ผู้เขียน หัวข้อ: Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 2  (อ่าน 1117 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 248
    • ดูรายละเอียด
Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 2
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2014, 02:56:15 PM »
บทที 2

   เสียงแคน เสียงพิณและโปงลางดังรับกันเป็นจังหวะคึกคักสนุกสนาน เหล่านางรำก็เคลื่อนไหวชดช้อยตามท่วงท่ามองดูพร้อมเพรียงสวยงามภายใต้การควบคุมของแม่ครูบานแย้ม ราชินีหมอลำชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในเมืองโกสุมพิสัย ร่างอวบของแม่ครูยืนดูชาวคณะฝึกซ้อมด้วยท่าประจำนั่นคือมือหนึ่งเท้าสะเอวส่วนอีกมือถือไม้เรียวคอยกำราบนางรำสาวๆ วันนี้เป็นวันที่แม่ครูนัดชาวคณะมาซ้อมใหญ่เอาไว้เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนถึงงานเทศกาลออกพรรษา

   สำเนียงอีสานของแม่ครูดังสนั่นลานซ้อมแม้จะมีเสียงเครื่องดนตรีต่างๆ ที่กำลังบรรเลง แต่เสียงทรงพลังของแม่ครูก็ยังคงแผดดังแข่งเสียงเพลงอย่างไม่ยอมถอย แต่แล้วแม่ครูพลังเสียงระดับซูปราโนก็ยกมือส่งสัญญาณ ทุกคนต่างรู้กันว่าท่าแบบนี้หมายถึงสิ่งใด

   แล้วเสียงเพลงครึกครื้นรื่นหูก็หยุดชะงัก บรรดานางรำพลอยหยุดตามไปด้วย ส่วนตัวหัวหน้าคณะนั้นหมุนร่างเดินตรงไปยังแคร่ไม้ไผ่ มืออวบฉวยโทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดที่ลูกชายส่งมาให้จากกรุงเทพฯ ขึ้นมาพลางขมวดคิ้วที่สักถาวรมาเสียเรียวสวย พยายามเพ่งมองเบอร์ที่ปรากฏหน้าจอ ริมฝีปากอวบอิ่มฉาบด้วยลิปสติกสีบานเย็นของแม่ครูบานแย้มค่อยๆ โค้งขึ้น

   "ลูกหวา" แม่ครูส่งเสียงหวานพร้อมปรับสำเนียงให้เป็นภาษากลางอย่างมืออาชีพ

   หากเป็นคนอื่นแม่ครูคงเว่าสำเนียงอีสานม่วนปากไปแล้ว แต่นี่คนที่โทรมาดันเป็นลูกโทนสุดที่รักของเธอซึ่งไม่เคยเลยสักครั้งที่จะเอื้อนเอ่ยวจีออกมาเป็นสำเนียงท้องถิ่น เพราะสักวาพูดอีสานไม่ได้จะคุยก็อะไรต้องแปลงสำเนียงกลางแบบชาวกรุงพ่อคุณถึงจะยอมคุยด้วย แม่ครูบานแย้มทราบดีว่าลูกชายฟังภาษาท้องถิ่นรู้เรื่อง แต่พูดไม่เป็นและเจ้าตัวก็ไม่สนใจจะหัดพูด จนพ่อใหญ่แม่ใหญ่พากันค่อนขอดมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยว่าบักหำนี่ดัดจริตแท้!

   แม่ครูเองก็จนใจสุดวิสัยหาหนทางแก้ เพราะตั้งแต่แบเบาะไอ้เจ้าลูกดัดจริตคนนี้พอได้ยินเธอร้องหมอลำกล่อมทีไรก็ร้องไห้งอแงทุกครั้งที่ ยิ่งตอนเธอพ่นภาษาอีสานกับพ่อมันยิ่งแล้วใหญ่ เรียกว่าได้ยินเมื่อไรเป็นต้องร้องไห้จ้า ปลอบเท่าไรก็ไม่ยอมเงียบ แต่พอเปลี่ยนมาปลอบด้วยสำเนียงชาวกรุงเจ้าลูกคนนี้ก็หยุดร้องราวกับถูกถอดปลั๊ก

   กว่าจะจับจุดลูกชายได้ตัวแม่ครูเองก็เสียธูปเสียเทียนบอกกล่าวบรรพบุรุษไปหลายกำ นี่จึงนับเป็นข้อเสียข้อเดียวที่เธอรับไม่ได้และขัดใจในตัวลูกชายนัก เธอเลี้ยงมาเพอร์เฟ็คทุกอย่างจะเสียอย่างเดียวตรงเรื่องสำเนียงภาษานี่แหละ

   "เป็นไงลูกใกล้ถึงบ้านหรือยัง แม่จะได้ให้คนไปรับ" แม่ครูถามพลางคำนวณเวลาการเดินทาง ป่านนี้ลูกชายคงใกล้ถึงตัวอำเภอแล้วกระมังจึงได้โทรมา

   "แม่...หวาคงไม่ได้กลับบ้านแล้วนะจ๊ะ"

   "ทำไมล่ะลูก ต้องมารายงานตัวกับทางนี้ด้วยไม่ใช่เหรอ" แม่ครูนึกสงสัย ก็ไหนวันก่อนลูกชายบอกเธอว่าเคลียร์เรื่องทุกอย่างเสร็จแล้ว รอเพียงเอกสารบางส่วนเท่านั้น "อย่ามาโกหกแม่เลยน่า ไม่กลับบ้านแล้วจะไปไหนหึ"

   "สามสุขครับแม่"

    "ตลกละ สามสุขมันอยู่ส่วนไหนของโลก แล้วแกจะไปที่นั่นทำไมตาหวา" แม่ครูเริ่มหงุดหงิดลูกชายที่พิรี้พิไรไม่เลิก ชาวคณะตาดำๆ ก็ยืนรอซ้อมต่อกันอยู่
   "มาทำงานครับแม่"
   "ฮ่วย! อย่าตั้วเด้" แม่ครูพอเริ่มยั้วะก็ลืมตัวสบถเป็นภาษาถิ่น นึกโมโหเจ้าลูกชายมันเล่นอะไรของมัน "หวา แม่กำลังซ้อมเด็กๆ อยู่นะ ถ้าแกจะโทรมางอแงง้องแง้งก็พอแค่นี้ ถึงบ้านแล้วค่อยคุยกัน"

   "คงไม่ถึงแล้วแม่"

   "ฮ่วย! คือกะด้อกะเดี้ยแท่" แม่ครูลืมตัวตบแคร่เปรี้ยง จนลูกศิษย์ที่นั่งกินน้ำอยู่ข้างๆ ยังสะดุ้งแต่ก็ไม่ลืมสะกิดบอกแม่ครูให้เปลี่ยนภาษา เพราะกลัวจะคุยกับพี่หวาไม่รู้เรื่อง "เออๆ เล่ามาสิ เกิดอะไรขึ้นกับแกตาหวา ทำไมถึงไม่กลับมาโกสุมพิสัย"



   สักวายัดโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงหลังจากบอกเล่าเรื่องราวอันรันทดของตนให้แม่บังเกิดเกล้าฟัง แม่บานแย้มฟังไปก็สบถไปที่ปวดใจสุดก็ตรงที่แม่แผดเสียงใส่โทรศัพท์ตอกย้ำว่าเขานั่นแหละที่ไม่ตรวจดูเอกสารให้ดี ผิดพลาดอย่างนี้จะแก้ไขยังไงได้

   ปัดโธ่! แม่หนอแม่ ลูกโทรไปก็หวังจะหาคนปลอบ ไม่ปลอบก็ไม่ว่า ด่ามาเป็นชุดนี่สิมันชีช้ำนัก

   ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วหันคว้ากระเป๋าเป้ใบใหญ่ขึ้นมาสะพายข้าง พี่พนักงานขับรถเคราดกโหนตัวขึ้นนั่งประจำที่พลางติดเครื่องยนต์ เกษตรตำบลคนใจร้าวยืนหน้าเศร้าใกล้กับประตูทางขึ้น แต่ยังไม่ยอมก้าวขึ้นไปเพราะเขาจะรอให้มั่นใจเสียก่อนว่าระบบทำความเย็นของรถทำงานเรียบร้อยดีแล้ว

   เวลานั้นดวงตาหม่นเศร้าจึงมีโอกาสมองเห็นยานพาหนะแล้วก็ต้องแอบถอนใจกับสภาพกลางเก่ากลางใหม่ของมัน ก็ขอให้เครื่องยนต์ทำงานสดใสเหมือนกับสีสันภายนอกด้วยเถอะ เพราะตั้งแต่ยืนฟังเสียงเครื่องครวญครางใกล้ๆ อย่างนี้ สักวายังไม่มีความมั่นใจเลยสักกระผีเดียวกว่ามันจะพาเขาไปถึงจุดหมายปลายทางหรือเปล่า นี่ขนาดเขาทำเป็นลืมจำนวนครั้งที่พี่คนขับพยายามติดเครื่องยนต์ไปแล้วนะ ถ้าฟังไม่ผิดก็ตกประมาณสี่ห้าครั้งนั่นแหละกว่าเครื่องจะดังกระหึ่มขึ้นมาพร้อมปล่อยควันดำปื๋อ

   หนุ่มน้อยขาเดปรับตำแหน่งกระเป๋ารถตะโกนเรียกผู้โดยสารคล่องปาก พอเหลือบมาเจอเขายืนเกร่ก็ไล่ขึ้นรถทันที ชายหนุ่มไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจที่ก้าวขึ้นรถเป็นคนแรก เบาะนั่งทั้งคันรถว่างเปล่ารอให้เขาเลือกได้ตามใจชอบ จุดหมายของเขาคือป้ายรองสุดท้ายดังนั้นก็ไม่ต้องขวนขวายทำเลอะไรมาก เอาเบาะที่ไม่โดนแดดและไม่ต้องเบียดเสียดผู้คนก็พอ ข้างท้ายๆ นั่นแหละเหมาะแต่นี่ก็ใกล้รถออกจากชานชาลาแล้วยังไม่เห็นมีผู้โดยสารคนอื่นเลย จะมีแค่เขาคนเดียวเสียก็ไม่รู้

   ผู้บ่าวลูกอีสานได้ที่นั่งถูกใจแต่นั่งนานไปก็ค่อนข้างผิดหวังกับระบบทำความเย็นภายในรถจึงยื่นมือไปปรับช่องแอร์อีกช่องให้ลมตกลงมาที่เขา ตอนนี้เริ่มมีผู้โดยสารทยอยขึ้นนั่งบ้างแล้ว ส่วนใหญ่มักจะเลือกโซนหน้า สักวาเดาว่าคงจะนั่งระยะสั้นไม่ได้ยิงยาวเกือบสุดสายเหมือนเขา

   รถเริ่มถอยหลังเจ้าหนุ่มกระเป๋ารถยังคงโหวกเหวกโวยวายอะไรของมันไม่รู้ สักวาเลื่อนม่านบังแดดในช่วงรถถอย แต่เมื่อรถแล่นออกจากสถานีขนส่งม่านก็ถูกพับเก็บเพราะแถบที่เขาเลือกนั่งไม่โดนแดด รถแล่นๆ หยุดๆ เป็นระยะเพราะต้องจอดรับผู้โดยสารระหว่างทาง

   ถึงตอนนี้สักวาเริ่มรู้ตัวแล้วว่าคิดผิดไป ทีแรกก็นึกว่ารถทั้งคันจะมีผู้โดยสารแค่เขาทำไปทำมาเหมือนว่าผู้โดยสารจะเต็มเสียแล้ว ก็ยังโชคดีที่นั่งข้างๆ เขายังว่างอยู่ จึงวางเป้ไปก่อนได้ แต่พอรถเบรกชายหนุ่มก็ขยับเอาเป้ลงไว้ข้างล่างอย่างรู้งาน

   เพื่อนเบาะข้างๆ ของสักวาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใกล้เคียงกับเขา หน้าตาค่อนข้างเด่นสะดุดตาทีเดียว พอเห็นเขาเอาเป้ลงฝ่ายนั้นก็เดินตรงมานั่ง

   "ขอนั่งด้วยคนนะครับ" ฝ่ายนั้นขออนุญาตทั้งที่ไม่จำเป็นเลย ก็เบาะนี้มันเป็นที่นั่งเดียวที่เหลืออยู่ ใครขึ้นมาอีกก็คงต้องตีตั๋วยืนแน่นอน สักวายิ้มแกนๆ กับเพื่อนร่วมทางแล้วผินหน้าออกด้านนอก เจ้าหนุ่มกระเป๋ารถเดินตามมาเก็บค่าโดยสาร

   "ลงไหนครับพี่"

   "สามสุข เท่าไรน้อง"

   สักวาหันมามองหน้าเพื่อนร่วมทางแวบหนึ่ง เพราะชายหนุ่มคนนี้ลงที่เดียวกับเขา แต่ด้วยอารมณ์ที่ยังไม่คงที่และความโศกเศร้ายังโหมกระหน่ำเข้ามาในใจเขาไม่เลิก เกษตรตำบลของบ้านร้อยบุญจึงไม่คิดจะสานสัมพันธ์ บางทีคนข้างๆ เขาอาจจะแค่เที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับ ใครจะเหมือนเขาเล่าตีตั๋วเที่ยวเดียวไม่รู้จะได้กลับบ้านวันไหน ดูเหมือนโกสุมพิสัยจะเคลื่อนห่างไกลจากเขาสุดขอบฟ้า ยิ่งคิดยิ่งเหว่ว้าสักวามองข้างทางอย่างท้อใจ




   โหราก้าวเท้าซ้ายขึ้นรถโดยสารพร้อมกับกระเป๋าเป้คู่บุญใบใหญ่ที่วันนี้เขาขนของใส่ไปจนเต็มความจุทั้งของฝาก โน้ตบุ้ค สมุดปากกาและเสื้อผ้าจำนวนหนึ่ง

   อาชีพของโหราคือนักเขียนและการเดินทางครั้งนี้เขาไปเพื่อแสวงหาวัตถุดิบในการเขียนหนังสือ ก่อนหน้านี้เขามีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง ยอดขายทะลุเป้าทุกเล่ม คิดอะไรเขียนอะไรก็กลายเป็นเงินเป็นทองราวกับมีเทวดามานั่งเป่ากระหม่อมให้สมองแล่น แต่ทว่าวันหนึ่งเทวดาก็กลับขึ้นสวรรค์ ฟ้าดินคงหมั่นไส้เขามานานถึงคราวเอาคืน ว่าแล้วก็จงใจแกล้งสกัดขัดขาดาวรุ่งให้พุ่งลงเหว สมองที่เคยแล่นพล่านชาญฉลาดกลับตายด้านเอาดื้อๆ ซึมกะทือไม่สนองสิ่งเร้า ไม่ว่าจะงัดสารพัดวิธีมาแก้ไข แต่ทำเท่าใดก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

   ชีวิตชายหนุ่มอารมณ์ดีหักเหเข้าสู่ยุคมืดทมิฬ เมื่อไม่อาจจะเขียนได้ดังเดิม เขาจึงต้องเดินทางไปหาแรงบันดาลใจที่ไหนสักแห่ง แล้วใบหน้าของเพื่อนรักก็วูบขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้ นั่นจึงนำมาซึ่งการเดินทางครั้งนี้

   โหราได้ที่นั่งข้างผู้ชายคนหนึ่ง แรกเห็นชายหนุ่มคนนั้นเขาก็นึกสะท้อนใจ ดูเหมือนโลกที่แสนวุ่นวายใบนี้จะมีแต่คนทุกข์มากกว่าคนสุขเสียแล้ว ก็ขนาดเขายิ้มให้อีกฝ่ายยังทำเพียงยิ้มตอบแบบจืดชืด แล้วเมินกลับไปพร้อมใบหน้าที่ฟ้าใกล้จะถล่มลงมาทับร่างเต็มที

   สงสัยญาติพี่แกเสียกระมัง...

   เมื่อเห็นเพื่อนร่วมทางไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะรับแขก โหราจึงเลือกที่จะนั่งสงบปากสงบคำไม่เซ้าซี้ให้อีกฝ่ายรำคาญใจ ปล่อยให้เศร้าโศกในภวังค์ไปเถอะ ตัวเขาเองตอนนี้ไม่มีปัญญาจะสร้างความสุขให้ใครได้หรอก ตัวเองยังเอาไม่รอดเลย

   โหราคิดพลางปรับเบาะนั่งให้เอนลงเล็กน้อย เสียงเพลงสาวสวนแตงที่กระเป๋ารถเปิดดังกล่อมผู้โดยสาร เห็นแล้วก็นึกขำ ท่าทางกระเป๋ารถไม่ได้มีส่วนไหนบ่งบอกเลยว่าจะนิยมชมชอบแม่ไม้เพลงไทยยุคบุกเบิกอย่างนี้ ตอนขึ้นรถมาเห็นหน้ากระเป๋ารถโหรายังนึกหวั่นใจว่าน้องจะเป็นเหมือนกระเป๋ารถซ่าๆ ทั่วไปนั่นคือรถเก่าไม่ว่าแต่เครื่องเสียงข้าต้องไม่เป็นรองใคร ที่ไหนได้ละเปิดมาเป็นสาวสวนแต่งซะงั้น ขัดบุคลิกน้องอย่างแรงเลย อย่างนี้นี่เองเขาถึงได้ว่าหน้าไม่ให้แต่ใจรัก

   นักเขียนหนุ่มหลับตาปล่อยหัวใจไปกับสาวสวนแตงและอีกหลายๆ เพลงจนเพลินและเผลอหลับไป สะดุ้งตื่นอีกทีก็ตอนรถเบรกกะทันหันเพราะมีหมาตัวหนึ่งวิ่งตัดหน้า

   "บ้าเอ๊ย เดี๋ยวพ่อเหยียบไส้แตก" เสียงคนขับคำรามอย่างโมโห

   โหราปรับเบาะให้มาอยู่ตำแหน่งเดิม ดวงตาสอดส่องมองป้ายริมถนน เขาไม่รู้หรอกว่าตำแหน่งตรงนี้อยู่ห่างจากสามสุขเท่าไร แต่ดูๆ ติดไว้เผื่อเพื่อนรักโทรมาถามจะได้บอกมันถูก

   'แกต้องมาลองสัมผัสเองสักครั้งโว้ยไอ้โหร แกจะได้อินกับบรรยากาศชนบท ได้เห็นต้นไม้ใบหญ้านกกาของจริง ไม่ใช่มัวแต่นั่งเทียนเขียนไปเรื่อยแล้วมันจะเห็นภาพได้ไงวะ' นักเขียนหนุ่มหวนคิดถึงคำเชิญของเพื่อนรัก...จันทน์กะพ้อ

   ไอ้หมอนี่มันคุยโวไว้มากมายราวกับตำบลของมันคือสวรรค์จำแลงอย่างนั้น โหราไม่ค่อยจะมั่นใจเลยเพราะตัวมันเองก็งานการรัดตัวจนไม่สามารถกระดิกไปไหนได้ที่คุยๆ เอาไว้ก็ไม่รู้ว่ามีจริงหรือเปล่า อย่างอื่นไม่มีโหราก็ไม่เคืองหรอก แต่ถ้าเรื่องเจ้าแม่ปลาตะเพียนอะไรนั่นแค่อำกันเล่นละก็เขาจะไล่เตะมันรอบตำบลเลยคอยดู

   ตั้งแต่ตัดสินใจเก็บเสื้อผ้ายัดใส่เป้มาโหราก็หวังว่าครั้งหนึ่งในชีวิตจะได้สัมผัสกับสิ่งลึกลับ เผื่อจะเอาประสบการณ์นี้ไปถ่ายทอดเป็นเรื่องราว ไอ้จันทน์มันบอกกับเขาเองว่าแถวบ้านมันมีเจ้าแม่ตะเพียนทอง เออใช่แล้ว เจ้าแม่ตะเพียนทองคนละองค์กับเจ้าแม่ปลาตะเพียน เขานี่อาการหนักจริงๆ จำผิดจำถูกไปหมด

   เกิดมาก็ไม่เคยเจอเรื่องลี้ลับ คราวนี้ละจะได้จัดสักที ไม่มีอะไรท้าทายเท่ากับการได้ไปสัมผัสอิทธิฤทธิ์อภินิหารของเจ้าแม่ตะเพียนทองอีกแล้ว ไอ้จันทน์บอกว่าเจ้าแม่หยั่งรู้ทุกอย่าง ดีเลย จะถามสักหน่อยว่าทำไมจู่ๆ สมองของเขามันถึงได้ตีบตันแบบนี้ ดูสิเจ้าแม่จะแม่นไหม

   นักเขียนสมองตันยิ้มขำ เพราะไม่ปักใจเชื่อว่าเรื่องแบบนี้จะมีจริง มันเป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้แล้วนับประสาอะไรกับการทรงเจ้าเข้าผีอย่างดีก็แค่นั่งทำตัวสั่นพั่บๆ บนแท่นพิธี ข้างกายก็เป็นโต๊ะหมู่กุมารจุดธูปเทียนบูชาเสียควันโขมง

   โธ่เอ๊ย! ใครจะรู้ สั่นเพราะสำลักควันธูปหรือเปล่า

   รถแล่นมาเกือบสองชั่วโมงเห็นจะได้โหรารู้เพราะเพิ่งดูเวลาไปหยกๆ หูได้ยินเสียงกระเป๋ารถตะโกนมาจากด้านหน้า

   "สามสุขจ้า ป้ายหน้าสามสุข เตรียมตัวลุกออกมาด้านหน้าเลยจ้า ช้าผ่านนะจ๊ะ"

   เสียงนั้นทำให้สองหนุ่มขยับตัวเกือบพร้อมกัน สักวานั่งทำใจมาตลอดทางก็เริ่มปลงตกจึงเป็นฝ่ายส่งยิ้มให้เพื่อนร่วมทางที่มีจุดหมายเดียวกัน

   นักเขียนหนุ่มยิ้มตอบแทบไม่ทัน แต่ก็รีบลุกขึ้นหยิบเป้ในช่องเก็บของ "ลงสามสุขเหมือนกันเหรอครับ"

   "ครับ" สักวาตอบรับเพียงสั้นๆ ขยับตัวลุกตามพลางถามกลับ "คุณคงมาเที่ยว"

   "จะว่ามาเที่ยวก็ได้ครับ แล้วคุณล่ะ"

   "ผมมาทำงานครับ"

   รถจอดเทียบท่าโหราลงมาก่อน ตามด้วยสักวา ไม่มีใครลงตามหลังสองหนุ่มรถโดยสารเคลื่อนที่ออกไป สองหนุ่มส่ายสายตามองหาคนมารับ หนุ่มนักเขียนชะเง้อคอหาเพื่อน ส่วนเกษตรตำบลคนใหม่ก็หันซ้ายหันขวาหารถที่ติดตราสติ๊กเกอร์ของสำนักงานเกษตรอำเภอ

   "คงต้องแยกกันตรงนี้ ขอให้เที่ยวให้สนุกนะครับ" สักวาอำลาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนสะพายเป้ เดินเตร็ดเตร่หาคนมารับ

   ในขณะที่ยืนหันรีหันขวางอยู่นั้นก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินตรงมาที่เขา เจ้าหล่อนสูงโปร่ง หุ่นกำลังดี หน้าตาก็น่ารักพอ สวยระดับนี้เจอได้ตามท้องตลาดทั่วไป ไม่สวยสามโลกเหมือนกับนางไหสุดที่รัก แต่ที่ทำเอาสักวาคิดหนักก็รอยยิ้มราวกับโล่งใจของเจ้าหล่อนนั่นแหละ

   ชายหนุ่มรีบปัดความคิดว่าเธอเดินมาหาเขาออกไป เพราะหุ่นแบบนี้ดูแล้วไม่น่าจะใช่คนของสำนักงานเกษตร ที่สำคัญหัวหน้าคงไม่สั่งให้ผู้หญิงมารับเขาหรอกกระมัง สักวาเตรียมหันหน้าหนีก็พอดีกับที่แม่สาวยิ้มสวยมาหยุดตรงหน้า

   "อยู่นี่เอง เกือบคลาดกันแล้วไหมล่ะ ไปค่ะพี่ รถจอดทางนี้" ทันใดนั้นมือใหญ่ของสักวาก็ถูกคว้าโดยมือสากกร้านเล็กๆ ของแม่สาวหน้าสวย

   เขาถูกฉุดกึ่งลากไปจากจุดที่ยืนอยู่ แม่สาวหน้าสวยคือยอดหญิงที่น่ายกย่อง พลังของเธอเป็นภัยต่อชายชาตรีได้จริงๆ ดูอย่างเขาสิ เธอสามารถลากเขาซึ่งคะเนโดยสายตาก็น่าจะมีขนาดร่างกายใหญ่โตเกือบสองเท่าตัวของเธอให้ไปในทิศทางที่ต้องการได้

   รูปร่างหน้าตาพอควงไปวัดได้ มือสากกร้านเกินกว่าจะคิดว่าเป็นผู้หญิง ที่สำคัญแรงกายอันมหาศาลของเธอนั้น ทำเอาผู้ชายทั้งแท่งอย่างสักวาหวาดกลัวขึ้นมาเสียแล้ว เธอจะพาเขาไปไหน

   "เฮ้! คุณ เดี๋ยวสิ นี่จะพาผมไปไหน" สักวาฝืนร่างไว้แต่คนลากไม่ยอม

   "กลับบ้านสิพี่ถามได้" เธอตอบและดึงร่างเขาให้หลบรถมอเตอร์ไซค์ พอพ้นระยะอันตรายเสร็จก็ลากต่อไปจนถึงรถ จากนั้นก็จัดการยัดสักวาเข้าไปราวกับตุ๊กตาหมียักษ์ใหญ่ๆ สักตัว

   ปัง!

   แม่คนนี้พลังมหาศาลจริงๆ ปิดประตูรถทีสะเทือนไปทั้งคัน แต่ให้ตายเถอะที่เขานั่งอยู่นี่ยังเรียกว่ารถได้อีกหรือ สักวามองสภาพแล้วสรุปในใจ...ไม่น่าจะใช่ แม้ค่อนข้างใกล้เคียง!

   "ขอโทษทีเถอะพี่ที่ให้รอ ฉันช้าไปหน่อย รอไม่นานใช่ไหม"

   เธอเปิดประตูด้านคนขับแล้วขึ้นนั่ง คำถามนั้นคุณเธอคงไม่ได้หวังคำตอบเพราะถ้าเสร็จรถก็สะเทือนอีกครั้งด้วยแรงปิด จากนั้นเจ้าตัวก็ทุ่มสมาธิทั้งหมดไปกับการปลุกชีพเจ้าสิ่งวิ่งได้ที่มีสภาพใกล้เคียงกับรถให้มันดังครืดคราดแล้วค่อยคลานออกไปอย่างเชื่องช้า

   "ฟ้าสะอื้นลูกรัก อย่าทำแม่ขายหน้าแขกนะลูก คราวหน้าแม่จะไม่ใช้เอ็งเดินทางไกลแบบนี้อีกแล้ว" มือสากกร้านที่จับมือสักวาเมื่อครู่ตบพวงมาลัยรถเบาๆ ปากสาวเจ้าก็พึมพำอ้อนวอนต่อเจ้ารถกระป๋องบุโรทั่งผู้มีนามว่า...ฟ้าสะอื้น

   เข้าใจตั้งชื่อดีแท้ อย่าว่าแต่ฟ้าจะสะอื้นเลย สักวาตอนนี้ก็ใกล้จะสะอื้นเต็มทีแล้ว นี่เขากำลังถูกแม่สาวนิรนามพาไปที่ไหนกัน

   "เอ่อ..." สักวาอ้าปากได้เพียงสามวินาทีกำลังจะพูดต่ออยู่แล้วเชียวถ้าไม่มีเสียงแทรก โทรศัพท์มือถือของเธอนั่นแหละที่ดังขัดจังหวะ ด้วยเหตุผลที่เขานั่งอยู่ข้างๆ จึงไม่มีความจำเป็นต้องรีบพูดกัน เธอจึงหันมามองเขาแวบหนึ่งแล้วกดรับโทรศัพท์

   "ว่าไงเฮีย นี่ยังไม่เคลียร์เรื่องออเดอร์กะหล่ำอีกเหรอ"

   สงสัยจะยาว...สักวาเอาหัวโขกกระจกรถอย่างเซ็งจัด พร้อมตัดใจยอมรับความจริง สายตาหมดอาลัยตายอยากของชายหนุ่มมองนิ่งที่ข้อมือของตน มีนาฬิกาเรือนโก้ราคาหลายบาทประดับอยู่มันเป็นของขวัญแทนใจที่เขาได้จากแม่ยอดรักจินตหราวาตี ตอนนี้เขาไม่อยากมองโลกในแง่ดีและเริ่มคิดว่าเหตุการณ์ปัจจุบันทันด่วนนี้คือการลักพาตัว

   ชีวิตของสักวาไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว หัวใจของเขายังไม่หายบอบช้ำจากเหตุการณ์ย้ายผิดที่ ซ้ำร้ายพอถึงนี่ก็ถูกลักพาตัวมาอีก สวรรค์...หากไม่กี่นาทีข้างหน้าจากนี้เขาต้องตายเพราะคดีฆ่าชิงทรัพย์โดยแม่สาวมือสากกร้านคนนี้ คำขอสุดท้ายที่อยากขอให้เธอเมตตาคือ อย่าเพิ่งเอานาฬิกาของจินตหราวาตีออกจากร่างขณะที่เขายังไม่หมดลมหายใจ มันจะได้เป็นความทรงจำครั้งสุดท้ายที่เขาพกติดตัวไปยมโลก

   "ฉันไม่ให้!"

   สักวาสะดุ้งโหยงเมื่อเสียงสาวมือสากตวาดลั่นออกมาอย่างเกรี้ยวกราด ชายหนุ่มรีบหันไปมองเธออย่างสงสัย เมื่อกี้เขาแค่ซ้อมขอในใจแล้วทำไมเธอถึงรู้

   "เฮียอย่ามากดราคากันอย่างนี้ดีกว่า ถ้าไม่ซื้อก็ไม่ต้องมาลีลา ฉันขายคนอื่นก็ได้"

   อ๋อ...ที่แท้ยังตกลงเรื่องกะหล่ำไม่จบ ปัดโธ่เอ๊ย! ตกใจหมดเลย

   ตลอดทางสักวาทำได้แค่นั่งมองข้างทางและฟังบทสนทนาปัญหากะหล่ำอันตึงเครียด จนกระทั่งหญิงสาวโชว์เทพหักพวกมาลัยรถด้วยมือเพียงข้างเดียว เขานี้เสียวไปยันไส้ติ่งจิกเบาะรถจนกลัวว่ามันจะขาด แม่คนนี้ขับรถประมาทจริงๆ เขาเห็นสัญญาณไฟเลี้ยวบนแผงหน้าปัดกะพริบแค่สองทีเท่านั้นคุณเธอก็จัดการเลี้ยวระทึก

   "ก็ได้ๆ ถ้าเฮียเข้าใจแบบนี้ ฉันก็ยินดีที่จะทำธุรกิจด้วย รับรองว่ากินเจงวดนี้ร้านเฮียจะมีกะหล่ำขายตลอดเทศกาลแน่นอน เอาละรู้เรื่องตามนี้ นี่ฉันกำลังขับรถอยู่ มันอันตราย"

   โถ...แม่คุณ แม่ทูลกระหม่อมเพิ่งนึกได้ว่ากำลังขับรถอยู่ เขาเห็นเธอคุยและขับมาเกือบสิบกิโลแล้วนะสาบานได้ เพราะระหว่างทำใจสักวาก็นั่งนับหลักกิโลไปด้วย บ้าแท้ๆ นี่เธอพาเขามาไกลขนาดนี้เชียวหรือ ไม่ได้การคราวนี้ละต้องคุยกันให้รู้เรื่อง

   "เอ่อ..." สักวาตั้งท่าอ้าปากอีกครั้ง ทันใดนั้นแม่สาวมือสากก็เหยียบเบรกอย่างกะทันหัน

   เอี๊ยด....ยั้งไม่ทันเสียแล้ว ร่างผู้บ่าวแห่งเมืองอีสานคะมำไปโขกกับแผงคอนโซลเสียงดังปึก นั่นแหละคนขับถึงหันมาสนใจ

   เพลินตะวันอุทานเพราะคาดไม่ถึงว่าคนข้างๆ จะถลำแรงขนาดนี้ เธอนึกว่าเขาคาดเข็มขัดนิรภัยแล้วเสียอีก หญิงสาวรีบผลักประตูลงมาเปิดฝั่งเขาแล้วถามเสียงตื่น

   "พี่! ตายแล้ว..."

   "ยังไม่ตาย" สักวาแข็งใจครางตอบแม้ว่าลิ้นของเขาจะรับรสเค็มปะแล่มๆ ของเลือดในปาก บ้าชิบ! หวังว่าฟันเขาคงไม่หักหรอกนะ

   "ฉะ ฉันขอโทษนะพี่นะ เจ็บมากไหม ฟันหักหรือเปล่า" สาวมือสากละล่ำละลักเสียงสั่น หนำซ้ำคุณเธอยังทำท่าจะเข้ามาประคองร่างเขา "มาพี่ ลงมาก่อน ค่อยๆ นะ"

   "ไม่ต้อง ไม่ต้อง" คนเจ็บเบี่ยงร่างหนี เพราะดีไม่ดีอาจจะเจ็บหนักกว่าเดิม "ผมเดินเองได้ คุณไม่ต้องช่วย ว่าแต่คุณเถอะจะพาผมไปไหน"

   "อ้าว...ก็ไปบ้านไงพี่ โน่นแน่ะเห็นไหม รถพี่จันทน์จอดอยู่แล้ว แสดงว่าคงกลับมารอเราแล้วละ รีบไปกันเถอะ" เพลินตะวันดึงมือเพื่อนพี่ชายและลากเขาไปอีกครั้งอย่างง่ายดาย

   สักวานึกแอบตำหนิหญิงสาวในใจ ผู้หญิงอาไร้...จับไม้จับมือผู้ชายได้หน้าตาเฉย ช่างกล้าเสียจริง สู้จินตหราวาตีของเขาก็ไม่ได้ มือผู้ชายไม่แตะหรอกเพราะวันๆ เอาแต่เซิ้งดีดไหสมแล้วกับว่าที่สะใภ้หมอลำบานแย้ม

   "พี่จันทน์ พี่จันทน์" เพลินตะวันลากคนตัวโตขึ้นบ้านพลางส่งเสียง "ฉันพาเพื่อนพี่มาแล้ว ออกมาต้อนรับหน่อยเร็ว"

   "เออ...มาแล้ว มาแล้ว ไหนล่ะไอ้โหรเพื่อนฉัน" จันทน์กะพ้อโผล่หน้ามารับและชะงักตรงหัวบันได

   เขม่นตามองหาเพื่อนสนิทจนทั่วก็ยักไม่เห็น จะสะดุดตากับภาพน้องสาวจับมือผู้ชายนี่แหละ ชายหนุ่มรีบก้าวอาดๆ ลงจากเรือนพุ่งตรงไปหาน้องสาว

   "นี่แกพาใครมา ไอ้เบื๊อกนี่เป็นใครมาจากไหนยัยเพลิน แล้วแกไปจับมือถือแขนกับมันทำไม"

   "อ้าว เขาไม่ใช่เพื่อนพี่หรอกเหรอ" เพลินตะวันย้อนพี่ชายเสียงสูง

   "เฮ้ย! มันใช่ซะที่ไหนล่ะ" จันทน์กะพ้อเกาศีรษะท่าทางหัวเสียแล้วว่า "นี่นะไม่ใช่ไอ้โหรเพื่อนฉันหรอกโว้ย แกไปเอาใครมาเนี่ย"

   "อ้าว เฮ้ย!" หญิงสาวปล่อยมือชายหนุ่มที่เธอพามาด้วยทันที

   "เพลินเอ๊ย ทำไม๊...ทำไม แกไม่ถามเขาวะ แล้วนั่งรถกันมาตั้งไกลไม่ได้พูดคุยกันเลยหรือไง" จันทน์กะพ้อเกาศีรษะยิกๆ ขณะบ่นน้องสาวด้วยความขัดใจ ก่อนหันไปเล่นงานชายหนุ่มปริศนาผู้มากับน้อง "คุณก็เหมือนกัน ตามมันมานี่ไม่คิดจะถามน้องผมบ้างเหรอว่ามันจะพาคุณไปไหน"

   สักวาผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่หน้าหงิกทันควัน อารมณ์เดือดพล่านถึงขีดสุด มาพูดอย่างนี้ได้ไง ก็ไม่ใช่เขาหรอกเหรอที่พยายามบอกจนเลือดกบปากแบบนี้ เกษตรตำบลผู้โชคร้ายนัยน์ตาดุดัน ยกมือกอดอกมองสองพี่น้องอย่างเอาเรื่อง

lung_tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 384
    • ดูรายละเอียด
Re: Farm in Love : สาวสวนผักกับรักอลวน บทที่ 2
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2014, 08:23:54 PM »
สนุกค่ะ ชอบสาวมือสาก 555