ผู้เขียน หัวข้อ: เถ้าเหมันต์ บทที่ ๒  (อ่าน 383 ครั้ง)

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 342
    • ดูรายละเอียด
เถ้าเหมันต์ บทที่ ๒
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2017, 09:27:25 PM »
บทที่ ๒

ตรีสราหมุนตัวอีกรอบที่หน้ากระจกแต่งตัวเพื่อตรวจความเรียบร้อย เธอเลือกใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนสามส่วน เข้าชุดกับกระโปรงยาวคลุมเข่าสีขาวลายดอกไม้สีน้ำเงินเข้ม แทนที่จะใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ที่ใส่เป็นประจำทุกวัน นั่นก็เพราะย่าย้ำนักย้ำหนาว่าต้องแต่งตัวให้เรียบร้อย จะพาไป ‘พบผู้ใหญ่’

อันที่จริงก็ไปพบ ‘เด็ก’ ที่ผู้ใหญ่พามาด้วยต่างหาก   

ความพยายามของย่าไม่เคยลดน้อยถอยลงเลย ขยันพาเธอไปดูตัวเสียจริง วันนี้เธอมัวแต่นั่งพิมพ์นวนิยายเพลินจนลืมเวลาที่นัดกับย่า จนสุขดีต้องขึ้นมาตาม แม่เพื่อนคนนี้ก็ไม่ต่างกัน เห็นดีเห็นงามไปกับย่าด้วย

‘ดีออกนะ เผื่อได้เจอคนดีๆ แต่เขาไม่ชอบตรี แล้วมาสนใจฉัน ฉันก็จะได้สละคานเสียที’

ทุกครั้งที่สุขดีรู้ว่าย่าจะพาไปดูตัว จึงมักจะขอติดตามไปด้วยเสมอ แถมยังมีท่าทีร่าเริงสนุกสนานมากกว่าเธอเสียอีก ด้วยความที่สุขดีเป็นเพื่อนกับเธอมาตั้งแต่ประถม เธอจึงเปรียบเหมือนเป็นหลานสาวอีกคนของย่า

‘มีสุขดีไปเป็นเพื่อนก็ดีเหมือนกัน ตรีจะได้ไม่เขิน หลานสาวสองคนสองสไตล์ อยากรู้เหมือนกันว่าใครจะขายออกก่อนกัน’ ย่าพูดอย่างอารมณ์ดีแบบนี้เสมอ

พอเธอเดินลงมาถึงชั้นล่างก็เห็นย่ากับสุขดีนั่งคุยกันไปพลาง หัวเราะไปพลาง ดูเหมือนคู่ย่าหลานหวานแหววเสียไม่ปาน

“มาแล้วเหรอ ตรี มาดูนี่สิ เร็วๆ” สุขดีกวักมือเรียก “ดูว่าที่เจ้าบ่าวเธอสิ น่ารักน่าชังชะมัดเลย”

ตรีสรามองมือถือของย่าที่เพื่อนส่งมาให้ดู บนหน้าจอเป็นรูปเก่าๆ ของเด็กผู้ชายอายุราวขวบสองขวบ ดูน่ารักน่าชังจริงๆ อย่างว่า เธอลองเลื่อนภาพดูก็เห็นรูปอื่นๆ ของเด็กน้อย ในวัยที่โตขึ้นสักหน่อย

“คุณโสภาส่งรูปหลานเธอมาให้ดูก่อน น่ารักใช่ไหมล่ะ” ย่าว่า

“ก็เหมือนเด็กชายทั่วๆ ไป” เธอตอบ ส่งมือถือคืนให้ย่า “รีบไปเถอะค่ะ จะได้รีบกลับ” หัวสมองกำลังแล่น เธอกำลังมันมือกับการเขียนนวนิยายอยู่เชียว ก้าวเดินนำไปก่อน ได้ยินเสียงสองย่าหลานนอกไส้คุยกันคิกคัก

“ก็คงเขินแหละค่ะ เมื่อกี้ดูรูปแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลย”

ตรีสราอยากจะหันไปบอกเหลือเกินว่า ที่ยิ้มน่ะเพราะขำต่างหาก คุณโสภาเพื่อนของย่านึกอย่างไรถึงส่งรูปหลานชายตัวน้อยดูดนิ้วยืนแก้ผ้าล่อนจ้อนโชว์ช้างน้อยมาให้ฝ่ายหญิงดูตัว! 


ทั้งสามเดินทางมาถึงร้านอาหารที่เป็นจุดนัดพบในห้างสรรพสินค้าใหญ่ใกล้ๆ บ้านภายในเวลาครึ่งชั่วโมง คู่นัดมานั่งรออยู่แล้ว...คนเดียว

คุณโสภาเป็นเพื่อนบ้านสมัยที่ย่ายังอาศัยอยู่ที่บ้านเก่าแถวสุขุมวิท ตอนนั้นสามีคุณโสภาขี้เหล้าเมายาทำร้ายร่างกายเธอบ่อยๆ จนต้องหนีมาที่บ้านย่า ถึงสามีจะขี้โมโห แต่ไม่เคยกล้ามาอาละวาดที่บ้านย่า คุณโสภาจึงใช้บ้านย่าเป็นที่หลบภัยเรื่อยมา จนสามีขี้เมาขับรถคว่ำเสียชีวิต จากนั้นอีกไม่นาน คุณโสภาก็ย้ายออกไป เพราะไม่มีเงินพอจ่ายค่าเช่าบ้าน

ตามที่ย่าเล่า เธอน่าจะอายุอ่อนกว่าย่าราวๆ สิบปี แต่ดูการแต่งเนื้อแต่งตัวแล้ว เปรี้ยวใช่ย่อย เธอแต่งหน้าหนาจัดจนแผ่นเค้กบนหน้าแทบลอยออกมาต้อนรับตั้งแต่หน้าร้านอาหาร ผมโกรกสีแดงเพลิง ตีพองเหมือนลูกโป่งวันวาเลนไทน์ สวมแว่นดำกรอบหนาประดับเพชรแพรวพราว ปากทาลิปสติกสีแดงชาดแย้มกว้างทันทีที่แขกทั้งสามเดินมาถึงโต๊ะ เธอตรงเข้าสวมกอดย่าของตรีสราทันที

“พี่จำปูน คิดถึงจังเลย”

“อูย คิดถึงอะไรกันจ๊ะ เพิ่งจะเจอกันเมื่อเดือนที่แล้ว” ย่าจำปูนจูงอดีตเพื่อนบ้านกลับไปนั่งที่โต๊ะเหมือนเดิม ความบังเอิญทำให้ได้พบกันเมื่อเดือนที่แล้วในงานศพของคนรู้จัก เลยได้พูดคุยซักถามสารทุกข์สุกดิบกัน จนรู้ว่าหลานสาวหลานชายของทั้งสองฝ่ายตอนนี้โตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันหมดแล้ว และเป็นที่มาของการดูตัวกันครั้งนี้ 

ตรีสราและสุขดีเดินตามสองผู้ใหญ่ไปนั่งที่โต๊ะ

“ขอโทษนะโสภาที่มาสาย มัวแต่รอแม่ตรีแต่งองค์ทรงเครื่องอยู่” ย่าจำปูนเอ่ยขึ้นขณะนั่งลงที่โซฟาข้างๆ คู่นัด

“ไม่เป็นไร น้องต่างหากต้องขอโทษ ดูสินี่ ตาเอกยังมาไม่ถึงเลย”

“รถติดละมั้ง” จำปูนยิ้มหวาน

“เมื่อครู่โทรไปตามแล้ว เห็นว่าติดประชุมด่วน อาจจะมาสาย เดี๋ยวเราทานกันเลยนะคะ ไม่ต้องรอ” เธอกวักมือเรียกพนักงานบริการมารับรายการอาหาร

พอพนักงานเดินจากไป สองสตรีสูงวัยก็เริ่มต้นเท้าความหลังสมัยยังรุ่น คุยกันเป็นคุ้งเป็นแคว เรื่องที่คุยกันส่วนใหญ่ก็เข้าใจกันเพียงสองคน เพราะตอนนั้นหลานสาวยังไม่รู้ความ ยกเว้นเวลาที่พูดถึงคนในครอบครัวของตรีสรา ซึ่งก็จำกัดแค่เพียงพ่อ แม่และลุงของเธอเท่านั้น

“หนูตรี โตขึ้นแล้วสวยเหมือนแม่เลยนะคะ” โสภามองหลานสาวอดีตเพื่อนบ้านอย่างชื่นชมออกนอกหน้า จนคนโดนมองถึงกับวางตัวไม่ถูก

“เขาได้เชื้อย่ามาเยอะต่างหากล่ะเธอ”

โสภาหัวเราะ “จริงค่ะ จริง ดูคุณพี่สิ ไม่เจอกันเป็นยี่สิบกว่าปี พี่จำปูนยังเหมือนเดิมเลย สวยเหมือนเดิม บำรุงด้วยอะไรคะเนี่ย”

ย่าหัวเราะคิกอย่างกับสาวรุ่น “บำรุงบำเรออะไรกัน ฉันก็อยู่แบบบ้านๆ ตามประสานั่นแหละ”

“หลานสาวสวยขนาดนี้ คุณย่าหวงแย่ใช่ไหม หนูตรี” ตรีสราได้แต่ยิ้ม เหลือบมองนาฬิกาข้อมืออีกครั้ง ต้องมานั่งรอคนไม่รักษาเวลา น่ารำคาญใจชะมัด แต่สองผู้ใหญ่ยังสนทนากันอย่างออกรสต่อไปได้เรื่อยๆ

“หวงน่ะไม่หรอก ห่วงมากกว่า พ่อแม่ยัยตรีอายุสั้น ตัดช่องน้อยไปแล้ว ฉันเองก็แก่ขึ้นทุกวันๆ ไม่รู้จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน”

“อุ้ย พูดอะไรอย่างนั้นคะ ไม่เป็นมงคล คุณพี่ยังแข็งแรงสดใส อยู่เป็นมิ่งขวัญของหลานๆ ได้อีกนานค่ะ”

“โอ้ย อยู่มาหกรอบแล้ว จะอยู่ถึงรอบหน้าหรือเปล่าก็ไม่รู้” ย่าพูดติดตลก

“ไม่เอาค่ะ ไม่เอา อย่ามาข่มกันด้วยอายุ น้องแข่งยังไงก็ตามไม่ทันนะคะ” แล้วทั้งสองสตรีมีอายุก็หัวเราะขันกันเอง   

สุขดีนั่งฟังย่าของเพื่อนกับเพื่อนของย่าพูดคุยกันสนุกสนาน เธอเองก็คิดเหมือนกันว่า คุณย่าของตรีสรานั้นสวยเหมือนสาวสองพันปี ขนาดอดีตเพื่อนบ้านที่นั่งคู่กันอยู่นี่อายุอ่อนกว่านับสิบปี แต่ดูมีอายุมากกว่าย่าจำปูนเสียอีก ผิวขาวของท่านแม้จะมีร่อยรอยของกาลเวลาตามวัย แต่ก็ยังดูผ่องใส อาจจะเพราะย่าไม่เคยต้องทำงานหนัก แม้พ่อแม่ของตรีสราจะเสียชีวิตตั้งแต่เพื่อนเธอยังเล็ก และท่านต้องดูแลหลานเพียงลำพัง แต่สมบัติที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยปู่ทวดของตรีสราคือที่ดินหลายแห่ง ล้วนอยู่ในแหล่งชุมชนที่ราคาค่าเช่าสูง ลำพังค่าเช่าที่ก็สามารถเลี้ยงดูตัวเองและส่งเสียหลานจนเรียนจบปริญญาได้สบายๆ และนั่นทำให้ตรีสราสามารถเลือกทำงานเป็นนักเขียนได้อย่างที่ฝัน โดยไม่ต้องกังวลว่าจะหาเงินได้พอเลี้ยงตัวเองและครอบครัวหรือไม่

แต่ทรัพย์สมบัติก็คงเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ความอ่อนเยาว์น่าจะเกิดมาจากภายในมากกว่า ย่าจำปูนเป็นคนที่มีอารมณ์ดีเป็นปกติ สุขดีไม่เคยเห็นท่านโกรธเคือง หรือด่าทอว่าร้ายใครเลย หากใครมีเรื่องร้อนใจมา ได้คุยกับย่าจำปูนแล้วก็จะสบายใจได้แง่คิดกลับไปทุกคน การมองโลกในแง่ดีและการทานอาหารที่ปรุงเองจากพืชผักที่ปลูกแบบไม่มีสารเคมีในสวนครัวของตัวเอง ทำให้ท่านสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวเลย แข็งแรงยิ่งกว่าคนหนุ่มสาวอย่างเธอเสียอีก ที่พออากาศเปลี่ยนทีไร เป็นต้องไอหรือไม่ก็เป็นหวัดอยู่ประจำ

 ผ่านไปเกือบสองชั่วโมง อาหารที่สั่งมาทานหมดแล้ว คู่นัดดูตัวฝ่ายชายก็ยังมาไม่ถึง คุณโสภาผู้ร่าเริงแจ่มใส มาถึงตอนนี้หน้าหดเหลือสองนิ้ว เริ่มยิ้มไม่ออก สงสัยว่าหลานชายตัวดีจะเบี้ยวนัด

ย่าจำปูนใจดีเหมือนเคย ปลอบว่า “ไม่เป็นไร ไม่ต้องขอโทษ งานเขาคงจะยุ่งมาก อันที่จริงเราน่าจะนัดกันวันเสาร์อาทิตย์มากกว่าเนอะ”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะค่ะ จะยุ่งแค่ไหน นัดผู้ใหญ่ไว้แล้ว มาผิดนัดแบบนี้ เสียมารยาทมากเลย กลับไปต้องจัดการให้หนักทีเดียว” คุณโสภารู้สึกผิดจริงๆ

“อย่าเลย โสภา อย่าไปดุหลานนะ เธอต้องภูมิใจสิที่หลานตั้งใจทำมาหากิน คนหนุ่มกำลังสร้างรากฐานก็แบบนี้ งานต้องมาเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว” ย่าลูบหลังลูบไหล่เพื่อนบ้านเก่าแก่ ก่อนกระซิบข้างหูพอได้ยินกันสองคน “คนขยันแบบนี้ล่ะที่ฉันอยากได้มาเป็นหลานเขย”

“จริงเหรอคะ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวน้องจะส่งรูปหล่อๆ ของหลานไปให้คุณพี่ ฝากเชียร์ด้วยนะคะ” อีกฝ่ายกระซิบตอบ

“ได้อยู่แล้ว เอาไว้ค่อยนัดกันใหม่นะ แก้มือ”

ตรีสรามองสองสตรีรุ่นย่ากระซิบกระซาบพยักยิ้มกันอย่างมีเลศนัย ท่าทางย่าจะชอบพอคุณโสภาคนนี้ไม่น้อย แต่ปากหวานพูดจาจ๊ะจ๋าแบบนี้ ลับหลังเป็นอย่างไรใครจะรู้ คนหน้าไหว้หลังหลอกมีอยู่เต็มเมือง ที่สำคัญ ถ้าจะให้มาเจอมานั่งรอผู้ชายที่ไม่รับผิดชอบพรรค์นั้นอีกละก็ เธอบอกได้เลยว่า ไม่มีวัน

“วันนี้ไม่เสียเที่ยว ได้คุยกับเพื่อนเก่าสนุกจริงๆ” ย่าเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบระหว่างโดยสารรถแท็กซี่กลับบ้าน แต่ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ สังเกตใบหน้าหลานสาวยังคงบูดบึ้งบอกอารมณ์ เปรยต่อ

“แหม หลานชายของโสภานี่ก็หน้าตาดีอย่างกับดาราหนังเลยนะเนี่ย” พูดพลางมองหน้าจอมือถือในมือ

“ไหนคะ ไหน ขอหนูดูหน่อย” สุขดียื่นหน้าไปใกล้ “อุ้ยตาย หล่อจริงๆ ด้วย ความหล่อดีกรีระดับห้าดาวเลยนะคะเนี่ย หน้าตาเหมือนพวกเจ้าชายอาหรับที่หนูเคยเห็นบนหน้าปกนวนิยายทะเลทรายเลย คมเข้มสุดๆ”

สุขดีเสียงร่าเริงจนทำให้ตรีสราอยากยื่นหน้าไปดูบ้าง แต่ห้ามตัวเองเอาไว้ เดี๋ยวย่าจะได้ใจ คิดว่าเธอสนใจคนหล่อไร้มารยาทคนนั้น

“ดูสิ นี่ ตรี ดูๆ” สุขดีคะยั้นคะยอ เลื่อนมือถือมาตรงหน้าเพื่อนสาว และแอบยิ้มที่เห็นเพื่อนตะลึงไปนิดหนึ่ง

“ก็งั้นๆ ไม่เห็นจะหล่อตรงไหน” ตรีสราตอบ เมินมองไปอีกทาง เลยต้องทนฟังเสียงย่าบรรยายสรรพคุณและเสียงสุขดีชื่นชมหลานชายคุณโสภาไปตลอดทางจนถึงบ้าน

“เอาเถอะน่า เขาอาจจะติดประชุมสำคัญจริงๆ ก็ได้นะ ตรี” สุขดีหลงรูปนางละเวงกลายเป็นพวกย่าเต็มตัวเสียแล้ว

“จริงด้วย อย่าถือทิฐิเลยลูก ให้อภัยเขาเถอะ คุณโสภาก็ขอโทษแทนหลานเขาแล้วยังไงล่ะ บางทีนี่อาจจะเป็นพรหมลิขิตก็ได้นะ เหมือนในนิยายที่หนูเขียนยังไงล่ะ เจอกันแบบคู่กัด สุดท้ายก็ลงเอยเป็นคู่รัก” ย่ารีบสนับสนุน

จะพรหม ผี หรือมนุษย์หน้าไหน ก็อย่าคิดมาลิขิตเรื่องนี้ ตรีสราตัดบท “ผู้ชายไม่ได้เรื่องแบบนั้น ย่าจะให้หนูฝากผีฝากไข้ได้อย่างไร ขนาดยังไม่ได้เริ่ม ยังโดนทิ้งแบบนี้ หนูจะไม่ยอมโดนหักหน้าเป็นครั้งที่สามหรอกค่ะ”

ว่าแล้วก็รีบเดินหนีไปทันที ไม่อยากเสียเวลาให้กับเรื่องน่าโมโหนี้อีกต่อไป นายคนนั้นน่ะ ครั้งแรกก็เชิดใส่ต้นฉบับเธอแค่เพียงเพราะเธอไม่ใช่เด็กในสังกัดของเขา ครั้งนี้ยังมาเบี้ยวนัดเธอและย่าอีก นิสัยแบบนั้น ถึงจะหล่อขั้นเทพก็อย่าหวังได้เห็นขาอ่อนเธอเลย ความตั้งใจที่จะทำให้บก.อย่างเขาเสียหน้าบ้าง ที่ปล่อยให้นักเขียนคุณภาพอย่างเธอต้องหลุดมือ ยิ่งเข้มข้นขึ้น รีบรุดเข้าห้องเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อต่อนวนิยายที่แต่งค้างไว้เมื่อเช้าทันที

...

เสียงระฆังที่หน้าบ้านดังขึ้นเป็นสัญญาณว่า รถรับเจ้าสาวมาถึงแล้ว

เนวารีในชุดเจ้าสาวสีขาวยาวกรอมเท้า เนื้อผ้าเงางามปักคริสตัลสะท้อนแสงวิบวับไปทั้งตัว ราวกับร่างของเธอเปล่งประกายได้ในความมืดของห้องนอน เธอนั่งอยู่บนเตียงของตัวเอง มือทั้งสองข้างกุมช่อดอกดีวี่ไว้แน่น ในที่สุด เวลานี้ก็มาถึงจนได้

พ่อแม่และทุกคนไปรออยู่ที่วังแล้วตั้งแต่เมื่อวาน รถเจ้าสาวมาเพื่อรับเธอและซุกดีลเพื่อเดินทางเข้าวัง งานพิธีและฉลองราชาภิเษกสมรสจะจัดขึ้นที่ท้องพระโรงกลางในพระราชวังหลวง หลังจากนั้นก็จะมีงานเฉลิมฉลองไปทั่วแคว้นตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืน

พอมหาดเล็กและซุกดีลมารับที่หน้าห้อง เธอก็ลุกขึ้น เดินตามออกไปอย่างเนือยๆ พยายามย่างเท้าให้ช้าที่สุด แม้จะรู้ว่าไม่มีประโยชน์ เพราะเมื่อก้าวเท้าออกจากบ้านนี้ไปแล้ว เธอจะกลับมาที่นี่อีกไม่ได้ ในวัฒนธรรมของโครลันเธีย ภรรยาจะไม่สามารถกลับมาบ้านเดิมของตัวเองได้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากสามี และจากกิตติศัพท์ที่เธอได้ยินมา ของว่าที่สามีในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เธออาจจะไม่ได้เห็นบ้านนี้อีกเลย ชั่วชีวิต

เนวารีจึงต้องการผนึกทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับบ้านหลังนี้ในความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นบันได ผ้าม่าน โคมไฟ หรือแม้แต่รอยไหม้ของวอลล์เปเปอร์ที่มุมเสาด้านหนึ่ง อันเกิดจากฝีมือซนๆ ของสองพี่น้องในวัยเด็ก ทุกๆ มุมในบ้านหลังนี้มีเรื่องราวของเธอ และครอบครัวของเธอ เธออยากจะใช้เวลาซึมซับมันต่อไปให้เนิ่นนานกว่านี้ แต่เสียง ‘เชิญ’ ของมหาดเล็กก็เร่งให้เธอต้องก้าวต่อ

ภาพบ้านที่เธอถือกำเนิดและเติบโตค่อยๆ จางหายไป เมื่อน้ำตาค่อยรื้นขึ้นมากลบตา ขณะรถพระที่นั่งที่ส่งมารับตัวเจ้าสาวเคลื่อนห่างออกไปเรื่อยๆ

ผ้าเช็ดหน้าสีชมพูยื่นมาตรงหน้า “เดี๋ยวเครื่องสำอางที่แต่งไว้จะหลุดหมดนะ”

เนวารีรับผ้าเช็ดหน้าจากซุกดีล เอ่ยขอบคุณเบาๆ ลำคอจุกแน่นจนพูดอะไรไม่ออก เธอรู้ว่าเพื่อนเข้าใจความรู้สึกของเธอดี แต่ก็ไม่อาจช่วยอะไรได้ นอกจากแสร้งทำเป็นร่าเริงเพื่อให้เธอคลายกังวลและทุกข์ตรม

“วันนี้เธอสวยมากเลยรู้ไหม เนว จากปกติที่สวยอยู่แล้ว วันนี้ยิ่งเหมือนนางฟ้าไปเลยล่ะ”

“ถ้าฉันเป็นนางฟ้าจริงๆ ก็ดีสิ จะได้บินหนีไปเสียเลย”

ซุกดีลเหลือบมองมหาดเล็กที่นั่งคู่คนขับอยู่ตอนหน้าของรถคันยาว หวังว่าเขาคงไม่ได้ยิน “อย่าพูดแบบนั้นสิ เธอกำลังจะเป็นเจ้าหญิงของเจ้าชายรัชทายาทนะ เมื่อทรงขึ้นครองราชย์บัลลังก์เมื่อไหร่ เธอก็จะเป็นสตรีที่อยู่สูงกว่าสตรีทั้งหลายในโครลันเธีย อย่าพูดว่าจะหนีไปอีกเลยนะ”

“สตรีที่อยู่สูงเหนือใคร” เนวารีจิกมุมปาก เหมือนจะเยาะหยันโชคชะตาของตนเอง “สูงส่งบนหอคอยน้ำแข็ง”

“บางที ดำรัสของท่านผู้ถือกุญแจอาจจะเป็นจริงก็ได้”

“ถ้าจริง คงเป็นจริงไปนานแล้ว”

ซุกดีลสะดุ้งที่เพื่อนกล้าพูดออกมาตรงๆ แบบนั้น แถมยังอยู่ในรถที่มีคนอื่นอยู่ด้วยอีก อยากจะยกมือปิดปากเพื่อนนักช่างไม่กลัวโทษทัณฑ์เอาเสียเลย   

“แต่เธอไม่เหมือนทายาทผู้รักษาคนอื่น เธอเป็นสายเลือดตรงของท่านโลเกน การแต่งงานครั้งนี้จะต้องพิเศษกว่าครั้งที่ผ่านมาแน่นอน”

ท่านโลเกนคือผู้รักษาในตำนานของโครลันเธีย สายตระกูลของท่านแตกแขนงไปหลายสาขา ทั้งหญิงชาย แต่คินทาราและเธอเป็นสายเลือดที่เกิดจากลูกชายคนแรก ของลูกชายคนแรก ของลูกชายคนแรกเสมอ จึงถือว่าเป็นสายตรงของท่านโลเกน

“ความพิเศษ คือบทลงโทษสินะ”

ซุกดีลอยากจะบีบคอคนข้างๆ เหลือเกิน พูดอะไรออกมาแต่ละคำ เธอจะเป็นลม เนวารีที่เคยอ่อนหวานเสมอไปไหนเสียแล้ว เนวารีคนนี้ทำอย่างกับกำลังประชดชีวิต จะหาคดีใส่ตัวเองให้ได้ เธอจึงเลือกที่จะหุบปากตัวเองดีกว่า น้ำเชี่ยวอย่าเพิ่งเอาเรือไปขวาง ตอนนี้เนวารีกำลังรู้สึกต่อต้านรุนแรง ให้เวลาผ่านไปสักพัก อะไรๆ คงดีขึ้น

ขบวนรถเรียงแถวกันมาทั้งหมดห้าคัน สองคันนำหน้าและอีกสองคันตามหลัง รถเจ้าสาวเป็นไข่แดงอยู่ตรงกลาง แต่จิตใจของเจ้าสาวลอยไกลไปถึงใครคนหนึ่ง เธอคิดถึงเขาเหลือเกิน เขากำลังทำอะไรอยู่ วันนั้นที่เขาได้รู้ว่าเธอจะต้องเข้าวัง เขาหน้าซีด มือสั่น คว้าตัวเธอไปกอด หัวใจเขาเต้นแรง พึมพำแต่ว่า เขาจะทำอย่างไรดี เขาไม่อยากสูญเสียเธอ

เธอเองก็เช่นกัน แต่ก็ฝืนชะตาไม่ได้ น้ำตาเหมือนรื้นขึ้นมาอีกแล้ว พอคิดถึงชายคนรัก หญิงสาวยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับ ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ เธอไม่กล้าบอกใครเพราะกลัวเขาจะเป็นอันตราย มันจะเป็นความลับที่ตายไปพร้อมเธอ

บรึม!!!

เสียงระเบิดดังสนั่น ยังไม่น่าตกใจเท่าแรงกระเทือนที่ทำเอารถไถลส่ายไปมาอย่างน่ากลัว

“ระวัง! เราถูกโจมตี!”

ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้น หรืออาจจะเป็นเสียงจากวิทยุสื่อสารระหว่างรถในขบวน ตามติดมาด้วยเสียงปืนรัวหลายนัด

“ก้มตัวลง หลบครับ” เสียงคนหน้ารถตะโกนสั่ง ทั้งเนวารีและซุกดีลทำตามทันที กอดกันแน่น เสียงหวีดร้องด้วยความตกใจ ดังประสมไปกับเสียงปืน เสียงห้ามล้อ เสียงเร่งเครื่องยนต์ รถที่ขับส่ายไปมา โยนสองสาวไปทางซ้ายบ้างขวาบ้าง

เนวารีไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน และกำลังจะไปไหน คิดถึงพ่อแม่และพี่ชายเหลือเกิน ภาวนาขอให้หนีรอดพ้นวิกฤติภัยที่มาถึงโดยไม่ทันตั้งตัวนี้ด้วยเถิด

และแล้วรถก็เบรกอย่างแรงจนตัวเธอล้มคะมำไปกองที่พื้น พอดันตัวขึ้นมาได้ ประตูรถข้างตัวเธอก็เปิดผางออก

สิ่งที่เห็นต่อหน้า ห่างเพียงเอื้อมมือ คือสีดำมะเมื่อมของปลายกระบอกปืน เล็งตรงมาที่เธอ 



lung_tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 384
    • ดูรายละเอียด
Re: เถ้าเหมันต์ บทที่ ๒
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2017, 12:34:27 PM »
ชอบชื่อตัวละคร(ในชีวิตจริง) เพราะมากค่ะ