้ เพราะมันยิ่งสร้างความตื่นเต้นให้ได้มากขึ้นอีก และรักพระนางได้รุนแรงเร่าร้อน พระนางเองก็ตอบสนองได้อย่างสมพระอารมณ์เฉกเช่นกัน วชิรหัตถ์ราชาบัดนี้สวรรคตไปแล้ว แต่ฐานะรานีในอดีตพระราชายังค้ำคอไม่ให้สามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจ จะมีใครในราชสำนักแห่งปาลบ้างไหมที่ล่วงรู้ความลับนี้

   “ทรงคิดอะไรอยู่เพคะ” สร้อยรัศมีไล้นิ้วไปบนแผงพระอุระอย่างรักใคร่หลังเสร็จสมรสรักที่โหยหา

   “คิดว่าทำไมพระองค์เสด็จมาได้ในครั้งนี้” ราชาหนุ่มแห่งสิตาหันหาร่างเปลือยแนบข้างลูบไล้เอวบางอย่างหลงใหล

   “องค์อัคนิรุทรเสด็จประพาสนอกเมือง หม่อมฉันยังสงสัยอยู่ว่าไปไหน”

   “อ๋อ ลูกเลี้ยงไม่อยู่ แม่เลี้ยงเลยมีอิสระ” น้ำเสียงเยาะหยันทำให้พระนางสร้อยรัศมีตรัสเสียงขุ่นเข้ม

   “ทรงหมายความว่ากระไร” แม้จะเข้าใจความหมายเป็นอย่างดี แต่ก็ต้องแสร้งโกรธเกรี้ยว จะยอมรับให้ใครกล่าวหาว่าเป็นนางพระยาเทครัวได้อย่างไร

   “อย่ากริ้วไปเลย ทูนหัวของหม่อมฉัน แค่เย้าเล่นเท่านั้นดอกน่า”

   “ความสัมพันธ์ระหว่างหม่อมฉันกับอัคนิรุทร เป็นเพียงแม่เลี้ยงลูกเลี้ยงธรรมดาเท่านั้น ฝ่าบาทก็ทรงทราบดี” ใช่สิ แค่แม่เลี้ยงลูกเลี้ยงธรรมดา จะไม่ธรรมดาก็ตรงที่ ความเกลียดชังในใจอัคนิรุทรที่มีต่อพระนาง ราวกับจะฝังรากลึกเกินกว่าสิ่งใดจะไถ่ถอนได้

   สร้อยรัศมีแสร้งสะบัดตัวลุกหนี แต่พระกรแกร่งของสิงคาลรั้งวรองค์บอบบางกลับเข้าแนบชิด รวบรัดไว้ด้วยวรกายแข็งแรงขององค์เอง

   “หม่อมฉันขอประทานอภัย คราวหลังจะไม่ปากพล่อยให้เคืองพระทัยอีกแล้ว” เคราสากไล้ไปตามซอกพระศอก่อกระแสซ่านเสียวให้เกิดขึ้นอีกครั้ง วิธีการง้อสาวงอนเยี่ยงนี้ ไม่มีใครเก่งเกินสิงคาล แต่ยังหรอก จะให้อภัยโดยง่ายนั้นไม่ควร

   “ทรงหมิ่นน้ำใจหม่อมฉันเหลือเกิน อุตส่าห์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาหา แต่กลับต้องมาโดนเหยียดหยามเช่นนี้ หม่อมฉันคงไม่มีความหมายอันใดทั้งสิ้นสำหรับฝ่าบาท” เสียงกระเง้ากระงอดราวสาวรุ่น ทำให้เจ้าสิงคาลต้องทรงกอดกระชับปลอบประโลม

   “ใครว่า หม่อมฉันหลงใหลพระองค์ออกขนาดนี้ ที่พูดไปก็เพราะรักเพราะหวงเหลือเกิน ไม่อยากให้ใครได้เชยชิดพระองค์ แค่คิดหม่อมฉันก็แทบจะขาดใจตาย” ก้มพระพักตร์เชยชมนวลเนื้อไหล่ไล่ไปตามเนินอกอย่างคลั่งไคล้ อดีตรานีแห่งปาลจำต้องผลักร่างที่รุกไล่ออกห่าง ถามสุรเสียงอ่อนหวาน

   “จริงนะเพคะ”

   “จะกล้าปดพระองค์ได้อย่างไร มามะ หม่อมฉันจะแสดงให้ดูว่าหม่อมฉันรักพระองค์ขนาดไหน” พระนางสร้อยรัศมีสรวลเมื่อใบหน้าสากซุกลงแนบอกอิ่มขบเล็มอย่างสนุกปาก ผลักร่างหนาออกจนหงาย พลิกองค์เองขึ้นอยู่เหนือ สำแดงอำนาจแห่งตน

   “ไม่ได้ ต้องให้หม่อมฉันสำเร็จโทษฝ่าบาทก่อน” ปากบางจู่โจมโรมรันกับอีกปากที่ยื่นขึ้นราวลูกนกร้องขออาหารจากแม่นก แม่นกไล่จุมพิตเร่าร้อนไปตามมัดกล้ามแข็งแรงจนชายร้องครางอย่างชอบใจ เกมสวาทยุทธ์เริ่มขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงร้องครางกระเส่าของทั้งสองร่าง ต่างคนต่างสนองความปรารถนารุ่มร้อนของตนเอง ในขณะที่สมองก็กำลังวางแผนเพื่อผลประโยชน์แห่งตนเช่นกัน
 


โปรดติดตามตอนต่อไป