ผู้เขียน หัวข้อ: กฏรักบัญญัติหัวใจ (๓)  (อ่าน 481 ครั้ง)

หนึ่งลิปดา

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 26
    • ดูรายละเอียด
กฏรักบัญญัติหัวใจ (๓)
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2014, 12:30:31 PM »
กฏรัก...บัญญัติหัวใจ  บทที่ ๓





นารินลงจากรถด้วยอารมณ์หงุดหงิด วันนี้เธอตื่นสายเพราะเมื่อคืนคิดหนัก แม่โทรมาหา
บอกว่าไม่สบาย จากนั้นก็พร่ำถึงเรื่องการมีสามีของเธอ เบื้องหลังเรื่องนี้ก็คือ ป้าการะเกด
ซึ่งเป็นภรรยาคนที่สองของลุงกฤษณะพี่ชายคนโตของพ่อ ไปหาแม่ที่เรือนพร่ำพูดถึงเรื่อง
งานหมั้นและงานแต่งงานที่จะเกิดขึ้นในอีกสามเดือนข้างหน้าของแสงแก้วลูกสาวของท่าน
มันคงจะไม่มีอะไรหรอกหากป้าจะไม่พูดจาทับถมแม่ ซึ่งทำให้แม่ต้องโทรมาหาเธอเมื่อคืนนี้
และก่อนแม่จะวางหู ก็ไม่วายกำชับ
“อย่าได้โทรไปด่าป้าเกดเขาเชียวนะยัยนา ถ้าจะเอาชนะเขาแกต้องหาแฟนมา ไม่ใช่ไปต่อ
ความยาวสาวความยืดในสิ่งที่เขาพูดความจริง!”
ใช่พูดความจริง แต่มายุ่งอะไรด้วยเล่า

“ป้าเขายิ่งเป็นโรคหัวใจอยู่ด้วย”

แม่แถมท้ายมาอีก ทำเอาเธอต้องหยุดความคิดที่จะโทรไปหาป้าการะเกดทันที...ซึ่งมันเคยเกิด
ขึ้นครั้งหนึ่ง ...กับผู้หลักผู้ใหญ่โดยปกติเธอเคารพถ้าทำตัวให้น่าเคารพ แต่ถ้าไม่ เธอก็ไม่สน...
ตอนนั้นเธอก็ไม่ได้พูดอะไรมาก แค่บอกว่า อายุเธอก็ไม่ใช่น้อยๆ จะมาก้าวก่ายจุ้นกับเรื่องของ
เธอราวกับเธอเป็นเด็กได้ยังไง ไปดูแลผัวตัวเองไม่ให้มีอีหนูเถอะ หรือถ้าอยากจะไปทำศัลยกรรม
ลบรอยเหี่ยวเธอก็จะพาไป...แล้วก็พูดอะไรไปอีกเธอก็จำไม่ได้เพราะกำลังโกรธ แต่ผลก็คือ
ป้าการะเกดโกรธจัด เป็นลมอาการโรคหัวใจกำเริบ ต้องเข้าโรงพยาบาล ...แม่ถูกด่าเพราะไม่รู้
จักอบรมลูกสาว ตัวเธอถูกสั่งห้ามขึ้นเรือนลุงใหญ่ แต่ก็ยังกับว่าเธอจะสนอยากไป ย่าซึ่งทำตัว
เป็นซูสีไทเฮาของบ้านสั่งให้เธอไปกราบขอโทษเธอก็ไม่คิดจะไป แต่ก็ต้องได้ไป เพราะถูกแม่บังคับ
ด้วยเงินจำนวนหนึ่ง

กับแสงแก้วนั้น แม้เธอจะไม่สนิทสนมนัก แต่ก็ไม่เคยคิดอิจฉาในเรื่องอะไรๆ ของแสงแก้วเลย มันน่า
ขันที่ตระกูลปางมีสุข มีลูกชายถึงห้าคนลูกสาวหนึ่งคน ก็จัดว่าเป็นครอบครัวใหญ่เอาการ เพราะแต่
ละคนก็มีครอบครัวมีลูกมีหลานแล้ว เพียงแต่หลานสาวจะมากกว่าหลานชาย หลานชายคนเดียว
แต่หลานสาวปาไปเจ็ด และเธอก็คือหนึ่งในนั้น

“สมบัติฉันจะยกให้หลานหรือเหลานผู้ชายเท่านั้น”
นี่เป็นประกาศิตจากปู่เทพไท ที่ล่วงลับไปแล้ว ทุกวันนี้ลุงๆ ของเธอที่ยังอยากจะมีลูกชายจึงยังต้อง
แอบมีซุกมีซ่อนเพราะเกรงใจเมีย แต่คนที่ไม่เกรงใจใครเลยกลับเป็นคุณย่า

นารินรู้ว่าพ่อไม่ผิดหวังที่เธอเกิดมาเป็นผู้หญิง และไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นหลานอกตัญญูตรงไหนที่ไม่
เคารพย่าเท่าใดนัก เมื่อเคยรู้ถึงความพยายามของย่าที่จะให้พ่อมีเมียใหม่ เพื่อหวังจะได้หลานชาย
แต่โชคดีที่พ่อไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ ทำเอาย่าหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปเหมือนกันเพราะลูกชายคนโปรด
ไม่ทำตามใจ แถมยังมาได้เธอเป็นหลานข้างแคร่เสียด้วย

ตอนลุงใหญ่มีลูกชายคนแรก เห่อกันมาก ตั้งชื่อเสียเลิศหรูว่า เป็นหนึ่ง อายุน้อยกว่าเธอสองปีนารินก็
นึกขำในใจ เห่อหลานชายกันนัก ทำไมไม่ตั้งชื่อเสียว่า เป็นชาย แต่เธอก็คิดว่าดีแล้วที่ตั้งชื่อเป็นหนึ่ง
เพราะเมื่อหลังๆ มานี้นายเป็นหนึ่ง ดันมีรสนิยมชอบไม้ป่าไปเสียนี่

ป้าสะใภ้คนอื่นๆ ไม่ค่อยจะชอบแม่ สาเหตุก็เพราะ แม่ได้แต่งงานกับผู้ชายที่รักครอบครัว พ่อไม่เจ้าชู้
รักแม่ จนกระทั่งพ่อเสียชีวิต ทรัพย์สินส่วนตัวของพ่อตกเป็นของแม่หมด และแม่ก็บริหารกิจการของ
พ่อได้ดีเสียด้วย ไม่ต้องพึ่งพาเรื่องเงินจากใคร ความเป็นอิสระที่ไม่ตกต้องเป็นทาสของย่าจึงมีสูง แต่
ก็เพราะแม่รักพ่อ รักครอบครัวของพ่อ แม่จึงยังอยู่ที่นี่ อยู่ให้พวกป้าๆ ประชดประชันเรื่องของลูกสาว
คนอย่างเธอที่...ไม่มีสามี

นั่นน่ะก็ไม่เท่าไหร่หรอก กับญาติพี่น้องก็พอจะทำใจมีอารมณ์ขันให้ด้วย แต่ประโยคสุดท้ายที่แม่พูด
นี่สิ ทำให้เธอคิดหนัก
“ตาคัมภีร์เขากลับจากนอกแล้ว คงจะแวะมาหาย่าด้วย รู้ใช่ไหมว่าย่าคิดยังไง อย่าให้แม่ต้องได้
ทะเลาะกับย่า แม่บังเกิดเกล้าของพ่อแกเชียวนะยัยนา ในเมื่อครั้งนี้แม่เห็นด้วยกับย่า”

โอ๊ย ทำไมมันถึงได้ซวยอย่างนี้ชีวิต!

นารินกระแทกประตูรถดังปังเป็นการระบายอารมณ์ แต่เมื่อมาถึงหน้าประตูบริษัท เธอก็สูดลมหายใจลึกๆ
สะบัดหน้าเพื่อจะลบเรื่องหงุดหงิดใจอออกไป แม้แขไขจะเป็นเพื่อนสนิท รู้ตื้นลึกหนาบางของเธอ แต่การ
ที่จะเอาอารมณ์ขุ่นมัวไปเสนอหน้าให้เพื่อนเห็นบ่อยๆ เพื่อนก็เซ็งได้เหมือนกัน เธอไม่อยากจะสร้าง
สิ่งแวดล้อมเป็นพิษให้เพื่อนที่กำลังท้อง ถ้าเรื่องไม่เกิดซึ่งหน้า หรือแขไขไม่เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน แต่ก็
แปลกที่แขไขมักจะเป็นเริ่มก่อนเสมอ ก็แสดงว่าใบหน้าปิดทุกข์เธออาจจะไม่เนียนก็ได้สำหรับเพื่อนคนนี้
เมื่อเปิดประตูเข้าไป เสียงแขไขก็ทักขึ้นมาอย่างอารมณ์ดีว่า

“มาสายไล่ออก”
นารินแค่นยิ้ม เดินเข้าตรงไปโต๊ะอาหารหน้ามุมที่จัดเป็นครัวเล็กๆ อย่างเก๋ไก๋ เพราะมันใช้เป็นตัวอย่างให้
กับลูกค้าได้ด้วย

“หน้าไม่ดีเลย มีอะไร? ดื่มนมก่อนไหม” แขไขถาม พร้อมกับยื่นกล่องนมที่ตัวเองดูดอยู่เมื่อครู่ให้

นารินจุ๊ปากทำตาขวางใส่กับการแหย่เล่นของเพื่อน แล้วก็กระแทกตัวนั่งเก้าอี้ตรงข้ามหายใจเฮือกใหญ่
ก่อนจะถามว่า

“คนที่ให้หา ได้แล้วยัง?”

“มีแล้ว แต่ไม่รู้ว่าแกจะถูกใจหรือเปล่า?” แขไขตอบหน้าระรื่น เธออารมณ์ดีตั้งแต่พิธานบอกแล้วว่าทุก
อย่างเรียบร้อย แม้จะแปลกใจอยู่เหมือนกันว่า อรรณพ ไม่ได้คิดจะปฎิเสธอะไรเลยเมื่อรู้ว่า ผู้ว่าจ้าง
เป็นนาริน จะเหลือก็แต่นารินที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรนี่แหละ แล้วความสนุกก็ฉายชัดออกมาทางแววตา
เมื่อนารินตอบอย่างเซ็งๆว่า

“ต่อให้เป็นมนุษย์หมาป่า แปลงร่างมา ฉันก็เอาทั้งนั้นล่ะตอนนี้ แม่โทรมาเมื่อคืนจะบ้าตาย”

“ก็ดี เพราะพิธานก็ตกลงแทนแกไปแล้ว เพราะเขารีบบินไปฮ่องกงบ่ายนี้ เลยคิดจะทำเรื่องนี้ให้เสร็จๆ
เสียก่อน”

“ใครล่ะ?”

แขไขไม่ตอบคำถามแต่บอกไปว่า“พิธานบอกว่า จ่ายเงินให้ครึ่งหนึ่งแล้ว”

นาริน ขมวดคิ้ว “ทำไมรีบจัง”

"ทางโน้นเขาขอมา ร้อนเรื่องเงินเหมือนกัน พิธานเขาเลยจ่ายให้ก่อน”

นารินพยักหน้า ไม่พูดอะไร เพราะเธอไว้ใจเพื่อนในเรื่องนี้ จะว่าไว้ใจก็ไม่ถูกทั้งหมด มันเป็นเพราะไม่ใส่
ใจด้วย เพราะคิดว่ากับผู้ชายไม่ว่าจะหน้าไหนเธอรับมือได้ทั้งนั้น ยิ่งเป็นลูกจ้างด้วยจะมาหือกับเธอได้ยังไง

“แล้วจะคืนให้” นารินบอกก่อนจะถามต่อว่า “หล่อไหม?”

คำถามนี้ทำให้แขไขอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ไอ้เรื่องหล่อไม่หล่อนี่ยังไงผู้หญิงก็ต้องถามกันอยู่นั่นแหละ

“น้อยกว่าพิธานนิดหนึ่ง ทำไมชักจะมีปัญหากับสเป๊กความหล่อนอกจากเพศเท่านั้นแล้วเหรอ? นึกว่ายังไง
ก็ได้ขอให้ขาเป๋”

“บ้า” นารินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ก็แค่อยากได้ให้หน้าดีขึ้นมาอีกหน่อย เพราะจะต้องเอาไปเปรียบ
เทียบกับนายคัมภีร์ ลูกชายเพื่อนพ่อฉัน เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าฉันรสนิยมต่ำไปอีก ให้ตายถ้ารู้ว่านายคัมภีร์
นี่จะกลับมา ฉันให้แกไปติดต่อแบรดพิตท์แล้ว”

แขไขหัวเราะคิกขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ข้อดีของนารินก็ตรงนี้ล่ะ ต่อให้เครียดแค่ไหนก็มีอารมณ์ขัน

“ฉันว่า ถ้าแกโอเคกับคุณคัมภีร์ ก็ดีนะ จะได้ไม่ต้องเรื่องมากวุ่นวายหาคู่หลอกๆ อยู่อย่างนี้ แกจะรอผู้ชาย
แบบไหนกันยัยนา”

“ก็ไม่รู้สิ” นารินยักไหล่ “อาจจะเป็นนายเป๋ที่แกจ้างมาก็ได้ที่ฉันรอมานาน วันนี้ใจมันสั่นๆ ชอบกลสงสัย
จะเจอเนื้อคู่” พูดแล้วนารินก็หัวเราะร่วน

"เออ คนนี้อาจจะเรียกได้ว่า แต่ปางก่อนก็ได้” แขไขเสริมด้วยรอยยิ้ม

“อย่าตกภาษาไทย เขาเรียกว่า บุพเพสันนิวาสย่ะ” นารินแก้ให้ แล้วก็ลุกขึ้น “ฉันมีนัดกับคุณชาตรีนะ มา
แวะเอาแบบแล้วเดี๋ยวจะออกไป”

“อ้าว จะไม่เข้าคุยดูหน้าดูตาลูกจ้างก่อนเหรอ อยู่ในห้องโน่นแน่ะ”

ตอนท้ายแขไขพูดด้วยสีหน้ายิ้มเมื่อเพยิดหน้าไปยังห้องประชุมเล็กๆ ที่เอาไว้รับรองแขกของบริษัท

“อ้าวมาแล้วเหรอ คุยก่อนก็ได้ จะได้เสร็จๆ พิธานร่างสัญญาให้ฉันแล้วใช่ไหม”

“ทำแล้ว แต่มีรายละเอียดบางอย่างที่ ลูกจ้างคนนี้เขาข้องใจ ซึ่งแกน่าจะเป็นคนอธิบายได้ดีกว่าพิธาน”

“เวรล่ะ ฉันเจอคนไอคิวต่ำเข้าแล้วรึไง” นารินหัวเราะเดินนำหน้าไปก่อน แต่ต้องหยุดกึกเมื่อแขไขบอกว่า

“เขาสงสัยเรื่องเซ็กส์น่ะ”

“ว่าไงนะ” นารินหันมาย้อนเสียงปรี๊ดตาโตเท่าไข่ห่าน

แขไขหัวเราะร่านกับน้ำเสียงและท่าทางนาริน ชี้แจงว่า “คำนั้นฉันสรุปด้วยคำพูดตรงๆ เอาเอง แต่คิดว่า
เขาน่าจะอยากรู้นะว่า การแสดงตัวเป็นคู่รักกันจะถึงเนื้อถึงตัวกันได้แค่ไหน”

นารินไม่พูด แต่เดินฉับๆ ตรงไปเปิดประตูห้องอย่างมั่นใจ

เสียงประตูเปิดผลัวะเข้ามาทำให้สองหนุ่มที่นั่งอยู่หันไปมอง

“ถือว่าเป็นเจ้าของบริษัทรึ ถึงไม่รู้จักเคาะประตูก่อน” พิธานถามยิ้มๆ

แต่นารินไม่สนใจ เมื่อสายตาเธอจับไปที่อีกคน ที่นั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายๆ นารินสำรวจ
เขาตั้งแต่หัวจรดเท้า

“ไง พอใจที่เห็นไหม?”

“ไม่นึกว่าจะเป็นคุณ” นารินตอบอย่างเปิดเผย ก่อนจะเบนสายตาอย่างไม่เชื่อไปยังแขไขซึ่งอีกฝ่ายก็เพียง
แต่ยักไหล่ มองสบตาเธอนิ่งๆ เหมือนเอาตัวเองไปอยู่วงนอก

“เห็นหน้าเธอก็รู้แล้ว ถ้าจะยกเลิก ไม่คืนให้นะเงินสัญญามีบอกเอาไว้แล้ว”

นารินเม้มปากเล็กน้อย มองขาของเขาและไม้เท้าที่พาดอยู่ ถามว่า

“เป๋จริงใช่ไหม?”

“พิธานไม่ได้บอกว่าต้องเอาใบรับรองแพทย์มายื่นด้วย อยากรู้คงต้องพิสูจน์เองแล้วมั้ง”

“อรรณพมอเตอร์ไซต์คว่ำเมื่อสองสามอาทิตย์นี้เอง”พิธานเป็นคนบอกเสียเอง เมื่อเห็นสายตาวาววับของนาริน
ที่ทำท่าเหมือนจะเดินเข้าไปเตะขาของอรรณพเพื่อพิสูจน์เสียจริงๆ

“อยากดื่มอะไรก่อนไหม แล้วค่อยคุย”แขไขถาม

“ไม่”
“เอาเหล้ามาสักแก้ว”

สองเสียงของนารินและอรรณพดังขึ้นพร้อมกัน ทำเอาแขไขหัวเราะออกมา พูดกับอรรณพว่า

“จัดให้ แล้วคุณล่ะ”เธอพยักหน้าถามสามี ซึ่งพิธานก็เพียงแต่ยิ้มสบตาแล้วสั่นหน้าน้อยๆ

เมื่อแขไขเดินออกไป พิธานก็ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้นาริน พูดอย่างเป็นการเป็นงานว่า

“มาดูสัญญา ไม่เข้าใจตรงไหนถาม”

“สงสัยเป็นชั่วโมงแน่ ”

อรรณพเปรยขึ้นเบาๆ นารินตวัดสายตาไปที่เขาก่อนจะนั่งที่เก้าอี้ตรงข้าม ก้มอ่านกระดาษตรงหน้า
แต่เหมือนจะไม่มีอะไรเข้าหัวสักนิด ยอมรับเลยละว่า การได้พบกับอรรณพมันทำให้เธอถึงกับตื่น
ตะลึงไปเหมือนกัน แต่ก็ต้องเก็บมาดเอาไว้ ไม่คิดจะโวยวายใส่แขไขให้เขารู้ว่า ตัวเขาส่งผลต่อ
ความรู้สึกเธอเพียงใด ในเมื่อเขายังทำนิ่งๆ ได้ ทำไมเธอจะทำไม่ได้
มันต้องเย็นไว้นาริน เธอบอกตัวเอง

แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น อรรณพหยิบโทรศัพท์เขาขึ้นมา นารินไม่คิดจะฟัง แต่เมื่อจับท้ายคำได้ว่า
“จะรีบไปเดี๋ยวนี้ครับ” รอยยิ้มก็ผุดที่ใบหน้าทันที รีบไปเหรอ?

“อันนี้หมายความว่ายังไง? สามเดือน” นารินเงยหน้าขึ้นถาม เพราะที่เธอบอกไปนั้นก็แค่สองสามอาทิตย์

“แขบอกว่า เธอให้เตรียมพร้อมกับงานวันเกิดคุณย่าด้วยเลย ฉันก็เลยคิดว่าจ้างระยะเวลาสามเดือน
ไปเลยจะดีกว่า ทีละอาทิตย์ หรือทีละครั้ง หาคนใหม่ไปเรื่อยๆ”

“หมายความว่า สัญญานี้จ้างเหมา ภายในสามเดือนเรียกใช้ได้ตลอดเมื่อไหร่ก็ได้”

“เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีรายละเอียดแนบแผ่นหลัง” พิธานตอบขรึมๆ ทั้งที่อยากจะหัวเราะออกมากับสายตา
ของอรรณพที่จ้องไปยังนาริน เมื่อได้ยินคำว่า... เรียกใช้

“อ้อ” นารินพยักหน้า “ก็ถ้าเขาทำงานบกพร่อง ฉันบอกเลิกก่อน แล้วเรียกเงินคืนได้ไหม?”

“ยังไงถึงจะเรียกว่าบกพร่อง” อรรณพถามแทรกเสียงราบเรียบ แต่อารมณ์นั้นกรุ่นในทีตั้งแต่คำว่า เรียกใช้
ซึ่งมันทำเอาเขาอยากจะลุกขึ้นไปหักคอจริงๆ ให้ตายเถอะ...ผู้หญิงคนนี้ ตอนที่เธอเปิดประตูเข้ามาเจอเขา
ก็ดูจะงงๆ แปลกใจ แต่ช่างตั้งตัวได้เร็วเหลือเกิน

นารินหันมามองเขา แล้วยิ้มนิดๆ พูดอย่างใจเย็นว่า
“ก็อย่างเช่น คุณไม่ทำตามคำสั่งฉัน ไม่ทำอย่างที่ฉันบอก หรือไม่สามารถแสดงตัวได้อย่างเหมาะสมอันควร
เชื่อได้ว่า ฉันมีแฟนเป็นคนอย่างนี้ ฉันก็ควรจะไล่คุณออกเอาเงินคืนได้”

“ไม่แฟร์ และตัดสินไม่ได้ด้วยว่าความล้มเหลวนั้นจะเป็นเพราะผมหรือเปล่า”

“อุ๊ย แล้วคิดว่าฉันจะทำให้ตัวเองล้มเหลว เพียงเพื่ออยากจะไล่คุณออกอย่างนั้นหรือคะคุณอรรณพ”
นารินเลิกคิ้วถามเสียงหวานอย่างเสแสร้งในตอนท้าย

“ก็ไม่ได้คิดไปไกลถึงอย่างนั้นหรอกครับคุณนาริน” เขาแดกดันกลับอย่างสุภาพ “แต่บังเอิญว่าก่อนจะรับงาน
ผมก็ศึกษานายจ้างเหมือนกัน การที่ต้องแก้ปัญหาอย่างนี้บ่อยครั้งเปลี่ยนผู้ชายไปร่วมห้าหกคนในเวลาเพียง
ไม่ถึงปี มันก็น่าคิดอยู่เหมือนกันใช่ไหมครับว่าเป็นเพราะตัวคุณหรือคนที่ทำงานร่วมกับคุณกันแน่ ที่พากัน
ล้มเหลวแต่โอะ...ขอโทษ ผมลืมคิดข้อนี้ไป หรือที่ผ่านมาผู้ร่วมงานของคุณไม่ใช่ผู้ชายจริงๆ สักคนมันถึง
ได้พากันล้มเหลวอย่างนั้น ถ้าด้วยเหตุผลนี้ผมไม่โทษคุณหรอกครับ” อรรณพหัวเราะในตอนท้าย เมื่อส่ง
สายตาเข้าอกเข้าใจไปให้

เมื่อถูกยันกลับนารินถึงกับอึ้งพูดไม่ออก แต่ก็เป็นโชคดีที่แขไขเปิดประตูเข้ามาส่งเสียงแจ้วว่า

“คุยกันถึงไหนแล้วเอ่ย?” เธอวางแก้วเหล้าไว้ข้างหน้าอรรณพ ถามยิ้มๆว่า “ถึงเรื่องที่สำคัญชวนทำ
ความเข้าใจกันก่อนแล้วยัง ข้อที่เจ็ดหน้าสองที่ยัยนาให้ระบุเอาไว้ทุกครั้งน่ะ”

ทั้งพิธานและอรรณพต่างพลิกกระดาษในมือ แล้วเสียงหึๆ ของอรรณพก็ดังขึ้น แต่เขาก็ไม่พูดอะไรนอกจากส่ายหน้า
อย่างเซ็งๆ แต่พิธานนั้นก็ยังหน้าขรึม

“ก็ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่เห็นจะต้องสงสัยตรงไหน ก็แค่ห้ามแตะเนื้อต้องตัว...”

พิธานพูดยังไม่จบ อรรณพก็ขัดขึ้นว่า

“ฉันเข้าใจ ได้เลยตามนั้น แต่...” เขาหยุดยักไหล่ ไม่พูดต่อ

“ก็แล้ว จะแสดงตัวเป็นแฟนกันได้ยังไง ถ้าไม่ถูกเนื้อต้องตัวกันบ้าง ไม่แสดงความรักต่อกันบ้าง ใครเขาจะไป
เชื่อ นี่พูดอย่างเป็นกลางๆ ในเรื่องธรรมชาตินะนี่ ”แขไขออกความเห็นจริงจัง อย่างชนิดที่ไม่เคยแสดงมาก่อน

“มันก็จริงนะ” พิธานพูดสนับสนุนภรรยาของตัวเอง

นารินมองสามีภรรยาทั้งคู่ด้วยความคลางแคลงใจ ใช่ว่าเธอจะไม่รู้เรื่องนั้น แต่คิดว่าระบุเอาไว้ก่อนเป็นดี
ความจริงพิธานก็เป็นคนร่างสัญญาในเรื่องนี้ให้เธอหลายครั้งแล้ว เธอก็จ้างมาหลายรายแล้ว ก็ไม่เคยมีปัญหา
หรือใครจะยกประเด็นนี้ขึ้นมาเพราะต่างก็เป็นเพื่อนรู้จักสนิทกันทั้งนั้น แต่บทจะพูดก็มาพูดต่อหน้าอรรณพ
นี่ก็ใช่ว่า...เขาจะไม่ใช่เพื่อน แต่มันท่าจะเป็นเพื่อนแค้นเสียมากกว่า ด้วยสายตาและคำพูดของเขาก่อนหน้า
นั่นแหละ มันทำให้เธอไม่กล้าที่จะยืนยันเอาตามนั้น... เดี๋ยวจะหาว่าเรากลัว

“เอาอย่างนี้ อรรณพห้ามแตะเนื้อต้องตัวนาริน เมื่อไม่มีบุคคลที่สามอยู่ด้วย ดีไหม?” แขไขช่วยหาทางออก
แต่นารินรู้สึกราวกับว่า เพื่อนเธอเตรียมเอาไว้ให้แล้ว แต่ในนาทีนี้ เธอก็ได้แต่ฉวยเอาทางเลือกนี้เช่นกัน

“อย่างนี้ก็ได้ แต่ต้องระบุให้ชัดด้วยว่า เป็นฉันเริ่มก่อนเขาถึงจะแตะต้องฉันได้”

พิธานหันมาทางอรรณพเหมือนจะถาม ซึ่งชายหนุ่มก็พยักหน้า ไม่พูดอะไร

“ถ้างั้นตกลงเรื่องนี้ ผ่าน”

“เดี๋ยว...ระบุให้ชัดด้วยว่า ถ้าต้องการเซ็กส์ต้องจ่ายเพิ่ม”

อรรณพขัดขึ้นมาหน้าตาเฉย แขไขหัวเราะกิ๊ก นารินตาวาว พิธานถึงกับถอนหายใจยาว

“อย่ากวนให้มันมากเรื่องได้ไหม ฉันมีธุระที่จะต้องรีบไปเหมือนกัน”

“ฉันเพิ่งเสนอเป็นข้อแรก” อรรณพย้อนเสียงขุ่น แต่สายตามองไปที่นารินเขม็ง ก็จะไม่พูดหรอก
ถ้าหากเธอจะไม่พูดอย่างนั้น......เป็นฉันเริ่มก่อน... ปัทโธ่! กดขี่ทางเพศชัดๆ

“เอะ มีข้อไหนที่ให้สิทธิ์ลูกจ้างเสนอได้ด้วย ?”

นารินเลิกคิ้วถามพิธานอย่างเห็นได้ชัดว่าเสแสร้ง แต่อรรณพก็ใช่ย่อยเมื่อหันไปถามเสียงซื่อว่า

“เอะ หรือจะให้ตีความว่ามันรวมกับค่าจ้างแล้ว?”

พิธานถอนใจยาวมองหน้าทั้งคู่สลับกัน ก่อนจะโพล่งออกมาว่า

“ฉันชักจะรำคาญแล้วว่ะ เรื่องนี้ให้ไปตกลงกันเองเป็นครั้งเป็นคราวดีไหม ว่าใครจะจ่ายใคร จำนวน
เท่าไหร่...ไหนๆ ก็เคยนอนด้วยกันแล้วนี่ ไปลดหย่อนกันเองแล้วกัน”

ทั้งคู่เงียบกริบ! แต่สายตานั้นสมัครสมานสามัคคีกันเป็นครั้งแรกเมื่อต่างจ้องพิธานราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

และจากคำพูดของพิธานนี่เอง ที่ทำให้ข้อตกลงทุกอย่างง่ายเข้า เมื่อทั้งอรรณพและนารินต่างเงียบ
ไม่ยอมเอ่ยปากอะไรอีก จะมีก็เพียงแต่พยักหน้า เมื่อพิธานอ่านสัญญาแต่ละข้อ พร้อมกับตบท้ายด้วยคำถาม
ตกลงเอาตามนี้ใช่ไหม?

 
:+:+:+:+:+:+: