ผู้เขียน หัวข้อ: พญามารบงการรัก บทที่ 7  (อ่าน 22 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 188
    • ดูรายละเอียด
พญามารบงการรัก บทที่ 7
« เมื่อ: มีนาคม 21, 2017, 01:25:44 AM »
บทที่ 7

   เมฆาเข้าบ้านด้วยความอ่อนเพลีย หากไม่คิดจะมาส่งข่าวเรื่องน้องชายกับพ่อแม่เขาคงเลยไปสลบเหมือดที่คอนโดส่วนตัวแล้ว ชายหนุ่มตรงไปยังห้องรับแขก

คุณภานนกับคุณหญิงฉัตรดารารอเขาอยู่ที่นั่น ชายหนุ่มเข้าไปทิ้งตัวเหยียดแขนขาใกล้ๆ พ่อกับแม่

   “เป็นไง หน้านิ่วคิ้วขมวด หมดเรี่ยวหมดแรงมาเชียว”

   “ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมก็แค่เบื่อผู้คนนิดหน่อย แค่อุดข่าวนายธีก็จะแย่แล้ว ยังมาเจอพวกชอบคิดว่าตัวเองสำคัญเป็นแกนกลางของโลกอีก ผมล่ะเพลีย”

   “อะไรกัน” คุณภานนหัวเราะฮึๆ ในลำคอพลางสัพยอกลูกชาย “ขึ้นฝั่งได้ไม่กี่วันบ่นเบื่อเสียแล้ว ห่วงงานด้วยหรือไง”

   “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับพ่อ” เมฆาปฏิเสธบิดา ก่อนมองหาคนที่หายไป “นายธีล่ะครับ ยังไม่กลับเหรอ”

   “ไปรับคนที่เขาขับรถชนน่ะ ยังไม่กลับมาเลย”

   “จะว่าไปพวกเราก็ไม่เคยไปเยี่ยมเขาเลยนะคะคุณ ไม่รู้ว่าบาดเจ็บมากหรือเปล่า” คุณหญิงฉัตรดารานึกห่วงอาการคู่กรณีของลูกชายคนเล็ก

   “เธอไม่เป็นไรมากหรอกครับคุณแม่” ธีภพตอบขณะเดินเข้าห้องด้วยสีหน้าอาการไม่ต่างจากพี่ชาย

   “เหนื่อยก็ไปพักกันก่อนไหม เห็นสภาพเราสองคนแล้วแม่เหนื่อยแทนจริงๆ”

   “ผมแค่รู้สึกล้าครับแม่วีเขาไม่ยอมอภัยให้ผมเลย ไม่ว่าจะพยายามทำทุกอย่างแต่มันก็ยังไม่ถูกใจเขาสักที แล้วยิ่งวันนี้ไปเจอเรื่องเจ้าของบ้านของบุษบงเข้าอีก”

ธีภพหยุดเล่าเปลี่ยนมาถอนใจ

   “มีเรื่องอะไรกันเหรอ”

   “ผมไปส่งเธอที่บ้านแต่กลายเป็นว่าเจ้าของบ้านไล่เธอ แถมยังพูดจาน่าเกลียดอีก คนอะไรใจดำชะมัด ไม่ฟังเหตุผลอะไรเลย”

   “แล้วเธอทำไง” ภานนเลิกคิ้วถามลูกชาย

   “เธอร้องไห้อย่างเดียวเลยพอ เห็นสภาพนั้นแล้วก็ทิ้งไม่ลงเลยพาไปไว้ที่คอนโดก่อน” ธีภพหันไปบอกพี่ชาย “ช่วงนี้พี่เมฆนอนบ้านก่อนนะครับ ถึงจะคนละ

ฝั่งกันแต่ผมก็กลัวว่าเธอจะเกรงใจ ดูเธอคิดมากน่าดู เอาแต่โทษตัวเองไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ แม้กระทั่งตัวเองเจ็บปางตายก็ยังมาขอโทษ ผมล่ะเชื่อเขาเลย”

   “แล้วธีไม่โกรธเธอเหรอลูก”

   “ตอนแรกก็มีบ้างครับ อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้ผมพลาดงานแต่แถมยังต้องมาเสียลูก แต่พอเห็นสภาพไร้พิษสงของเธอก็คิดได้ เรื่องแบบนี้คงไม่มีใครอยากให้

เกิดขึ้นหรอกครับ ก็แค่นึกเวทนาเท่านั้นผมกับเธอก็เจ็บปวดพอกัน ผมเสียลูกแต่วีก็ยังอยู่ แต่บุษบงไม่เหลืออะไรเลยแม้กระทั่งที่ซุกหัวนอน”

   เมฆาถอนใจหนักหน่วง จากคำบอกเล่าเขาเชื่อว่าธีภพเต็มใจช่วยเหลือโดยไม่คิดอะไร แต่คนอื่นจะคิดเหมือนกันหรือเปล่าก็ไม่รู้ “ฉันพอจะเข้าใจนิสัยชอบ

ช่วยเหลือคนอื่นของแกหรอกนะธี แต่เมียแกนี่สิระวังจะมีปัญหา”

   “ผมคิดไว้แล้วครับว่าหลังออกจากโรงพยาบาลจะให้วีมาพักฟื้นที่บ้านเรา คุณพ่อคุณแม่คงไม่ว่าอะไรนะครับ ผมไม่อยากให้วีอยู่คนเดียว”

   “ตามใจลูกเถอะจ้ะ”

   “ส่วนเรื่องข่าวแกกับวีก็ไม่มีปัญหา ทุกอย่างเรียบร้อยทุกคนจะรู้แค่สาเหตุที่วีณาเข้าโรงพยาบาลครั้งนี้ก็เพราะร่างกายอ่อนแอพักผ่อนไม่เพียงพอเนื่องจาก

เสียใจเรื่องงานแต่ง” เมฆายืนขึ้นก้มหน้านิดๆ เป็นเชิงของตัว “ไหนๆ ก็ไปคอนโดไม่ได้ งั้นผมขอไปสลบบนห้องเลยแล้วกันนะครับ อ้อ ค่ำนี้ไม่ต้องให้ใครไปเรียกนะฮะ

เจอกันเช้าเลย”

   “ไอ้เจ้านี่สงสัยจะออกทะเลมากไปจริงๆ” คุณภานนยิ้มน้อยๆ ขณะบ่นลูกชายคนโต เมฆาไปแล้วก็มาถึงคิวธีภพ “แกก็ไปพักเถอะ อาบน้ำอาบท่าให้สบายใจ

พรุ่งนี้ก็ต้องไปเยี่ยมวีณาอีก”

   ลูกชายทั้งสองทยอยเข้าห้องพัก คุณหญิงฉัตรดารายังเอาแต่นั่งเงียบ มีปัญหาให้เธอต้องขบคิด คู่ชีวิตที่อยู่ด้วยกันมานานย่อมสังเกตเห็น และอดถามไม่ได้

   “มีเรื่องอะไรอีกเหรอคุณ”

   “ฉันกำลังคิดตามที่ตาเมฆพูดค่ะ ตาธีนะคงไม่คิดหรอกและเหมาว่าเมียตัวน่ะจะเข้าใจ แต่ผู้หญิงอย่างวีณานี่ร้อยทั้งร้อยต้องหึงหวงแน่นอน ฉันชักใจไม่ดีแล้ว

สิคะ”

   “คิดมากน่า ธีมันก็เตรียมหาทางหนีทีไล่ไว้แล้ว คงไม่มีอะไรหรอก อย่าคิดมากเลย ที่เป็นอยู่ยังเครียดไม่พอใช่มั้ยคุณหญิง”

   “ไม่รู้สิ ฉันกลัวจะเกิดเรื่องจัง” คุณหญิงฉัตรดาราบ่นพึมพำ เธอรู้นิสัยลูกและนิสัยของว่าทีลูกสะใภ้ดี วีณาไม่ใช่คนหัวอ่อน ออกจะกระด้างเสียด้วยซ้ำ ตอนที่

คบหากับธีภพก็มีหลายครั้งอยู่ที่ทำให้ลูกชายของเธอต้องลำบากใจ ก็ได้แต่หวังว่าความปรารถนาดีของธีภพจะช่วยดลบันดาลไม่ให้เขาเจอปัญหาเพิ่มขึ้นก็แล้วกัน




   ธีภพกระสับกระส่ายทั้งยังหายใจไม่ออก ดวงตาคมกริบกวาดไปรอบบริเวณที่เขาไม่คุ้น ที่ไหนกัน ทำไมถึงมืดสนิททุกทิศทาง ชายหนุ่มหมุนตัวรอบๆ

พยายามมองหาความแตกต่างแต่ก็ไม่เห็น ความมืดรายล้อมรอบกาย กระทั่งเสียงหัวเราะที่เปี่ยมด้วยความสุขผ่านเข้ามา เขาค่อยๆ เดินฝ่าความมืดไปตามเสียง มันไม่ถนัด

นัก ยิ่งเดินเขาก็ยิ่งล้า เสียงนั่นดูห่างออกไปเรื่อยๆ ในที่สุดเขาก็ข่มความกลัวเริ่มออกวิ่ง เพิ่มความเร็วจนทันได้เห็นด้านหลังของผู้หญิงคนหนึ่ง ผมของเธอเหยียดตรง

ยาวสยายถึงกลางหลัง เธอกำลังจูงมือเด็กตัวเล็กเดินเตาะแตะ ทุกครั้งที่ก้าวขาเจ้าเด็กตัวกลมก็จะส่งเสียงหัวเราเอิ๊กอ๊ากชอบใจยกใหญ่ ธีภพมองเพลินจนเผลอยิ้ม และเมื่อ

เห็นด้านข้างของผู้คนนั้นก็ตกใจอย่างบอกไม่ถูก

   “วีณา” เป็นเธอจริงๆ ธีภพร้องเรียกและวิ่งตาม ทว่าวีณาและเด็กคนนั้นคล้ายจะไม่ได้ยิน “เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไป รอผมก่อน...วี”

   “พ่อจ๋า” เด็กคนนั้นหันมายิ้มให้เขาและกวักมือเรียก

   “อย่าเพิ่งไป รอด้วย รอผมด้วย”

   ธีภพวิ่งสุดชีวิตแต่ความอ่อนล้าของร่างกายทำให้เขาสะดุดขาตัวเองล้มลงไม่เป็นท่า ไม่มีความเจ็บปวดใดจะเทียบความเจ็บครั้งนี้ได้ เขาตะโกนเรียกวีณาสุด

เสียงแต่เธอก็ยังไม่หันกลับมามอง เธอและลูกทิ้งเขาไปแล้ว ทิ้งเขาไว้กับความทรมานแสนสาหัส ชายหนุ่มซบหน้าร้องไห้กับพื้นดิน ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่ามีใครคน

หนึ่งกำลังประคองร่างเขาขึ้นอย่างโซซัดโซเซ สิ่งเดียวที่เขาเห็นคือดวงตาคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความห่วงใย น่าแปลกแม้จะอยู่ใกล้กันแต่เขาก็ยังเห็นหน้าเธอไม่ชัด และ

หลังจากที่ประคองให้เขาลุกขึ้นยืนได้ ร่างของคนๆ นั้นก็เลือนรางกลืนหายไปกับความมืด ทิ้งเขาให้อยู่เพียงลำพังอีกครั้ง

   “อย่าเพิ่งไป กลับมาก่อน กลับมา...อย่าทิ้งผม”


   ธีภพสะดุ้งตื่นดีดกายขึ้นจากที่นอน เหงื่อเม็ดเล็กผุดพลายทั้งใบหน้า เนื้อตัวสั่นเท่าจนต้องนั่งชันเข่าและกอดเอาไว้ เสียงใสๆ ที่เรียกเขาว่าพ่อ ยังดังก้องอยู่

ในหู ความรู้สึกมากมายในจิตใจถูกกลั่นเป็นหยาดน้ำตาแห่งความอาลัยรินไหลออกมาอย่างโศกเศร้า หนึ่งชีวิตต้องจากไปเพราะเขา ชายหนุ่มซบหน้ากับเข่าสะอื้นออก

มาในที่สุด

   ลูกจ๋า...พ่อขอโทษ
   

   เช้านี้คนที่มาโรงพยาบาลก็มีอันได้ตื่นตระหนกกับเสียงกรีดร้องบ้าคลั่งของผู้ป่วยพิเศษ โดยเฉพาะพยาบาลซึ่งไม่อาจหลบหลีกด้วยหน้าที่ค้ำคอต่างพากัน

ส่ายหน้าระอาใจ ตั้งแต่โรงพยาบาลนี้มีคนไข้พิเศษชื่อวีณาเข้ามารักษาตัวก็โกลาหลกันทุกวี่วัน คำทักทายที่ทุกคนต้องยกมาเอ่ยเมื่อเจอหน้ากันก็คือ วันนี้คุณวีณากรี๊ด

แล้วหรือยัง เพราะตามปกติแล้วพอธีภพเข้าเยี่ยมวีณาก็จะสงบ ถึงจะวีนจะเหวี่ยงอย่างไรก็ไม่กรีดร้องโวยวายอีก นั่นดูเป็นเหตุการณ์ปกติไปเลยเมื่อเทียบกับวันนี้ วันที่มี

ข่าวลือใหม่ชวนสะเทือนใจคนไข้เป็นอย่างมาก คุณวีณาถึงได้อาการหนัก

   ข่าวลือที่ว่านี้เริ่มมีปรากฏตามสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์คตั้งแต่บ่ายวาน มีการส่งต่อและจับกลุ่มวิจารณ์กันอย่างสนุกปาก เช้านี้ก็ยังมีหนังสือพิมพ์ลงกรอบเล็กๆ แต่

ก็สะดุดตาพอสมควร ข่าวงานแต่งยกเลิกครึกโครมขนาดไหน แน่นอนว่าข่าวสาเหตุที่ทำให้งานยกเลิกต้องครึกโครมยิ่งกว่า

   ภาพธีภพไปเดินจับจูงผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นคอนโดแล้วก็มีคนจำได้เลยถ่ายภาพเอาไว้ ไม่นานภาพนั้นก็ถูกแชร์ต่อๆ กันไป เช้านี้ภาพนั้นก็ยังไปเด่นหราอยู่บน

หน้าหนังสือพิมพ์อีก หากได้เห็นวีณาคงอกแตกตาย แต่ก่อนที่เธอจะเป็นอะไรผู้โชคร้ายอันดับแรกคงหนีไม่พ้นพยาบาลเวรนั่นล่ะที่จะหูแตกตายก่อน ทั้งวอร์ดก็ได้แต่

นั่งภาวนากันว่าอย่าให้ใครทะเล่อทะล่าเอาหนังสือพิมพ์เข้าไปให้เธอเห็นเชียว

   ก็อย่างที่ได้ยินกันเต็มสองหู คำภาวนาของเหล่าพยาบาลไม่เป็นผล เพราะเจ้าของเสียงกรีดที่ทุกคนกริ่งเกรงกำลังจ้องหนังสือพิมพ์เขม็ง ดวงตาวีณายามนี้แทบ

จะลุกเป็นไฟ สองมือกำหนังสือพิมพ์แน่น ธีภพทำเธอแสบนัก เห็นทำท่าคร่ำครวญจะเป็นจะตายจนเธอเกือบเชื่อสนิท ที่แท้พอลับหลังก็พาใครไปกกกอดกัน มันน่าเจ็บ

ใจนัก เลวที่สุด!

   ภาพชัดขนาดนี้จะให้ตีความว่าอย่างไร เจ้าบ่าวของเธอพาอีหน้าด้านที่ไหนก็ไม่รู้ไปที่นั่น ที่ที่เธอเองก็ไม่เคยได้ไปเหยียบเลยสักครั้ง วีณารู้แต่ว่ามันเป็นที่

ส่วนตัวของธีภพกับพี่ชายและเขาเองก็ไม่ได้เฉียดกายไปเลยตั้งแต่คบกับเธอ นางแบบสาวกวาดตาตามเนื้อหาที่เขียนบรรยายไว้ใต้ภาพ

   ‘สาเหตุที่ทำให้นางแบบชื่อดังต้องเข้าไปนอนซมอยู่ในโรงพยาบาลนั้นอาจไม่ใช่เพราะงานวิวาห์ล่มอย่างที่ทุกคนเข้าใจก็ได้ เห็นลีลาประคับประคองหญิงคน

ใหม่ดุจไข่ในหินของเจ้าบ่าวแบบนี้ อาจมีคดีพลิก หากงานแต่งต้องจัดขึ้นใหม่จริงคงลุ้นกันน่าดูว่าเจ้าสาวจะเป็นนางแบบคนเก่าหรือสาวนิรนามคนใหม่กันแน่ หรืองาน

นี้คนมาทีหลังจะปังกว่าก็ไม่รู้สินะ’

   วีณาจัดการฉีกหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นกระจุยกระจายเกลื่อนเต็มพื้นห้อง นัยน์ตาเธอลุกโชนไปด้วยความแค้นที่อัดแน่นรอวันสะสาง บางทีเธออาจจะเดินเกม

พลาดไป ก็ในเมื่อเธอยังทรยศพิพัฒน์ได้ แล้วทำไมธีภพจะหักหลังเธอบ้างไม่ได้ เธอประมาทเกินไป แต่ไม่ว่าอีนังนั่นมันโผล่มาจากนรกขุมไหนก็อย่าได้หมายมาเผยอ

เธอนี่แหละจะฉีกอกให้ย่อยยับยิ่งกว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนี้อีก

   “ธีมารึยัง” พยาบาลที่เพิ่งเข้ามาถึงกับสะดุ้ง มองวีณาอย่างไม่แน่ใจจึงโดนตวาดเข้าให้ “ฉันถามไม่ได้ยินรึไง ธีภพมาถึงรึยัง”

   “เอ่อ...น่าจะยังค่ะ”

   “โทรตามเดี๋ยวนี้ บอกให้มาภายในหนึ่งชั่วโมง ถ้าเขามาช้า ฉันจะฆ่าตัวตาย”

   พยาบาลทำหน้าลำบากใจ มองคนขู่จะฆ่าตัวตายอย่างไม่พอใจนัก หากคัดค้านวีณาก็คงอาละวาด แต่ถ้าไม่ทำตามมีหวังโรงพยาบาลต้องพังเพราะเสียงกรี๊ด

ของผู้หญิงคนนี้แน่ๆ

   “ยืนเซ่ออยู่ทำไมล่ะ ไปสิ!”

   พยาบาลรีบหมุนกายเผ่นออกจากห้องอย่างด่วนจี๋ ครึ่งชั่วโมงจากนั้นธีภพก็รีบจ้ำอ้าวเข้าไปหาคนรัก โชคดีที่เขาต้องมาทำธุระแถวนี้ พอทางโรงพยาบาลโทร

ไปบอกว่าวีณาอาละวาดเขาก็รีบมาทันที

   “คุณธีภพคะ”

   ธีภพเลิกคิ้วพลางมองพยาบาลคนหนึ่งที่เพิ่งเดินมาจากทางไปห้องวีณา “ครับ”

   “เอ่อ...ปะ เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร รีบเข้าไปเถอะค่ะคุณวีณากำลังรออยู่”

   “ครับ ผมกำลังจะไปเดี๋ยวนี้”

   มาถึงหน้าห้องก็หยุดยืนทำใจนิดหนึ่ง ดูท่าว่าวันนี้วีณาจะอารมณ์เสียสุดขีด เป็นเพราะอะไรกันอีกเล่า แล้วเขาจะโดนอะไรบ้าง ทุกวันพอเปิดประตูเข้าห้อง

วีณาก็มักจะร้องกรี๊ดๆ คลุ้มคลั่งขว้างปาของใส่ ทว่าวันนี้ทุกอย่างกลับเงียบกริบ รวมทั้งวีณาที่เอาแต่นั่งเหม่อไม่รับรู้การมาถึงของเขา

   ธีภพนั่งลงข้างเตียงถามจับมือเธอกุมไว้ ถามด้วยเสียงอ่อนโยนเฉกเช่นทุกวัน “วี...เป็นไงบ้าง”

   แล้วหัวใจของเขาก็กระตุกวูบเมื่อน้ำตาของวีณาร่วงเผาะราวทำนบพัง ไม่มีเสียงคร่ำครวญหรือเสียงสะอื้น มีเพียงแต่น้ำตาที่ไหลออกมาเป็นสาย ชายหนุ่มใจ

หายจนต้องรั้งร่างเธอเข้ามากอด “วี...ผมมาแล้ว เกิดอะไรขึ้นทำไมคุณเอาแต่ร้องไห้แบบนี้ เป็นอะไร เจ็บปวดตรงไหนบอกผมนะคนดี”

   “เจ็บในนี้” วีณามองเขาทั้งที่น้ำตาไหลอาบแก้ม ชี้ไปตรงที่ตำแหน่งของหัวใจ เสียงของเธอสั่นพร่ายามเอ่ยตัดพ้อ “เจ็บจนไม่รู้จะอธิบายยังไง คุณทำได้ยังไง

ธีภพ คุณทำได้ยังไง ต่อหน้าคุณก็ทำเหมือนรักฉัน ห่วงฉัน ให้ฉันตายใจ แต่พอลับหลังคุณก็มีคนอื่น คุณทำได้ยังไง”

   “คุณกำลังทำให้ผมสับสนนะ ลับหลังคุณผมทำอะไร” ชายหนุ่มดันร่างเธอออกมองลึกผ่านม่านน้ำตาเข้าไป

   แววตาเจ็บช้ำเปลี่ยนไป ก่อนจะทันได้ซักถามเพิ่ม เธอก็สะบัดฝ่ามือใส่หน้าเขาเต็มแรง ธีภพไม่มีโอกาสหลบเลี่ยง เสียงฝ่ามือกระทบแก้มสาก เจ็บจนชาไปทั้ง

หน้า รอยแดงปรากฏเป็นปื้น

   “คนสารเลว ยังจะแกล้งทำไม่รู้อีกเหรอ ฉันนอนเจ็บอยู่ที่นี่แท้ๆ แต่คุณกลับพาผู้หญิงที่ไหนไม่รู้ไปกกที่คอนโดนั่นแถมยังโดนนักข่าวถ่ายภาพได้ จนเป็นข่าว

คุณอยากให้ฉันบ้าตายใช่ไหม”

   “ไม่ๆๆ ไม่นะวี มันไม่ใช่อย่างนั้น” พาผู้หญิงขึ้นคอนโดก็มีอยู่คนเดียว บุษบง “ผมอธิบายเรื่องนี้ได้ ขอแค่คุณใจเย็นๆ แล้วฟังผม”

   “งั้นก็พูดออกมาสิ อธิบายมาว่ามันเป็นใคร ทำไมคุณถึงได้พามันไปที่นั่น” วีณาโวยวาย ผลักไสร่างสูงออกจากตัว

   ธีภพถอนใจแรงๆ พร้อมถอยออกมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียง บอกเล่าความจริง หวังแค่ให้เธอเชื่อคำพูดของเขามากกว่าข่าวที่เธออ่าน

   “ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนเดียวกับที่ผมขับรถชนเมื่อวันแต่งงานของเรา เธอไม่มีที่อยู่เพราะเจ้าของบ้านเช่าไล่เธอออก ผมก็เลยให้เธอพักที่นั่นชั่วคราว”

   “แล้วทำไมต้องเป็นที่นั่นด้วย คุณหวงนักหนาไม่ใช่เหรอ ขนาดฉันเป็นเมียคุณแท้ๆ คุณยังไม่เคยพาฉันไปแถมยังห้ามไม่ให้ไปอีก ที่อ้างว่าเกรงใจพี่เมฆก็คง

ไม่ใช่สินะ จริงๆ แล้วคุณคิดอะไรกันแน่” เพราะความหวาดระแวงทำให้วีณาไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ “คุณตั้งใจจะเก็บมันไว้ใช่ไหม”

   “ไม่ใช่!”

   ชายหนุ่มลงเสียงหนักพยายามสะกดอารมณ์ที่พุ่งขึ้นมาอย่างยากเย็น คำพูดของวีณากำลังฆ่าเขาให้ตายช้าๆ ถ้าคนอื่นระแวงเขาจะไม่เสียใจเลย แต่นี่คือวีณา

ผู้หญิงที่เขาตกลงใจจะร่วมใช้ชีวิตด้วย ผู้หญิงที่เขามอบทั้งหัวใจให้เธอ แต่เธอไม่เชื่อใจเขาเลย

    “ทั้งที่คุณก็ประกาศปาวๆ ว่าเป็นเมียผม แล้วทำไมคุณถึงไม่เชื่อผม...วีณา ผมทำทุกอย่างเพื่อให้คุณหายโกรธ เพื่อให้คุณอภัยให้ เพื่อที่เราจะได้ลืมเรื่องเลวร้าย

แล้วเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง พยายามทำเท่าไรคุณก็ไม่ยอมเชื่อ พอมีข่าวบ้าๆ นี่คุณกลับเชื่อหมด ทั้งๆ ที่ผมอธิบายคอแทบแตกอยู่นี่ ว่าไม่มีอะไร”

   “ฉันไม่เชื่อ! คุณโกหก ตาคุณ คำพูดคุณมันโกหกฉันทั้งนั้น” วีณายังโวยวายร่ำไห้ไม่เลิกรา

   “ก็ได้ ผมโกหก พอใจคุณหรือยัง”

   ธีภพผุดลุกจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว ไม่ไหวแล้ว เขาต้องออกไปจากห้องนี้เดี๋ยวนี้ ถ้าขืนยังเถียงกันต่อคงเก็บกักอารมณ์กันไว้ไม่ไหว พลาดพลั้งจะเผลอลงไม้ลง

มือกันอีกเพราะต่างคนก็ต่างร้อน ชายหนุ่มระบายลมหายใจออกมาช้าๆ เตือนตัวเองว่าเขาคงเครียดเกินไป การที่ต้องจมอยู่กับความรู้สึกผิดนานติดต่อกันทำให้เขาเป็น

อย่างนั้น หากต้องแบกรับอารมณ์อันเกรี้ยวกราดจากความเข้าใจผิดของวีณาอีกก็เกรงว่าเขาอาจจะระเบิดจนเผลอทำร้ายเธออีกก็ได้ ดังนั้นเขาควรถอยออกไปเสียก่อนที่

สถานการณ์จะตึงเครียดไปมากกว่านี้

   ถึงจะบอกตัวเองแบบนั้น แต่ในใจลึกๆ ก็อดเสียใจไม่ได้ ทำไมวีณาถึงไม่เชื่อเขา เขาพูดแทบตายเธอยังว่าเขาโกหก แต่ข่าวที่มันโกหกเธอกลับเชื่อ ไม่เข้าใจ

เลยจริงๆ

   “คุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตามแต่ผมขอย้ำกับคุณอีกรอบว่าผมไม่เคยโกหกคุณ ยิ่งลับหลังยิ่งไม่เคยอยู่ในความคิด” ชายหนุ่มถอยหลังออกจากเตียงกล่าวด้วยสีหน้า

จริงจังหนักแน่น “พักผ่อนซะ พรุ่งนี้ผมจะมารับ”

   “ไม่ต้องมารับฉัน คนโกหก สารเลว คุณทำร้ายฉัน คุณฆ่าลูกฉัน” วีณาหยิบยกเรื่องลูกที่เคยใช้ดึงเขาไว้ได้มาเอ่ยอ้าง ทว่าวันนี้ธีภพไม่ยอมหยุดเหมือนทุกครั้ง

เขายังคงเดินห่างจากเธอไปเรื่อยๆ จนกระทั่งประตูห้องปิดลง สกัดกั้นเสียงกรีดร้องจากคนในห้อง