ผู้เขียน หัวข้อ: พญามารบงการรัก บทที่ 6  (อ่าน 213 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 201
    • ดูรายละเอียด
พญามารบงการรัก บทที่ 6
« เมื่อ: มีนาคม 15, 2017, 11:45:52 PM »
บทที่ 6

   บุษบงเปลี่ยนจากชุดของโรงพยาบาลเป็นชุดเตรียมพร้อมกลับบ้าน หน้าตาของเธอสดใสเพราะได้พักเต็มที่ แต่เมื่อคิดถึงวันข้างหน้าแววตาสดใสก็พลันหม่นลง จากนี้คงจะต้องเหนื่อยอีกมาก ไม่มีงาน เงินเก็บก็ต้องน้อยลงเพราะค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน สิ่งแรกที่ต้องทำให้ได้คือหางาน หญิงสาวเดินออกจากห้องน้ำก็เห็นแผ่นหลังของชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ เขายืนเอามือไพล่หลังหันหน้ามองออกไปชมวิวนอกหน้าต่าง ขาของเขาแยกจากกันเล็กน้อย มองจากข้างหลังยังมีสง่าราศีขนาดนี้เธอคงไม่รู้จักเขาแน่นอน เพราะขนาดเจ้านายเก่าของเธอยังไม่ราศีจับอย่างนี้เลย คนที่ใกล้เคียงสุดก็เห็นจะเป็นคู่กรณีที่ชื่อธีภพ ฟังจากพยาบาลเล่าแล้วเขาน่าจะดูดีมากทีเดียว

   “เอ่อ...คุณธีภพใช่มั้ยคะ” คำพูดของเธอทำให้เขาหันกลับมาเร็วจนคนถามสะดุ้งซะเอง หญิงสาวชะงักลมหายใจนิดหนึ่ง รู้สึกอึดอัดบอกไม่ถูก ดวงตาของเขามันมีทั้งความกังวล ร้อนใจและกล่าวหาปรากฏอยู่แต่มันก็เพียงแวบเดียวเท่านั้น เพราะตอนนี้เขากำลังสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยทีเดียว

   “คุณบุษบง”

   ธีภพเอ่ยพร้อมไล่สายตาพินิจพิเคราะห์ ผู้หญิงคนนี้จัดว่าเป็นคนหน้าตาดีคนหนึ่งเพียงแต่ดวงตาของเธอดูเศร้า น่าสงสารจนพาให้คนมองรู้สึกเวทนาจนอยากช่วยทำให้มันเปล่งประกายฉายแววแห่งความสุขบ้าง แต่พูดก็พูดเถอะนะตอนนี้เขากลับรู้สึกสงสารตัวเองมากกว่า

   “ฉันขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้คุณต้องลำบาก แถมยังทำให้ไปงานแต่ง...”

   “ช่างเถอะ” ชายหนุ่มตัดบท “สบายดีแล้วใช่มั้ย แผลเป็นไง”

   “ไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ ขอบคุณคุณมากที่เป็นธุระจัดการทั้งหมดให้”

   “ไม่เป็นไรหรอก ผมเองก็มีส่วนทำให้คุณเจ็บตัว ไปกันเถอะเดี๋ยวผมไปส่ง บ้านคุณอยู่ไหน” หน้านิ่งๆ ของเขาทำให้บุษบงรู้สึกเกร็ง

   “เอ่อ...ถ้า...ถ้าคุณมีธุระก็ไปทำเถอะค่ะ ฉันกลับเองได้” หญิงสาวบอกแล้วก็ได้ยินเสียงชายหนุ่มจุ๊ปากขัดใจ   “บอกว่าจะไปส่งก็คือไปส่ง ถ้าคุณเรื่องมาก ผมก็ยิ่งเสียเวลา ว่าแต่คุณเรียบร้อยแล้วนะ” พอบุษบงพยักหน้า เขาก็ขยับเข้ามาคว้ามือเธอจับจูงจนเกือบใกล้เคียงกับลากเพราะขายาวๆ ของเขาทำให้เธอก้าวตามไม่ทันนั่นเอง

   ออกจากโรงพยาบาลบุษบงก็ต้องมานั่งเกร็งอยู่ในรถคู่กรณีต่อ จู่ๆ ธีภพก็ชะโงกไปหยิบกระเป๋าใบหนึ่งจากด้านหลังก่อนยื่นให้ ดวงตาหญิงสาวเปล่งประกายดีใจออกมา ธีภพนั่งมองเงียบๆ สรุปกับตัวเองในใจว่าดวงตาของเธอเหมือนมีชีวิต เพราะประกายความสดใสมันทำให้บรรยากาศกรุ่นๆ ดูผ่อนคลาย

   “มีพลเมืองดีตามเอามาคืนให้ ลองตรวจดูข้างในก่อน ผมเปิดดูบัตรประชาชนของคุณเท่านั้นอย่างอื่นไม่ได้ยุ่ง”

   “ค่ะ”

   “ครบมั้ย” บุษบงพยักหน้ายิ้มๆ เมื่อของทุกอย่างยังอยู่ครบถ้วน ธีภพสตาร์ทรถแล้วว่า “เอาล่ะคุณบุษบงคราวนี้ก็บอกมาว่าบ้านคุณไปทางไหน”

   เสียงหวานเอื้อนเอ่ยบอกเส้นทางกับชายหนุ่ม ธีภพพยักหน้าเข้าใจแล้วก็ขับรถไปเงียบๆ ไม่ชวนเธอคุยอะไร สถานการณ์ระหว่างเขากับเธอมันทำให้นึกประเด็นมาคุยไม่ออก ตลอดทางเขาจึงดูเงียบขรึมจนคนที่นั่งมาด้วยรู้สึกว่าตัวเองชักเกะกะ ในใจก็อยากถามเขาเหลือเกินว่างานแต่งเป็นอย่างไรบ้าง เจ้าสาวของเขาเข้าใจหรือเปล่า แต่เธอก็ไม่กล้าเพราะกลัวว่าจะไปสะกิดแผลใจเขาเข้าแล้วมันจะยิ่งแย่ไปกันใหญ่ เธอรู้สึกกลัวเขาขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล อาจจะเพราะรู้ว่าตัวเองเป็นสาเหตุให้เขาไม่ได้แต่งงานก็เลยคล้ายๆ กับว่ามันเป็นชนักติดหลังเธอให้ไม่กล้าทำอะไรสักอย่างนอกจากนั่งเงียบ

   “นั่นบ้านคุณเหรอ ทำไมดูคนเยอะจัง ผมเข้าใจว่าคุณอยู่คนเดียวซะอีกเพราะตอนนั้นไม่รู้จะติดต่อใคร”

   รถจอดสนิทอยู่หน้าบ้านเช่าเล็กๆ สภาพค่อนข้างเก่า ดูเหมือนว่าตอนนี้กำลังมีการเคลื่อนย้ายสิ่งของ ธีภพเบนหน้าไปถามก็เห็นบุษบงย่นคิ้วเข้าหากัน

   “ฉันก็ไม่คิดว่าจะมีแขกตอนนี้หรอกนะ”

   หญิงสาวนึกสังหรณ์ใจแปลกๆ เธอไม่อยากรู้สึกแบบนี้ แต่ก็กลัวเหลือเกินว่าความซวยจะโถมใส่อีกระลอก มือเย็นเฉียบผลักประตูรถและวิ่งเข้าบ้านอย่างรวดเร็ว ท่าทางของเจ๊เจ้าของบ้านที่ยืนสั่งการคนช่วยกันขนของออกจากบ้านนั้นมันทำให้เธอเลิกสนใจความเจ็บปวด

   ธีภพเปิดประตูรถตามลงมายืนมองคนที่กำลังเดินกึ่งวิ่งโขยกเขยกแล้วนึกขัดใจ ดูเธอไม่ค่อยจะห่วงตัวเองเลยเจ็บขนาดนั้นยังบ้าพลังวิ่งเร็วๆ อีก เขารู้ว่าแผลใหญ่ที่สุดอยู่ที่แขน แต่ขาเธอก็ใช่ว่าจะไม่เจ็บ เมื่อตอนที่นั่งรถมาเขายังแอบเห็นรอยเขียวช้ำปรากฏที่น่องของเธออยู่เลย ชายหนุ่มถอนใจและไม่ลืมที่จะหยิบกระเป๋าของบุษบงติดมือไปด้วย โผล่เข้าไปก็ได้ยินเสียงเธอถามผู้หญิงที่ยืนเท้าเอวสั่งการ

   “เจ๊ให้คนขนของของบัวออกมาทำไมคะ”

   เจ๊ที่เธอเรียกเหลือบตามอง เบะปากนิดๆ ก่อนเสียงแหลมบาดหูจะตอบอย่างไม่เกรงใจ “แม่คู๊ณ...ไปหลบหนี้ที่ไหนมาล่ะจ๊ะถึงได้กลับเอาป่านนี้ หน็อย...ยังมีหน้ามาถามอีกเหรอว่าขนของออกมาทำไม ไม่จ่ายค่าเช่ามากี่เดือนแล้วล่ะ ฉันอุตส่าห์ใจดีเธอก็ทำเสียแสบ หายหน้าไปเป็นอาทิตย์ ฮึ! เชิญไปหาที่อยู่ใหม่เถอะย่ะ ฉันขอลาทีขี้เกียจตามทวงหนี้แล้ว”

   บุษบงรู้สึกเหมือนโดนน้ำสาด หญิงสาวรีบผวาเข้าไปเกาะแขนอ้อนวอนอีกฝ่ายอย่างน่าสงสาร ทว่าเจ้าของบ้านกลับสะบัดร่างหนีและผลักเธอจนเสียหลัก ไม่สนใจสักนิดว่าร่างกายของหญิงสาวนั้นเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียว เกือบจะต้องลงไปคลุกฝุ่นอยู่แล้วโชคดีที่ธีภพเข้ามารับไว้ทัน ไม่เช่นนั้นคงต้องกลับไปหาหมอเพื่อเย็บแผลที่แขนอีกรอบ กระนั้นบุษบงก็ยังไม่ทิ้งความพยายาม รีบถอยออกมาจากธีภพและอ้อนวอนเจ้าของบ้านเสียงสั่น

   “เจ๊คะ ได้โปรดเถอะ บัวไม่มีที่ไปจริงๆ ส่วนเงินที่ค้างบัวเบิกมาให้แล้วนี่ไงคะ” หญิงสาวฉวยกระเป๋าที่เขาถือไปเปิดและหยิบเงินปึกหนึ่งออกมาส่งให้ “ให้บัวอยู่ต่อเถอะนะคะ”

   “เสียใจย่ะ ช่วงที่เธอไม่อยู่มีคนมาหาบ้านเช่า เขายอมจ่ายล่วงหน้า 3 เดือนและฉันก็ตกลงกับเขาแล้ว เพราะได้เงินก่อน 3 เดือนย่อมดีกว่ามายืนทวงค่าเช่าเธอ 3 เดือน ฉะนั้นไปหาที่อยู่ใหม่เถอะ ส่วนเงินนี่ฉันจะถือว่าเธอจ่ายค่าเช่าที่ค้างไว้” เจ้าของบ้านเช่าดึงเงินจากมือบุษบงไปนับ ครบตามจำนวนก็เก็บเข้ากระเป๋าและหันไปออกคำสั่งกับคนงานต่อ

   “นี่คุณ ไม่ใจดำไปหน่อยเหรอ เธอจ่ายเงินไปแล้วยังไล่ออกอีก แบบนี้มันผิดนะ” ธีภพเห็นแล้วก็อดพูดไม่ได้ มันออกจะเอาเปรียบกันเกินไปจริงๆ แต่เจ๊เจ้าของบ้านเช่าก็หาสะเทือนไม่ ยังยกมือเท้าเอวมองเขาอย่างเอาเรื่องอีกต่างหาก

   “แล้วมันหนักส่วนไหนของคุณมิทราบ”

   “ไม่หนักส่วนไหนหรอก แค่อยากให้มีน้ำใจบ้าง คุณก็เห็นว่าเธอกำลังเจ็บแล้วที่เธอหายไปก็เพราะเกิดอุบัติเหตุ ทำให้เธอไม่ได้มาจ่ายเงินคุณตามกำหนด อย่าหน้าเลือดให้มันมากนัก ทำแบบนี้มันก็ผิดสัญญาเช่าด้วย” ธีภพว่าแบบไม่เกรงใจ

   เจ้าของบ้านเช่าแสร้งปิดปากหัวเราะ ก่อนจะกอดอกประเมินทั้งคู่ด้วยสายตาที่ทำให้บุษบงร้อนผ่าวไปทั้งหน้าด้วยความโกรธ

   “แหม...อะไรอีกล่ะ ออกโรงปกป้องแบบนี้นี่มันน่าสงสัยนะว่าเงินที่จ่ายฉันมาเนี่ยได้มายังไง แต่เอ...ท่าทางประคับประคองถึงเนื้อถึงตัวก็คงไม่พลาดหรอก ว่าแต่พวกเธอไปเล่นพิเรนทร์อะไรกันล่ะถึงได้เจ็บหนักฟกช้ำทั้งตัวขนาดนี้ หน้าตาก็ดีไม่น่าเล้ย...”

   “ทำไมต้องดูถูกบัวแบบนี้ด้วย” บุษบงน้ำตาคลอต่อว่าอีกฝ่าย คำพูดและสายตาของเจ๊ดูถากถางจนเธอโกรธกรุ่น ถึงอย่างไรก็ไม่ควรมาว่าเธออย่างนี้ “ถึงบัวจ่ายเงินเจ๊ช้าแต่บัวก็จ่าย อยากไล่บัวออกจากบ้านบัวก็ไม่ว่า แต่ทำไมต้องมาพูดจาแบบนี้”

   “ฮึ! อย่าดัดจริตบีบน้ำตาเลยย่ะ เชิญไปทำผู้รากมากดีที่อื่นเถอะ ออกไปให้พ้นจากบ้านฉันได้แล้วทั้งคู่นั่นแหละ ส่วนสัญญาเช่าที่คุณพูดถึงนะพ่อรูปหล่อ ฉันคงไม่ต้องเสียเวลาแจกแจงหรอกนะว่าใครที่มันผิดสัญญาก่อน เท่าที่ฉันยอมให้มันก็ดีเท่าไรแล้ว ไปเถอะพากันไปให้พ้นๆ สักที” เจ๊ไล่เสร็จก็เดินเข้าไปในบ้าน หมดความสนใจหนุ่มสาวด้านนอกเพราะแค่นี้ก็เสียเวลามากพอแล้ว...





   “ไปเถอะ จะยืนให้เขาว่าอยู่ทำไม อย่าได้หวังให้คนแบบนั้นเห็นใจเชียวนะ ต่อให้คุณร้องไห้น้ำตาท่วมซอยคนแล้งน้ำใจแบบนี้ก็ไม่สนหรอก” ธีภพหงุดหงิด เกิดมาไม่เคยพบเจอ ช่างเห็นแก่ตัวอย่างเหลือร้าย เสียงตึงตังในบ้านยังดังอยู่และบุษบงก็ยังคงปักหลักร้องไห้เงียบๆ รอความเมตตา เขาอยากจะบ้าตาย ร้องเข้าไปเถอะไม่เห็นเจ้าของบ้านนั่นจะปลายตามองสักนิด เขาไม่อยากยุ่งก็เพราะอยู่ไม่ถึง 10 นาทีก็รู้แล้วว่าเจ้าของบ้านเป็นคนนิสัยอย่างไร แต่ที่ไม่เข้าใจคือการที่เธอต้องวิงวอนขอร้อง ผลสุดท้ายก็โดนตอกหน้าจนต้องเจ็บใจแต่ก็ยังไม่คิดจะถอยอีก ไปเอาความอดทนมากมายมาจากไหนกัน

   “แล้วคุณจะให้ฉันทำยังไง นี่คือที่สุดท้ายที่ฉันมีอยู่ตอนนี้ ฉันน่าจะตายๆ ไปซะตั้งแต่ตอนที่คุณขับรถชนแล้ว ฉันไม่น่ารอดเลย” บุษบงเอามือปิดหน้าร้องไห้โฮ เธอเหนื่อยเหลือเกิน ไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว มันโหดร้ายเกินกว่าที่เธอจะรับมือเพียงลำพัง “คุณรู้อะไรมั้ย ฉันเจออะไรมาบ้าง ตั้งแต่พ่อกับแม่จากฉันไปก็มีแต่เรื่องร้ายๆ ผ่านเข้ามาในชีวิตฉันตลอด ถูกเฉดหัวออกจากงานทั้งที่ไม่มีความผิด แล้วนี่ยังจะถูกเฉดหัวออกจากบ้านอีก ฉันจะทำยังดีคุณธีภพ ฉันจะทำยังไงดี”

   “ไม่เอาน่า ใจเย็นๆ นิ่งซะ ไม่ต้องร้องไห้แล้ว”

   ธีภพตบบ่าเบาๆ หญิงสาวสะอื้นจนตัวโยน คงกดดันมากจนเกินจะรับนั่นแหละพอได้พูดก็เลยระบายออกมาหมด ชายหนุ่มเห็นว่าเธอคงไม่หยุดร้องง่ายๆ จึงตัดสินใจประคองร่างสั่นเทาราวลูกนกกลับไปขึ้นรถ เขาน่าจะใจเย็นสักหน่อยบุษบงกำลังขวัญเสีย ถูกเขาหงุดหงิดใส่เข้าก็เลยเป็นอย่างที่เห็น

   “วันที่เกิดอุบัติเหตุนั่นฉันโดนไล่ออกจากงานเพราะภรรยาเจ้านายหาว่าฉันไปยุ่งกับสามีเขา ตบตี กล่าวหา ด่าว่าฉัน พอพ้นบริษัทมาก็โดนกระชากกระเป๋า โดนรถชน ฉันเหนื่อย ไม่อยากอยู่แล้ว ฉันไม่อยากสู้อีกแล้ว” เมื่อได้ระบายความทุกข์ทั้งหลายทุกอย่างก็พรั่งพรูออกมาหมดสิ้น เสียงสะอึกสะอื้นของเธอทำให้คนได้ยินสะเทือนใจ

   “ไม่เอาน่า ทุกปัญหามีทางออกเสมอ” ธีภพดึงร่างนั้นมากอดอย่างอ่อนโยนหวังเพียงเพื่อปลอบประโลมให้เธอรู้สึกดีขึ้น มือเขาลูบไล้เส้นผมนุ่มลื่น รู้สึกได้ถึงความชื้นของน้ำตาซึมผ่านเสื้อ ถ้อยคำขอโทษจากเธอดังอู้อี้อยู่กับอก “ฉันขอโทษที่ทำให้คุณถูกมองไม่ดีไปด้วย ขอโทษที่ทำให้คุณลำบาก ฉันขอโทษ”

   เฮ้อ...จนป่านนี้ก็ยังไม่เลิกโทษตัวเอง

   “ผมไม่สนใจคำพูดของคนใจดำแบบนั้นหรอก คุณใจเย็นๆ ก่อนเถอะ” ชายหนุ่มปลอบโยนเสียงนุ่ม แต่นั่นยิ่งทำให้บุษบงร้องหนักกว่าเดิม หลังจากที่พ่อกับแม่ของเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เธอก็ไม่เคยได้สัมผัสกับความอบอุ่นอ่อนโยนแบบนี้อีกเลย ไม่เคยมีใครปลอบใจเธอแบบนี้ ไม่มีอกให้ซบหลบหลีกเรื่องราวเลวร้าย ไม่มีใครช่วยซับน้ำตา มีแต่เสียงนินทาต่อว่าต่อขาน มีแต่ผลักไสทำร้าย

   บุษบงสะอื้นตัวโยนสองแขนรัดร่างเขาแน่น ขอแค่เวลานี้เท่านั้น แค่ให้เธอรู้สึกว่ายังมีใครให้ยึดเหนี่ยวและคอยโอบกอดเธอยามที่เดือดร้อนใจ คอยปกป้องคุ้มครองเธอจากสิ่งเลวร้ายภายนอก เธอขอแค่ให้พอมีเรี่ยวแรงได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

   หลังจากร้องไห้จนหนำใจบุษบงก็ค่อยๆ ผละจากอกกว้าง ใช้หลังมือปาดน้ำตาที่ยังหลังเหลือ ปลายจมูกแดงๆ เห็นแล้วน่าแกล้งนัก ชายหนุ่มซ่อนรอยยิ้มเอ็นดู ก้มหน้างุดอย่างนี้สติคงมาแล้วและน่าจะพาความอับอายที่เผลอร้องไห้กับอกเขาอยู่พักใหญ่มาด้วย แต่เขาก็ยังเก็บปากเงียบ สตาร์ทรถและขับออกไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ บุษบงที่เงียบมานานจึงถามขึ้น

   “จะไปไหนคะ”

   “พาคุณไปส่งที่พักใหม่น่ะสิ ก็บอกแล้วว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอ”

   “คงไม่มีทางสำหรับฉันหรอกค่ะ” แล้วน้ำตาของบุษบงก็เอ่อคลออีกครั้ง เสียงเศร้าๆ ดูสิ้นหวังเอ่ยเย้ยหยันตัวเอง “ไม่มีที่สำหรับฉันหรอก เดี๋ยวคุณจอดให้ฉันลงข้างหน้านี้เลยก็ได้”

   “เอ๊ะคุณนี่ อยู่เฉยๆ เถอะ บอกว่ามีก็มีสิ” ธีภพลงเสียงหนักเป็นสัญญาณเตือนอีกฝ่ายกรายๆ ว่าเขาเริ่มไม่สบอารมณ์ที่เธอขัดใจ

   บุษบงหุบปากทันที ไม่กล้าพูดอะไรอีกเพราะกลัวเขาอารมณ์เสียขึ้นมา เธอก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงยอมเชื่อเขา อาจเพราะท่าทางมั่นคง อบอุ่น ใจดีของเขานั่นล่ะที่ทำให้เธอเชื่อ การกระทำของเขาที่พยาบาลเล่าให้ฟังยังวนเวียนอยู่ในความทรงจำ เขาไม่ทิ้งเธอทั้งที่ต้องไปแต่งงาน แถมยังต้องเสียสละเลือดเพื่อช่วยเธออีก การกระทำเหล่านี้ช่วยยืนยันว่าเธอสามารถพึ่งพาเขาได้ ไม่ว่ามันจะเกิดจากจิตใต้สำนึกที่ดีพร้อมหรืออะไรก็แล้วแต่ ธีภพก็ยังได้ชื่อว่ามีบุญคุณกับเธอ หากเธอทำอะไรตอบแทนเขาได้บุษบงก็จะไม่รั้งรอเลย

   ธีภพพาบุษบงไปยังคอนโดชื่อดังแห่งหนึ่ง หญิงสาวเคยเห็นมันประกาศขายในโฆษณาทางโทรทัศน์ ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างเธอจะมีโอกาสมาถึงนี่เพราะจำได้ว่าราคาของมันแพงเกินกว่ามนุษย์เงินเดือนแบบเธอจะเอื้อมถึง ระหว่างทางเดินได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรา จนคนที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นของสวยๆ แบบเธอมองเพลินไปเหมือนกัน

   แต่คนที่เห็นจนเบื่อต้องระบายลมหายใจออกมาหนักๆ เขาหยุดรอคนที่เดินตามหลังมาอย่างช้าๆ เพราะมัวแต่สำรวจข้างทาง มันมีอะไรน่าสนใจหนักหนากันนะ พอเธอเดินมาถึงเขาจึงตัดปัญหาด้วยการดึงมือให้เดินตามเขาไป

   “ถ้าอยากดูวันหลังคุณค่อยลงมาสำรวจให้ทั่วเลยก็ได้ ไม่มีใครเขาว่าหรอก” ชายหนุ่มว่าขณะที่ดันร่างบุษบงเข้าไปในลิฟต์

   เนื่องจากคอนโดแห่งนี้เป็นผลงานชิ้นแรกที่ธีภพรับผิดชอบ เขากับพี่ชายจะมีห้องสำหรับตัวเองคนละห้องแบ่งแยกเป็นสัดส่วนชัดเจน บ่อยครั้งที่เมฆากลับมาจากเดินเรือก็มักจะแวะพักที่นี่ก่อนเข้าบ้าน แม้แต่ตัวเขาเองถ้าอยากได้ความเงียบสงบก็มักจะแวะมานอนบ่อยๆ

   ธีภพเปิดไฟเดินเข้าไปในห้องอย่างคุ้นเคย ส่วนคนที่เพิ่งมาครั้งแรกก็เดินตามมาติดๆ ไม่ทิ้งระยะห่างมากนัก พอเขาหยุดและหันกลับมาเพื่อจะบอกอะไรกับเธอ บุษบงก็เดินเข้าไปชนอกกว้างพอดี หน้าผากเกลี้ยงเกลาโดนเข้าปลายคางเขาเต็มรัก

   “อุ๊ย ขะ ขอโทษค่ะ” หญิงสาวถอยกรูด ก้มหน้างุด

   ธีภพกอดอกเอียงคอมองคนที่ก้มหน้าไม่ยอมสบตา “ผมแค่จะบอกว่านี่คือที่พักใหม่ของคุณ”

   “คะ?” บุษบงเงยหน้าขึ้นมองเขา

   “ได้ยินไม่ผิดหรอกน่า ที่คุณโดนไล่ออกจากบ้านเช่านั่นผมก็มีส่วน ก็ถือซะว่าผมขอโทษล่ะกัน” ธีภพส่งคีย์การ์ดให้ “พักให้หายดีเสียก่อน ห้องแถบนี้เป็นของผมทั้งหมด อยากทำอะไรก็ได้ตามใจชอบแต่จำกัดพื้นที่แค่ฝั่งนี้นะ อีกฝั่งเป็นของพี่ชายผม ช่วงนี้เขากลับมาซะด้วย คุณอย่าเดินเพ่นพ่านไปก็แล้วกันเพราะพี่ผมค่อนข้างจะไม่ค่อยได้เจอะเจอผู้หญิงสักเท่าไร”

   “เอ่อ...คุณจะให้ฉันอยู่ที่นี่จริงๆ เหรอคะ” บุษบงมองรอบห้องอีกครั้ง ก่อนบอกเขาอย่างเกรงๆ “มันออกจะดีเกินไป และฉันก็คงไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายค่าเช่าให้ด้วย”

   คราวนี้ธีภพจงใจถอนแรงๆ ให้อีกฝ่ายได้ยินชัดๆ “คุณคิดว่าสภาพอย่างผมเนี่ยเหมาะจะอยู่ห้องซอมซ่อแบบบ้านเช่าเก่าคุณมั้ย”

   “ไม่ค่ะ”

   “ก็ใช่ไง ผมหาห้องเรียบง่ายให้คุณได้เท่านี้แหละ ส่วนเรื่องค่าเช่าอะไรนั่นก็เลิกคิดไปเลย เอาล่ะ คราวนี้มีปัญหาอะไรอีกมั้ย”

   “ปะ เปล่าค่ะ ฉันเพียงแต่...”

   “พอเถอะบุษบง ไม่ต้องมีแต่อะไรทั้งนั้น บอกให้อยู่ก็อยู่ อย่าเรื่องมาก” ธีภพตัดบทอย่างรำคาญเต็มที “ผมจะกลับล่ะ คุณก็อย่าลืมกินยาที่หมอให้ไว้ ส่วนของกินเมื่อกี้ก็ลืมแวะซื้อเข้ามา โทรสั่งข้างล่างเอาแล้วกันพรุ่งนี้ค่อยออกไปซื้อของสด ถ้าคุณอยากทำกินเองนะ ถ้าไม่อยากก็โทรสั่งเอา นี่เอาไว้ใช้”

   “คุณ...” บุษบงมองเงินปึกหนึ่งที่ธีภพยัดใส่มือ ตั้งใจจะขอบคุณ เพราะเขาช่างเหมือนเทวดาลงมาโปรดเธอเสียจริงๆ แต่ปรากฏว่าเขาออกจากห้องไปแล้ว จึงได้แต่กระซิบแผ่วๆ ผ่านบานประตูที่เพิ่งปิดลง

   “ขอบคุณนะคะคุณธีภพ”
   



แล้วจะมาอัพต่อนะคะ จะต้องเขียนให้จบให้ได้ค่ะ เพราะเป็นเรื่องที่เขียนแล้วหิวมากจริงๆ ปกติเขียนแนวตลกเดิมๆ ยังไม่หิวเท่าเน้  :'( :'(