ผู้เขียน หัวข้อ: พญามารบงการรัก บทที่ 8  (อ่าน 351 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 229
    • ดูรายละเอียด
พญามารบงการรัก บทที่ 8
« เมื่อ: มีนาคม 31, 2017, 12:03:38 AM »
บทที่ 8

   ปกติหลังจากเยี่ยมวีณาเรียบร้อยธีภพจะตรงกลับบ้านทันที แต่วันนี้จิตใจของเขามันว้าวุ่นสับสนจนไม่อยากกลับไปเผชิญหน้าใครตอนนี้ พ่อแม่ห่วงเขา ส่วนเมฆาก็เหน็ดเหนื่อยกับการตามปิดข่าวทุกช่องทาง หากกลับไปสภาพนี้ก็มีแต่จะทำให้คนอื่นไม่สบายใจเปล่าๆ เขาเองก็ยังไม่พร้อมจะคุยกับใครด้วย

   วีณาไม่ไว้ใจเขา ความจริงที่เขาตัดใจมองข้ามไม่ได้ ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน ไม่เคยมีสักครั้งที่เธอจะแสดงอาการแคลงใจเช่นนี้ ทั้งที่หลายงานเขาต้องคลุกคลีกับผู้หญิงอื่น อยากจะโทษความไม่มั่นคงในอารมณ์ของเธอ แต่มันก็ยังไม่ใช่ตอนนี้เขาเสียใจ

   ธีภพแวะห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรแต่มันคงดีกว่าขับรถไปอย่างไร้จุดหมาย ช่วงเวลาเลิกงานแบบนี้ผู้คนเริ่มหนาตามากขึ้น เขาก็เดินดูของไปเรื่อยๆ แล้วก็ต้องหยุดชะงักตรงแผนกเด็ก มีครอบครัวหนึ่งกำลังเลือกของเด็กอ่อนกันอยู่ ผู้ชายวัยใกล้ๆ กับเขาอุ้มทารกอย่างทะนุถนอม ขณะที่หญิงสาววัยไล่เลี่ยกันคอยเลือกของชี้ชวนอยู่ข้างๆ บางครั้งก็หันมาสนใจทารกที่ร้องอ้อแอ้งอแงอ้อนพ่อแม่

   จำต้องเมินหน้าหนีไปทางอื่น ขมขื่นเกินจะทนมองต่อได้ ถ้าเพียงแต่เรื่องราวทุกอย่างจะไม่เกิดขึ้นกับเขา ถ้าเพียงแต่วีณาจะเข้มแข็งและรอฟังเหตุผล บางทีเขาอาจจะมีโอกาสได้อุ้มลูกของตัวเองเหมือนผู้ชายคนนั้น ได้หยอกล้อและได้ปลอบโยนเวลาที่ลูกร้องไห้ ทำอย่างที่เกือบจะได้ทำแต่กลับต้องมายืนมองทั้งที่น้ำตาตกในอย่างนี้มันเจ็บปวดยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ทุกอย่างสูญสลายราวความฝัน ทั้งครอบครัว ทั้งลูก หายวับไปกับสายลม ไม่มีเหลือเลย

   เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าช่วยดึงสติกลับมา ธีภพมองเบอร์บนหน้าจอแล้วถอนใจเฮือก เขายังไม่พร้อมที่จะทะเลาะกับใครทั้งนั้น แม้ชื่อที่ปรากฏจะเป็นวีณาก็ตาม...




   บุษบงมองคนที่ยืนอยู่หน้าห้องตาโต ตอนแรกเธอคิดว่าเขาคือธีภพแต่เปิดประตูออกมากลับไม่ใช่ ผู้ชายคนนี้แค่มีบางอย่างคล้ายธีภพ แต่บางอย่างที่ว่าก็นับรวมตั้งแต่โครงหน้า ดวงตาคมดุ ความสูงและขนาดตัวที่ไกล้เคียง เพียงแต่เขาคนนี้ดูมีอายุมากกว่า แววตาดำขลับของเขาไม่ได้เมตตาปรานีเหมือนกับธีภพ หญิงสาวกำลังจะอ้าปากถาม เขาก็ส่งหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งมาตรงหน้า

   “ไม่ต้องงง ฉันชื่อเมฆาเป็นพี่ชายของนายธีภพ หนังสือพิมพ์วันนี้ลงข่าวเขากับเธอ ฉันแค่ต้องการคำอธิบายในเรื่องนี้ ช่วยบอกฉันทีข่าวนี้หมายความว่าไง”

   บุษบงรีบกางมันออกอ่านและตกใจจนต้องรีบปฏิเสธ

   “ฉันกับคุณธีภพไม่ได้มีอะไรกันอย่างในข่าวนะคะ”

   “โอเคเรื่องนี้ผมเชื่อ เพราะธีมันก็คงไม่น่าจะทำระยำอย่างในข่าว งั้นเราคงต้องคุยกันยาวแล้วล่ะคนสวย” เมฆาบอกพร้อมกับเดินเบียดเธอให้เข้าไปใน ก็ถ้าบุษบงไม่หลบซะก่อนแขนล่ำสันคงได้โดนตัวเธอแน่

   ทำไมดูเป็นคนเอาแต่ใจ ไม่เห็นจะใจดีเหมือนธีภพเลย หญิงสาวคิดค่อนก่อนเดินตามหลังเมฆามาติดๆ ชายหนุ่มหยุดยืนตรงชุดรับแขกหันมากดไหล่ให้บุษบงนั่งลง ขณะที่เขากลับยืนกอดอกมองเธออย่างสำรวจ

   สายตาเมฆามองปราดไปที่ต้นแขนของหญิงสาว มีผ้าพันแผลสีขาวพันอยู่ นั่นจึงทำให้ปะติดปะต่อเรื่องราวได้โดยที่อีกฝ่ายไม่ต้องเสียเวลาเล่า

   “นั่นแผลที่โดนชนใช่ไหม คงเจ็บน่าดูสินะ ท่าทางแผลใหญ่เอาเรื่อง”

   “ค่ะ” บุษบงแหงนมองเขาคอตั้งบ่า พอนึกอะไรขึ้นได้ก็ลุกยืนบอกกับเขา “ฉันไปหาน้ำให้คุณดีกว่านะคะ”

   เมฆาพยักหน้าอนุญาต ระหว่างรอเขาก็สำรวจความเรียบร้อยรอบห้อง ปกติห้องของเขากับน้องชายจะมีแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดอาทิตย์ละสองครั้ง เพราะนานทีเจ้าของห้องถึงจะเข้ามาพัก ดังนั้นการตกแต่งภายในห้องก็จะออกทื่อๆ แต่ก็ดูดีมีสไตล์สมกับเป็นห้องเจ้าของโครงการ แต่ไม่มีทางที่ห้องนี้จะมีแจกันดอกไม้สดวางอยู่ที่โต๊ะรับแขก ถ้าเขาเดาไม่ผิดผู้หญิงคนนี้คงเพิ่งจัดการหามันมาวางเป็นแน่

   “ขอบใจนะ” เมฆาเปิดยิ้มเป็นครั้งแรกหลังจากที่แก้วน้ำและของว่างถูกยกมาวางตรงหน้า บรรยากาศในห้องจึงผ่อนคลายลง

   บุษบงพอเห็นรอยยิ้มก็เริ่มใจชื้น ถึงจะดูคล้ายแต่เธอรู้สึกเกร็งๆ กับเมฆายังไงไม่รู้ หญิงสาวนั่งลงในระยะที่เหมาะสมแล้วเริ่มต้นบทสนทนา “คุณเมฆามีอะไรให้ดิฉันรับใช้หรือคะ”

   คราวนี้เมฆาหัวเราะเลยทีเดียว ขำท่าทางหวาดๆ ของหญิงสาวนัก แต่ถึงในใจจะนึกหวั่นเกรง แต่ก็ยังแสดงออกได้อย่างน่าดูชม นอบน้อมจนเขารู้สึกว่ามันช่างขัดกับเมื่อครู่ตรงหน้าประตูลิบลับ

   “ทำตัวตามสบายเถอะ ไม่ต้องเกร็ง ฉันอาจจะดูดุกว่านายธีแต่ก็ไม่มีอะไรหรอกไม่ต้องกลัว ที่มาวันนี้ก็แค่อยากรู้ว่าเธอเป็นใคร ทำไมน้องชายฉันถึงได้พามาไว้ที่นี่ แต่พอฉันได้เห็นแผลกับรอยช้ำเขียวๆ นั่นก็พอรู้แล้วล่ะว่าทำไม”

   “ดิฉันชื่อบุษบงค่ะ ที่ต้องมาอยู่ที่นี่เพราะโดนเจ้าของบ้านเช่าไล่ออกมาไม่รู้จะไปไหนก็ได้คุณธีภพกรุณาช่วยเหลือ” บุษบงบอกเขาเสียงเศร้า “ฉันไม่รู้ว่าทำไมหนังสือพิมพ์ถึงได้ลงข่าวแบบนี้ ทั้งที่ฉันก็เพิ่งมาถึงที่นี่เมื่อวาน”

   “เธอคงไม่รู้สินะว่ากำลังเป็นข่าวกับคนที่ถูกจับตามองมากที่สุด” ชายหนุ่มยิ้มแปลกๆ พลางนึกสงสารน้องชายที่เหมือนช่วงนี้จะขยับตัวไปไหนทีก็มีแต่ข่าว “เจ้าบ่าวที่ดังคับประเทศ”

   “ฉันเสียใจจริงๆ กับเรื่องนี้ เพราะฉัน เขาถึงไปไม่ทันงานแต่ง” หญิงสาวเอ่ยเสียงเศร้า

   “มองกลางๆ ก็ไม่ใช่ความผิดใครหรอก มันเป็นอุบัติเหตุต่างหาก” เมฆาปลอบหญิงสาว “อุบัติเหตุครั้งใหญ่หลวง การสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น”

   บุษบงนิ่วหน้านึกสงสัยในคำพูดของเมฆา “มีอะไรร้ายแรงกว่านั้นอีกหรือคะ”

   ฉลาด...เมฆาบอกตัวเองในใจพลางมองคนตรงข้าม เขากำลังคิดว่าจะบอกให้เธอรู้หรือไม่ แต่แววกังวลที่วิ่งวุ่นอยู่ในตาคู่นั้นกำลังอ้อนวอนขอให้เขาพูด

   “เจ้าสาวของธีภพไปแท้งลูก” ในที่สุดเขาก็ยอมเปิดปาก

   “อะไรนะคะ!” เสียงของบุษบงแหบแห้ง หน้าของเธอซีดเผือด ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเรื่องมันจะร้ายแรงขนาดนี้ แล้วธีภพจะเป็นอย่างไร

   “เราไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเกิดขึ้นได้ คิดว่าวีณาน่าจะเครียดจัดจนร่างกายผิดปกติเพราะเพิ่งท้องอ่อนๆ พอจิตใจมันย่ำแย่ ร่างกายก็เลยสู้ไม่ไหว นายธีเสียใจกับเรื่องนี้มาก ฉันกลัวว่าเขาจะพลาดอีก ดังนั้นพอมันเป็นข่าวฉันก็เลยอยากมาดูให้เห็นกับตา” เมฆากล่าวเรื่อยๆ พร้อมกับสังเกตเห็นน้ำตาที่เอ่อจวนเจียนจะหยด

   หญิงสาวกะพริบตาไล่น้ำตาให้ย้อนกลับ เอ่ยขอโทษธีภพผ่านพี่ชายของเขา เพราะเธอ เธอที่ทำให้ชีวิตของเขาพัง

   “ฉัน...ขอโทษค่ะ ถ้าวันนั้นฉันไม่วิ่งตัดหน้ารถเขา เรื่องก็คงไม่เป็นแบบนี้ ฉันผิดเอง ฉันน่าจะตายมากกว่าลูกของเขา”

   “ที่บอก ฉันก็ไม่ได้หวังให้เธอฟูมฟายโทษตัวเองแบบนี้ แต่ที่ฉันบอกก็เพราะอยากให้เธอรู้ไว้ จะได้ไม่ทำอะไรกระทบใจนายธีเข้า” เมฆาบอกจริงจังและเตือนอีกฝ่าย “น้องชายฉันถึงมันจะใจดีแต่ถ้ามันสุดทนก็น่ากลัวใช่เล่น ธีมันก็มีเหตุผลแยกแยะได้ อีกอย่างคือมันไม่ชอบคนฟูมฟาย ถ้าเธอไม่อยากให้มันคลั่งก็อย่าโทษตัวเองอย่างนี้”

   บุษบงใช้หลังมือปาดน้ำตาลวกๆ นี่เองที่ทำให้เขาดูโมโหเวลาที่เธอขอโทษ หญิงสาวกลั้นสะอื้น ไม่อยากให้เมฆาต้องหนักใจอีก

   “ปกติแล้วเขาจะไม่ค่อยมาที่นี่หรอก เธอก็อยู่ให้หายดีก่อนแล้วกัน แล้วก็ไม่ต้องกลัวด้วยเพราะฉันก็คงต้องอยู่บ้านอีกสักพัก” เมฆายืนขึ้นเต็มความสูง “อยู่คนเดียวระวังตัวให้ดี ระบบความปลอดภัยที่นี่เชื่อถือได้แต่เราก็ต้องไม่ประมาท ฉันไปล่ะ”

   “คุณเมฆาคะ”

   “เรียกฉันว่าพี่เมฆก็ได้ มีน้องสาวเพิ่มมาอีกคนก็คงดีเหมือนกัน”

   “ค่ะ พี่เมฆ” บุษบงทวนก่อนอักอักบอกเขา “ฉันอยากขอโทษคนในครอบครัวของพี่เมฆ”

   เมฆายิ้มบาง พยักหน้ารับรู้ “แล้วจะบอกทุกคนให้”

   บุษบงยกมือไหว้เขาอีกครั้ง ตามไปส่งจนถึงหน้าห้อง พอเขาไปแล้วเธอก็จัดการล็อกประตูตามเดิม เธอเห็นด้วยกับเมฆาที่ว่าอยู่คนเดียวต้องไม่ประมาท ยิ่งข้าวของในห้องราคาแบบนี้เธอยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นสองเท่า

   ตกดึกประตูห้องก็ถูกเคาะถี่ๆ จนคนที่ผล็อยหลับเพราะฤทธิ์ยาถึงกับสะดุ้งตื่น ลุกขึ้นนั่งฟังจนแน่ใจ แต่เสียงเคาะก็ยังไม่หยุดกลับยิ่งทวีแรงเคาะมากขึ้นจนกลายเป็นทุบโครมๆ ใครกันมาเคาะดึกดื่นขนาดนี้หรือว่าจะเป็นธีภพ แล้วถ้าไม่ใช่ล่ะเธอจะทำอย่างไร บุษบงมองไปรอบห้องเตรียมหาอาวุธรับมือผู้บุกรุก

   “ทำไมเปิดไม่ได้วะ” เสียงผู้มาเยือนฟังดูคุ้นๆ

   หญิงสาวตัดสินใจเปิดผลัวะ! ก่อนตะลึงจนตาค้าง คราวนี้คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นเป็นเจ้าของห้องตัวจริงเสียงจริงไม่ใช่โจรอย่างที่กลัว แต่บุษบงต้องรีบเบือนหน้าหนีเพราะกลิ่นที่ฟุ้งออกมาจากร่างเขา ดวงตาแดงก่ำของธีภพมองเธองงๆ ครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากจะกระตุกยิ้มออกมาเหมือนเพิ่งนึกได้

   “อ้อ...บุษบง” เขาเรียกชื่อเธอยาวเหยียดพร้อมกับส่งถุงเหล้าและน้ำแข็งให้ “ช่วยจัดการให้ที”

   แม้จะยังงงงันแต่บุษบงก็รับเหล้าด้วยแขนข้างที่ไม่เจ็บ ถือไปวางไว้บนโต๊ะและค่อยเดินเข้าไปในครัว ธีภพเดินโซซัดโซเซเข้ามานั่งแปะอยู่ที่โซฟา ครู่เดียวหญิงสาวก็กลับมาพร้อมแก้วเหล้าและกลับเข้าไปเอากระติกน้ำแข็งอีกรอบ

   “ลืมไปว่าแขนเธอยังเจ็บอยู่ ของหมดหรือยัง” ธีภพลุกขึ้นยืนเซๆ เตรียมจะเข้าไปช่วยเธอยกของแต่บุษบงส่ายหน้าปฏิเสธ

   “หมดแล้วค่ะ คุณธีภพจะรับกับแกล้มไหมคะเดี๋ยวฉันจะทำให้” หญิงสาวยืนมองเขาอย่างเป็นห่วง จะให้เธอห้ามก็คงทำไม่ได้หรอก เขาอาจจะอยากดื่มให้ลืมเรื่องทุกข์ใจก็ได้ แต่เขาก็เมามากแล้วไม่น่าซื้อมาอีกเลย

   “เธอไปนอนต่อเถอะ ขอโทษที่รบกวนแต่ฉันไม่รู้จะไปที่ไหน ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวฉันจัดการเอง” ธีภพโบกมือไล่ก่อนจะคีบน้ำแข็งใส่แก้วจัดการชงเหล้าให้ตัวเองเงียบๆ

   บุษบงยืนมองอยู่พักหนึ่งก็ต้องรีบเข้าห้อง เพราะธีภพเงยหน้าขึ้นมายังเห็นเธอยืนอยู่จึงเอ่ยชวนอย่างใจดีพร้อมบอกจะชงเหล้าให้ นั่นจึงทำให้เธอปฏิเสธ รีบเดินกลับห้องแทบไม่ทัน

   เสียงแก้วเหล้ายังดังกระทบกับโต๊ะเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แม้เธอจะพยายามหลับตาสักเท่าไรก็ไม่อาจหลับได้ คนข้างนอกยังคงดื่มอย่างเอาเป็นเอาตาย หญิงสาวเหลือบมองนาฬิกาบนหัวเตียง จะตีสองแล้วเหรอ เสียงข้างนอกเหมือนจะเงียบไป บุษบงค่อยๆ ย่องไปแง้มประตูแอบดูเขา

   ธีภพนอนพับไปกับโต๊ะขณะที่ในมือยังถือแก้วเหล้าค้าง บุษบงเดินย่องไปดูใกล้ๆ และได้เห็นเกล็ดน้ำจุดเล็กๆ เกาะอยู่ที่แพขนตาหนาของคนหลับ หญิงสาวมองเขาอย่างแปลกใจเพราะเคยได้ยินมาไม่ว่าจะเสียใจสักแค่ไหนพวกผู้ชายก็มักจะไม่ยอมร้องไห้ให้ใครเห็น แล้วนี่เขาเสียใจขนาดถึงกับร้องไห้เชียวเหรอ

   “ทำไมคุณถึงไม่เชื่อผม...” เสียงงึมงำแต่ก็พอจับใจความสำคัญได้

   “คุณธีภพค่ะ” บุษบงลองเขย่าแขนเขาเบาๆ “คุณธีภพ”

   นิ่งสนิท...เขาคงเมาจนหลับไปแล้ว คราวนี้จะทำอย่างไรล่ะบุษบง แขนก็เจ็บ แถมตัวเขาก็ใหญ่กว่าเธอตั้งเยอะจะให้เธอยกเขาเข้าห้องก็คงเป็นไปไม่ได้ หญิงสาวตัดสินใจดึงร่างเขาให้หงายตามโซฟาก่อนจะเดินวนมายกขาเขาขึ้นทีละข้างทอดตามความยาว โชคดีจริงๆ ที่เขานั่งตรงกลางโซฟาตัวใหญ่พอดี ไม่งั้นเธอก็คงหมดปัญญา

   คนเมาโดนจับขยับโน่นนี่มากเข้าก็เริ่มครางอย่างรำคาญ มือของเขาปัดป่ายจนพลาดไปโดนแขนข้างที่เจ็บของบุษบงเข้า

   “อุ๊ย!” หญิงสาวรีบถอยออกมาเพราะกลัวว่าเขาจะตีโดนแผลอีกรอบ แต่พอไม่มีอะไรรบกวนธีภพก็สงบเหมือนเดิม เขาคงนอนสบายกว่านี้ถ้าหากได้เช็ดเนื้อเช็ดตัวบ้างแต่เธอไม่กล้าหรอก ถ้าปกติเธอก็คงจะเสี่ยงทำให้แต่สภาพนี้ไม่เอาดีกว่า บุษบงเดินเข้าไปหอบผ้าห่มในห้องของเธอมาคลุมร่างเขาไว้ ก่อนที่จะดับไฟและกลับเข้าห้องของตัวเอง

   หญิงสาวตื่นไปซื้อของสดแต่เช้า รอใส่บาตรพระด้วยเลย คอนโดของธีภพไม่เหมือนบ้านเช่าเก่าของเธอ ที่นี่ไม่มีพระผ่านจึงต้องเดินไปรอที่ตลาดแล้วก็ถือโอกาสซื้อของมาทำกับข้าวด้วยเลย เธอเพิ่งไปถอนเงินเพื่อมาใช้จ่ายโดยตั้งใจว่าพอแผลหายก็จะเริ่มหางานและที่พักใหม่จะได้ไม่ต้องรบกวนธีภพ

   กลับมาถึงห้องเจ้าของก็ยังนอนสงบนิ่งอยู่ที่โซฟาท่าเดิมก่อนที่เธอจะออกไป บุษบงขยับเข้าไปดูใกล้ๆ ร่างของธีภพคู้เข้าหากัน ผ่าห่มเลื่อนลงต่ำ เธอวางถุงของที่ซื้อมาลงด้านข้างแล้วขยับผ้าห่มให้คลุมร่างเขา กดรีโมทปรับอุณหภูมิให้อบอุ่นขึ้น แล้วจึงหยิบถุงข้าวของเข้าครัวเตรียมทำอาหารเช้า

   ธีภพลืมตาขึ้นมาด้วยความงุนงง เขาอยู่ที่ไหน มองกวาดไปทั่วห้องอย่างรวดเร็วจึงได้รู้คำตอบ ตอนนี้เขาอยู่ที่คอนโด ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อก็ต้องย่นจมูกฟุดฟิดเมื่อกลิ่นของอาหารลอยออกมาจากในครัว เรื่องอื่นเอาไว้ก่อนแล้วกัน ชายหนุ่มลุกขึ้นสลัดศีรษะไล่ความมึนงง แล้วก็ต้องแปลกใจอีกครั้งเมื่อพบว่ามีผ้าห่มคลุมอยู่บนร่าง บุษบงคงเอามาห่มให้เขาตอนที่เมาแน่ๆ ชายหนุ่มพับผ้า จัดการเก็บแก้ว ถือมันเดินตามกลิ่นอาหารเข้าไปในครัว

   “อุ๊ย!” บุษบงถึงกับสะดุ้งเมื่อหันมาเจอธีภพเดินพรวดเข้าไป

   “ขอโทษที่ทำให้ตกใจ”

   “มะ ไม่เป็นไรค่ะ คุณตื่นนานแล้วเหรอคะ”

   “กลิ่นข้าวต้มของเธอไปปลุกนั่นแหละถึงได้ตื่น” ชายหนุ่มเดินเข้าไปวางแก้วลงในอ่างล้างจาน มองไปยังหม้อข้าวต้มกำลังเดือดปุดๆ ก่อนเบนสายตาไปที่คนทำ “จะรบกวนไหม ถ้าฉันจะขอกาแฟขมๆ สักแก้ว”

   “ไม่หรอกค่ะ คุณธีภพไปนั่งรอด้านนอกก่อนก็ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันยกไปให้” หญิงสาวระบายยิ้มเต็มหน้า ทำเอาคนเมาชักตาพร่า สงสัยเขาคงเมาค้างหรือไม่ก็ยังสร่างไม่เต็มที่ถึงได้นึกเปรียบเทียบรอยยิ้มของวีณากับบุษบง ตั้งแต่เกิดเรื่องเขาก็ไม่เคยเห็นรอยยิ้มของวีณาอีกเลย ธีภพสลัดไล่ความคิดขณะที่เดินออกมาด้านนอก

   “จะให้ฉันตั้งโต๊ะเลยไหมคะ” เสียงใสถามขึ้นขณะที่ยกกาแฟมาวางให้ตรงหน้า แล้วก็ต้องรีบอธิบายเพิ่มเมื่อเจ้าของห้องขมวดคิ้วสงสัย “คือฉันคิดว่าคุณน่าจะทานอาหารเช้าก่อนกลับบ้านก็เลยทำไว้ให้น่ะค่ะ”

   “ฉันนึกว่านั่นเป็นมื้อเช้าของเธอเสียอีก อืม...แต่ก็ดีเหมือนกันขอบใจมาก งั้นเดี๋ยวฉันไปอาบน้ำก่อน แล้วกัน ค่อยกินข้าวทีหลัง หนักหัวชะมัด” แม้จะค่อนข้างแปลกใจแต่คิดไปคิดมาเขาก็ไม่จำเป็นต้องเข้าบ้าน เพราะเดี๋ยวอาบน้ำกินข้าวที่นี่เสร็จก็ไปรับวีณาที่โรงพยาบาลเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา

   ธีภพออกมาจากห้องด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ท่าทางสดชื่นใบหน้าคมสันก็แลดูผ่องใสยิ่งเหลือบไปเห็นแจกันดอกไม้เล็กๆ วางอยู่บนโต๊ะอาหารยิ่งทำให้ชายหนุ่มรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

   บุษบงเสิร์ฟข้าวต้มหอมกรุ่นให้เขาเสร็จก็ขยับตัวไปยืนอยู่ห่างๆ คอยฟังว่าเขาต้องการอะไร ธีภพเห็นเธอยืนเฉยๆ ก็อดที่จะถามไม่ได้

   “แล้วไม่กินด้วยกันเหรอ นี่มันของๆ เธอนะ”

   “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เชิญคุณธีภพกินก่อนเลย”

   เนื่องจากไม่ชอบเซ้าซี้ให้มากความดังนั้นธีภพจึงไม่ชวนเธออีกและหันมาสนใจกับข้าวต้มตรงหน้าแทน ปกติเขาจะเป็นคนกินยาก หากไม่จำเป็นเขาก็มักจะหิ้วท้องกลับไปชิมฝีมือของมารดาเสมอ แต่วันนี้เขาคงต้องยกเว้นบุษบงไว้สักคน

   “ปกติฉันจะไม่กินข้าวที่อื่นหรอกนะ ส่วนใหญ่ถ้าไม่ติดงานอะไรฉันก็จะหิ้วท้องกลับไปกินฝีมือคุณแม่เพราะท่านชอบทำอาหาร” ชายหนุ่มชวนคุยเพื่อไม่ให้บรรยากาศในห้องเงียบ

   “คุณแม่ของคุณคงทำอาหารอร่อยมาก” บุษบงเดายิ้มๆ

   แววตาของธีภพเปี่ยมสุขเมื่อยามเอ่ยถึงมารดา “ใช่ อร่อยมาก แต่ของเธอก็อร่อยนะฝีมือใช้ได้เลย ถ้ามีเวลาฉันน่าจะให้”

   จู่ๆ ธีภพก็หยุดพูดกะทันหัน ทำให้คนที่รอฟังเลิกคิ้วอย่างสนใจ แต่เขาก็ยังปิดปากเงียบวางช้อนและยกแก้วน้ำขึ้นดื่มดื้อๆ

   “อิ่มแล้วเหรอคะ”

   ชายหนุ่มนั่งนิ่งไม่ยอมตอบ คิ้วเข้มขมวดมุ่น เขากำลังนึกถึงวีณา คิดว่าน่าจะให้เธอลองไปฝึกทำอาหารกับแม่เขาบ้างเพื่อจะได้ทำให้ทั้งคู่สนิทสนมกันมากขึ้น แต่พอย้อนดูสถานการณ์ปัจจุบัน อย่าว่าแต่ให้วีณาไปทำอาหารเลยแค่ให้เธอเชื่อที่เขาพูดบ้างก็ยังดูยากยิ่งกว่าตกลงธุรกิจพันล้านเสียอีก

   “คุณธีภพคะ” ร่างสูงสะดุ้งนิดๆ เสียงของบุษบงทำลายภวังค์ ชายหนุ่มหันไปมองเธออย่างสงสัย หญิงสาวจึงยิ้มและถามซ้ำอีกรอบ “อิ่มแล้วเหรอคะ”

   “อ้อ...เอ่อ ฉันอิ่มแล้วล่ะ ขอโทษที คิดอะไรเพลินไปหน่อย” ธีภพลุกขึ้นยกจานจะเอาไปล้าง ทว่าบุษบงรีบห้ามเขาไว้เสียก่อน

   “เอาไว้ตรงนั้นล่ะค่ะ ฉันจัดการเอง”

   “เดี๋ยวฉันจะกลับแล้ว ขอบใจมากสำหรับมื้อเช้าที่แสนอร่อยแล้วก็ขอโทษด้วยสำหรับเมื่อคืน” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างรู้ดีว่าเมื่อคืนตัวเองคงแผลงฤทธิ์อะไรไปบ้าง แต่บุษบงกลับยิ้มอ่อนโยนบอกเขาด้วยเสียงนุ่มนวล

   “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณกลับมาดื่มที่นี่ก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องเสี่ยงขับรถ มันอันตราย”

   “อยู่กับผู้ชายเมามายก็อันตรายเหมือนกันนะ” ธีภพขัดเสียงเรียบ ก่อนจะบอกให้อีกฝ่ายสบายใจเมื่อเห็นความหวาดระแวงแวบในดวงตาของเธอ “แต่สำหรับฉันก็พิสูจน์แล้วนี่ว่าไม่มีปัญหา ใช่ไหม”

   ดวงตาหวานโศกมีแววโล่งอก หญิงสาวพยักหน้ายิ้มๆ ไม่ได้บอกเขาหรอกว่าแขนเธอยังเจ็บเพราะถูกเขาตี เธอเดินตามไปส่งเขาที่หน้าประตู ก่อนไปธีภพก็หันมาบอก

   “ส่งฉันแค่นี้ล่ะ ฉันไปต่อได้แล้ว เธอก็จัดการหาข้าวหายากินซะ ฉันไปล่ะ จะเลยไปรับวีณาที่โรงพยาบาล”

   “โชคดีนะคะ”

   “ก็หวังว่าจะนะ”

   ธีภพเดินลงออกจากลิฟต์ตรงไปที่ลานจอดรถและขับออกไป ชายที่แฝงกายอยู่ตรงมุมเสาเคลื่อนตัวออกมาจากที่ซ่อนพลางยกโทรศัพท์ขึ้นมารายงานความคืบหน้าต่อผู้เป็นนาย

   “คุณธีภพเพิ่งออกไปครับ”