ผู้เขียน หัวข้อ: รักนี้มีนัยสำคัญ -2-  (อ่าน 502 ครั้ง)

แครอทสีส้ม

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 38
    • ดูรายละเอียด
รักนี้มีนัยสำคัญ -2-
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2014, 04:33:03 PM »
บทที่ 2

อกหักรักคุด



         “ลูกเนย เป็นอะไรลูก ออกจากห้องเถอะ” เสียงเรียกของมารดาบังเกิดเกล้า ดังชัดในโสตประสาท แต่ตอนนี้มันก็เป็นเพียงลมที่พัดผ่านหูของเธอเพียงเท่านั้น

          นพนิตได้แต่ซบหน้าลงกับหมอนใบโตบนเตียง แม้ว่า มันจะชุ่มด้วยน้ำตาที่ไหลรินมาจนดวงตาของเธอตอนนี้บวมแดงก่ำมากแค่ไหนก็ตาม เพราะผู้ชายที่ชื่อ ธนกริช ผู้ที่มอบสถานะแฟนเก่าให้กับเธออย่างไม่ทันตั้งตัว


          “ใครคะ ดาลิ้งค์” ริมฝีปากแดงสด เอื้อนเอ่ยถามก่อนจะค่อยๆเลิกสวมกอดธนกริช หันมามองทางนพนิต แววตาคู่นั้นมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า

          “เนยกลับไปก่อนนะ” เขาหันมาพูดกับนพนิตอย่างเย็นชา

          “ไม่ นี่มันหมายความว่ายังไง หา!!” เธอได้แต่ถามเสียงสั่นออกไป แม้จะเดาคำตอบออกว่า

          เขากำลังมีคนอื่น คนอื่นที่เขากำลังจะแต่งงานด้วย

          “ผมบอกให้คุณกลับไป” เขาพูดย้ำคำนั้นอีกครั้ง

          “ไม่ค่ะ คุณต้องอธิบายเรื่องนี้ให้รู้เรื่อง ยัยคนนี้ใคร” นพนิตย้ำอีกครั้ง พร้อมชี้ไปยังหญิงสาวตรงหน้าที่เพิ่งสวมกอดเขาไว้ แววตาของนพนิตตอนนี้ มันปวดร้าวราวกับภาพบาดตาเมื่อครู่

          “ฉันไม่ใช่ ยัยนี่ ฉันว่าที่ดร.วิกานต์ ปานกะรัต คนที่กริชจะแต่งงานด้วยเร็วๆนี้” หญิงสาวพูดอย่างฉุนเฉียว
         
          “อะไรนะ เธอว่าอะไรนะ”

          “ถูกต้อง เรากำลังจะแต่งงานกัน” เสียงของธนกริชดังขึ้น พร้อมกับยกมือของวิกานต์ที่ประดับด้วยแหวนเพชรเม็ดงามขึ้น ก่อนจะจุมพิตที่มือของหญิงอื่นต่อหน้าเธอ

          นพนิตได้แต่ยืนอึ้งกับเรื่องที่เกิดขึ้น อย่างกะทันหัน ราวกับโลกจะระเบิดก็ไม่ปาน

          “ทำไม ? มันเพราะอะไร ฉันมันไม่ดีตรงไหน”
         
          “เพราะ คุณมันไม่คู่ควรกับผม ไม่เหมือนวิกี้ เค้าเหนือกว่าคุณเยอะ” ธนกริชพูดออกมาอย่างชัดเจน

          “ฉัน มันดีน้อยกว่ายัยนี่ตรงไหน” เธอตะโกน ตัวสั่น และถามย้ำออกไปซ้ำๆ น้ำตาเริ่มคลอเบ้า ด้วยความเจ็บที่คนรักของเธอพูดออกมาได้แบบนั้น


         “คุณมันก็แค่พวกจบปริญญาตรี ธุรการธรรมดาๆ ที่มีดาษดื่น ส่วนวิกี้เค้ากำลังจะเป็นดอกเตอร์”



          คำพูดนั้นมันยังดังก้องในโสตประสาทของนพนิตอยู่เป็นอาทิตย์ คำพูดที่ปวดร้าวจากคนที่ได้ชื่อว่า แฟน มันช่างเสียดแทงบาดลึกเข้ามาในใจเธออย่างหนักหน่วง ทำให้เธอแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับ และสุดท้ายเธอก็ตัดสินใจลาออกจากงานธุรการที่เธอทำมาตั้งแต่เรียนจบในไม่นาน

          เหตุการณ์นี้ มันคงไม่เกิดขึ้น เพราะเธอไม่ขวนขวาย เพื่อจะเรียนต่อ...

          ก็เพราะธนกริชที่เคยพูดกับเธอว่า เขาไม่รังเกียจเธอที่เป็นแบบนี้ เขาชอบที่เธอเป็นตัวของตัวเอง

          แล้ว..ตอนนี้กลับ เอาเรื่องที่เธอไม่คิดจะเรียนต่อ ย้อนกลับมาทิ้งแทงหัวใจดวงน้อยให้บอบช้ำเยี่ยงนี้

          คนที่บอกว่า เขาจะสร้างอนาคตร่วมกับเธอ ให้เธอรอเขา ก่อนที่จะเดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศจนจบดอกเตอร์

          หรือพวกฝรั่งมันจะล้างสมองเขาไปแล้วจริงๆ

          เธอได้แต่จมปลักกับความคิดนี้ ซ้ำไปซ้ำมา อย่างปวดร้าว อะไรบ้างจะช่วยรักษาแผลใจนี้ได้นะ


          “พลอย หรือจ๊ะ นี่แม่ของเนยนะจ๊ะ แวะมาเยี่ยมเพื่อนหน่อยเถอะ จู่ๆก็ลาออกจากงาน และเอาแต่หมกตัวร้องไห้อยู่แต่ในห้อง ข้าวปลาไม่ยอมทาน แม่ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว” น้ำเสียงที่แสดงถึงความกังวลได้อย่างชัดเจน จนพลอยรัตน์รู้สึกแปลกๆ

          “เนยเป็นอะไรหรือคะคุณแม่ ปรกติเนยเค้าร่าเริงออกจะตาย”  พลอยรัตน์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ

          “แม่ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเป็นเพราะอะไร ตั้งแต่วันที่กริชชวนไปทานข้าวก็เป็นแบบนี้” เสียงผู้สูงวัย เล่าถึงเหตุที่คาดเดา ถึงปฏิกิริยาที่เปลี่ยนไป
พลอยรัตน์ เริ่มพอจะเดาออกถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของเพื่อนสาว ที่รู้จักกันมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย

          “เดี๋ยวหนู จะเข้าไปหาเนย คุณแม่ใจเย็นๆก่อนนะคะ” เธอพูดปลอบให้มารดาของเพื่อนเบาใจ

          “จ๊ะๆ แม่จะรอ”


          ไม่ถึงชั่วโมง รถเบนซ์รุ่นล่าสุด ก็เข้ามาจอดเทียบตรงหน้าบ้านของนพนิต เจ้าของรถก้าวลงมารถเมื่อคนขับลงมาเปิดประตูให้อย่างสุภาพ เธอกดออดอย่างสุภาพ

“คุณแม่ค่ะ พลอยมาแล้วค่ะ” หญิงสาวผู้มาเยือนพูดพลางถอดแว่นสีดำก่อนจะยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

          “เข้ามาเลยจ๊ะ หนูพลอย” หญิงสูงวัยเอ่ย พร้อมกับรีบเปิดประตูก่อนจะเดินนำหญิงสาวไปที่หน้าห้องนอนของลูกสาว

          “เนยๆ แกเป็นอะไร คุณแม่เป็นห่วงแกมากนะ” พลอยพูดด้วยน้ำเสียงห่วงใยพร้อมเคาะประตูห้องของนพนิตซ้ำๆ

          “ขอร้องเถอะแก จะร้องไห้หาพระแสงอะไร เพราะไอ้กริชใช่ไหม เดี๋ยวฉันจะส่งคนไปเล่นงานมันดีไหม” เธอตะโกนเข้าไปในห้อง

          คำพูดของเพื่อน ทำให้นพนิตเริ่มได้สติ และหยุดร้องไห้ หันไปมองยังประตูก่อนจะตัดสินใจวิ่งไปเปิดประตูทันใด

          “ไม่ได้นะแก ฉันไม่ให้แกทำแบบนั้นเด็ดขาด” เธอเปิดประตู และร้องโวยออกมาทันที ก่อนจะหันกลับไปทรุดนั่งที่เตียงอีกครั้ง

          “แกคิดว่า ฉันจะทำแบบนั้นจริงหรือ” พลอยพูดพร้อมกับชี้มายังตัวเอง

          นพนิตได้แต่พยักหน้าทั้งคราบน้ำตา

          “แกท่าจะบ้า ฉันไม่ใช่มาเฟียนะเว้ย” เธอพูดพร้อมกับเอานิ้วจิ้มที่หน้าผากของนพนิตอย่างแรง

          “เจ็บนะ” เธอพูดก่อนจะเอามือลูบที่หน้าผากตัวเอง

          “เออ จะได้รู้เสียบ้าง ว่าเจ็บ ฉันว่า คนที่เจ็บไม่น้อยกว่าแก ก็คือแม่ของแกเองนะ” เพื่อนสนิทเอ่ยเตือนสติ

          นพนิตจึงได้สติหันไปสบตากับมารดา

          “แม่ เนยขอโทษค่ะ” เนยพูดพร้อมกับโผเข้ากอดแม่ของเธอ ทั้งน้ำตา

          “แค่ผู้ชายคนเดียวไม่รักลูก ยังไงก็ยังมีแม่กับพ่อที่ยังรักลูกอยู่ตรงนี้นะ แม่กลัวเหลือเกินว่าลูกเนยของแม่จะคิดสั้น” หญิงสูงวัยที่ได้ชื่อว่า แม่ เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ด้วยความห่วงลูกสาวคนเดียวอย่างที่สุด

          เนยได้แต่ร้องไห้ออกมา ไออุ่นจากมารดา มันสร้างความรู้สึกอ่อนโยน และปลอดภัย แสดงถึงความรักของผู้ให้กำเนิดที่มีต่อเธอ มันเป็นรักที่เกินกว่ารักใดๆในโลก

          แม่ของนพนิตกระชับวงแขนให้แนบแน่นยิ่งขึ้นอย่างเงียบๆ เพื่อให้นพนิตคลายเศร้า

          น่าแปลกที่ความรู้สึกนั้นสร้างพลังให้กับเธออย่างช้าๆ ราวกับมันเป็นเกราะชั้นดี

          “จ๊ะ แม่ เนยจะไม่ทำร้ายตัวเอง เนยจะพยายามลืมเขาให้ได้” แววตามุ่งมั่นของนพนิต สบประสานกับแววตาของผู้ให้กำเนิด เพื่อให้สัญญา

          “เนยจะตัวเสียใหม่ ไม่ให้แม่ผิดหวังอีกค่ะ” เธอย้ำคำมั่น ก่อนจะค่อยๆปาดรอยคราบน้ำตานั้นทิ้งเสีย

          “จ้า แม่เชื่อว่า เนยของแม่ต้องทำได้ เพื่อเป็นการฉลอง เย็นนี้ แม่จะทำของโปรดให้ทาน ถือเสียว่า เป็นการต้อนรับเนยคนใหม่” แม่คลายวงแขนออก ก่อนจะสบตากับลูกสาวที่รัก

          “ดีค่ะแม่ เนยเอยก็เริ่มชักหิวแล้ว” นพนิตก้มลงมองท้องที่ตอนนี้เริ่มส่งเสียงประท้วงออกมา เรียกเสียงหัวเราะให้แม่ ลูก รวมถึงเพื่อนพลอยที่ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย

          “งั้นเย็นนี้ พลอยขอฝากท้องทานข้าวด้วยนะคะ คุณแม่” น้ำเสียงออดอ้อนชวนหมั่นไส้เอ่ย ขอร้อง

          “ดีๆ งั้น แม่ต้องรีบแล้วสิ เดี๋ยวจะหิวกัน พลอยคุยกับเนยไปก่อน แม่จะรีบลงไปทำอาหาร” น้ำเสียงของผู้เป็นแม่สดใสขึ้น

          “ค่ะ” เสียงขานรับตอบขึ้นพร้อมเพรียงราวกับนัดหมายกัน


          “ลงมาทานข้าวได้แล้วจ้า” เสียงตะโกนบอก ไม่ทันจะสิ้นเสียงดี สองสาวเพื่อนสนิทก็รีบวิ่งปรี่ลงมาทันใด

          ภาพอาหารเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ ปลาสำลีทอดน้ำปลา ที่ตัวปลาสีน้ำตาลทองกรอบน่ากิน ถูกราดด้วยน้ำปลาที่คลุกเคล้าเข้ากับมะม่วง หัวหอมแดงและมะนาว ยำวุ้นเส้นจานโตที่สีสันจัดจ้าน ไข่เจียวสีเหลืองทองอร่ามฟูเต็มจานวางอยู่พร้อมซอสพริก ถัดๆกัน แกงจืดเต้าหู้สาหร่ายเต็มไปด้วยเต้าหู้หลอดที่บรรจงหั่นเป็นอย่างดี ผสมกับหมูสับ และสาหร่ายที่ลอยอยู่เต็มชาม ล้วนส่งกลิ่นจนคนที่หิวมากอย่างนพนิต รีบนั่งและลงมือตักข้าวสวยร้อนๆให้แม่ ตัวเอง และพลอยรัตน์ เพื่อนสนิทของเธอเอง เพื่อจะได้จัดการกับเมนูที่ยั่วน้ำลายอยู่ตรงหน้าให้หมดเสีย

          “คุณแม่ของเนย ยังทำอาหารอร่อยเหมือนเคยนะคะ” พลอยรัตน์ชมเปาะ ขณะที่ปากยังเคี้ยวปลาสำลีเสียงกรวบๆอยู่

          “แน่นอนอยู่แล้ว แม่ฉันทำอาหารอร่อยมาตั้งแต่เกิดเลย” นพนิตยอต่อ ขณะที่ปากยังทานไข่เจียว

          “พูดแบบนี้ แม่ก็เขินแย่สิ พวกนี้เนี่ย” คนที่ถูกยอได้แต่ยิ้มๆ ทั้งดีใจที่เนยดูจะหายเศร้าลงไปกว่า 1 อาทิตย์ที่ผ่านมา

          “เออ..นี่ เนย” เสียงพลอยรัตน์เอ่ย ขึ้นจังหวะ ขณะที่เนยกำลังตักแกงจืดให้ผู้เป็นมารดา

          “มีอะไรหรือ?”

          “ไหนๆ แกก็เลิกกับอีตากริช บ้านั่น ฉันว่า แกน่าจะไปงานนี้นะ” พลอยพูดก่อนจะล้วงหยิบเอาการ์ดเชิญใบหนึ่งขึ้นมา

          “เฮ้ย งานแต่งยัยป่านนี่” นพนิตรีบรับมาดูด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะสบตากับพลอยรัตน์

          “ใช่แล้ว ยัยป่าน มันฝากการ์ดแต่งงานมาให้แก และมันยังอยากให้แกไปเป็นเพื่อนเจ้าสาวร่วมกับฉันด้วย” พลอยรัตน์เอ่ยเชียร์

          “ไม่เอาหรอก สารรูปอย่างฉัน คงไม่มีหน้าไปงานไหนๆหรอก” เสียงเศร้าๆของเนยพูดขึ้น

          “เผื่อแกอาจจะเจอใครที่เหมาะกับแกในงานนี้ก็ได้ ใครจะไปรู้” พลอยรัตน์ยุ เพราะอยากให้เพื่อนหลุดพ้นจากบ่วงเวรนี้เสียที

          “ป่านมันบอกว่า มันจะออกค่าใช้จ่ายเรื่องชุดให้หมด ส่วนฉันจะลากแกไปอาบน้ำแร่แช่น้ำนม รวมถึงแต่งหน้าให้เฉิดฉายเลยเชียว คอยดูสิ ไม่แน่แกอาจจะได้เพื่อนเจ้าบ่าวไปเป็นแฟนจากงานนี้ก็เป็นได้ ใครจะไปรู้” พลอยรัตน์หัวเราะ หึๆ ในลำคอ ก่อนจะหลับตาพริ้ม วาดฝันให้เพื่อนไปไกล

          แต่นพนิตกลับคิดว่า นี่จะเป็นอวสานของเธอหรือเปล่านะ...งานนี้



โปรดติดตามตอนต่อไป