ผู้เขียน หัวข้อ: ตอนที่ ๑ ... (ยังไม่มีชื่อเรื่อง)  (อ่าน 50 ครั้ง)

ฮาบีบี้

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 39
    • ดูรายละเอียด
ตอนที่ ๑ ... (ยังไม่มีชื่อเรื่อง)
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2017, 11:20:42 PM »
ตอนที่ ๑

บ่ายอ่อนๆ ในวันเสาร์ของเดือนกรกฎาคม ฤดูกาลแห่งฝนโปรยปราย แม่ครูบุษในวัย 75 ปี นั่งเก้าอี้โยกใกล้กับหน้าต่างกระจกบานใหญ่ในห้องโถงของเรือนไม้สักทรงร่วมสมัยริมแม่น้ำแม่กลอง เหม่อมองสายฝนกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย เสียงฝนกระหน่ำประสานทำนองและเสียงร้องเพลงไทยเดิมที่ดังมาจากห้องเรียนภายในเรือนหลังใหญ่ บรรเลงด้วยเด็กเล็กเด็กน้อยที่ถูกส่งมาเรียนพิเศษดนตรีไทยในวันเสาร์และอาทิตย์ ชวนให้นึกถึงบรรยากาศเก่าๆ เมื่อ 20 ปีก่อน กว่าจะเป็นได้อย่างทุกวันนี้มันไม่ง่ายเลย

หลังจากนางรำฝีมือดีในคณะของนางกลายเป็นศพที่ศาลาริมน้ำของบ้าน ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนแปลงดิ่งลงเหวจากหน้ามือเป็นหลังมือ ลูกศิษย์ลูกหาที่เคยเดินเข้าออกบ้านอยู่เรื่อยๆ หายไปทีละคนสองคน งานที่เคยล้นมือก็หดหาย เหมือนโดนอาถรรพ์คำสาป นางเกือบจะเชื่ออย่างนั้น กระทั่งบุตรชายของนางได้แต่งงานกับบุตรสาวของเศรษฐีเจ้าของห้างใหญ่ประจำอำเภอ จากที่ผู้คนหดหายด้วยความกลัวจากเสียงร่ำลือถึงความเฮี้ยนของคนที่เคยมีชีวิตอยู่ที่บ้านนี้นานนับปี บ้านเงียบเหงาไม่ต่างจากบ้านร้างกลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาใหม่อีกครั้งด้วยฝีมือสะใภ้ของนาง

แม่ครูสูงวัยเอื้อมหยิบไม้เท้าที่วางพิงหน้าต่างกระจกบานใหญ่แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืน สาวเท้าช้าๆ ผ่านโถงทางเดินมายังปีกซ้ายของเรือน ใช้มือผลักประตูไม้ที่ป้ายหน้าห้องสลักลายและตัวอักษรว่า ‘สอดประสานทำนองสวรรค์’ แล้วค่อยๆ แทรกตัวเข้ามาด้านในห้องเรียนผนังบุด้วยนวม พื้นปูด้วยพรมแดง ดูนักเรียนเด็กเล็กเด็กน้อยนั่งบรรเลงเพลงไทยเดิมง่ายๆ โดยมีหญิงสาวร่างระหงสวมเสื้อลูกไม้สีขาว กระโปรงพลีทสีเทานั่งบรรเลงระนาดเอกคุมจังหวะให้เด็กๆ

ในห้องนั้นทั้งครูทั้งลูกศิษย์ดูตั้งอกตั้งใจกันมากจนไม่มีใครสนใจว่าบัดนี้นางได้เข้ามาอยู่ในนี้ ส่วนนางนั้นแค่อยากยืดเส้นยืดสาย และก็เห็นว่าเพลงที่แว่วดังออกไปนั้นเพราะดี เลยเดินมาดูทุกคนเฉยๆ นางไม่ได้อยากรบกวนเด็กๆ ที่กำลังตั้งใจต่อเพลง จึงออกมานอกห้องให้เสียงเบาที่สุด แล้วสาวเท้าไปยังห้องทางด้านขวาของเรือน มองป้ายสลักลายและตัวอักษรหน้าห้อง ‘ร่ายลีลานางระบำ’ นางเกิดความลังเลใจอยู่ชั่วขณะว่าจะเข้าไปในห้องนี้ดีหรือไม่ ทว่าในขณะที่ยังตัดสินใจไม่ได้ ประตูห้องก็เปิดออกพร้อมกับเด็กสาวสวมเสื้อยืดขาวนุ่งโจงสีแดงสะดุ้งโหยงสุดตัวด้วยความตกใจที่เห็นนางยืนอยู่หน้าห้อง

“แม่ครู!” เด็กสาวผมยาวประบ่าหน้าม้าสั้นเต่อยกมือขึ้นตบหน้าอกตัวเองเบาๆ “หนูตกใจหมดเลยค่ะ มายืนอยู่ตรงนี้ได้ยังไงคะ”

“ฉันก็เดินมาสิ ฉันไม่ใช่ผีจะให้หายตัวแวบไปแวบมาแล้วมายืนอยู่นี่คงทำไม่ได้หรอก” แม่ครูตอบคำถามของเด็กสาวแล้วย้อนถาม “แล้วหนูล่ะจะไปไหน เจ้าพลไม่อยู่หรือไงหนูถึงได้ออกมาจากห้อง”

“อยู่ค่ะอยู่ แต่หนูปวดฉิ้งฉ่องเลยขออนุญาตครูพลไปเข้าห้องน้ำค่ะ”

เด็กสาวบอกแล้วยืนบิดไปบิดมา แม่ครูเห็นแล้วขมวดคิ้ว โบกมือให้รีบไปเข้าห้องน้ำ

“ปวดมากสิท่า ยืนบิดซ้ายบิดขวาโชว์ฉันอยู่ทำไม รีบไปเข้าห้องน้ำซะสิ เดี๋ยวราดขึ้นมาจะขายหน้าแย่ ไปๆ รีบไปเข้าห้องน้ำ”

“ขอบคุณค่ะแม่ครู” เด็กสาวยกมือไหว้ แขนแนบลำตัวค้อมตัวเล็กน้อยเดินผ่านแม่ครูสูงวัย แล้วรีบวิ่งปรู๊ดเข้าห้องน้ำที่อยู่ใกล้ๆ ทันที

“ม้าดีดกะโหลกดีๆ นี่เอง พ่อแม่ถึงได้จับมาเรียนที่นี่”

แม่ครูบุษบ่นไล่หลังเด็กสาวแล้วส่ายหน้า พลางผลักบานประตูเข้ามาด้านใน ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งสวมเสื้อยืดคอกลมสีขาวนุ่งโจงสีน้ำเงิน ยืนหัวแถวโดยมีเด็กๆ ประมาณสี่ถึงห้าคนยืนต่อแถว แล้วเด็กอีกกลุ่มตั้งอีกแถวหนึ่ง ชายหนุ่มนุ่งโจงสีน้ำเงินกางแขนยืนโยกไปโยกมาคล้ายการละเล่นพื้นบ้านที่เด็กๆ ชอบเล่นกัน ‘งูกินหาง’ นางหรี่ตาเพ่งมองหลานชายคงรองของบ้านกำลังเล่นเป็นเด็กก็กระแอมและเคาะไม้เท้ากับพื้น

“เล่นหรือเรียนกันล่ะนั่นตาพล” แม่ครูสูงวัยถามหลานชายคนรองที่ทำอะไรไม่ค่อยได้เรื่อง มีดีแต่เล่นสนุกไปวันๆ เมื่ออยู่กับเด็กๆ

ชายหนุ่มที่กำลังเล่นกับเด็กเล็กเด็กน้อยอย่างสนุกสนานหยุดชะงัก หันมายิ้มให้เจ้าของเสียงซึ่งยังยืนอยู่ที่ประตูทางเข้าห้อง แล้วถอนสายบัวให้คนสูงวัยกว่า

“สอนครับหม่อม”

“ดูนะดู เป็นผู้ชายแต่มาถอนสายบัวให้ แล้วยังมาเรียกว่าหม่อม ทำเป็นเล่นไปหมดทุกอย่าง ตกลงเด็กๆ ชวนเราเล่น หรือเราที่ชวนเด็กๆ เล่นกันแน่ พ่อแม่เขาส่งมาเรียน ถ้ามาเห็นว่าเราเล่นมากกว่าสอนเด็กๆ พวกนี้จะว่าไงยังตาพล”

ชายหนุ่มยิ้มแล้วไหวไหล่

“จะว่ายังไงล่ะครับ ก็คงให้หยุดเรียนหรือไม่ก็หาที่เรียนใหม่ให้ล่ะมั้งหม่อม”

“แน่ะ เจ้าหลานคนนี้ต่อปากต่อคำเก่งไม่พอ แล้วยังจะมาล้อเลียนเรียกย่าว่าหม่อมอีก เอาไม้เท้าแพ่นกบาลซักหน่อยดีมั้ย จะได้เลิกเรียกย่าว่าหม่อมเสียที”

แม่ครูสูงวัยว่าพลางเงื้อไม้เท้าขึ้นสูง ชายหนุ่มที่ยืนตีรวนต่อปากต่อคำด้วย รีบสาวเท้าเข้ามาจับมือผู้เป็นย่าแล้วโอบแขนกอดรอบเอวอย่างประจบเอาใจ

“โธ่ ย่าก็... นี่ผมแค่แกล้งเล่นนิดๆ หน่อยๆ เองนะ ย่าจะเอาไม้เท้าแพ่นกบาลหลานชายน่ารักๆ อย่างผมเลยเหรอครับ”

“ก็ถ้ายังตีรวน พาเด็กๆ เล่นมากกว่าเรียนมันก็ไม่แน่หรอก ย่าอาจะเอาไม้เท้าแพ่นกบาลเข้าให้จริงๆ นะตาพล” แม่ครูสูงวัยบอกพลางแกะมือที่โอบรอบเอวนางของหลานชายออก “หยุดเล่นเสียที พ่อแม่เขาจ่ายเงินให้ลูกมาเรียน หลานก็ต้องตั้งใจสอนมากกว่าตั้งใจเล่น เข้าใจมั้ย”

“ครับหม่อม! กระผมนายชัชพล กลีบบัวบุญ น้อมรับบัญชา ขอมาก็จัดไปอย่าให้เสีย” ชายหนุ่มยืนตัวตรงตะเบ๊ะมือเลียนแบบคนในเครื่องแบบเมื่อยามได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา แล้วหันมาออกคำสั่งกับเด็กๆ ที่ยืนหน้าสลอนมองผู้ใหญ่คุยกัน “เอ้าๆ กลับประจำที่ ที่ใครที่มัน ใครยืนตรงไหนก็ยืนตรงนั้น พวกเรามาต่อท่าท่อนต่อไปของเพลงกันดีกว่าเนาะ!”

“ตาพลนะตาพล”

แม่ครูบุษส่ายหน้าระอาหลานชายคนรองที่ทำเป็นเล่นไปเสียทุกเรื่อง เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กจนโตเป็นหนุ่มจวนมีเมียได้ แต่ก็ยังไม่เคยเปลี่ยนเสียทีไอ้นิสัยทีเล่นทีจริง ต่อให้นางอยากแก้นิสัยนี้ของหลานชายคนนี้อย่างไร ชาตินี้ก็คงแก้ไม่หาย จนกว่าเจ้าตัวนึกอยากจะเปลี่ยนแปลงเอง




กว่าจะเสร็จสิ้นภาระหน้าที่ของวันเสาร์ก็ปาเข้าไปห้าโมงเย็น ชัชพลลงจากเรือนหลังใหญ่ทั้งที่ยังไม่ได้เปลี่ยนชุดให้เรียบร้อย เดินตามทางเท้าปูด้วยอิฐมายังศาลาริมน้ำของบ้าน  ซึ่งเขาได้ค้นพบเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ช่วงที่เครียดจากงานประจำ ว่าการมานั่งเล่นนอนเล่นที่นี้คือสิ่งที่เขาชอบรองลงมาจากห้องของตัวเอง ถึงขนาดขอบิดามารดาสร้างเรือนหลังเล็กติดกับศาลาริมน้ำนี้ แต่ท่านทั้งสองปฏิเสธด้วยการชักแม่น้ำห้าสายอธิบายยาวเหยียด แล้วเขาก็ไม่อยากต่อคำกับท่านทั้งสองคน เรื่องที่คิดจะได้เรือนหลังเล็กไว้พักผ่อนหย่อนใจก็เลยมีอันต้องเลิกคิดไปโดยปริยาย

“ได้พักเสียทีวันนี้”

ชัชพลสาวเท้าเข้ามาในศาลาริมน้ำ หย่อนก้นนั่งที่เก้าอี้ม้านั่งแล้วพาดแขนทั้งสองข้างกับพนักพิงหลัง สูดกลิ่นน้ำเย็นๆ ให้ชื่นใจ แล้วล้มตัวนอนบนเก้าอี้มานั่ง หนุนแขนต่างหมอน นั่นคือสิ่งที่เขาทำเป็นประจำเมื่อมาที่นี่ สักพักหลับตาลงพังเสียงเรือยนต์ เสียงน้ำกระเพื่อม ไหนจะเสียงนกร้อง แลวุ่นวายแต่อปลกที่ใจกลับสงบเยือกเย็นดี

เขานอนอยู่หลับตาฟังเสียงสรรพสิ่งอยู่พักหนึ่ง ลมเย็นพัดมาหลายระลอก หอบไอดินกลิ่นน้ำแตะจมูก จึงสูดเอากลิ่นดินกลิ่นน้ำเข้าเต็มปอด แล้วรู้สึกได้กลิ่นหอมจรุงใจและเสียงสาวเท้าขึ้นมาบนศาลาเบาๆ แล้วมาหยุดตรงที่ที่เขานอน จึงได้ส่งเสียงถามออกไป

“แพรวเหรอ”
 เงียบ... คำถามได้คำตอบกลับมาคือความเงียบ ทว่าเขายังไม่หยุดถาม

“เปลี่ยนน้ำหอมใหม่เหรอ กลิ่นนี้ไม่คุ้นจมูกพี่เลยนะแพรว”

สิ่งที่ได้กลับมาคือความเงียบอีกเช่นเคย เขายิ้มมุมปาก แพรวพริมาน้องสาวที่มีนิสัยขี้เล่น ชอบแกล้งชาวบ้านเหมือนกัน คงกำลังคิดเล่นแผลงๆ กับเขาอยู่เป็นแน่ ถามแล้วทำเป็นเงียบอย่างนี้ จะแกล้งอะไรได้นอกจากแกล้งหลอกผีให้เขาตกใจเล่น ฝันไปเถอะ! ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ยิ่งเป็นคนประเภทคล้ายๆ กัน แพรวพริมาไม่มีวันแกล้งเขาได้สำเร็จหรอก

“คิดผิดคิดใหม่นะน้องสาว ถ้าคิดจะแกล้งให้พี่ชายคนนี้กลัวหรือตกใจน่ะยาก!”

พูดจบก็ลืมตาดีดตัวกระโดดขึ้นมาแล้วถึงกับอึ้ง เพราะที่คิดว่าเป็นน้องสาวมาแกล้งเล่นแต่แรก จริงๆ แล้วไม่มีอะไรเลยนอกจากความว่างเปล่า ทำเอาเขาตกใจและแปลกใจนิดๆ เป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อเขาได้กลิ่นน้ำหอม และเสียงคนเดินชัดๆ

==================================================

ทยอยมาเสิร์ฟ... ด้วยความหลอนดดัดแปลงมาจากเรื่องจริงที่เจอ เวลาแต่งเลยกล้าๆ กลัวๆ นั่งๆ พิมพ์อยู่ก็ชอบหลอนตัวเอง แต่งเรื่องนี้ไปก็สวดมนต์ไป 555 คือชอบหลอนตัวเอง ถึงขนาดเคยหยุดแต่งเรื่องนี้ไปหนหนึ่ง และไม่กล้าแต่งตอนกลางคืน เป็นนิยายที่นั่งพิมพ์แค่ช่วงกลางวันในห้องดนตรีที่ทำงาน สร้างบรรยากาศให้ตนเอง

ตอนที่ ๑ ไม่หลอนงับ จัดแบบเบาๆ อ่านเพลินๆ


lung_tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 343
    • ดูรายละเอียด
Re: ตอนที่ ๑ ... (ยังไม่มีชื่อเรื่อง)
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2017, 10:40:11 AM »
สวดมนต์/แผ่เมตตา ก่อนเริ่มงานก็ช่วยให้สบายใจขึ้นค่ะ

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 260
    • ดูรายละเอียด
Re: ตอนที่ ๑ ... (ยังไม่มีชื่อเรื่อง)
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2017, 03:21:34 PM »
นั่นสิคะ แล้วคนอ่านต้องสวดมนต์ก่อนอ่านด้วยไหมเนี่ย  :-\

บทนี้เบาๆ แต่สร้างความสงสัยว่านันทาเกี่ยวอะไรกับชัชพลหนอ

เก้าอี้มานั่ง
หลับตาลงพังเสียงเรือยนต์
แต่อปลกที่ใจ