ผู้เขียน หัวข้อ: สืบโหดคืนสยองปี2#2 บทที่ 15  (อ่าน 3 ครั้ง)

lung_tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 343
    • ดูรายละเอียด
สืบโหดคืนสยองปี2#2 บทที่ 15
« เมื่อ: เมษายน 21, 2017, 02:57:43 PM »

บทที่ 15

“อาจารย์ครับ ศพนายจำรัสนี่เคลียร์เรียบร้อยแล้ว จะให้ผมเก็บเข้าซองเลยไหมครับ” นักศึกษาแพทย์ที่มาช่วยงานหมอสุภาวดีเอ่ยถามพลางชี้ไปที่ร่างภายใต้ผ้าขาวที่คลุมไว้

“ยังจ้ะ หมออยากดูอะไรอีกนิดหน่อย เดี๋ยวจะจัดการเก็บเอง แล้วก็จะแจ้งเรื่องไปว่าให้ญาติมารับศพได้วันจันทร์หน้าเลย” หมอสุภาวดีตอบไปโดยที่เธอก็ไม่ได้เงยขึ้นมาจากงานตรงหน้าอีกศพหนึ่ง

“อาจารย์มีอะไรจะให้ผมช่วยอีกไหมครับ” เด็กหนุ่มไฟแรงถาม

“ไม่มีอะไรแล้วล่ะ เราน่ะ กลับบ้านไปได้แล้ว” คราวนี้หมอสุภาวดีเงยขึ้นมายิ้มให้เขา แม้ว่ารอยยิ้มนั้นจะอยู่หลังผ้าปิดปากจึงมองไม่เห็น แต่ดวงตายิบหยีหลังแว่นทรงกลมหนาเตอะนั้นยิ้มได้เหมือนกัน

“ครับ อาจารย์ งั้นผมไปก่อนนะครับ พรุ่งนี้พบกันครับ” นักศึกษาหนุ่มกระพุ่มมือไหว้เธอ

หมอสุภาวดีพเยิดหน้าให้แทนการรับไหว้เพราะมือเธอกำลังเลอะสุดๆ ไปเลย

เมื่อบานประตูห้องปิดลงอีกครั้งทั้งห้องก็มีแต่ความเงียบ ได้ยินเพียงเสียงเครื่องมือกำลังทำงานและเสียงมันกระทบถาดโลหะยามที่หมอสุภาวดีวางมันลงเท่านั้น

หญิงสาวคุ้นชินกับการทำงานในความเงียบ มันทำให้เกิดสมาธิจดจ่อกับงานตรงหน้าและทำให้เธอทำงานได้เร็วขึ้นอีกด้วย บางครั้งการมีคนอื่นอยู่ในห้องด้วยเสียอีกที่ทำให้หมอสุภาวดีเสียสมาธิ เธอจึงมักจะชอบอยู่ทำงานยามค่ำคืนเสียมากกว่า เรื่องกลัวผีน่ะหรือ

คนตายก็คือคนตาย... ไม่มีใครลุกขึ้นมาทำอะไรเธอได้หรอกน่า

สำหรับหมอสุภาวดี การหาสาเหตุการตาย และหลักฐานที่จะช่วยในการคลี่คลายคดีสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด ยิ่งเธอเจอมันเร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งช่วยให้ตำรวจจับไอ้วายร้ายพวกนั้นเข้าคุกได้เร็วเท่านั้น หญิงสาวภูมิใจเสมอว่าเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งที่ทำให้บ้านเมืองสงบสุข คืนนี้เธอก็คงจะกลับดึกเหมือนสองคืนก่อน หญิงสาวต้องเปิดกะโหลกศพรายนี้ เธอหวังว่าจะพบอะไรบางอย่างที่จะเขียนรายงานได้ในตอนเช้า

ตอนที่หญิงสาวเปิดสวิทช์ใบเลื่อยมือถือที่ใช้ในการผ่ากะโหลก เสียงของมันดังแสบแก้วหู เธอจึงไม่ได้ยินเสียงผิดปกติบางอย่างที่ดังมาจากเตียงสแตนเลสตรงมุมห้อง

“อ้าว ตายจริง ยังไม่ได้โทรบอกแม่เลยว่าวันนี้กลับดึก” หญิงสาวบ่นกับตัวเอง ขณะปิดสวิทช์ใบเลื่อย เธอถอดถุงมือและล้างมือที่อ่าง

“เอาวะ ไหนๆ ก็ล้างมือแล้ว ออกไปหาอะไรกินเสียก่อนเลยก็แล้วกัน เดี๋ยวได้กลับมาลุยงานยาวไป” หมอสุภาวดีเช็ดมือแล้วหยิบกระเป๋าถือเดินออกไปจากห้อง เธอจะกลับมาในอีกหนึ่งชั่วโมงหลังจากท้องอิ่มแล้ว

น่าจะเป็นโชคดีของคุณหมอ ที่เธอไม่ได้เห็นศพของนายจำรัสตอนที่มันลุกขึ้นนั่ง!



แจ๊คมองสำรวจร่างของซอมบี้ที่เขาได้มาใหม่ มันอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไอ้จำรัสเพียงแค่คอหักเท่านั้น แขนขามือตีนยังดีอยู่ สภาพศพยังใหม่พอที่จะทำงานสำคัญได้

“แกไม่น่าพลาดเลยจริงไหม จำรัส” เขาพูดกับมัน “แกทำให้ฉันต้องวุ่นวายอยู่พักหนึ่งเลยทีเดียว เพราะอย่างนั้นแกก็ต้องชดใช้ให้ฉัน”

ร่างนั้นไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง มันยืนนิ่งเป็นศพ แต่มันเป็นศพเดินได้และมือเน่าๆ ของมันก็ฆ่าคนได้ มันเป็นเครื่องมือทำมาหากินซึ่งสร้างรายได้ให้เขามากโข ซาลอนแอนด์สปาเป็นแค่ฉากบังหน้า ทำร้านเสริมสวยน่ะเหรอ มันจะได้สักกี่ตังค์กันเล่า งานนี้ของเขาสิที่จ่ายงามจนทำให้เขาร่ำรวยขึ้นมา ชื่อของพ่อมดแจ๊คแพร่กระจายออกไปในหมู่อาชญากรระดับสูง ช่วงแรกๆ เอเย่นต์ของเขาจึงรับงานมากขึ้น มาติดขัดต้องเสียลูกค้าไปหลายรายก็เพราะขาดแคลนซอมบี้นี่ล่ะ หลังจากนี้เขาคงต้องหาศพใหม่ๆ มาทำงานแล้ว ร่างของไอ้จำรัสก็คงอยู่ได้อีกไม่กี่วัน

ส่วนไอ้ละม้ายมันหายไปเลย ดวงจิตของเขาสัมผัสมันไม่ได้ หาไม่เจอ เขาไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน เขาพยายามหาข่าวไปทั่วทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ แม้แต่ในโซเชียลเน็ตเวิร์คก็ไม่พบวี่แววว่าจะมีใครพบศพของมัน เป็นไปได้ว่าถุงผ้าที่เขาคล้องคอมันไว้นั้นหลุดออกจากร่างของมัน ซอมบี้จึงหลุดจากการควบคุมของเขา หรือไม่ร่างนั้นก็เน่าเฟะเสียจนไม่อาจเคลื่อนที่ไปไหนได้อีก ตามปกติมันจะต้องหลบซ่อนในที่มืดทึบและย่อยสลายไปในที่สุด ถ้ามีคนพบศพก็ไม่เหลืออะไรให้พิสูจน์ได้ว่าเป็นใครมาจากไหนแล้ว เขาจึงไม่กังวลในเรื่องนี้

โชคดีที่เขาได้ซอมบี้ตัวใหม่มาทันใช้งาน ดวงตาไร้ตาขาวที่มีเพียงสีดำสนิทเหมือนหลุมนรกของแจ๊คหันกลับไปมองที่แท่นบูชา ในกะลาใบนั้นมีถุงผ้าของเหยื่อรายใหม่เตรียมไว้แล้ว เขาได้เส้นผมของมันมาไม่ยากเย็นอะไร ก็เพราะมีร้านตัดผมนี่ล่ะ

พ่อมดเอื้อมมือไปหยิบถุงที่มีชื่อติดไว้ว่า กาจพล นายตำรวจผู้เป็นเหมือนก้างแข็งชิ้นใหญ่ที่ขวางคอหอยของเขาอยู่ในเวลานี้ อันที่จริงเขาน่าจะจัดการมันเสียตั้งแต่รู้ว่ามันอยู่ในทีมสืบสวนคดีธรรมรงค์นั่นล่ะ

แต่เอาเถอะ... จะช้าหรือเร็ว มันก็ต้องตายอยู่ดี



หลังจากผู้กองกาจพลส่งหมอลลิตาที่ประตูห้องพักของเธอ แล้วเขาก็กลับลงมานั่งเฝ้าดูอยู่ในรถ จนกระทั่งแสงไฟจากหน้าต่างห้องที่เธออยู่ดับไปเขาจึงค่อยวางใจว่าเธอเข้านอนแล้ว

“ฝันดีนะครับหมอลี” ชายหนุ่มพึมพำตอนที่มองหน้าต่างห้องนอนของเธอ จากนั้นจึงสตาร์ทรถขับออกมา

มีอะไรบางอย่างผิดปกติแน่นอน เขาไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ดีๆ หมอลลิตาถึงได้เงียบขรึมไม่พูดไม่จา แม้ตอนที่อยู่ที่บ้านนายแจ๊คนั่นก็เหมือนกัน เธอเป็นฝ่ายฟังนายคนนั้นคุยตลอดเวลาที่กินอาหารกัน ตัวเธอเองแทบจะไม่ค่อยได้กินด้วยซ้ำ ผู้กองกาจพลไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนี้เลย

นายตำรวจรู้สึกโล่งใจมากเมื่อการกินอาหารอย่างฝืดเฝื่อนจบสิ้นลงเสียที หลังดื่มกาแฟกันแล้วเขาเอ่ยขอตัวอย่างไม่สนใจมารยาท เพราะมันดึกเกินกว่าที่จะนั่งเอ้อระเหยคุยกันต่อ อีกอย่างก็มีเพียงเจ้าของบ้านเท่านั้นที่คุยฟุ้งเรื่องของตัวเองตอนไปอยู่ต่างประเทศ

ตลอดทางที่นั่งรถกลับมาที่คอนโดมิเนียมของหญิงสาว เขาเป็นคนชวนเธอคุยอยู่ฝ่ายเดียว หนักเข้าก็ถามเธอออกไปตรงๆ ว่าเธอโกรธเขาที่มาสายหรือเปล่า เธอส่ายหัว แล้วนั่งเงียบไปตลอดทาง ทำให้เขาต้องถามตัวเองว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น ชั่วแวบหนึ่งเขานึกไปถึงเรื่องเหนือธรรมชาติ

หรือหมอลลิตาจะโดนผีเข้า?

แต่นายตำรวจก็บอกตัวเองว่าไม่มีสัญญาณบ่งบอกเลย ไม่มีอะไรทำให้เขารู้สึกว่าได้พบเจอกับวิญญาณเหมือนเรื่องที่ผ่านมา ไม่มีวี่แววของผี หรือกลิ่น หรือหมาหอน หรือความเยือกเย็นที่ทำให้ขนหลังคอลุกชัน ไม่มีสัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้นเลยแม้แต่อย่างเดียว

มีเพียงอาการเหม่อลอยของหมอลลิตา ที่เขาหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้!

ระหว่างที่ผู้กองกาจพลขับรถกลับมาบ้าน เพื่อนตำรวจของเขาก็โทรศัพท์เข้ามาเรียกไปดื่มด้วยกัน เป็นเพราะกำลังรู้สึกกลุ้มใจอยู่จึงรับปากไปอย่างไม่ต้องคิดมาก การได้พูดคุยเฮฮากับเพื่อนคงจะทำให้เขาหลุดจากอาการหนักตื้อในหัวใจไปได้

แต่มันไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิด ความวิตกกังวลไม่ได้หายไปไหน ช่วงที่นั่งกินเหล้าอยู่กับเพื่อนก็เฮฮาหัวเราะกันดี แต่พอตอนขับรถกลับบ้านมาคนเดียว ความรู้สึกหน่วงในหัวใจก็กลับมาจู่โจมเขาอีกครั้ง ตราบใดที่เขายังหาคำตอบไม่ได้ว่าหมอลลิตาเป็นอะไรไป ก็คงยังไม่สบายใจไปได้


ผู้กองกาจพลเลี้ยวรถเข้าจอดใต้ตึกคอนโดมิเนียมของเขาเอาเกือบตีสอง รปภ.ที่ประตูหน้าตึกไม่รู้หายไปไหน เขาไม่อยากบีบแตรเรียกเพราะดึกมากแล้ว ชายหนุ่มจึงลงมาเลื่อนแผงกั้นรถเปิดแล้วปิดเสียเอง แล้วก็ขับเข้าไปจอดใต้ถุนตึก แต่เพราะเวลานั้นดึกมากแล้ว ที่จอดรถใต้ตึกจึงเต็มเอียด จะมีที่พอจอดรถได้สักสองสามคันก็ตรงด้านหลังตึกซึ่งค่อนข้างมืดเพราะไม่มีดวงไฟและมีต้นไม้สูงใหญ่อยู่หลายต้น จึงไม่มีใครยอมเอารถไปจอด คืนนี้ผู้กองกาจพลคงต้องจอดตรงที่มืดๆ นั่นล่ะ เขาคิดว่าไม่เป็นไร อีกไม่กี่ชั่วโมงก็สว่างแล้ว

ตอนที่เขากดล็อกรถแล้วนั่นล่ะที่รู้สึกขึ้นมาว่าเขาไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นลำพัง ชายหนุ่มเหลียวมองด้านซ้ายและขวา กลิ่นเหม็นเน่าของอะไรบางอย่างโชยชายมาในอากาศ สัญชาตญาณบอกเขาให้ระวังตัว และเมื่อเขาหันหลังออกมาจากรถเพื่อจะเดินกลับไปที่ลิฟท์ ชายหนุ่มก็ต้องเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อพบว่าร่างๆ หนึ่งยืนถมึงทึงอยู่ข้างหลังเขาห่างออกไปเพียงสองก้าวเท่านั้น

“ใคร!” ชายหนุ่มถามออกไป

ร่างนั้นไม่ตอบ มันกระโจนเข้าใส่เขาทันที

“เอ๊ะ!” นายตำรวจเบี่ยงตัวหลับไปด้านขวา ทำให้สองมือของมันที่พุ่งฉกออกมาหมายลำคอของเขาพลาดเป้าไปอย่างหวุดหวิด ร่างของมันเซ แต่ไม่ล้ม มันรีบหันมาหาเขา ตอนนั้นเองที่นายตำรวจเห็นหน้าของมันชัดเจน

“นายจำรัส”

เมื่อความคิดแล่นวาบว่าร่างที่อยู่ตรงหน้านั้นได้ตายไปแล้ว แต่ทำไมยังมายืนทะมึนอยู่ตรงนี้ได้

“ผี!!” คำตอบเดียวที่ทำให้ผู้กองกาจพลถึงกับขนหัวลุก

เขาไม่มีเวลาคิดหรือแม้แต่ขนลุกซู่ซ่าอะไรต่อทั้งนั้นเพราะร่างของจำรัสถาโถมเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้มันใช้ช่วงเวลาที่ชายหนุ่มกำลังตกตะลึงคว้าคอของเขาเอาไว้เต็มสองมือแล้วบีบ ชายหนุ่มตั้งสติได้เร็วตามสัญชาตญาณที่ฝึกมา ชั่ววินาทีเขายกสองมือขึ้นคว้านิ้วก้อยทั้งสองของมันเอาไว้แล้วงัดดึงหักกระดูกทันที เพราะโดยหลักแล้วนิ้วก้อยเป็นนิ้วที่เป็นจุดอ่อน ถ้าง้างนิ้วก้อยออก ฝ่ามือของมันที่บีบคอเขาก็จะต้องหลุดออก

ชายหนุ่มหักนิ้วมันอย่างแรง คิดว่าพอมันเจ็บก็จะปล่อยมือแล้วคราวนี้เขาจะเล่นงานมันล่ะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นอย่างนั้น ชายหนุ่มหักนิ้วก้อยมันอย่างแรง และนิ้วนั้นก็หักหลุดติดมือเขาออกมา ทว่าไอ้ผีดิบที่บีบคอเขาอยู่ไม่รู้สึกรู้สมอะไรเลย

ก็ใช่สิ มันตายแล้ว ไม่มีความเจ็บปวดใดๆ ต่อให้เขาหักจนนิ้วหลุดติดมือออกมาก็เถอะ!

เกือบจะสายไปแล้วที่คิดขึ้นมาได้ เพราะไอ้ผีดิบยังคงบีบรัดคอของชายหนุ่มไว้แน่นจนเขาเริ่มหน้ามืด เพราะอย่างนี้เองทั้งธรรมรงค์และตัวไอ้จำรัสเองถึงคอหักตาย ตายด้วยน้ำมือของผีดิบซอมบี้

ผู้กองกาจพลเองก็กำลังจะตายเหมือนกัน!

ในสติที่เหลือน้อยนิด ชายหนุ่มลองอีกวิธีหนึ่ง เขาประสานมือทั้งสองไว้มั่นที่ใต้เอว แล้วยกแขนทั้งสองขึ้นแหวกระหว่างแขนทั้งสองของผีดิบ

ไม่ออก! มือที่แข็งเหมือนปลอกเหล็กยิ่งรัดแน่น

เขาลองอีกครั้งด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี เพราะถ้าคราวนี้ไม่สำเร็จ เขาคงหมดลมเช่นกัน

ผลัวะ!

เขาทำสำเร็จ มือทั้งสองข้างของมันหลุดออกจากคอของเขา นายตำรวจไม่รอช้า ใช้มือที่ประสานกันแน่นเป็นตะลุมพุกฟาดโครมลงบนสันจมูกของมัน ผลที่ได้ไม่เหมือนที่เขาคิด

แทนที่จมูกของมันจะหักและเลือดกำเดาไหลโกรก ทำให้มันล่าถอยไป กลับกลายเป็นว่าตะลุมพุกของเขาฟาดลงในเนื้อเน่าที่ทำให้หน้าของมันยุบลงไปในกระโหลกทันที กลิ่นเหม็นเน่าที่พลุ่งขึ้นมานั้นสุดจะบรรยาย

ไม่มีเลือด มีแต่เนื้อเน่าเฟะ

ไอ้ผีดิบไม่ได้ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด แต่มันยืนทื่อตัวแข็งเป็นหินไปชั่วครู่ ผู้กองกาจพลเองก็มันแต่ตะลึง และงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นไอ้จำรัสก็กลับหลังหันวิ่งหนีเข้าไปหลังพุ่มไม้ในเงามืดอย่างรวดเร็ว ไม่น่าเชื่อว่ามันจะวิ่งได้เร็วขนาดนั้น

“เฮ้ย!” ผู้กองกาจพลขยับจะวิ่งตาม แต่สายตาของเขาเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่พื้นเข้าเสียก่อน ชายหนุ่มจึงปล่อยให้มันหนีไป แล้วก้มลงเก็บของสิ่งนั้นขึ้นมาดู

“ถุงผ้า!”

สิ่งที่อยู่ในมือของเขาในขณะนี้มีลักษณะเหมือนกับถุงผ้าที่เขาพบในมือของศพนายจำรัสเมื่อวันก่อนอย่างไม่ผิดเพี้ยน เป็นไปได้ว่าตอนที่สู้กันเมื่อครู่และเขาเหวี่ยงแขนขึ้นเพื่อปลดมือที่บีบคอออก ตอนนั้นเองที่เขาทำเชือกที่ห้อยถุงผ้านี้ขาดตกลงมา นายตำรวจค่อนข้างมั่นใจว่าถุงผ้านี้มีความสำคัญกับเรื่องบ้าๆ ที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน