ผู้เขียน หัวข้อ: จับให้แต่ง แกล้งให้รัก (๓)  (อ่าน 492 ครั้ง)

หนึ่งลิปดา

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 26
    • ดูรายละเอียด
จับให้แต่ง แกล้งให้รัก (๓)
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2014, 12:42:59 PM »
บทที่ ๓ …

“ อะไรกัน !  ตั้งห้าสิบล้าน  นี่เจ้าหล่อนคิดจะเอาเงินไปใช้ถึงชาติหน้าหรือไง ” เสียงธนากรตอบกลับมากึ่งขันกึ่งฉุน  มันหลังเที่ยงคืนไปแล้วที่วิสุทธิ์โทรแจ้งข่าวกับเขา 

“ ยังมีข้อเสนออีกอย่าง ”

“ อะไร ”

“ นายนั่งอยู่หรือเปล่าตอนนี้ ”

“ ไอ้บ้า …  ฉันกำลังนอนอยู่บนเตียง  แกรบกวนเวลานอนของฉันอยู่ ”

“ งั้น ฟังข้อเสนออีกอย่าง คุณวสุดาต้องการให้นายแต่งงานกับเธอ อย่างถูกต้องตาม กฎหมายด้วยว่ะ ”

เสียงวิสุทธิ์บอกมาตามสายเรียบ ๆ  แต่ก็เป็นครู่กว่าเขาจะได้ยินเสียงตอบกลับจากธนากรว่า

“ นายบอกเรื่องที่ฉันจะร้องต่อศาลขอเป็นผู้ปกครองเด็กกับเธอหรือเปล่า ? ”

“ บอก ”

“ แล้วเธอว่าไง ”

“ ก็หัวเราะร่วนนะซิ  นายธวัชชัยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับเธอ ”

รู้สึกว่าปลายสายจะเงียบไปทีเดียว  วิสุทธิ์เลยให้ความเห็นต่อว่า

“ หากนายจะสู้ทางนี้ละก้อ เราก็ตกเป็นรอง คงยากเหมือนกันที่จะเอาชนะได้ ”

“ แกคงไม่ได้แนะนำให้ฉันตอบรับข้อเสนอของเธอหรอกนะ ” เสียงธนากรประชด

“ เปล่า.. แต่ฉันเห็นด้วยกับข้อแนะนำของเธอ ที่ฝากมาถึงนายนะว่า นายควรจะแต่งงานแล้วมีลูกเป็นของตัวเองมากกว่า ”

“ ฉันคิดว่าฉันจ้างทนายผิดข้างเสียแล้วว่ะ ” เสียงธนากรชักมีอารมณ์   ” แกแน่ใจนะว่าไม่ได้ไปหลงเสน่ห์เธอ และทำงานที่ฉันมอบหมายให้ทำอย่างเต็มที่แล้ว ”

“ ฉันแยกออกโว้ย !  เรื่องไหนเรื่องงาน เรื่องไหนเรื่องส่วนตัว ”

“  พูดอย่างนี้ ก็เท่ากับยอมรับละซิ ว่าหลงเสน่ห์เธอเข้าให้แล้ว ”

“  ทำไงได้ละ ฉันไม่มีภูมิคุ้มกันไม่ให้ตกหลุมรักผู้หญิงสวย ๆ อย่างนายนี่หว่า  ” วิสุทธิ์ตอบตรง ๆ

“ ความจริงนายก็ดูดีนี่หว่า  ทำไมไม่จีบเธอแล้วแต่งงานกันซะ จากนั้นค่อยหาทางโอนเด็กมาให้ฉันทีหลัง ”

“ นั่น นายกำลังพูดถึงผู้หญิงที่เป็นน้องสะใภ้ ของนายอยู่รึนั่น ” วิสุทธิ์ตอกกลับด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก ที่ธนากรพูดเหมือนดูถูกวสุดา

“ น้องสะใภ้ ที่ยื่นข้อเสนอขอแต่งงานกับพี่ผัวนะเหรอ ”  ธนากรพูดอย่างดูแคลนอย่างชัดเจน

“ ฉันคิดว่าเธอไม่ได้จริงจังกับมันหรอก ” วิสุทธิ์แก้แทน  “ เพราะเธอต้องการคำตอบจากตัวนายเองภายในเที่ยงพรุ่งนี้ ดังนั้นนายไม่ต้องวิตก ว่าเธอจะต้องการแต่งงานกับนายจริง ๆ ท่าทางเธอโล่งใจเสียด้วยซ้ำที่ฉันบอกว่า พรุ่งนี้นายต้องไปประชุมที่ฮ่องกงแต่เช้า ”

“ มันก็แหงอยู่แล้ว …เจ้าหล่อนก็ฉลาดกว่าที่ฉันคิด ป่านนี้คงตีปีกด้วยความสะใจละซิที่เอาชนะฉันได้ ” 

“ นายหมายความว่าไง ” วิสุทธิ์ชักงง

“ ก็หมายความว่า แม่น้องสะใภ้ฉันเขาคิดอยู่แล้วว่าฉันต้องปฏิเสธนะซิ และเมื่อฉันปฏิเสธ ก็เท่ากับว่าฉันไม่ควรจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับหลานฉันอีกนายเข้าใจแล้วยังทีนี้  ”

“ แล้วนายจะเอาไง ” วิสุทธิ์ ถามหลังจากที่เป็นฝ่ายเงียบไปนาน

“ ยังคิดไม่ออก  เอาเป็นว่าเดี๋ยวฉันจะโทรกลับไปแล้วกัน”


   
เสียงนาฬิกาปลุกดังกรีดร้องอยู่เป็นนาน กว่าวสุดาจะฝืนตัวลุกขึ้นมาจัดการให้มันเงียบเสียงลง  เพราะรู้ว่าตัวเองเป็นคนขึ้เซาวสุดาเลยตั้งนาฬิกาปลุกไว้เสียที่ชั้นวางของด้านประตูทางเข้า แทนที่จะเอาไว้ที่โต๊ะหัวเตียงเหมือนคนอื่น ๆ  เพราะที่ผ่านมาเธอเคยเอาตั้งไว้ที่หัวเตียง แค่เสียงกรีดของมันยังไม่ถึงสามครั้ง เธอก็เอามือกดปุ่มให้เงียบ แล้วนอนต่ออย่างสบายใจเฉิบ  ดังนั้นการที่ต้องลุกขึ้นกดปุ่มมาถึงหน้าประตูห้อง มันได้ผลดีกว่า

วสุดา ใช้รีโมตปิดแอร์ในห้องก่อนที่จะเดินไปเปิดหน้าต่างห้อง  จากนั้นก็มาทุ่มตัวลงบนเตียงเหมือนเดิม  วันนี้เป็นวันหยุดของเธอ จะนอนต่ออีกหน่อยจะเป็นไร  เพราะป่านนี้คุณมัทนาก็คงจัดการพากิ่งอ้อ และกอไผ่ ไปโรงเรียนแต่เช้าแล้ว   ตั้งแต่ได้ทำงานที่โรงแรม วสุดามีวันหยุดคือวันพุธและวันเสาร์  โอกาสที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับลูกก็ลดลงด้วย   นี่ยังไม่นับกับการที่เธอต้องว่างเว้นจากการหาความสำราญ ต่างๆ กับเพื่อนฝูง ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนนั้น วสุดาเป็นคนที่ชอบความสนุกสนาน ชอบเดินทางท่องเที่ยวไปสถานที่ต่าง ๆ  ตามแต่จะต้องการ เพราะการที่เธอไปอยู่กับมารดา ซึ่งแต่งงานใหม่ครั้งแรกกับนักธุรกิจชาวอเมริกันที่มาพบรักกับแม่ของเธอที่ไนท์คลับที่แม่ร้องเพลงอยู่ สิ่งแวดล้อมและการอบรมเลี้ยงดูจากมารดาจึงทำให้ วสุดาคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง และช่วยเหลือตัวเองมาโดยตลอด  ชีวิตครอบครัวของเธอก็อบอุ่นดี จนกระทั่งมารดาได้เสียชีวิตลง

วสุดา เลยต้องตะลอน ๆ ไปทั่ว เพราะไม่ต้องการอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกับพ่อเลี้ยง ซึ่งตอนหลังมีทีท่าว่าอยากจะให้เธอเข้าแทนที่แม่ของเธอเสียแล้ว  แม่เสียชีวิตไปไม่ถึงสองปี สุนิสาผู้เป็นพี่สาวก็ส่งข่าวเรื่องที่พ่อหัวใจวายกระทันหันให้เธอได้ทราบ  แต่ก็หลังจากที่ได้จัดการงานศพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

วสุดาไม่ค่อยจะได้ติดต่อกับพ่อเท่าไหร่ เพราะจากมาตั้งแต่ยังเด็ก ความสัมพันธ์จึงค่อนข้างจะห่างเหิน เธอไม่เคยรู้เรื่องฐานะความเป็นอยู่ของพ่อมาก่อน  ดังนั้นเธอจึงไม่เคยรู้ว่า สุนิสาต้องออกจากมหาวิทยาลัยกลางคันเนื่องจากไม่มีเงิน และเมื่อมีลูกชายเศรษฐีมาติดพัน  จึงเป็นเรื่องง่ายที่ สุนิสา จะรักและคว้าเอาไว้เป็นหลัก ทั้งคู่รักและอยู่ด้วยกันโดยที่พ่อแม่ฝ่ายชายไม่เห็นด้วย และตั้งข้อรังเกียจ เพราะตอนนั้น สุนิสาได้หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักร้อง  ทั้งสุนิสา และวสุดาต่างมีเลือดของมารดาเข้มข้นในการเป็นนักร้อง 

 วสุดาได้เข้ามาสู่วังวนชีวิตของพี่สาว ก็เพราะสุนิสาได้จดหมายไปหาเธอ  มาเห็นพี่สาวครั้งแรก …ภาพผู้หญิงท้องโย้ ที่ทำงานเสริฟ อยู่ที่ร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ธวัชชัย กิตติสรสรวง พี่เขยของเธอก็ได้กลายเป็นนักพนันตัวยง ไม่ได้สนใจเลี้ยงดูพี่สาวเธอแต่อย่างใด เงินที่พอจะมีเก็บอยู่บ้างของวสุดาจึงหมดไปกับการใช้จ่ายเพื่ออำนวยความสะดวกสบายของสุนิสา พี่สาวของเธอ

 ไม่รู้ว่าจะเป็นโชคดีหรือร้าย  เมื่อสุนิสาคลอดได้เพียงสองอาทิตย์ พี่เขยของเธอ ก็เสียชีวิต เพราะอุบัติเหตุ เมาจนตกน้ำตาย และสุนิสาทำหนังสือยกลูกให้อยู่ในความดูแลของวสุดาอย่างไม่ลังเล  หากเมื่อถามถึงญาติฝ่ายสามี   สุนิสาก็บอกสั้น ๆ ว่า  เธอไม่เคยสนใจ รู้แต่ว่าธวัชชัย ถูกตัดขาดจากครอบครัวเมื่อมาอยู่กินกับเธอ  วสุดาก็เลยพลอยไม่สนใจไปด้วยเหมือนกัน 

วสุดาหลงรักหลานตั้งแต่แรกเห็น  เธอเต็มใจที่ได้เป็นคนดูแลเด็กทั้งสอง หลังจากกิ่งอ้อ และกอไผ่ อายุได้สามเดือน สุนิสาแนะนำว่าควรจะเอาเด็กไปให้คุณมัทนา ซึ่งเป็นแม่เลี้ยงช่วยดูแล  ซึ่งวสุดาก็เห็นดีด้วย แต่ก็ไม่นึกว่าหลังจากที่มาอยู่กับคุณมัทนาได้ไม่ถึงอาทิตย์ พี่สาวเธอจะทิ้งลูกไปเลยจนถึงทุกวันนี้

วสุดาแนบหน้าลงกับหมอน แล้วถอนใจยาว  ใครจะไปนึกว่าชีวิตที่เคยมีแต่ความสนุกสนาน กินและเที่ยว รับผิดชอบเฉพาะตัวเอง  จะต้องมาปักหลักฐาน แบกรับภาระครอบครัวอยู่ที่นี่นานถึงสี่ปีเข้าไปแล้ว และตอนนี้ฐานะเธอมันก็แย่เต็มที   มีหลายครั้งที่เธอนึกสงสัยว่า สุนิสาไปอยู่เสียที่ไหน ถึงไม่เคยติดต่อกลับมาเลย  วสุดาเต็มใจดูแลหลาน แต่ก็คิดว่า หากมีสุนิสาอยู่ด้วย บางทีก็คงจะช่วยเหลือกันได้มากกว่านี้  เธอไม่อยากเอาเปรียบคุณมัทนา โดยการขายบ้านหลังนี้อย่างที่คุณแนะนำเมื่อคืน เพราะรู้ว่า คุณมัทนารักบ้านหลังนี้เหลือเกิน   จะว่าไปคุณมัทนาก็เปรียบเหมือนญาติผู้ใหญ่คนเดียวที่เธอเหลืออยู่ หากไม่นับรวมนายปีเตอร์พ่อเลี้ยงของเธอเข้าไปด้วย ซึ่งวสุดามั่นใจว่า ถ้าหากเธอเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ เขาต้องยินดีแน่นอน  แต่ให้ตายก่อนเถอะ เธอถึงจะกล้าทำเช่นนั้น
 เธอเคยคิดถึงทางเลือกที่จะแต่งงานกับผู้ชายรวย ๆ สักคน
ความจริงมันก็เป็นความฝันของเธอตั้งแต่รุ่นสาวแล้ว  วสุดายอมรับอย่างกล้าหาญเลยว่า เธอชอบคนรวย ชอบความสะดวกสบาย ชอบแต่งตัวสวย ๆ ชอบความฟุ้งเฟ้อต่าง ๆ ที่เคยได้รับ หรือเคยได้เห็น  แต่สิ่งเหล่านี้กับตรงข้ามกับความเป็นจริงของชีวิตในปัจจุบัน  มีผู้ชายรวย ๆมากหน้าหลายตาที่เคยมาชอบพอกับเธอ  แต่แล้วก็ต้องหายไปทีละคนสองคน เพราะวสุดาไม่สามารถที่จะตอบสนองความต้องการที่จะแต่งงานกับพวกได้ เพราะคนเหล่านั้นรักเธอ แต่ไม่รักลูกของเธอ  หรือบางคนเธอก็มองออกว่าเพียงแต่คิดจะเคลมเธอเล่น ๆ เพราะคิดว่าเป็นแม่ม่ายเท่านั้นเอง จังหวัดเล็ก ๆ แคบ ๆ อย่างนี้ จะหาผู้ชายที่ทั้งโสด และรวยก็ยากเหลือเกิน ตอนนี้เห็นจะมีเหลือก็เพียงนายบรรจบ สินสมบัติ เท่านั้นเองที่ยังคงตามตื้อเธออยู่ แต่วสุดาก็เบื่อเอียนเขาเต็มทน  หากไม่ย้ายไปอยู่ที่อื่น วสุดา คาดว่าเธออาจจะต้องขึ้นคานแน่ ๆ  แม้ว่าอายุเธอตอนนี้จะเพิ่งย่างเข้าวัยเบญจเพสเท่านั้นเอง

แต่ก็ช่างเถอะ ! … ทำไมเธอจะต้องแต่งงานด้วย ในเมื่อการอยู่เป็นโสดมันสบายจะตายไป แถมตอนนี้เธอก็มีหลานอยู่ในปกครองถึงสองคน ไม่ต้องห่วงเรื่องการมีลูกเป็นของตนเองเหมือนคนอื่น เมื่อคิดถึงตอนนี้ วสุดาถึงกับยิ้มออกมา อย่างน้อยก็มีผู้ชายคนหนึ่งละที่ไม่มีอย่างเธอ อยากรู้นักว่า นายธนากร กิตติสรวง จะทำหน้ายังไง เมื่อเจอข้อเสนอตอกกลับไปอย่างนั้น  สมน้ำหน้า …จะได้รู้เสียบ้างว่าเล่นอยู่กับใคร

วสุดานอนคิดอะไรเล่นเรื่อยเปื่อยอยู่เป็นนาน จวบจนได้ยินเสียงเคาะประตูเบา ๆ เหมือนคนเคาะเกรงใจเสียเหลือเกิน จึงลุกขึ้นเหลือบมองดูนาฬิกาก็เห็นว่าเป็นเวลาสิบเอ็ดโมงเข้าไปแล้ว สายอย่างไม่น่าเชื่อ

“มีแขกมาหาคุณค่ะ ” มะลิสาวใช้บอกเมื่อเธอเพียงเปิดประตู

“ คุณบรรจบเหรอ ”

“ ไม่ใช่ค่ะ เขาบอกว่าเป็นทนาย ”

“ บอกเขาว่า เดี๋ยวจะลงไป ” วสุดาตัดบทแล้วปิดประตูห้อง เล่นเอานางสาวมะลิจะบอกต่อว่ายังมีคนอื่นอีกก็ไม่ทัน

วสุดาถอดชุดนอนออก เอาผ้าเช็ดตัวพันกาย คว้าเสื้อคลุมมาสวมแล้วก็เดินออกจากห้องไปยังห้องน้ำที่อยู่อีกด้านหนึ่ง  ซึ่งแยกออกจากห้องนอน  ที่ชั้นบนนี้ มีเพียงสองห้อง ซึ่งห้องหนึ่งเป็นห้องของเธอ อีกห้องหนึ่งเป็นห้องเด็ก ประตูเปิดถึงกันได้  และก็มีห้องน้ำที่กว้างขวางพอควร   วสุดาอยู่ตามลำพังกับลูก ๆ ที่ชั้นบน คุณมัทนานอนที่ห้องชั่นล่าง เพราะสะดวกในการขึ้นลงบันไดมากกว่า มะลิเองก็มีห้องส่วนตัวอยู่ข้างล่างเหมือนกัน
ไม่นานนัก วสุดา ในชุดเสื้อผ้าเบาบางลายดอกไม้ กับกางเกงยีนส์ยืดรัดรูปขาสามส่วน ก็เดินลงมา เธอยิ้มเมื่อเห็นวิสุทธิ์นั่งรออยู่ที่เก้าอี้รับแขก

“ อรุณสวัสดิ์ค่ะ  ขอโทษนะคะที่ลงมาช้าไปหน่อย อยู่ทานกลางวันด้วยกันนะคะ วันนี้มีผัดไทย ” หญิงสาวทักทายและชักชวนเสร็จในตัว ไม่สังเกตเห็นร่างสูงที่อยู่ในชุดสูทสีเทา ยืนพินิจดู สวนทรายในขวดของเธอที่วางไว้มุมประตู

“ ผมว่าจะมาคุยเรื่องข้อเสนอของคุณ ” วิสุทธิ์พูดยิ้ม ๆ ส่งสายตาชื่นชมเธออย่างเปิดเผย  ผมที่รวบไว้เป็นเปียเดี่ยว ๆ ด้านหลังของเธอ ส่งผลให้ใบหน้าที่ปราศจากเครื่องสำอางของวสุดา เกลี้ยงเกลา เป็นธรรมชาติ

“ ตายจริง .. จะไปพูดถึงมันอีกทำไมละคะ ดิฉันล้อเล่นเท่านั้น คนปกติที่ไหนเขาจะไปคิดถึงเรื่องบ้า ๆ พรรค์นั้น คุณก็น่าจะรู้นี่นา เมื่อคืนดิฉันกำลังหงุดหงิด ” วสุดารีบออกตัว ขณะเดินเข้าไปนั่งเก้าอี้ตรงข้ามกับเขา

“ ถ้างั้น …” วิสุทธิ์กลั้นยิ้ม  “ คุณต้องคุยกับเจ้านายผมเองแล้วมัง เพราะ … เขาค่อนข้างเอาจริง ”

นั่นแหละ … วสุดาถึงได้รู้ถึงการอยู่ของเขา  ชายหนุ่มที่มีความสูงพอ ๆ กับชาวตะวันตก เขาอยู่ในชุดสูทสีเทาอย่างเป็นการเป็นงาน ใบหน้าเขาจัดได้ว่าหล่อเหลาเหมือนกับที่เคยเห็นผู้ชายหล่อทั่ว ๆ ไป ใบหน้าคมเข้มทอดสายตาเครียดขรึมมายังเธอ  ริมฝีปากของเขาเหยียดออก เหมือนจะดูถูกคนทั้งโลก 

 ไม่ใช่เฉพาะเธอหรอกที่เขาดูถูก  วสุดาคิด  มันต้องเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว  ติดอยู่ในสายเลือดของเขา เป็นบุคลิกประจำตัวของเขา

“ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ” เธอพูด ยกมือไหว้เขา เมื่อวิสุทธิ์แนะนำให้รู้จัก  รอยยิ้มของเธอยังติดอยู่ที่ริมฝีปากอย่างซื่อ ๆ ไอ้เรื่องเสแสร้งนี่ วสุดาไม่เป็นรองใครอยู่แล้ว

ธนากร เพียงแต่ผงกศีรษะรับไหว้ สายตาเขามองเธออย่างเปิดเผย  วสุดาดูจะสวยยวนตาเสียยิ่งกว่าในรูปที่เขานั่งมองอยู่ทั้งคืน หลังจากที่เขาได้รับโทรศัพท์แจ้งข้อเสนอของเธอจากวิสุทธิ์ ทำเอาเขาโกรธจนนอนไม่หลับ เธอช่างกล้าหาญชาญชัยนัก ที่เสนอไปแบบนั้น  และเมื่อถึงตอนเช้า เขาก็ตัดสินใจว่า ควรจะมาพูดกับเธอด้วยตัวเองดีกว่า  เขาไม่คิดที่จะตอบรับข้อเสนอของเธอ  แต่มีข้อเสนอที่ดีกว่าให้  เขาไม่คิดจะบอกเธอในตอนนี้   

“ ฉันไม่คิดว่า การที่ฉันต้องพลาดการประชุมนัดสำคัญ และนั่งเครื่องบินมาที่นี่ เพื่อที่จะมาได้ยินคำว่า ล้อเล่นจากเธอ ไม่ใช่เรื่องตลกเลยนะ ”   ธนากรพูดเสียงเรียบแต่ฟังแล้วเหมือนจะตำหนิหญิงสาวกลาย ๆ

วสุดายังหน้ายิ้มเช่นเดิม เพียงแต่แววตาเธอเท่านั้นที่วะวับขึ้นมา ธนากรกำลังกล่าวโทษเธอเต็มที่ หญิงสาวสบตาเขาอย่างไม่หวั่น

“ คุณกำลังจะบอกดิฉันว่า ที่คุณมาที่นี่ เพื่อที่จะตกลงกับข้อเสนอของดิฉันเหรอคะ ” เธอถามอย่างเข้าเป้าที่สุด
ธนากรเหยียดยิ้มที่มุมปาก  เขาเห็นแววโกรธในดวงตาเธอ แต่เธอก็ตีหน้าได้เก่ง เหมือนไปมีอะไรเกิดขึ้น 

“ คำตอบของฉัน ไม่ว่าจะเป็นยังไง มันยังเหลือเวลาอยู่อีก ” เขาเหลือบดูนาฬิกาที่ข้อมือ  “ แต่ฉันยังข้องใจเรื่องข้อเสนอของเธอว่า มันยังคงมีอยู่หรือไม่ในเช้านี้  และคำพูดต่อ ๆ ไปของเธอจะเชื่อถือจริงจังได้แค่ไหน หรือเพียงแค่พูดไปแล้วเกิดอยากจะเปลี่ยนใจ ก็ยิ้มหวาน ๆ บอกขอโทษ ดิฉันล้อเล่น เท่านั้นเอง กับผู้ชายอื่น มันอาจจะได้ผลนะ แต่กับฉันละก็ … บอกเสียก่อนว่า ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นของเธอ เพราะฉะนั้นจะพูดจะจาอะไร ก็ให้คิดเสียก่อนถ้ายังรักที่จะเป็นคนรักษาคำพูดอยู่ ”

วสุดา หน้าแดงกล่ำด้วยความโกรธ ที่ถูกเขาว่าเอาเป็นชุด มันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายเสียหน่อยกับการบอกยกเลิกเรื่องข้อเสนอ แต่มันจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับเธอแน่ถ้าหากยังคงข้อเสนอนั้นเอาไว้ ไม่ว่านายธนากรคนนี้จะคิดว่าเธอเป็นคนไม่รักษาคำพู
ด เธอก็ไม่แคร์
“ ไม่ว่าคุณจะคิดยังไง ดิฉันก็ต้องขอโทษอยู่ดี ที่ทำให้คุณต้องเสียเวลามาที่นี่  แต่ก็คงยืนยันค่ะว่า ดิฉันล้อเล่น  ไม่เคยคิดอยากจะได้เงินของคุณ หรือแม้แต่อยากจะแต่งงานกับผู้ชายอย่างคุณ ” วสุดาเน้นเสียงตอบ

 “ ท่าทางเธอจะกลัว ถ้าฉันตอบรับนะนี่ ” เขาแกล้งแหย่ หรี่ตามองเธอยิ้ม ๆ อย่างรู้ทัน 
หญิงสาวกัดริมฝีปากล่างอย่างลืมตัว เห็นชัดว่าเธอไม่พอใจที่ชายหนุ่มหาว่าเธอกลัวเขา 

“ มีเหตุผลอยู่สองอย่าง ถ้าคุณจะตอบรับ นั่นคือ อยากเอาชนะ กับกลัวถูกหาว่าแพ้  มันไม่ควรจะมีอยู่ในคุณสมบัติของผู้ชายที่จะมาเป็นสามีดิฉันค่ะ ”

คำพูดตรง ๆ ของเธอทำให้ ธนากรถึงกับอึ้งหันไปส่งสายตาดุ ๆให้ วิสุทธิ์ที่ปล่อยเสียงหัวเราะออกมาเบา ๆ

“ แปลกนะ ” ธนากร ใช้สายตาบางอย่างพิจารณาเธอช้า ๆ อย่างจงใจ “ เธออาจจะเป็นคนที่ชอบล้อเล่น แต่ไม่ยักเป็นคนฉลาดในการฉวยโอกาสเลยนะ  ไม่คิดเลยเรอะว่าผู้ชายอย่างฉันน่ะ ไม่ผ่านเข้ามาในชีวิตเธอง่าย ๆ หรอกนะ ”

วสุดา ไหวไหล่ มองตอบเขาพูดด้วยน้ำเสียงหยิ่ง ๆ ว่า

“ ถ้าบังเอิญจะหลงผ่านเข้ามาบ้าง ดิฉันก็อยากจะให้ผ่านเลยไปเร็ว ๆ ค่ะ ”

ท่าทางและคำพูดของวสุดา ทำให้ธนากรรู้สึกหมั่นไส้ไม่น้อย ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนจะกล้ามาตีผีปากพูดเป็นนัยกับเขาแบบนี้หรอก       

“ ไม่ว่าเธอจะคิดยังไง  ก็คงจะปฏิเสธความจริงไม่ได้หรอกว่า เธอเป็นน้องสะใภ้ของฉัน  และยังมีหลานให้ฉันอีกตั้งสองคน หากฉันจะผ่านเรื่องนี้ไปง่าย ๆ ฉันคงไม่มายืนอยู่ที่นี่หรอก ” ชายหนุ่มไหวไหล่ก่อนจะพูดต่อ  “  ในเมื่อข้อเสนอของฉันได้รับการปฏิเสธ และข้อเสนอของเธอก็กลายเป็นเรื่องล้อเล่นเสียแล้ว เอาเป็นว่าเราเลิกพูดถึงเรื่องนี้กันดีกว่า ในเมื่อพอจะนับเป็นญาติกันได้อยู่บ้าง ไม่ทราบว่ามื้อเที่ยงนี้พอจะเพิ่มฉันเข้าไปด้วยคนได้หรือเปล่า ชักหิวแล้ว ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินอะไรเลย  ”

บทจะเปลี่ยนเรื่อง ธนากรก็เลี่ยงออกมาได้เฉย และไม่อนาทรร้อนใจเลยว่า วสุดาพอใจจะต้อนรับเขาหรือเปล่า 

“ ดิฉันมีผัดไทยสำหรับมื้อเที่ยงค่ะ แต่ไม่รู้ว่าจะถูกปากญาติของสามีที่มีโอกาสได้เห็นเป็นครั้งแรกของดิฉันหรือเปล่า ? ”

ชายหนุ่มไม่สนใจกับวาจาประชดประชันของเธอ เขาเลิกคิ้วย้อนเหมือนแปลกใจว่า

“ ผมกับนายธวัชชัยชอบผัดไทยมาตั้งแต่เด็ก เขาไม่เคยบอกเธอเลยเรอะ ? ”

“ เขาไม่เคยคุยถึงญาติค่ะ ดิฉันเข้าใจว่าเขาเป็นเด็กกำพร้าจนกระทั่งเห็นคุณนี่แหละ ” วสุดาพูดหน้าเฉย  “  ตามสบายนะคะดิฉันขอตัวไปสั่งเด็กตั้งโต๊ะก่อน ”

“ แสบนักนะ ” ธนากรพึมพำ แล้วหันมาทำตาขุ่นใส่เพื่อนหนุ่ม ที่ส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ

“จะขำอะไรนักหนาวะ  ใช้มาทำงานก็ไม่สำเร็จ เรื่องแค่นี้”

“อ้าว ... ก็ลองขาใหญ่มาทำเองแล้วกัน ท่าทางพูดจากันรู้เรื่องนี่” วิสุทธิ์ย้อน

ธนากรเดินมาทรุดตัวนั่งตรงข้ามกับเพื่อน 

“ฉันอยากให้แก หารายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับหลานของฉันให้มากที่สุดเท่าที่จะได้ ประวัติตั้งแต่แรกเกิด เอาทุกอย่างเลยนะ  แกเข้าใจใช้ไหม ที่ฉันหมายถึงทุกอย่างนะ” ธนากรย้ำ คล้ายกับตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะต้องเอารายละเอียดอะไรบ้าง แต่มันต้องได้ทุกอย่างที่เขาอยากรู้ ซึ่งก็ทำให้วิสุทธิ์ถึงกับยิ้มออกมา

“ จะเอาแบบพฤติกรรมเด็กตั้งแต่แรก พวกชอบไม่ชอบอะไร มีนิสัยยังไง กินอะไร เพื่อนฝูง”

“เออ ๆๆ อย่างนั้นแหละ” ธนากรรับเออออ  เพราะเขาเองก็ไม่เคยเลี้ยงเด็ก เรียกได้ว่าไม่เคยอุ้มเด็กเสียด้วยซ้ำ  แต่เขาต้องการข้อมูลทุกอย่าง  เขาจะเริ่มที่หลานของเขา แล้วอย่างอื่นจะตามมาเอง

“แล้วเกี่ยวกับน้องสะใภ้แก ?”

“เอาเป็นว่าทุกคนในบ้านหลังนี้ และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคนในบ้านหลังนี้”

“เฮ้ย ... เอาจริงนี่หว่า ”

“ ฉันไม่ให้แม่น้องสะใภ้ ของฉัน เอาชนะฉันได้หรอก  เด็กต้องอยู่กับฉันเชื่อสิ”

วิสุทธิ์ยิ้ม  วสุดา อาจจะไม่รู้หรอกว่าเจอกับใคร  แต่ที่น่าแปลกใจก็อยู่ที่ตัวเพื่อนกึ่งเจ้านายของเขานี่แหละ ลงธนากรได้พูดอย่างนี้ แสดงว่า เขาพร้อมทุ่มทุกอย่างเลยละ  และ ไอ้คำว่า เด็กต้องอยู่กับฉันเชื่อสิ  นี่มันจะหมายถึง แม่ ของเด็กด้วยหรือเปล่า จากท่าทีของคนทั้งสองเมื่อครู่ ทำให้เขาแทบจะรอดูความสนุกที่จะเกิดขึ้นไม่ไหวเสียแล้ว
มีเสียงรถ แว่วมา  จากห้องรับแขกที่เปิดโล่งทำให้มองผ่านออกไปเห็น  รถคันยาวแล่นช้าๆ มาจอดที่หน้าบ้าน ชายหนุ่มคนหนึ่งลงมาจากรถด้วยท่าทีกระฉับกระเฉง   

“ใคร?” ธนากรถามเบาๆ

“นั่นแหละ ว่าที่พ่อเลี้ยงหลานนาย  นายบรรจบ สินสมบัติ ”
มีรอยยิ้มฉาบขึ้นมาอย่างหยันๆ บนใบหน้าของธนากร เมื่อเขาเห็นกุหลาบช่อโต ที่อีกฝ่ายถือเข้ามา
✡✡✡✡✡





(ฉันกับดิฉันอาจจะปนๆ กันหน่อย มาแปะแบบออริจินอลเอาไว้ก่อนค่ะ ยังไม่ได้แก้ )