ผู้เขียน หัวข้อ: พญามารบงการรัก บทที่ 3  (อ่าน 415 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 234
    • ดูรายละเอียด
พญามารบงการรัก บทที่ 3
« เมื่อ: มีนาคม 15, 2017, 11:22:18 PM »
บทที่ 3

   ธีภพค่อยๆ ช้อนร่างคนเจ็บขึ้นอย่างระวัง ตรงไปยังรถที่มีคนช่วยเปิดประตูให้ โรงพยาบาลอยู่ไม่ไกล ไปถึงชายหนุ่มก็รีบเดินไปเปิดประตูด้านคนเจ็บ

   “หมอ! หมอ! ช่วยเธอด้วย” ธีภพอุ้มหญิงสาวพร้อมกับเรียกหมอลั่น ร่างกายเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดแต่ชายหนุ่มหาได้สนใจไม่ เจ้าหน้าที่เข้ามารับร่างเธอวางลงบนเตียงและเข็นเข้าห้องฉุกเฉิน ก่อนที่พยาบาลอีกคนจะเดินเข้ามาหาเขา

   “ขอทราบชื่อคนไข้ด้วยค่ะ เป็นอะไรมาคะนี่”

   “ชื่อ...ชื่อ...ไม่...ไม่รู้ ผมไม่รู้ชื่อเธอ แต่เธอวิ่งเข้ามาชนรถผม” ชายหนุ่มได้แต่สายหน้า ตลอดทางที่ขับรถมาเลือดของเธอไหลมากจนเขาเป็นห่วง “คุณต้องช่วยเธอให้ได้นะ อย่าให้เธอตาย”

   “ค่ะ คุณใจเย็นๆ นะคะ เราจะช่วยเธอสุดความสามารถค่ะ”

   ธีภพนั่งรอฟังผลการรักษาอยู่หน้าห้อง ภาวนาขอให้เธอไม่เป็นอะไรมาก แต่อาการของเธอไม่น่าวางใจเลย ชายหนุ่มยกสองมือลูบหน้า นานเท่าไรไม่รู้ประตูห้องก็ถูกเปิดออกพร้อมกับใบหน้าอันเคร่งเครียดของหมอ คนรอ ก็รีบลุกจากเก้าอี้เพื่อเข้าไปถามอาการคนเจ็บ

   “เธอเป็นไงบ้างครับหมอ”

   คุณหมอถอนใจยาวก่อนตอบด้วยน้ำเสียงกังวล “อาการของเธอไม่ค่อยดีนัก ก่อนจะถึงหมอเธอเสียเลือดไปมาก เราจึงจำเป็นใช้เลือดอย่างเร่งด่วน”

   “ก็เอาเลือดให้เธอสิครับ ช่วยเธอให้ได้ เสียเงินเท่าไรผมก็ยอม ผมรีบนะหมอผมแค่อยากรู้ว่าเธอปลอดภัยเท่านั้นจะได้วางใจ” เขาต้องรีบกลับไปแต่งงาน เขาไม่ลืมหรอก นี่ก็ดูจะสายเกินไปแล้ว

   ธีภพไม่สบายใจเมื่อนึกไปถึงผู้หญิงอีกคนที่กำลังรอเขา ป่านนี้ที่งานคงวุ่นวายเพราะยังไม่เห็นเงาเจ้าบ่าว แต่เขาทิ้งทางนี้ไปไม่ได้จริงๆ ถึงแม้คนเจ็บจะวิ่งมาชนรถเขา แต่ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเขาเองก็มีส่วนผิด

   คุณหมอมองชายหนุ่มอย่างเข้าใจ ดูจากเสื้อผ้า นาฬิกา รองเท้าก็เดาได้ไม่ยากว่าคนตรงหน้าคงมีฐานะดีมันเป็นธรรมดาของคนมีอันจะกิน เอะอะก็จะใช้เงินซื้อ เพียงแต่ตอนนี้ถึงมีเงินก็ไม่อาจใช้ซื้ออาการของคนที่อยู่ในห้องได้

   “ปัญหามันอยู่ที่ตอนนี้ทางโรงพยาบาลของเราไม่มีเลือดกรุ๊ปเดียวกับคนเจ็บสำรองในคลังเลย ตอนนี้ทางเรากำลังติดต่อไปที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดแล้ว แต่ผมก็ยังกลัวว่ามันอาจจะช้าเกินไป”

   “คุณหมอคะ คนไข้ช็อกค่ะ” พยาบาลวิ่งออกมาจากห้องหน้าตื่น

   “ผมจะไปเดี๋ยวนี้ คุณโทรเช็คสิว่าได้เลือดหรือยัง”

   “คุณหมอครับ เธอเลือดกรุ๊ปอะไร” ธีภพถามก่อนที่คุณหมอจะเดินเข้าห้อง “เลือดผมใช้ได้ไหม”

   “คุณเลือดกรุ๊ปอะไรล่ะ”

   ชายหนุ่มบอกกรุ๊ปเลือดของตัวเอง คุณหมอพยักหน้าอย่างยินดีที่เขาและเธอมีเลือดกรุ๊ปเดียวกัน จากนั้นเขาก็ถูกพาไปเจาะเลือดเพื่อตรวจสอบอีกครั้ง

   ธีภพนอนมองเลือดของตัวเองไหลไปตามสายยาง ในใจก็คอยภาวนาให้เลือดของเขาช่วยเธอให้ปลอดภัยด้วยเถอะ ถึงเธอกับเขาจะไม่เคยรู้จักกันแต่การที่ชีวิตเธอต้องมาแขวนอยู่บนความเป็นความตายแบบนี้เขาก็มีส่วน

   พยาบาลถอดเข็มออกจากแขนของธีภพ ชายหนุ่มพยายามลุกขึ้นจากเตียงแต่แล้วก็ต้องกลับไปนอนตามเดิมเพราะจู่ๆ ก็เกิดหน้ามืดขึ้นมา

   “รีบลุกแบบนี้จะทำให้หน้ามืดได้ คุณนอนพักก่อนเถอะค่ะ” พยาบาลบอกพร้อมกับส่งน้ำหวานให้เขา “ทานซะนะคะ มันจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น”

   ชายหนุ่มรับแก้วน้ำหวานจากพยาบาล ดื่มเสร็จก็นอนพักตามที่อีกฝ่ายแนะนำ แต่นอนเล่นได้เพียงครู่เดียวเขาก็เผลอหลับไปจริงๆ ด้วยความอ่อนเพลีย พอลืมตาขึ้นมาอีกทีก็พบว่ามีพยาบาลคนหนึ่งอยู่กับเขาและกำลังส่งยิ้มมาให้

   “ตื่นแล้วเหรอคะ”

   “เธอเป็นไงบ้างครับ ปลอดภัยหรือยัง” สิ่งแรกที่เขาต้องการรู้คืออาการของผู้หญิงเคราะห์ร้ายคนนั้น

   “พ้นขีดอันตรายแล้วค่ะ แต่ยังต้องตรวจอย่างละเอียดอีกรอบว่าเธอได้รับความกระทบกระเทือนส่วนอื่นหรือเปล่า”

   ธีภพถอนใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ฆ่าใครในวันแต่งงานของเขา แต่งงาน? ใช่สิ วันนี้มันวันแต่งงานของเขานี่ แย่แล้ว

   “กี่โมงแล้วครับ ผมหลับไปนานแค่ไหน” ชายหนุ่มถามด้วยความกระวนกระวาย ก่อนค่อยๆ ลำดับเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องมาติดอยู่ที่นี่ แล้วงานแต่งเขาล่ะ “กี่โมงแล้วครับคุณพยาบาล”

   “บ่ายสามค่ะ”

   “บ่ายสาม!!!” ธีภพโดดลงจากเตียงอย่างไม่คิดชีวิต บ่ายสามแล้วงานแต่งงานของเขาล่ะ คุณพ่อคุณแม่ พี่เมฆ วีณาป่านนี้ทุกคนคงรอเขาอยู่แน่ๆ

   “ผมต้องรีบไปเข้าพิธีแต่งงาน ฝากดูแลเธอด้วยนะครับค่าใช้จ่ายทั้งหมดผมรับผิดชอบเองแล้วถ้ามีอะไรด่วนคุณช่วยโทรบอกผมด้วย” ธีภพรีบร้อนออกจากห้องไป

   “เดี๋ยวก่อนค่ะ คุณคะ อย่าเพิ่งไป” พยาบาลสาวรีบวิ่งตามชายหนุ่มพร้อมถือกระเป๋าใบหนึ่งมาด้วย แต่กว่าจะตามทันก็ทำเอาหอบ

   “มีอะไรอีกครับคุณพยาบาล ทีหลังได้ไหมผมกำลังรีบ”

   แทนคำพูด กระเป๋าสะพายของผู้หญิงก็ถูกส่งมาให้ ธีภพทำหน้าสงสัย พยาบาลคนนั้นจึงบอกกระท่อนกระแท่นเพราะยังหอบอยู่ “มีพลเมืองดีคนหนึ่งฝากไว้ให้ระหว่างที่คุณกับเธออยู่ในห้องค่ะ เขาบอกว่าเขาช่วยคุณผู้หญิงตามโจรวิ่งราว แต่ก็ได้แค่กระเป๋าส่วนไอ้โจรนั่นหนีไปได้ พอกลับมาก็พบว่าเกิดอุบัติเหตุเขาจึงตามเอากระเป๋ามาคืนให้ที่นี่น่ะค่ะ”

   “ขอบคุณมากครับ แล้วผมจะคืนให้เธอเอง” ชายหนุ่มรีบเปิดประตูเข้าไปนั่งและขับออกไปด้วยความระมัดระวังกว่าเดิม





   “มารึยัง” น้ำเสียงทรงอำนาจถามลูกน้องผ่านโทรศัพท์

   “ยังไม่มาเลยครับ แขกผู้ใหญ่ก็มาเกือบครบแล้ว แต่ยังไม่เห็นเงาของคุณธีภพเลยครับ”

   “งั้นเหรอ แปลกนะวันแต่งงานแท้ๆ แต่เจ้าบ่าวยังมาไม่ถึง อย่าเพิ่งวางใจ จับตาดูไว้ให้ดี อย่าให้พลาด” พิพัฒน์วางสายจากลูกน้องและสั่งชัดที่นั่งอยู่เบาะหน้า

   “นายว่าแปลกๆ ไหมชัด ลองเช็คดูซิว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเจ้าบ่าวถึงไม่โผล่มาสักที”

   พิพัฒน์ขมวดคิ้วเริ่มประเมินสถานการณ์ วีณาไม่เชื่อเขา งานแต่งงานจัดขึ้นตามกำหนด ไม่เป็นไรจัดได้เขาก็พังมันได้เช่นกัน แต่ก็แปลกงานจะเริ่มอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเจ้าบ่าวกลับยังไม่ปรากฏตัว โชคดีอะไรอย่างนี้นี้ ชายหนุ่มเอนหลังพิงเบาะสายตาพุ่งตรงไปข้างหน้า ท่าทางของเขาสงบนิ่งแต่ก็ครุ่นคิดตลอดเวลา

   เขาให้โอกาสวีณาแล้วแต่เธอก็ยังดื้อแพ่งให้งานมันเกิดขึ้น เขาจึงต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อยุติมัน หลังจากสืบรู้ว่าธีภพต้องเดินทางไปทำงานที่ต่างจังหวัดและจะกลับมาในเช้าวันแต่งงาน เขาก็เลยสั่งให้ลูกน้องดักรออยู่หน้าโรงแรม หากว่าเจ้าบ่าวของวีณาโผล่มาก็ให้จัดการพาไปเที่ยวไกลๆ สักวันสองวัน จนถึงตอนนี้ธีภพไม่มา พิพัฒน์รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

   “โทรหาเจ้าสวยคนสวยให้ฉันหน่อยสิชัด”

   “มีคนจะคุยกับคุณวีณาครับ” พนักงานของโรงแรมเดินถือโทรศัพท์มาส่งให้กับเจ้าสาวที่ตอนนี้ใบหน้าของเจ้าสาวคนสวยเริ่มไม่สวยเสียแล้วเพราะเจ้าบ่าวของเธอยังมาไม่ถึงงาน

   “วีณาพูดค่ะ” หญิงสาวถือโทรศัพท์เดินออกจากวงแขกที่มางาน

   “เจ้าบ่าวมาถึงหรือยังล่ะวีณา”

   น้ำเสียงทอดยาวนั้นแฝงไว้ด้วยความห่วงใยหากแต่วีณากำโทรศัพท์แน่น จำได้อย่างแม่นยำว่ามันเป็นเสียงของพิพัฒน์

   “คุณทำอะไรธี” หญิงสาวกระชากเสียงถาม

   พิพัฒน์หัวเราะอย่างคนอารมณ์ดีตรงข้ามกับสีหน้าของเขาตอนนี้

   “อย่ากล่าวหากันอย่างนี้สิที่รัก ทำไมไม่คิดซะบ้างว่าบางทีเจ้าบ่าวของเธออาจจะตาสว่างขึ้นมาก็ได้ถึงไม่ยอมไปงานน่ะ”

   “ไม่มีทาง” หญิงสาวกัดฟันตอบ ปลีกตัวให้ห่างจากผู้คนจนมั่นใจว่าจะไม่มีใครได้ยินสิ่งที่เธอจะพูด “คิดว่าทำแบบนี้แล้วจะได้ลูกเหรอ มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกพิพัฒน์ ทุกคนจะต้องเข้าใจว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของธี”

   “ก่อนจะทำให้คนอื่นเข้าใจเรื่องพ่อของลูก สู้เอาเวลาไปหาเหตุผลตอบนักข่าวดีกว่าไหมว่าทำไมวิวาห์ถึงล่ม” พิพัฒน์วางสายและกำโทรศัพท์แน่น วีณายังดื้อดึง เขาก็จะสั่งสอนให้เธอสำนึกว่าอย่ามาเล่นกับคนอย่างเขา

   



   คุณหญิงฉัตรดาราเดินมาหาลูกชายคนโต ในใจเธอนั้นกระวนกระวายเหลือเกินเพราะเลยเวลาฤกษ์งามยามดีไปแล้ว ไม่มีวี่แววของธีภพ ไม่สามารถติดต่อเขาได้ โทรศัพท์ก็ไร้การตอบรับ พอหันไปถามวีณาฝ่ายนั้นก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมเจ้าบ่าวของตัวเองถึงมาไม่ถึงสักที

   “ติดต่อน้องได้หรือยังเมฆ”

   “ยังเลยครับแม่ ไม่ยอมรับโทรศัพท์ ที่คุยกันครั้งสุดท้ายก็บอกใกล้ถึงแล้วไม่รู้ทำไมไม่โผล่มาสักที แม่ดูหน้าซีดๆ นะครับ นั่งก่อนเถอะ” เมฆาประคองแม่นั่งเก้าอี้ตัวที่อยู่ใกล้ๆ ด้วยเกรงว่าท่านอาจจะเป็นลม “อย่าเพิ่งคิดอะไรมากนะครับ เดี๋ยวผมจะลองติดต่อน้องอีกที”

   “แม่ฝากด้วยนะลูก” คุณหญิงนั่งลงอย่างอ่อนแรง กวาดตามองไปรอบงาน แขกเหรื่อมากมายในงานล้วนแต่เป็นคนมีหน้าตาในสังคม ถึงเธอไม่อยากได้วีณาเป็นลูกสะใภ้แต่เธอก็ไม่อยากให้งานล่มกลางคันแบบนี้

   คนในงานเริ่มพากันจับกลุ่มมองหน้าจ้าสาวสลับกับการพูดซุบซิบ ใบหน้าสวยเฉี่ยวที่ถูกแต่งเติมจนงดงามเริ่มบูดบึ้งเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ทำไมธีภพถึงยังไม่มาทั้งที่สัญญากับเธอไว้แล้ว...ธีภพคุณไปมุดหัวอยู่ที่ไหนกันนะ

   “เอ่อ...คุณวีณาคะ ไม่ทราบว่างานจะเริ่มหรือยังค่ะ นี่ก็เลยฤกษ์มานานแล้วนะคะ” นักข่าวต่างพากันกรูเข้ามาล้อมจนเธอเริ่มหงุดหงิด

   “อีกสักครู่ก็คงเริ่มแล้วค่ะ” หญิงสาวพยายามยิ้มให้นักข่าว

   “แต่นี่มันนานแล้วนะคะ แล้วเราก็ยังไม่เห็นคุณธีเลย เกิดอะไรผิดพลาดขึ้นรึเปล่าคะ” นักข่าวยังไม่ยอมง่ายๆ

   “อืม...ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เดี๋ยวธีก็มาแล้วเมื่อกี้เขายังโทรหาวีอยู่เลย” หญิงสาวจำเป็นต้องพูดปด ก่อนจะขอตัวกับพวกนักข่าว “วีขอตัวไปที่คุณแม่ก่อนนะคะ”

   “เดี๋ยวสิคะ แล้วเรื่องที่เขาลือกันว่าคุณวีณากับคุณหญิงไม่ค่อยลงรอยกันนี่เรื่องจริงรึเปล่าคะ”

   “ไม่จริงค่ะ” วีณาย้ำเสียงเข้มจิกตาไปยังคนถาม “ท่านเมตตาวีทุกอย่าง งานวันนี้ก็เป็นท่านที่จัดการเป็นธุระให้ ขอตัวนะคะ”

   จนแล้วจนรอดธีภพก็ยังไม่มา เดือดร้อนถึงวีณาที่ต้องรับหน้าทั้งแขกและสื่อมวลชน แม้ว่าครอบครัวของธีภพจะช่วยไกล่เกลี่ยกับแขกผู้ใหญ่ให้แต่เธอก็ต้องรับมือด้านสื่อที่เชิญมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ จะขยับไปทางไหนก็มีแต่คนสงสัยยิงคำถามใส่เธอไม่ได้ว่างเว้น อารมณ์หงุดหงิดสะสมจนกลายเป็นความโกรธเกรี้ยว เมื่อโดนซักไซ้มากๆ เข้า วีณาก็สติแตก

   “หยุดถามกันสักทีได้ไหม ฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้น!”

   “เอาแล้วไง” เมฆาเห็นเหตุการณ์รีบเดินฝ่าวงล้อมของนักข่าวมาหาน้องสะใภ้ ชายหนุ่มกางแขนกันนักข่าวให้ถอย ขัดใจกับจำนวนกองทัพนักข่าวที่บ่าวสาวเชิญมา เยอะขนาดนี้จะป่าวประกาศให้รู้ยันดาวอังคารเลยรึไง

   “หมายความว่าไงคะคุณวี จะไม่มีงานเกิดขึ้นใช่ไหมคะ” เพียงแค่ได้ฟังคำถามวีณาก็ลมออกหูเตรียมอ้าปากจะแผดเสียงกรี๊ดอีกรอบ เมฆาจึงรีบบอกให้การ์ดพาวีณาไปห้องพักก่อน จากนั้นจึงหันมารับหน้าสื่อแทนว่าที่น้องสะใภ้

   “ผมต้องขอโทษแทนวีณาด้วยนะครับ เธอคงกำลังหงุดหงิดจึงทำให้อาจเสียมารยาทไปบ้าง” ชายหนุ่มที่กุมธุรกิจขนส่งทางน้ำรายใหญ่ของประเทศยิ้มหวานพลางชี้แจงต่อ “ผมคงต้องขอโทษแทนธีภพและวีณาด้วยนะครับที่ทำให้ทุกคนเสียเวลา แต่ผมคงต้องแจ้งกับทุกท่านว่าวันนี้ทางเราคงต้องเลื่อนงานออกไปก่อน ขอให้ทุกคนเข้าใจตามนี้นะครับ แล้วผมจะจัดแถลงข่าวชี้แจงเหตุผลภายหลังนะครับ”